Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

แนวคิดและทฤษฎีทางสังคมและมานุษยวิทยา

No description
by

wonder Ful

on 26 October 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of แนวคิดและทฤษฎีทางสังคมและมานุษยวิทยา

ทฤษฎี(Theory)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมาย
"ทฤษฎี"
ว่าหมายถึง ความเห็น การเห็น การเห็นด้วยลักษณะที่คาดเอาตามหลักวิชา เพื่อเสริมเหตุผลและรากฐานให้แก่ปรากฏการณ์ หรือข้อมูลในภาคปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นอย่างมีระเบียบ ในส่วนแนวคิดเป็นการกล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งใช้ความเชื่อ ความรู้สึก ทัศนคติ แง่คิด ความรู้และประสบการณ์เข้าร่วมอาจจะเป็น บทความ เป็นข่าว เป็นข้อเสนอแนะ หรือความคิดจากใครที่เชี่ยวชาญก็ได้ แนวคิดอาจจะถูกหรือผิดก็ได้
แนวคิดทฤษฎีทางมานุษยาวิทยา
(Anthropology)

ความหมายของทฤษฎีสังคมวิทยา (Sociological Theory)
ความหมายของทฤษฎี
สังคมวิทยาอาจมีได้ทั้งความหมายอย่างกว้าง หรือความหมายอย่างแคบเจาะจง ทฤษฎีสังคมวิทยาทุกทฤษฎี
จะต้องมีลักษณะพื้นฐานเดียวกับทฤษฎีสังคม
คือ ต้องเป็นคำอธิบายปรากฏการณ์สังคมตามหลักเหตุผล
มีระบบและพยากรณ์ได้ ความหมายของทฤษฎีสังคมวิทยาจึงหมายถึง คำอธิบายปรากฏการณ์สังคมตามหลักเหตุผล แสดงความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้นอย่างมีระบบ จนสามารถพิสูจน์ความจริงนั้นได้
ทฤษฎีทางสังคมวิทยา
สังคมวิทยา
เป็นการศึกษาชีวิตสังคม และพฤติกรรมทางสังคมโดนเน้นการศึกษากลุ่มมากกว่ารายบุคคล ในการทำความเข้าใจชีวิตสังคมนั้น นักสังคมวิทยาได้ใช้ทฤษฎีต่างๆช่วยในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสังคม ซึ่งแต่ละทฤษฎีต่างก็มีฐานคติ
(assumptions)
ที่เกี่ยวกับธรรมและชีวิตทางสังคมต่างกัน ทฤษฎีที่มักพุดถึงกันมากในการเรียนวิชาสังคมวิทยาเบื้องต้น ได้แก่
ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม
หรือ
ทฤษฎีหน้าที่นิยม
(Strucual function-alism or functionalism)

ทฤษฎีการขัดแย้ง
(conflict theory)
และ
ทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ


(symbolic interaction)
ซึ่งจะได้กล่าวโดยสรุปดังนี้
กระบวนการของการวิจัย
แนวคิดและทฤษฎี


แนวคิดทางสังคม (Social thought)
หมายถึง ความคิดของมนุษย์โดยมนุษย์และเพื่อมนุษย์ ความคิดที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา จะกระทำโดยคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ กรณีที่คิดคนเดียวก็ต้องเป็นที่ยอมรับของผู้อื่นด้วย แม้ไม่ยอมรับทั้งหมดก็อาจยอมรับเพียงบางส่วน ความคิดนั้นจึงคงอยู่
1. ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่นิยม หรือทฤษฎีหน้าที่นิยม
ผู้วางรากฐานทฤษฎี
ได้แก่

