Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

EXPERIMENTAL RESEARCH

No description
by

artitaya vejchamon

on 19 November 2013

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of EXPERIMENTAL RESEARCH

EXPERIMENTAL RESEARCH
กระบวนการวิจัยเพื่อค้นหาความจริง โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการศึกษาว่าตัวแปรที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้นจริงหรือไม่ เป็นการศึกษาวิจัยจาก
สาเหตุไปผล
โดยการเปรียบเทียบความแตกต่างของ
ตัวแปรที่เปลี่ยนไปในสภาพปกติ กับ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสภาวะที่ถูกควบคุม ทั้งนี้ยังมีการควบคุมตัวแปรอื่นๆที่ไม่ต้องการศึกษา ให้อยู่ในสภาพที่คงที่
การวิจัยเชิงทดลอง
ตัวแปรที่สำคัญในการวิจัยเชิงทดลอง

1. ตัวแปรต้น หรือ ตัวแปรอิสระ

2. ตัวแปรตาม

3. ตัวแปรเชื่อมโยง

4. ตัวแปรแทรกซ้อน หรือตัวแปรภายนอก


Campbell and Standley ได้จำแนกแบบการวิจัยเชิงทดลองออกเป็น 3 กลุ่ม
รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental design)

"การทดลองจริง"
เป็นแบบการวิจัยที่
ป้องกันการขาดความตรงภายในไว้ได้หมด
(ถ้าการทดลองสามารถควบคุมตัวแปรภายนอก ได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นการทดลองแท้ )

ตัวอย่างเช่น
ต้องการเปรียบเทียบวิธีการสอนทั้ง2 วิธีแต่บุคลิกภาพของครู
ทั้ง2คนก็อาจมีผลต่อตัวแปรตามด้วย ดังนั้นจึงต้องควบคุมตัวแปรภายนอก
การวิจัยแบบ True Experiment design
แบบแผนวิจัยนี้ป้องกันอิทธิพลจากการสอบก่อน หรือ Pretest ได้ ทั้งนี้เพราะมีความเชื่อมั่นจากการสุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษา การวิเคราะห์ผลจะเปรียบเทียบ Posttest (T2) ของทุกกลุ่ม ดังนั้นสถิติที่ใช้จะใช้ T-test หรือ One-way แล้วแต่กรณี

รูปแบบที่ 1.1 : สองกลุ่ม-สอบหลัง
(Posttest only Control Group Design)

แบบการวิจัยนี้จะมี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะเป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มหลังจะเป็นกลุ่มควบคุม ทั้ง 2 กลุ่ม มีการสอบก่อนสอบหลังพร้อมกัน มีการสุ่ม จะช่วยป้องกันความไม่เที่ยงตรงภายในตัวแปร แทรกซ้อนต่างๆ แต่วิธีนี้ไม่มีการควบคุมผลกระทบจากการสอบก่อน

รูปแบบที่ 2 : สองกลุ่มสอบก่อน-สอบหลัง
Pretest-posttest control group design
วิธีดำเนินการ Posttest only Control Group Design

1.เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มทั้ง 2 กลุ่ม

2.จัดกระทำกับกลุ่มทดลองเดี่ยว

3.ทดสอบทั้งสองกลุ่มด้วยเครื่องมือฉบับเดียวกัน

4.เปรียบเทียบผลการทดสอบระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลอง

ข้อดี

1. เนื่องจากมีการวัดครั้งเดียว ค่าที่ได้จากการวัดน่าจะมีความถูกต้อง
โดยเฉพาะการวัดตัวแปรที่กลุ่มตัวอย่างไม่ต้องระบุชื่อของตนเอง นอกจากนั้นจะไม่เกิดการเรียนรู้แบบทดสอบ หรือ ไม่เบื่อหน่ายที่ต้อง
มีการวัดหลายๆครั้ง โดยใช้แบบวัดชุดเดียวกัน

ข้อจำกัด

1. การวิจัยแบบนี้มีการวัดครั้งเดียว เฉพาะหลังจากการให้Treatment
เท่านั้น ผลการวิจัยจึงไม่สามารถดูการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม ก่อนและ
หลังการทดลองได้
2. กลุ่มทดลองรู้ตัวว่า กำลังอยู่ในสภาวะการทดลองอาจจะเกิดปฏิกิริยาต่อ
การทดลอง ซึ่งอาจจะเป็นการแสร้งทำ
วิธีการดำเนินการ Pretest-Posttest Control Group Design

1. เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม 2 กลุ่ม

2.กำหนดให้กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุม

3.ทดสอบก่อน (T1) กับกลุ่มทั้ง 2 ด้วยเครื่องมือชุดเดียวกัน

4.จัดกระทำกับกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวกันเท่านั้น

5.ทดสอบครั้งที่สอง (T2) กับทั้งสองกลุ่ม โดยใช้เครื่องมือชุดเดิม

6.เปรียบเทียบผลต่างของการสอบสองครั้งของสองกลุ่ม
ข้อดี
1. มีการทดสอบก่อนการทดลองทั้งสองกลุ่ม ช่วยให้ผู้วิจัยสรุปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากผลการทดสอบก่อนการทดลองทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน แต่ผลหลังการ
ทดลองต่างกัน แสดงให้เห็นว่ามีอิทธิพลของตัวแปรอิสระเกิดขึ้นกับตัวแปรตาม
2. การวิเคราะห์สามารถใช้สถิติ วิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ANCOVA อันจะเป็นผลให้เกิด
ความแม่นตรงภายใน
มากขึ้น




ข้อจำกัด

1. การทดสอบ2ครั้ง โดยเป็นแบบทดสอบชุดเดิม กลุ่มตัวอย่างอาจเกิดความ
เบื่อหน่าย เกิดการเรียนรู้แบบทดสอบซึ่งเป็นผลต่อคะแนนการทดสอบหลัง
การทดลองได้
มีทั้งกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 2 กลุ่มที่ มาจากการสุ่ม (R) ทำการทดสอบก่อน 2 กลุ่มคือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมอย่างละ 1 กลุ่ม ให้กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระทำ
ตามโปรแกรม (X) เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ทำการทดสอบหลังการทดลองทั้ง 4 กลุ่ม
รูปแบบที่ 3 : โซโลมอนสี่หมู่
Ramdomized Solomon four-group design
1.เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มมา 4 กลุ่ม

2.กำหนดให้เป็นกลุ่มที่ 1,2,3 และ 4 โดยวิธีสุ่ม

3.ทดสอบก่อน(T1) เฉพาะกลุ่มที่1และ2

4.จัดกระทำ(ทดลอง) กับกลุ่มที่1และ3

5.ทดสอบครั้งที่สองกับกลุ่มที่1และ2 และทดสอบกับกลุ่มที่3และ4 ด้วยแบบทดสอบฉบับเดิม

6.หาผลต่างระหว่างการทดสอบสองครั้งของกลุ่มที่1และ2 ให้เป็น D1และD2 ให้ผลการทดสอบของกลุ่มที่3และกลุ่มที่4 เป็น D3 และ D4 ตามลำดับ

7.ดูผลการทดลองจาก D3 – D4 และดูD1 –D2 ประกอบ

8.ดูผลการทดสอบครั้งที่1 จาก D2-D4 และดูที่ D1-D3

สถิติที่ใช้แบบการวิจัยนี้ ควรใช้ ANOVA+ Multiple Range Test (เช่น วิธีของ Scheffe หรือ ของ Newman-keuls เป็นต้น)

วิธีการดำเนินการ Randomized Solomon Four-Group Design
ข้อดี

1. เป็นการรวมทั้ง แบบ posttest only control group design
และแบบ pretest – posttest control group design จะทำให้สามารถสรุปถึงอิทธิพลตัวแปรอิสระได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น
2. สามารถป้องกันอิทธิพลของการสอบ (T1) โดยที่ตัวแปรแทรกซ้อนจะดูที่ D2-D4 และดู D1-D3

ข้อจำกัด

1. มีการดำเนินการมากกว่าทั้งสองแบบก่อนหน้านี้ที่กล่าวมา
ผู้วิจัยอาจควบคุมความแตกต่างของเงื่อนไขบางประการระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้งสองโดยการจัดคู่ตัวอย่างที่มีเงื่อนไขตามกำหนด
เท่าเทียมกันลงในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

รูปแบบที่ 1.2 : Matched-subjects design
**ความแม่นตรงภายใน : ระดับของวิธีการทดลองที่ปลอดจากอิทธิพลของตัวแปรภายนอกต่างๆ ซึ่งสิ่งที่จะมามีอิทธิพลต่อความแม่นตรงภายในก็ได้แก่
-การวัดก่อนและหลังการทดลอง
-ปัญหาอื่นเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่าง
-วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง
-การสูญหายกลุ่มตัวอย่าง หรือไม่เข้าร่วมให้ตลอดโครงการ
ความตรงของการวิจัยเชิงทดลอง

