Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

Ecology&Evolution

No description
by

Keattipong Munkong

on 29 October 2013

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of Ecology&Evolution

Ecology
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต
วิวัฒนาการ หมายถึง เปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับขั้นโดยอาศัยระยะเวลาอันยาวนาน
ทฤษฎีการคัดเลือกทางธรรมชาติ (Natural Selection)
กล่าวคือ สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ดีจะมีชีวิตอยู่รอดได้มากกว่า
สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้และถ่ายทอดลักษณะที่ปรับเปลี่ยนไปยังชั่วรุ่นถัดไปเมื่อเวลาผ่านไป
ลักษณะที่ปรับเปลี่ยนซึ่งเหมาะสมต่อสภาพแวด
ล้อมจึงเพิ่มมากขึ้นในแต่ละชั่วรุ่นขณะที่ลักษณะที่ไม่เหมาะสมลดน้อยหรืออาจหมดไปจนในที่สุดเกิด
เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมกลายเป็นสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่
Detail 3
Food web
Detail 4
ภาวะพึ่งพากัน ( Mutualism )
ทั้งสองฝ่าย เมื่ออยู่ร่วมกันแล้วต่างก็ให้ประโยชน์แก่กัน
เช่น แบคทีเรียไรโซเบียมที่รากต้นถั่ว ตรึงไนโตรเจนจากอากาศสะสมไว้ที่รากต้นถั่ว
เป็นสารประกอบไนเตรต
ทำให้ต้นถั่วได้ปุ๋ยในการเติบโตต่อไป
ภาวะได้ประโยชน์ร่วมกัน ( Protocooperation )
คล้ายภาวะพึ่งพากัน แต่ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เช่น ดอกไม้กับแมลง ดอกไม้ได้ประโยชน์โดยแมลงช่วยผสมเกสร แมลงได้น้ำหวานจากดอกไม้
ภาวะล่าเหยื่อ ( Predation )
ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ผู้ล่า ( Predator ) ฝ่ายเสียประโยชน์คือ เหยื่อ ( Prey )
เช่น เสือจับกวางเป็นอาหาร
นิเวศวิทยา (Ecology)


ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ระบบนิเวศ
ความหมาย หมายถึง หน่วยของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง มาจากรากศัพท์ในภาษากรีก 2 คำ คือOikos แปลว่า บ้าน, ที่อยู่อาศัย Logos แปลว่า เหตุผล, ความคิด ความหมายของคำต่างๆ ในระบบนิเวศ

แบ่งระบบนิเวศตามภูมิศาสตร์ ได้แก่
ระบบนิเวศบนบก
ระบบนิเวศในน้ำ
น้ำจืด
น้ำเค็ม
น้ำกร่อย
โครงสร้างระบบนิเวศ
Evolution
สิ่งมีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้น มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและไม่มีการเปลี่ยนแปลง
อริสโตเติล (Aristotle)
บิดาแห่งวิชาอนุกรมวิธาน คิดค้นระบบตั้งชื่อ binomial nomenclature

สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีลักษณะถาวร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linnaeus)
กฎแห่งการใช้และไม่ใช้ (LAW OF USE AND DISUSE) กล่าวว่าอวัยวะใดถูกใช้งานอยู่เสมอจะมีการพัฒนาขึ้นอวัยวะใดไม่ถูกใช้งานก็จะเสื่อมหายไป และลักษณะเหล่านี้จะถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

ตัวอย่างเดิมนั้นยีราฟคอสั้นเหมือนสัตว์อื่นแต่ชอบยืดคอกินใบไม้อยู่เป็นประจำทำให้คอและขายาวขึ้น และ ตกทอดมาถึงลูกถึงหลาน ปัจจุบันยีราฟจึงคอยาว


แนวความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการ
ลามาร์ค (Jean Baptisite de Lamarck)
ทฤษฎีการคัดเลือก โดยธรรมชาติ (THEORY OF NATURAL SELECTION) กล่าวว่าสิ่งมีชีวิตจะมีการเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ และ มีลักษณะแตกต่างกัน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมจะอยู่รอดและสืบพันธุ์ให้ลูกหลานได้สิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมาะสมก็จะตายไป
ตัวอย่างเดิมนั้นยีราฟทีทั้งคอสั้นและคอยาว เมื่อมีจำนวนมากๆ เข้าจะขาดแคลนอาหารทำให้ต้องกินใบไม้ที่อยู่บนต้น พวกคอยาวก็สามารถหาอาหารได้ มีชีวิตรอดและมีลูกหลานต่อมา ส่วนพวกคอสั้นเมื่อขาดแคลนอาหารไม่สามารถกินใบไม้ได้ทำให้ล้มตายลงปัจจุบันจึงมี แต่ยีราฟคอยาว

ดาร์วิน (Charles Darwin)
วิวัฒนาการโดยการคัดเลือกตามธรรมชาติตามแนวคิดของดาร์วิน มาจากข้อสังเกตที่เป็นสภาวะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต 4 ข้อ คือ
การผลิตที่มากเกิน (overpopulation)
การที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดต่างผลิตลูกจำนวนมากส่งผลให้
บุคคลในจำนวนประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขิ้นในแต่ละชั่วรุ่น
การที่จำนวนบุคคลในแต่ละชั่ว รุ่นเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้มีการ แก่งแย่งทรัพยากรที่จำเป็นใน การดำรงชีพ เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย ที่หลบภัยและปัจจัยอื่นๆ ที่มีอยู่จำกัดในที่สุดจะมีบุคคลเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เหลือรอด
ข้อจำกัดต่อการเติบโตของประชากร (limits on population growth)

ความแปรผันของลักษณะระหว่างบุคคลซึ่งเป็นชนิดเดียวกัน
ลักษณะที่แตกต่างกันซึ่งภายใต้
สภาวะแวดล้อมหนึ่งๆลักษณะบางลักษณะมีความได้เปรียบในการ
แข่งขันส่งผลให้บุคคลที่มีลักษณะนั้นสามารถอยู่รอดได้

