Loading presentation...
Prezi is an interactive zooming presentation

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

Metaparadigm of the Roy's Adaptation Model

No description

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of Metaparadigm of the Roy's Adaptation Model

"Adaptation"
Environment
มีทั้งสิ่งแวดล้อมที่อยู่ภายในและภายนอก ตัวบุคคลโดยเมื่อสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง จะกระตุ้นให้บุคคลมีการตอบสนองต่อการปรับตัว สิ่งแวดล้อมนั้นประกอบไปด้วย สภาวะเหตุการณ์ต่างๆ สภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของบุคคล จะอยู่ในรูปของสิ่งเร้าตรง สิ่งเร้าร่วม และสิ่งเร้าแฝง
Health
การปรับตัวเป็นกระบวนการส่งเสริมความมั่นคง หรือความสมบูรณ์ของร่างกาย จิตใจและสังคม เป็นความหมายในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยสุขภาพของบุคคลนั้น จะสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัว
Nursing
เป็นศาสตร์ทางการพยาบาลที่มุ่งเน้นไปที่ตัวบุคคล ที่มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งพยาบาลจะส่งเสริม ให้บุคคลมีการปรับตัวกับสิ่งแวดล้อม ให้ได้มากที่สุด และเสริมสร้างภาวะสุขภาพที่ดีของบุคคล ครอบครัว องค์กรในสังคมและชุมชน.....
เป้าหมายของการพยาบาล คือ ส่งเสริมให้บุคคลเกิดการปรับตัว ใน 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย ด้านอัตมโนทัศน์ ด้านบทบาทหน้าที่ และด้านการพึ่งพาอาศัยผู้อื่น
Evaluation of the Roy’s adaptation model
Major concept of the Roy's adaptation model
1. The person as an adaptive system

2. Stimuli

3. Adaptation Level

4. Coping Mechanism

5. The Adaptive Mode

6. Response

ประเมินบริบทของทฤษฎี(Theory context)
การประเมินความเพียงพอของข้อมูลเชิงประจักษ์ Empirical Adequacy
Analysis Roy Development Theory of theory
Roy's Adaptation Model
By Kesinee & Arthithaya
Person
"ระบบของการปรับตัว"
พฤติกรรมการแสดงออกเป็นสิ่งที่เกิดจาก
ระบบการปรับตัว และการปรับตัวนี้อาจเป็น แบบมีหรือไม่มีประสิทธิภาพ โดย พฤติกรรมการปรับตัว คือการตอบสนอง ต่อสิ่งกระตุ้นที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่การปรับตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะแสดงให้เห็นปัญหา

"ความสามารถในการปรับตัวของบุคคลนั้นเปรียบได้กับ

ขอบเขตในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าสิ่งเร้าตกอยู่ภายในขอบเขต

จะทำให้บุคคลเกิดการปรับตัวได้ดี แต่ถ้าตกภายนอกขอบเขต

บุคคลจะไม่สามารถปรับตัวได้"
มนุษยเปนระบบการปรับตัวแบบองครวม
เปนหนวยเดียวที่มีการแสดงออก ในรูปแบบของ "พฤติกรรม"
ระบบของมนุษยประกอบดวย ความคิด และความรูสึก
ที่มีรากฐานมาจากการรูสติและการรับรูความหมาย
โดยการปรับตัวอยางมีประสิทธิภาพตอการเปลี่ยนแปลงใน สิ่งแวดลอมและทางกลับกันมีผลตอสิ่งแวดลอมดวยเช่นกัน
บุคคลและสิ่งแวดลอมเปนแบบแผนพื้นฐาน และแบบแผนความสัมพันธอยางมีความหมาย


การปรับตัวตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามา

สร้างจากการเข้ามากระทบของสิ่งเร้า

3 ระดับ
สิ่งเร้าตรง (Focal stimuli)
คือ สิ่งเร้าทั้งจากภายนอกและภายในที่บุคคลกําลังเผชิญ อยู่ในขณะนั้นมี ความสําคัญและมีอิทธิพลต่อการปรับตัว มากที่สุด ทําให้ต้องมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นเกิดขึ้น
เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด"พฤติกรรม"