เพื่อให้การวิจัยสามารถตอบปัญหาได้ตรงตามวัตถุประสงค์ตามที่
ต้องการ ผู้วิจัยจะต้องกำกับ ควบคุม การทดลองให้มีความตรง
ทั้ง 2 ลักษณะ

1. ความตรงภายใน

2. ความตรงภายนอก

ความตรงภายใน (Internal Validity)

การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตามที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการจัดกระทำ (Treatment)
ที่ใส่เข้าไปในการทดลองเท่านั้น
ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยอื่นๆ
ร่วมด้วย (Intelligibility)
ตัวแปรอื่นๆที่จะส่งผลต่อตัวแปรตาม ได้แก่
1.ประสบการณ์นอกเหนือจากการทดลอง

2.วุฒิภาวะ

3.การทดสอบ การทดลองมีการสอบก่อน(pretest) และ ทดสอบหลัง(posttest) โดยใช้ข้อสอบชุดเดียวกัน

4.เครื่องมือที่ใช้ในการวัด (Instrumentation)
5.การถดถอยทางสถิติ (Statistical regression)

6.การขาดหายของกลุ่มตัวอย่าง (Experimental mortality)

7.การเลือกตัวอย่าง (Selection)

8.ผลรวม (Interactive combinations of factor)

ความตรงภายนอก (External Validity)

ผลที่ได้จากการทดลอง ที่จะนำไปสรุป อ้างอิง เพื่อเป็นหลักการทั่วไป (Generalization)
ให้สามารถอ้างอิงกับประชากรกลุ่มใหญ่ได้นั้น
จำเป็นจะต้องระวังสิ่งที่อาจเกิดผลเสียต่อความตรงภายนอก ดังนี้

1.เลือกตัวอย่างผิดพลาด (selection bias)

2.ผลของการสอบก่อน (Pretesting)

3. กระบวนการทดลอง (experimental procedure)

4.การถ่ายทอดจากการทดลองหลายครั้ง (Multiple-treatment interference)

วัตถุประสงค์
1. เพื่อช่วย
ให้ได้คำตอบของคำถามการวิจัย
ซึ่งนักวิจัยการออกแบบการวิจัย
เพื่อให้ได้ข้อมูลหลักฐานที่สามารถนำไปวิเคราะห์หาข้อสรุป เพื่อตอบประเด็น
คำถามการวิจัยได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีความถูกต้องเชื่อถือได้ และมีประสิทธิภาพ

2. เพื่อควบคุมความแปรปรวนต่าง (variance) ที่เกิดจากการทดลอง หรือ เกิดจากตัวแปรอิสระ ซึ่งจะมีผลต่อปัญหางานวิจัยที่ศึกษา
คำศัพท์
ผล (results)

ผลลัพธ์ (Outcome)

กลุ่มทดลอง (Experimental group)

กลุ่มควบคุม (Control group)

ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ (Independent variable)

ตัวแปรตาม (Dependent variable)

Treatment

ขั้นตอนหรือกระบวนการวิจัย
1. สำรวจปัญหา

2. ตั้งชื่อเรื่องปัญหา และคำถามในการวิจัย

3. ตั้งสมมติฐาน

4. ให้คำนิยามปฏิบัติการ
5. การวางแผนการทดลอง
• กำหนดและควบคุมตัวแปรที่ไม่ได้ใช้ในการทดลอง
• เลือกรูปแบบการทดลอง
• เลือกกลุ่มตัวอย่าง

• สร้างหรือเลือกเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล
• เขียนสมมติฐานและสถิติที่ใช้การทดสอบ
• ดำเนินการทดลอง
• เก็บรวบรวมข้อมูล
• ทดสอบนัยสำคัญ และแปลผล
หลักการการคัดเลือกและจัดกลุ่มตัวอย่าง คือ ให้แต่ละกลุ่มมีความเสมอภาค หรือเท่าเทียมกัน ก่อนทำการทดลอง การจัดคู่ผู้ที่ถูกทดลอง (matching case) การจัดให้กลุ่มผู้ที่ถูกทดลองสมดุลย์กัน (balancing case) การคัดเลือกแบบสุ่ม (randomization)
ตัวอย่างงานวิจัย
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนาพิธี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์
มาตรฐาน และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนจากการเรียนด้วย
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการเรียนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอ้อมน้อย ( มิตรครู ราษฎร์รังสรรค์) ตำบลอ้อมน้อย อำเภอ กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 60 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน กลุ่มทดลอง
เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนส่วนกลุ่มควบคุมเรียนโดยวิธีเรียนแบบปกติ โดย
ใช้รูปแบบ (Randomized Control Group Pretest – Posttest Design)
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น