ความแปรผัน (variation)
การที่บุคคลที่มีลักษณะเหมาะสม ในสภาวะแวดล้อมหนึ่งสามารถ ปรับตัวเหลือรอดและสืบพันธุ์ถ่ายทอดลักษณะไปสู่รุ่นลูกได้จำนวน มากขณะที่พวกที่มีลักษณะไม่
เหมาะสมผลิตรุ่นลูกได้จำนวน
น้อยหรืออาจตายก่อนที่จะได้
สืบพันธุ์ลักษณะนั้นๆจึงไม่ถูกถ่ายทอดสู่รุ่นต่อไป
ความแตกต่างในความสำเร็จของการสืบพันธุ์ (differential reproductive success)
หลักฐานทางวิวัฒนาการ
ซากดึกดำบรรพ์ของARCHAEOPTERYX ทำให้ทราบว่านกและสัตว์เลื้อยคลานมี ความสัมพันธ์กัน มาก่อน
ซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์และเป็นหลักฐานทางวิวัฒนาการที่ดีคือซากดึกดำบรรพ์ของม้า
หลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิต
HOMOLOGOUS ORGAN เช่น แขนของคนปีกของนก ครีบปลาวาฬมีโครงสร้างคล้ายกัน
ANALOGOUS ORGAN เช่น ปีกผีเสื้อ ปีกของนก ทำหน้าที่ เหมือนกันแต่มีโครงสร้างแตกต่างกัน
หลักฐานจากการเปรียบเทียบโครงสร้าง
หลักฐานจากการเจริญของเอมบริโอ
หลักฐานจากการปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์
การแพร่กระจายของพืชและสัตว์
สิ่งมีชีวิตที่มีสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการใกล้ชิดกันย่อมมีองค์ประกอบของสารภายใน ร่างกายเช่น DNA แอนติบอดี และกรดอะมิโนต่างๆ คล้ายคลึงกัน
ข้อมูลด้านชีววิทยาเชิงโมเลกุล
พันธุศาสตร์ประชากร
พันธุศาสตร์ประชากร เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความถี่ของยีน(genefrequency) หรือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีล( allele frequency) ที่เป็นองค์ ประกอบทางพันธุกรรมของประชากรและปัจจัยที่ทำให้ความถี่ของแอลลีล เปลี่ยนแปลงสิ่งที่น่าสนใจคือเราจะศึกษาความถี่ของแอลลีลในประชากรได้อย่างไร
สิ่งมีชีวิตที่เป็นดิพลอนด์ ในแต่ละเซลล์มีจำนวน โครโมโซมเพียง2ชุดและแต่ละยีนจะมี 2 แอลลีลดังนั้นถ้าเรารู้จำนวนจีโนไทป์แต่ละชนิด ของประชากรเราจะ สามารถหาความถี่ของจี โนไทป์( genotypefrequency)และความถี่ ของแอลลีลในประชากรได้
การหาความถี่ของแอลลีลในประชากร
ความถี่ของแอลลีลและความถี่ของจีโนไทป์ในยีนพูลของประชากรจะมีค่าคงที่ในทุกๆรุ่นถ้าไม่มีปัจจัยบาง อย่างมาเกี่ยวข้อง เช่น มิวเทชัน การคัดเลือกโดยธรรมชาติ การอพยพ แรนดอมจีเนติกดริฟท์ (randomgenetic drift) และการถ่ายเทเคลื่อนย้ายยีน ( gene flow) เป็นต้น
ทฤษฎีของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก
เราสามารถนำทฤษฎีของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก มาใช้ประโยชน์ในการคาดคะเนความถี่ของแอลลีลที่เกี่ยวข้องกับ โรคทางพันธุกรรมในยีนพูลของประชากร เช่นโรคโลหิตจางชนิดซิกเคิลเซลล์
การประยุกต์ใช้ทฤษฎีของฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีน
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
การผ่าเหล่า (Mutation) และการแปรผันทางพันธุกรรม
การอพยพและการเคลื่อนย้ายประชากร
ขนาดของประชากร
รูปแบบของการผสมพันธุ์
วิวัฒนาการระดับจุลภาค (Microevolution)
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความถี่อัลลีลในประชากรจะเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่างๆ อย่างน้อยหนึ่งปัจจัยต่อไปนี้
เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของค่าความถี่อัลลีลหรือความถี่จีโนไทป์ในประชากรหนึ่งๆซึ่งสามารถถ่ายทอดไปยังสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อๆไปได้เป็นการ เปลี่ยนแปลงระดับประชากรเท่านั้นแต่ถ้ามีการสะสมมากพอก็อาจนำไปสู่ การเกิดวิวัฒนาการระดับมหภาค(Macroevolution)หรือการเกิดสปีชีส์ใหม่ได้
การผสมพันธุ์ในประชากรไม่เป็น แบบสุ่ม (Nonrandom mating)
ผลของ inbreeding
โอกาสในการเกิดโรคทางพันธุกรรมเพิ่มมากขึ้น
ทำให้ใบหน้าไม่สมส่วน หรือบิดเบี้ยว
อัตราการเกิดลดลงอัตราการตายตั้งแต่ยังเป็นทารกสูงขึ้น
อัตราการเจริญเติบโตช้า
ในวัยผู้ใหญ่จะมีขนาดตัวเล็ก
ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

Inbreeding การผสมพันธุ์ระหว่างสมาชิกที่มีความ ใกล้ชิดกัน
Assortative mating การผสมโดยการเลือกลักษณะ ที่เหมือนตัวเอง เลือกลักษณะที่แตกต่าง
การกลายพันธุ์ (Mutation)
มิวเตชั่นเกิดขึ้นในอัตราที่ต่ำมาก โดยทั่วไปเกิดขึ้นในอัตรา 10 5 หรือ 10 6 ใน 1 ชั่วอายุ การเปลี่ยนแปลงความถี่เพียงเล็กน้อยจะต้องใช้เวลานานมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงความถี่อัลลีลจาก 0.05 ไปเป็น 0.49 จะต้องใช้เวลานานถึง 2000 ชั่วอายุ เป็นต้น
mutation
การเกิดเจเนติกดริฟท์ (Genetic drift)
ผลกระทบจากผู้ก่อตัว (Founder effect)
Ernst Mavr กล่าวว่าผลลัพธ์ที่เกิดจากการก่อตั้งประชากรกลุ่มใหม่ โดยเริ่มจาประชากรกลุ่มเล็กๆที่แยกตัวออกมาจาก
ประชากรกลุ่มใหญ่ และไปอาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่ใหม่ นอกจากนั้น Founder effect ยังทำให้เกิดการ Inbreeding