สิ่งเร้าร่วม
(Contextual stimuli)
คือสิ่งเร้าอื่นๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น นอกเหนือจากสิ่งเร้ามีผลมากระทบบุคคล เป็นได้ทั้ง ทางบวกและทางลบ ซึ่งถ้ามีผลในทางบวกจะช่วย ลดอิทธิพล ของสิ่งเร้าตรง หรือช่วยลดความรุนแรงได้ แต่ถ้ามีผลในทางลบจะทําให้อิทธิพลของสิ่งเร้าตรง มีอิทธิพลมากยิ่งขึ้น
สิ่งเร้าแฝง
(Residual stimuli)
คือ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน ระบบบุคคลเป็นลักษณะเฉพาะตัวของมนุษย์ หรืออาจเกิดจากประสบการณ์ในอดีต
การปรับตัวที่มีประสิทธิภาพ
ระดับการปรับตัวระยะชดเชย
(Compensatory level
of adaptation)
เป็นการตอบสนองทางการรับรู้ มีปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่กระบวนการ การกระตุ้นการทำงานของ กลไกการควบคุม (Regulator Mechanism) และ กลไกการคิดรู้ (Cognator Mechanism) เพื่อให้เกิดกระบวนการปรับตัวที่มีการผสมผสานกันได้ดี
ระดับการปรับตัวที่อยู่ในภาวะอันตราย/ไม่ดี
(Compromised level of adaptation)
ระดับการปรับตัวที่ไม่เพียงพอยังไม่สามารถไปถึงระดับของ
การปรับตัวที่ผสมผสานกันได้ดีและระดับการปรับตัวในระยะของการชดเชย ส่งผลให้เกิดปัญหา
ระดับการปรับตัวที่มีการผสมผสานกันดี
( Integrated level of adaptation)
ความสามารถในการทำงานประสานกันได้อย่างเหมาะสม
ของโครงสร้างและ หน้าที่ของร่างกาย เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ ซึ่งสามารถ มีปฏิสัมพันธ์ และขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้
อย่างเหมาะสม

กลไกการควบคุม
(Regulator Mechanism)
กลไลการรู้คิด
(Cognator Mechanism)
เป็นกลไกการปรับตัวที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อรักษาความสมดุลของการทำงานของร่างกาย โดยอาศัยการทำงานของระบบผ่านกระบวนการ ต่างในร่างกาย ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนอง โดยอัตโนมัติ และจะมีผลต่อกลไกการรู้คิดด้วย

เป็นกลไกการปรับตัวที่ทำงานผ่านกระบวนการคิดรู้และอารมณ์ (Cognitive-emotion) มี 4 วิถีทาง เกิดเป็นพฤติกรรมการตอบสนองที่แสดงออกมา
และเกิดผลลัพธ์ของการตอบสนองเป็น
"พฤติกรรมการปรับตัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ด้าน"
พฤติกรรมการปรับตัว แบ่งออกเป็น 4 ด้าน
1. Physiological mode
2. Self concept mode
3. Role function mode
4. Interdependent mode

พฤติกรรมการปรับตัว แบ่งออกเป็น 4 ด้าน
Physiological mode
คือ การปรับตัวทางด้านร่างกายเพื่อให้เกิดความมั่นคง ของบุคคลเป็นความสัมพันธ์ของกระบวนการทำงาน ของเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะและระบบ ต่างๆในร่างกาย ตอบสนองเพื่อความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Basic need) และกระบวนการที่ซับซ้อนของร่างกาย (Complex process)