สเปนเซอร์ (Spencer)
หลังจากนั้น
เดอร์คไฮม์ (Durkheim)
ได้นำทฤษฎีนี้ไปศึกษาสังคมเป็นคนแรก ทฤษฎีตั้งอยู่บนฐานคติที่ว่า สังคมมีแนวโน้มที่จะดำเนินไปสู่ความคงที่ (stable) มีการประสมประสานในส่วนต่างๆ เพื่อรักษาสังคม
โดยส่วนร่วมไว้ (the whole) การประสมประสาน
ในส่วนต่างๆที่ประกอบเข้ามาเป็นสังคมนั้น เรียกว่า “โครงสร้างของสังคม”(structure of a society) ซึ่งหมายถึงสัมพันธภาพของกิจกรรมต่างๆ ทีมีปรากฏอยู่ในสังคมทุกสังคม เช่น กิจกรรมทางด้านครอบครัว ด้านการศึกษาอนามัย ด้านเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความเชื่อ ศาสนา และอื่นๆ
2. ทฤษฎีการขัดแย้ง
การขัดแย้ง การแข่งขัน ความบาดหมาง
และ
ความเครียด
จะมีปรากฏอยู่ในสังคมตลอดเวลา ซึ่งจะนำไปสู่ความกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กลุ่มต่างๆ ในสังคมไม่สามารถตกลงกันบนรากฐานคุณค่าเบื้องต้น
(basic value) แต่จะมีการแข่งขันกันตลอดเวลา เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง เป้าหมายอาจเป็นวัตถุที่สามารถจับต้องได้ เช่น ความร่ำรวย มั่งคั่ง หรือ ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น อำนาจ หรือเกียรติ
ฐานคติของกลุ่มนักทฤษฎีการขัดแย้งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากทฤษฎีของ คาร์ล มาร์กช์ (Karl Marx, 1881-1883) ทำให้เกิดฐานคติในเรื่องสังคมที่แตกต่างไปจากฐานคติ
ของกลุ่มหน้าที่นิยม
ปัจจุบันผู้นำที่สำคัญคนนึ่งในทฤษฎีการขัดยัง ได้แก่ ราล์ฟ ดาห์เรนดอฟร์ฟ (Ralf Dahrendorf) ซึ่งมีฐานคติว่าความขัดแย้งเป็นสาระของระบบสังคมและมีอยู่เสมอ

3. ทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์
ผู้นำสำคัญในกลุ่มทฤษฎีสัญลักษณ์สัมพันธ์ได้แก่
จอร์จ เฮอร์เบิร์ต มี้ด

(George Herbert Mead, 1963-1931)
และ
ชาร์ลส์ คูลีย์

(Charles Cooley, 1864-1929)
ซึ่งเน้นว่าบุคคลมีความสัมพันธ์กันทางสังคมโดยอาศัยสัญลักษณ์ ซึ่งรวมหมายถึงเครื่องหมาย ท่าทาง แต่ที่สำคัญที่สุดอาศัยภาษาเขียนและคำพูด
วิธีการศึกษาและวิจัยทางสังคมวิทยา
เราใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์ในการศึกษาสังคมวิทยา เช่นเดียวกับศาสตร์อื่นๆ แต่วิธีการศึกษาก็ย่อมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับเทคนิค
(techniques)
ของแต่ละสาขาซึ่งต้องนำไปประยุกต์ใช้กับปัญหาในสาขาวิชาของตน

วิจัยทางสังคมวิทยาด้วยวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ
1.
เพื่อต้องการทำความเข้าใจ
(understanding)
2.
เพื่อที่จะคาดเหตุการณ์ได้
(prediction)
3.
เพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
(control of social change)

กระบวนการของการวิจัย
เป็นกระบวนการที่สำคัญ
เพื่อที่จะได้ข้อมูลด้วยวิธีการทาง
วิทยาศาสตร์การวิจัยจะมีกระบวนการ
หรือขั้นตอนแต่ต่างกันไปบ้างแล้วแต่ทัศนะของ
นักวิชาการในแต่ละสาขา
วิธีการเก็บรวบรวมข้องมูลที่นิยมใช้กันในการศึกษาและวิจัยทางสังคมวิทยา ได้แก่
การทดลง (planned experiments)
การศึกษาเฉพาะกรณี (case study)
การใช้แบบสอบถามหรือสัมภาษณ์
การสังเกตการณ์ (observational studies)


มานุษยาวิทยา Anthropology

หมายถึง การพินิจศึกษาเรื่องมนุษย์และผลงานของมนุษย์
นักมานุษยาวิทยาค้นหาคำตอบต่างๆ เกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์ สังคมมนุษย์และชีวิตผู้คนในสังคม ได้พัฒนาขึ้นมาจนมีความแตกต่างกันอย่างไร เหล่านี้ล้วนป็นส่วนหนึ่งของมานุษยาทั้งสิ้น และเมื่อกล่าวว่า มานุษยาวิทยาเป็นการศึกษาของมนุษย์แล้ว ก็จะเหมือนกับวิชาสังคมวิทยา จิตวิทยา รัฐศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์

สรุปได้ว่ามานุษยาวิทยา เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
และสังคมศาสตร์
1. มานุษยาวิทยากายภาพ
Physical Anthropology
สาขานี้ให้ความสนใจมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของอินทรีย์ชีวะ
(biological organsims)
วัตถุประสงค์ของมานุษยาวิทยากายภาพ คือ การพัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับชีวะ สรีระ และลักษณะทางพันธุศาสตร์ของประชากรมนุษย์ทั้งโบราณและสมัยใหม่