ปรากฏการณ์คอขวด (Bottleneck effect)
เป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ วิวัฒนาการอย่างหนึ่งโดยเกิดจากประชากรขนาดใหญ่มี จำนวนประชากรลดลงอย่าง รวดเร็วเกิดจากภัยธรรมชาติต่างๆ
การถ่ายเทยีน (Gene flow)
คือ การถ่ายเทแอลลีลหรือยีนจากประชากรหนึ่ง ไปสู่ประชากรอื่นๆผลทำให้ความถี่ของแอลลีลเกิดการเปลี่ยนแปลงการเข้ามาใหม่ของประชากรอาจส่งผลให้เกิดการเพิ่ม ขึ้นขององค์ประกอบทางพันธุกรรมใหม่ๆในทางกลับกัน การย้ายออกของประชากรก็อาจส่งผลให้เกิดการลดลงของ องค์ประกอบทางพันธุกรรมได้ gene pool ของประชากร เปลี่ยนไป
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural selection)
สิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างแปรผันทางพันธุกรรมอย่าง มากมายในประชากรธรรมชาติการคัดเลือกตามธรรม ชาติเป็นปัจจัยที่สำคัญส่งผลให้สิ่งมีชีวิตมีลักษณะเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างดี มีการผลิตลูกหลานเป็นจำนวนมาก
วิวัฒนาการระดับมหภาค (Macroevolution)
วิวัฒนาการระดับมหภาค
เป็นการศึกษาการเกิดสิ่งมีชีวิตสปีชีส์ใหม่ (speciation) ขึ้นโดยนักชีววิทยาให้คำจำกัดความของคำว่าสปีชีส์ไว้หลาย แนวคิด
ทางด้านสัณฐานวิทยา
สิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน ในลักษณะทางสัณฐานและโครงสร้างทางกายวิภาคของสิ่งมีชีวิตซึ่ง ใช้เป็นแนวคิดในการ ศึกษาด้านอนุกรมวิธาน

ทางด้านชีววิทยา
สิ่งมีชีวิตที่สามารถผสมพันธุ์กันได้ในธรรมชาติและให้ลูกที่ไม่เป็นหมันนิยามที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือนิยามทางด้านชีววิทยาดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงต้องมีกลไกการป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า Reproductive isolation ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ

1.ถิ่นที่อยู่อาศัย
2.พฤติกรรมการผสมพันธุ์
3.ช่วงเวลาในการผสมพันธุ์
4.โครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์
5.สรีรวิทยาของเซลล์สืบพันธุ์

กลไกการแยกกันทางการสืบพันธุ์ก่อนระยะไซโกต (prezygotic barrier)
1.ลูกผสมตายก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์
2.ลูกผสมเป็นหมัน
3.ลูกผสมล้มเหลว

กลไกการแยกกันทางการสืบพันธุ์หลังระยะไซโกต (postzygotic barrier)
การเกิดสปีชีส์ใหม่
การเกิดสายพันธุ์ใหม่จากการแบ่ง แยกทางภูมิศาสตร์
การเกิดสายพันธุ์ใหม่ในเขตภูมิศาสตร์เดียวกัน
การพัฒนากับวิวัฒนาการ
ตัวอย่างเช่นการใช้สาร DDT ปราบแมลงศัตรูที่ได้ผลดี มากในระยะแรกเมื่อประ มาณ 50 ปีมาแล้ว แต่ปัจจุบันสารดังกล่าวไม่ สามารถทำร้ายแมลงหลายร้อยชนิดได้โดยที่แมลงสามารถสร้างเอนไซม์ย่อยสลายสารDDTได้ก่อนที่จะออกฤทธิ์มีผลให้เกิดการดื้อสารดังกล่าว
การดื้อสารฆ่าแมลง
เป็นการปรับตัวของเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดวัณโรค หนองฝีปวดท้องท้องร่วงอันเนื่อง มาจากการคัดเลือกโดยธรรมชาติโดยกลไกทางพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรียที่มีต่อยาปฏิชีวนะที่มนุษย์ได้พัฒนา และสังเคราะห์ขึ้นมาอาจมาจากสาเหตุที่เชื้อโรคเหล่านี้ได้รับสารเคมีในตัวยาที่ต่ำกว่าขนาดแล้วทำ ให้ เกิดการ เปลี่ยนแปลงพันธุ์ใหม่ที่สามารถอยู่ รอดได้