Self concept mode
การปรับตัวเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านจิตใจ เป็นการมองตนเองทั้งทางกายภาพและทางจิตวิญญาณ ความเชื่อและความรู้สึกที่บุคคลมีต่อตนเอง เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา ความสามารถหรือความเชื่อ
Role function mode
เป็นการปรับตัวเพื่อให้ได้รับการยอมรับในสังคม โดยปรับตัวให้เหมาะสมตามแต่ละบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ ซึ่งการปรับตัวด้านบทบาทมี 3 ด้าน
การปรับตัวด้านการพึ่งพาระหว่างกัน
Interdependent mode
เป็นพฤติกรรมการตอบสนองความต้องการของบุคคล ในการให้ได้รับความรัก ความห่วงใย ก่อให้เกิด
ความมั่นคงปลอดภัย
ประกอบด้วยสัมพันธภาพ 2 แบบ
ออกซิเจน (Oxygenation)
เป็นความต้องการพื้นฐานซึ่งประกอบไปด้วยกระบวนการ
ไหลเวียนของเลือดในระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular system) และกระบวนการ แลกเปลี่ยนแก๊สในระบบทางเดินหายใจ (Pulmonary system
โภชนาการ (Nutrition)
เป็นความต้องการที่ประกอบด้วย 2 กระบวนการ
คือ กระบวนการย่อยและการดูดซึม (Ingestion and assimilation) โดยคงกระบวนการทำหน้าที่ไว้
เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกายและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ในส่วนที่สึกหรอ
การขับถ่าย (Elimination)
เป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาที่ประกอบไปด้วย
การขับออกของของเสียที่เกิดจากกระบวนการย่อย
และการเผาผลาญของร่างกายโดยขับของเสีย
ผ่านทางลำไส้และผ่านการกรองของไต
กิจกรรมและการพักผ่อน (Activity and rest)
เป็นความสมดุลระหว่างการมีกิจกรรมและการนอนหลับ
พักผ่อน ซึ่งการทำกิจกรรมจะส่งผลให้เกิดการเจริญเติบโต ทางร่างกาย ส่วนด้านการพักผ่อนจะทำให้ร่างกายได้มีการ ซ่อมแซม ดังนั้นจึงต้องให้มีความสมดุลทั้งการทำกิจกรรม และการพักผ่อน
การป้องกันอันตรายของร่างกาย (Protection)
ประกอบไปด้วยกลไกการป้องกันของระบบภูมิคุ้มกัน (Immunity) สำหรับการป้องกันแบบเฉพาะเจาะจง (Specific defense process) กับในส่วนที่ทำหน้าที่ ปกคลุมร่างกาย ซึ่งเป็นกระบวนการปกป้องแบบ ไม่เฉพาะเจาะจง(Non Specific defense process)
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ (Basic need)
การรับความรู้สึก (Senses)
เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนของร่างกายที่ประกอบด้วย การมองเห็น (Sight) การได้ยิน (Hearing) การรับความรู้สึกด้วยการสัมผัส (Touch) การรับรส (Taste) และการดมกลิ่น (Smell)โดยสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคล มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมซึ่งสามารถประเมิน
การรับความรู้สึกได้จากความรู้สึกเจ็บปวด
สารน้ำและอิเล็กโตรไลท์
(Fluids and electrolytes)