ในรายละเอียดได้แก่ สาขาย่อยของมานุษยาวิทยากายภาพ คือ มนุษยชีววิทยา (human biology) ไพรเมทวิทยา (primatology) มานุษยมิติ (anthropometry) และ ชีวมิติศาสตร์ (biometrics)
2. มานุษยาวิทยาวัฒนธรรม
(Cultural Anthropology)
สาขาวิชานี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์ หรือกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ได้รับ
การเรียนรู้ เพราะสำหรับมนุษย์แล้ว พฤติกรรมทั้งปวงเป็นผลผลิตในทางวัฒนธรรม นักมานุษยาวิทยาวัฒนธรรมให้ความสนใจวัฒนธรรม
ในสังคมต่างๆ

ทฤษฎีโครงสร้างหน้าที่ (Structural Functional Theory)
นักมานุษยาวิทยาที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่
เอ.อาร์แรดคลิฟฟ์บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown)
นักมานุษยาวิทยาชาวอังกฤษ และ
โบรนิสลอร์มาลิเนาสกี (Bronislaw Malinowski)
ให้ความเห็นว่า
“การที่จะเข้าใจระบบเศรษฐกิจนั้นจะต้องเข้าใจถึงโครงสร้างสังคมก่อน
และระบบเศรษฐกิจเป็นผลที่เกิดจากโครงสร้างสังคม”
การศึกษาระบบเครือญาติโดยใช้ข้อมูล

ชาติพันธุ์วรรณา

(Ethnography)

แสดงความสัมพันทางเครือญาติระหว่างคนที่มีความผูกพันธุ์ทางสังคม แต่มีความขัดแย้งกันในความสัมพันธ์ มีการยอมรับความขัดแย้งและจัดการอย่างเป็นทางการ
ทฤษฎีวัฒนธรรมและบุคลิกภาพ (Culture and Personality Theory)
นักคิดที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่
รูธเบเนดิกต์ (Ruth Benedict)
และ
มาร์การ์เรตมี้ด (Margaret mead)
พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน
และรวมเป็นหนึ่งเดียว ศึกษาสังคมอเมริกัน-อินเดีย เน้นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมและการปรับตัวของปัจเจกบุคคล และได้เสนอความคิดเกี่ยวกับรูปลักษณ์ทาง
วัฒนธรรม (Cultural Configuration)
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถือว่าส่วนประกอบต่างๆ ของวัฒนธรรมมีลักษณะที่พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และรวมเป็นหนึ่งเดียว เบเนดิกต์เชื่อว่า
“ปัจเจกบุคคลและกระบวนการทางจิตวิทยาของปัจเจกบุคคล มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมด้วย”

ทฤษฎีนิเวศวิทยาวัฒนธรรม (Cultural Ecology Theory)
นักมานุษยาวิทยากลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่
จูเลียน เอชสจ็วต (Julian H. Steward)

แดรี่ ฟอร์ด (Daryl! Forde)

คลิฟฟอร์ดกีทซ์ (Clifford Geetz)
และ
มาร์วินแฮร์รีส (Marvin Harris)
สจ็วตให้ความหมายนิเวศน์วิทยาว่า
“คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม นิเวศวิทยาทางวัฒนธรรม
จึงหมายถึงวิธีการศึกษาหาข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นผลกระทบ จากการปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อม
นิเวศวิทยาวัฒนธรรมจึงแตกต่างไปจากนิเวศวิทยาสังคม (Social Ecology) เพราะนิเวศวิทยาวัฒนธรรมมุ่งแสวงหากฎเกณฑ์ เพื่ออธิบายที่มาของลักษณะและแบบแผนวัฒนธรรมบางประการที่มี
อยู่ในแต่ละสภาวะแวดล้อมมากกว่ามุ่งแสวงหาหลักการทั่วไปที่ใช้ได้กับ
ทุกวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม”
สิ่งที่สำคัญที่สุดในแนวคิดนี้ คือ
“แก่นวัฒนธรรม”
(Cultural Core)

โดยสรุปแล้ว ทฤษฎีนิเวศวิทยาวัฒนธรรมนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชากรสิ่งแวดล้อมทางสังคมและ
ลักษณะทางกายภาพในสังคมได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม (Cultural Diffusion Theory)
เน้นว่
า“การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการที่มีลักษณะสำคัญของ
วัฒนธรรมหนึ่งแพร่กระจายไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่งแพร่กระจายไปสู่อีก
วัฒนธรรมหนึ่งโดยปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมใหม่”
ทฤษฎีนี้จะเน้นถึงกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม เรียกว่า
“ลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์”

(History Particularism)
นักมานุษยวิทยาในแนวความคิดนี้ คือ
ฟรานซ์ โบแอส (Franz Boas)

โดยสรุปทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมนี้จะช่วยอธิบาย/ขั้นตอนของการแพร่กระจายวัฒนธรรมหนึ่งไปสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่งจะต้องคำนึงถึงข้อเหมือนและข้อต่างของวัฒนธรรมทั้งสองเป็นสำคัญ
นอกจากทฤษฎีมานุษยวิทยา 4 สายหลักๆข้างต้นแล้วยังมีแนวคิด
ทางมานุษยวิทยาอื่นๆที่เกี่ยวข้องและสามารถนำมาปรับใช้ได้ดี
ในงานพัฒนาชุมชน ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้

ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionism)
ทฤษฎี Evolutionism
เป็นทฤษฎีวิวัฒนาการของวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมของมนุษย์
ทฤษฎีนี้ผู้ให้กำเนิด คือ
Edward B. ลึกซึ้ง และคิดว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นไปตามลำดับขั้นตอน
แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
จากหยาบที่สุดไปปานกลางแล้งจึงพัฒนาไปถึงพฤติกรรมที่ดีงาม
สนใจศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ และได้ติดตามเอาใจใส่ในด้านพฤติกรรมทั้งพฤติกรรมส่วนบุคคลและพฤติกรรมกลุ่ม Tylor สังเกตว่ามนุษย์มีปฏิกิริยาตอบโต้กันอย่างไร พฤติกรรมส่วนบุคคลกลายมาเป็นพฤติกรรมกลุ่ม และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในสังคม

สังคมใดถ้าอยู่ในระบบระเบียบ เจริญงอกงามดี พัฒนาตัวเองดี และแข็งแกร่งก็จะเป็นสังคมที่อยู่รอดได้ แต่ถ้าปรับตัวได้ดีในที่สุดสังคมนั้นก็จะเสื่อมสลายไปได้เช่นกัน Tylor (1958)
สรุปว่า มนุษย์จะมีประวัติศาสตร์ทางวิวัฒนาการของพฤติกรรมเหมือนๆกัน และผ่านขั้นตอนเดียวกันตามลำดับเพราะว่ามนุษย์ในโลกนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนส่วนใดของโลกย่อมมีความต้องการเหมือนกัน
และคล้ายๆกัน เมื่อเกิดปัญหาใดๆขึ้นเฉพาะหน้า มนุษย์จะมีวิธีการแก้ไขตัดสินปัญหาเฉพาะหน้าแบบเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราเห็นแตกแยกกันไปในแต่ละสังคมนั้น เป็นส่วนขยายปลีกย่อยของวัฒนธรรม รายละเอียดที่ไม่เหมือนกันทำให้วัฒนธรรมของแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน และพัฒนาไปต่างๆกัน
เดิม จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสังคมและคนในสังคมของตน เป็นการขอยืมมาใช้ แต่ปรับใช้ให้เกิดความสะดวกและเหมาะสมกับคนในสังคมของตนให้มากที่สุด นี่คือความคิดของ Tylor ซึ่งเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์หรือเรียกว่าทฤษฎีวิวัฒนาการนั่นเอง

ทฤษฎีความก้าวหน้าทางวัฒนธรรม
(Cultural Progress)
นักมานุษยวิทยาในกลุ่มนี้ เช่น เลสลี่ เอ. ไวท์ (Leslie A. White) ชาวอเมริกันผู้เสนอกฎพื้นฐานของวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมตาม สูตร E x T = C โดยที่
E
คือปริมาณพลังงานที่แต่ละคนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในแต่ละปี
(Energy)
T
คือประสิทธิภาพของเครื่องมือทางเทคนิควิทยาในการนำพลังงานมาใช้
(Technology or Efficiency of Tools)
C
คือ ระดับพัฒนาการทางวัฒนธรรม
(Degree of Cultural Development)

แนวคิดความล้าหลังทางวัฒนธรรม
(Cultural Lag)
นักคิดกลุ่มนี้ เช่น ว
ิลเลียมอ็อก-เบอร์น (WilliamOgburn)
นักสังคมวิทยาชาวอเมริกันมองว่า
“การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะก่อให้เกิดภาวการณ์ปรับตัวไม่
ทันขึ้นเสมอทำให้เกิดความเฉื่อยหรือความล้าหลังทางวัฒนธรรมขึ้น”
แนวคิดมานุษยวิทยาเศรษฐกิจ
(Economic Anthropology)
เป็นแนวคิดที่นำความรู้ด้านเศรษฐกิจมาผสมผสานกับ
วิธีการทางการศึกษามานุษยวิทยาเพื่อใช้ศึกษาลักษณะเศรษฐกิจของสังคมซึ่งช่วยก่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมของ
คนในด้านความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ
Full transcript