การดื้อยาปฏิชีวนะ
1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic Substance)
ได้แก่ สารชนิดต่างๆ ทั้งที่เป็นอินทรียสารและอนินทรีย์ สารที่สิ่งมีชีวิตสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต เช่น น้ำ ก๊าซออกซิเจน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แร่ธาตุต่างๆ เป็นต้น
2. กลุ่มสิ่งมีชีวิต (Community)
แบ่งได้ 3 พวก คือผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ย่อยสลาย
แบบหมุนเวียนไม่ผ่านสิ่งมีชีวิต
วัฏจักรน้ำ
เริ่มจากน้ำตามแหล่งน้ำต่างๆ เช่น แม่น้ำ ทะเล น้ำในดิน ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์แล้วเกิดการระเหยเป็นไอน้ำขึ้นสู่บรรยากาศ เมื่อกระทบกับความเย็นในบรรยากาศ
จะควบแน่นเป็นละอองน้ำ แล้วเกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆ ตกลงมาเป็นฝน ลูกเห็บ หรือ หิมะสู่สิ่งแวดล้อมต่อไป
วัฏจักรน้ำ
แบบหมุนเวียนผ่านสิ่งมีชีวิต
เริ่มจากสิ่งมีชีวิตกินน้ำแล้วขับถ่ายออกมาในรูปปันสาวะการหายใจของสัตว์ การคายน้ำของพืช การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช ซึ่งระเหยเป็นไอน้ำขึ้นสุ่บรรยากาศเปลี่ยนไปเป็นก้อนเมฆและตกลงมาเป็นฝนคืนกลับให้พืชและสัตว์ต่อไป
การหมุนเวียนของธาตุคาร์บอนในระบบนิเวศมีผู้ผลิตคือพืชเป็นสิ่งสำคัญ โดยพืชใช้ธาตุคาร์บอนที่อยู่ในรูปของแก๊สคารืบอนไดออกไซด์ในการสร้างอาหารด้วยการสังเคราะห์ด้วยแสง เมื่อสัตว์กินพืช คาร์บอนจะเข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อ เมื่อพืชและสัตว์ตาย ผู้สลายสารอินทรีย์จะย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ และการเผาไหม้เชื้อเพลิงจะได้แก๊สคารืบอนไซด์กลับคืนสู่บรรยากาศ
วัฏจักรคาร์บอน
วัฏจักรไนโตรเจน
ไนโตรเจนเป็นธาตุอาหารสำคัญที่พืชใช้ในโครงสร้างและแมทาบอลิซึมสัตว์กินพืชและผู้บริโภคลำดับถัดมาได้ใช้ไนโตรเจนจากพืชนี่เองเป็นแหล่งสร้างโปรตีนและสารพันธุกรรม เมื่อพืชและสัตว์ตายลง ผู้ย่อยสลายพวกราและแบคทีเรียสามารถย่อยสลายไนโตรเจนในสิ่งมีชีวิตให้กลับเป็นแอมโมเนียมซึ่งพืชสามารถนำมาใช้ได้ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า แอมโมนิฟิเคชัน (ammonification
)

ผู้ผลิต(producer) หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารได้เองตามธรรมชาติ ได้แก่พืชสีเขียว ส่วนต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นกาบหอยแครง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียวสามารถดักจับแมลงและย่อยแมลงได้ แต่จัดเป็นผู้ผลิตเนื่องจากสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้