ได้แก่


1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2. แบบทดสอบย่อย

ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.69 และแบบทดสบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79 ผลการวิจัยปรากฏว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธี
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.22/90.27 และนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนแบบปกติอย่างนัยสำคัญ
ทางสถิติที่ระดับ 0.05
วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนาพิธี สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้ได้ประสิทธิภาพ
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/802. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียน วิชาพระพุทธศาสนา เรื่องศาสนาพิธีสำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
กับการเรียนแบบปกติสมมุติฐานในการวิจัย
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนที่เรียน โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สูงกว่า
ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนแบบปกติ
ขอบเขตของการวิจัย

1.ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอ้อมน้อย ( มิตรครูราษฎร์รังสรรค์) ตำบลอ้อมน้อย อำเภอ กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 มี 7 ห้องเรียน จำนวน 285 คน

2. กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดอ้อมน้อยน้อย ( มิตรครูราษฎร์รังสรรค์) อำเภอ กระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 60 คน ซึ่งคัดเลือกโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม ( Cluster random samping ) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม จำนวน 2 ห้องเรียน กำหนดนักเรียนจำนวน 60 คน เป็นกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุม กลุ่มละ 30 คน
3. เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหาวิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง ศาสนพิธี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ตามหลักสูตรประถมศึกษาพุทธศักราช2521 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533

4. ตัวแปรที่จะศึกษา4.1 ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 4.1.1 การเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน4.1.2 การเรียนแบบปกติ4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วิชาพระพุทธศาสนา เรื่อง ศาสนพิธี

วิธีการดำเนินการวิจัย


การวิจัยเพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพุทธศาสนา เรื่อง ศาสนาพิธี ระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการเรียนแบบปกติ
ครั้งนี้เป็น
การวิจัยเชิงทดลอง ( Experimenlal research )

รูปแบบ (Randomized Control Group Pretest – Posttest Design )

เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่นำมาเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ เรื่องศาสนพิธี วิชาพุทธศาสนา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องศาสนพิธี สำหรับนักเรียนชั้นประถม
ศึกษาปีที่ 6 ในลักษณะแบบการสอน ( Tutorial instruction ) เป็นบทเรียนแบบแตกแขนง( branching Program ) ซึ่งพัฒนาจาก
โปรมแกรม Authoware Version 6.0 )

2. แบบทดสอบย่อย ( formative test )

3. แบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ( achievement test )

วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล

การรวบรวมข้อมูลการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบการ
เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการเรียนแบบปกติ คือ กลุ่มทดลองเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และกลุ่ม
ควบคุมเรียนโดยครูสอนตามปกติ โดยมีขั้นตอนการทดลอง โดยการสุ่มห้องเรียนจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งหมด 7 ห้องเรียน มา จำนวน 2 ห้องเรียน แล้วสุ่มอีกครั้งว่าจะให้ห้องทดลอง ห้องใดเป็นห้องควบคุม แล้วดำเนินการทดลอง

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล


ตอนที่ 1 วิเคราะห์ผลการประเมินสื่อด้านเนื้อหาด้านเทคนิค

ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่องศาสนพิธี ทดลองแบบรายบุคคล

ตอนที่ 3 วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

สรุปผลการวิจัย

1.การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธี ได้ค่าเท่ากับ 86.22/90.27

2. ทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของคะแนนเปรียบเทียบความรู้ เรื่อง ศาสนพิธี
พบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธี มีค่าเฉลี่ย 22.56 และนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ มีค่าเฉลี่ย 20.26 เมื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน
ร่วมพบว่า
นักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
วิชาพุทธศาสนา เรื่องศาสนพิธี

สูงกว่า
นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

นันทิยา ชุนถนอม.การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง ศาสนพิธี ที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการเรียนแบบปกติ
คำถาม
จงบอกข้อดีของแผนการวิจัยแบบ

โซโลมอนสี่หมู่
คือ?
Full transcript