เป็นการรักษาสมดุลของร่างกายโดยการทำงานร่วมกัน ของระบบต่างๆในร่างกาย ระบบที่มีความสำคัญคือ ระบบการทำงานของไต มีหน้าที่ในการกรอง การดูดกลับ การขับทิ้ง ซึ่งทำให้เกิดการขับของเสียและการคงสมดุล ของน้ำและอิเล็กโตรไลท์ และการคงสมดุลกรดด่างในเลือด
การทำหน้าที่ของระบบประสาท (Neurological function)
มีหน้าที่สำคัญในการทำงานของระบบควบคุม (Regulation Coping Mechanism) เพื่อควบคุมและประสานงาน ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย การรู้สติ และความคิดรู้อารมณ์ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ การทำงานของระบบประสาทประกอบด้วย กระบวนการที่สำคัญ คือ การคิดรู้ (Cognition)
และการรู้สติ (Consciousness)
การทำหน้าที่ของต่อมไร้ท่อ (Endocrine function)
เป็นการทำงานผ่านฮอร์โมนและระบบประสาทเพื่อให้
เกิดการประสานงานและการทำงานของส่วนต่างๆในร่างกาย โดยต่อมไร้ท่อมีบทบาทในการตอบสนองต่อ ภาวะเครียด และมีความจำเป็นต่อการทำงานของ กระบวนการควบคุมของร่างกาย
กระบวนการที่ซับซ้อนของร่างกาย (Complex process)
อัตมโนทัศน์ด้านร่างกาย (Physical self)
การรับความรู้สึกของร่างกาย (Body sensation)
ความสามารถของบุคคลที่จะรู้สึกเกี่ยวกับความรู้สึก
ในร่างกายของตนเอง
การรับรู้ด้านภาพลักษณ์ (Body image)
คือ ความเชื่อความรู้สึกที่มีต่อตนเองเกี่ยวกับ
ความสวยงาม รูปร่างหน้าตา การทำหน้าที่ของ
อวัยวะต่างๆ รวมทั้งสมรรถภาพทางเพศ
ภาวะสุขภาพ และปฏิกิริยาที่มีต่อบุคคลอื่น
อัตมโนทัศน์ส่วนบุคคล (Personal self)
ด้านความสม่ำเสมอแห่งตน (Self consistency)
บุคคลจะมีพฤติกรรมการปรับตัวต่อสภาพต่างๆ ที่คิดว่าจะเกิดผลดีต่อตนเอง ซึ่งพฤติกรรมการแสดงออกนั้น เป็นลักษณะเฉพาะตัวแต่หากเมื่อบุคคลมีภาวะที่เกิด
ความคุกคาม ภายในตน ทำให้เกิดความรู้สึกไม่แน่ใจถึง
ความมั่นคง ของตนเองก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาการปรับตัวเกิดขึ้น
ด้านปณิธานแห่งตน
(Self Ideal)
เป็นสิ่งที่บุคคลมุ่งหวังที่จะเป็น โดยสิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานที่บุคคลจะแสดงพฤติกรรม เพื่อให้บรรลุตามที่ได้มุ่งหวังไว้
ด้านศีลธรรมจรรยา
และจิตวิญญาณแห่งตน
(Moral ethical spiritual self)
การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของบุคคลเพื่อใช้
ในการพิจารณาหรือตัดสินความคิดหรือ
การกระทำของบุคคลว่าเป็นสิ่งดีหรือสิ่งเลว ซึ่งในส่วนนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการเลี้ยงดู ความเชื่อทางศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยมของสังคม
Self-concept mode with subareas and components. (Roy, 1999, p. 383)
บทบาทปฐมภูมิ
(Primary role)
บทบาทนี้เป็นไปตามการเจริญเติบโต พัฒนาการในแต่ละวัย เช่น วัยเด็ก เป็นนักเรียน
บทบาททุติยภูมิ (Secondary role)
มีความสัมพันธ์กับบทบาทปฐมภูมิ บุคคลหนึ่งอาจมีบทบาททุติยภูมิได้หลายบทบาท ทั้งบทบาทในครอบครัว เช่น การเป็นบุตรของบิดามารดา การเป็นพี่หรือเป็นน้อง และบทบาทตามอาชีพ เช่น บาทบาทการเป็นครู
บทบาทการเป็นนักศึกษา