ผู้บริโภค (consumer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอาหารเองไม่ได้ ต้องกินสิ่งมีชีวิตอื่นๆเป็นอาหารได้แก่ สัตว์ต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
2.1. ผู้บริโภคพืช (herbivore) เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย
2.2. ผู้บริโภคสัตว์ (carnivore) เช่น เสือ สิงโต งู เหยี่ยว
2.3.ผู้บริโภคทั้งพืชและสัตว์(Omnivore) เช่น คน สุนัข ไก่
2.4 ผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ (scavenger) เช่น ใส้เดือนดิน กิ้งกือ ปลวก นกแร้ง

ผู้สลายสารอินทรีย์ (decomposer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้เป็นสารอนินทรีย์ ได้แก่ เห็ด รา และ แบคทีเรียชนิดต่างๆ
Food chain
ห่วงโซ่อาหาร (food chain) คือ การกินต่อกันเป็นทอดๆ มีลักษณะเป็นเส้นตรงสิ่งมีชีวิตหนึ่งมีการกินอาหารเพียงชนิดเดียว ซึ่งเขียนเป็นลูกศรต่อกัน
ห่วงโซ่อาหารแบบจับกิน (Predator chain) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นจากพืชไปยังสัตว์กินพืช สัตว์กินสัตว์ ตามลำดับ
ห่วงโซ่อาหารแบบย่อยสลาย หรือแบบเศษอินทรีย์ (Saprophytic chain or detritus chain) เป็นห่วงโซ่อาหารที่เริ่มต้นจากซากอินทรีย์ถูกสลายโดยจุลินทรีย์ แล้วจึงถูกกินต่อไปโดยสัตว์ที่กินเศษอินทรีย์ และผู้ล่าต่อไป ตามลำดับ
ห่วงโซ่อาหารแบบพาราสิต (Parasitic Food Chain) เป็นห่วงโซ่อาหารทเริ่มจากผู้ถูกอาศัย และเป็นแหล่งพลังงาน
ให้กับตัวปรสิตที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันกับผู้ถูกอาศัยนั่นเอง แต่การอาศัยอยู่ร่วมกันแบบนี้จะทำให้ผู้ถูกอาศัยเกิดเป็นโรค
สายใยอาหาร (Food web) หมายถึง การถ่ายทอดพลังงานเคมีในรูปอาหารระหว่างสิ่งมีชีวิตหลายๆ ชนิดมารวมกัน ทำให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานที่ซับซ้อนการถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ จะไหลไปในทิศทางเดียว คือ เริ่มต้นจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
ภาวะเกื้อกูลกัน หรือ ภาวะอิงอาศัย ( Commensalism )
ฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้และไม่เสีย
เช่น กล้วยไม้เกาะบนคบไม้ กล้วยไม้ได้ประโยชน์แต่ต้นไม้ไม่ได้และไม่เสียประโยชน์
ภาวะมีปรสิต ( Parasitism )
ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ปรสิต ( parasite ) เช่น กาฝาก
ฝ่ายเสียประโยชน์ คือ ผู้ให้อาศัย ( Host ) เช่น ต้นไม้
ภาวะการแข่งขันกัน ( Competition )
ต่างแก่งแย่งอาหารและที่อยู่ จึงทำให้เสียประโยชน์ทั้งคู่ อาจรุนแรงจนกระทั่งอยู่ฝ่ายหนึ่ง ตายฝ่ายหนึ่ง หรือ อยู่ทั้งคู่ก็ได้ เช่น จอกกับแหน ในบ่อน้ำ
ภาวะเป็นกลาง ( Neutralism )
อาศัยอยู่ในแหล่งเดียวกันแต่ต่างฝ่ายต่างอยู่
เช่น ตั๊กแตนในนาข้าว กับ ไส้เดือนดิน

คณะผู้จัดทำ
1.นาย เกียรติพงษ์ มั่นคง 56470876
2.นาย วัชระพงษ์ ฟักทองอ่อน 56470395
3.นาย ชญานนท์ กราบกราน 56470111
4.น.ส. ธัญญาภรณ์ ไทยอู่ 56470951
5.น.ส. ศันสนีย์ พันหลัก 56471033
นิสิตชั้นปีที่ 1 กลุ่มเรียน 17
มหาวิทยาลัยนเรศวร
Full transcript