บทบาทตติยภูมิ
(Tertiary role)
เป็นบทบาทชั่วคราวที่บุคคลได้รับมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
ระยะเวลาและระยะพัฒนาการของบุคคล เช่น บทบาทการเป็นผู้ป่วย บทบาทการเป็นประธานการประชุม เป็นต้น
Illustration of a role set. Primary, Secondary, and tertiary roles are shown.
(Roy,1999, p.435)

การตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกต่อสถานการณ์ เป็นการแสดงออกของมนุษย์ที่มีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ
1. การตอบสนองที่มีประสิทธิภาพ
2. การตอบสนองไม่มีประสิทธิภาพ
การตอบสนองนั้นเป็นการตอบสนองต่อระบบ
ซึ่งมนุษย์จะใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการตัดสินใจในการเพิ่ม
หรือลดความพยายามในการจัดการกับปัญหา
Adaptive Response
การตอบสนองที่ปรับตัวได้ดีเป็นการตอบสนองที่มี
การส่งเสริมให้บุคคลปรับตัวสู่เป้าหมายและส่งเสริม
ให้บุคคลเกิดความสมบูรณ์ในเป้าหมาย ทั้งนี้เพื่อให้ มนุษย์มีชีวิตรอด มีการเจริญเติบโต มีความสามารถในการ สืบทอดเผ่าพันธุ์ และการปฏิบัติหน้าที่
Ineffective Response
การตอบสนองไม่มีประสิทธิภาพ เป็นพฤติกรรมที่
บุคคลทำ แล้วไม่ทำให้เกิดการปรับตัวที่มุ่งไปสู่ การบรรลุเป้าหมาย ซึ่งหากพฤติกรรมนี้มีการเกิดขึ้น เป็นเวลานานจะคุกคามต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์
สิ่งเร้าจากภายในและภายนอกตลอดจนความรู้สึก มีผลเป็นปัจจัยนำเข้าของระบบประสาท และส่งผลต่อ ของเหลว ฮอร์โมน อิเล็กโตรลัยต์ และความเป็นกรด-เบส ของร่างกายได้ดีพอๆกับระบบต่อมไร้ท่อ กระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ จากสภาวะ จิตไร้สำนึกของบุคคล
(Roy & Andrews, 1999, p. 46).
ระบบของบุคคล บุคคล ครอบครัว กลุ่ม
องค์กร หรือชุมชน ต้องมีการปรับตัว เพื่ออยู่รวมกับ สิ่งแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ
(Roy & Andrews, 1999, p 44).
ระดับการปรับตัว ส่งผลถึงความสามารถ
ของบุคคล ที่จะตอบสนองทางบวก
ในสถานการณ์หนึ่ง
(Roy & Andrews, 1999, p 36).
สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปส่งผลกระตุ้นให้บุคคล
เกิดการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงไปของสิ่งแวดล้อม
ทำให้บุคคลมีโอกาสที่จะเจริญเติบโต พัฒนา และการค้นหาความหมายของชีวิต
(Roy & Andrews, 1999, p 18).

สิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายในมีอิทธิพล
ในการรู้คิดรับรู้และกระบวนการของอารมณ์
(Roy & Andrews, 1999, p 547).
สิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายในมีอิทธิพล
ในการกระตุ้นให้เกิดการพฤติกรรมตอบสนอง
(Roy & Andrews, 1999, p 547).

บุคคลเป็นระบบการปรับตัวที่มีความมี
การเจริญเติบโตและพัฒนาภายในสิ่งแวดล้อม
ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
(Roy & Andrews, 1999, p 53-54).
เป้าหมายของการพยาบาล คือ
การส่งเสริมการปรับตัวในทั้ง 4 ด้าน เพื่อส่งเสริมให้เกิดภาวะสุขภาพ คุณภาพชีวิต หรือการตายอย่างสมศักดิ์ศรี
(Roy & Andrews, 1999, p 55).

สิ่งเร้าภายในและภายนอก ได้แก่
กาย จิต สังคม และ ชีววิทยา ทำหน้าที่
ในการ นำเข้าข้อมูลสู่ระบบอารมณ์
และการรับรู้
(Roy & Andrews, 1999, p 47).
สิ่งเร้าและระดับการปรับตัว ทำหน้าที่นำเข้าข้อมูลเพื่อกระตุ้นการปรับตัว
ของบุคคล ทั้งกระบวนการของการนำเข้า ตลอดจน ควบคุมกระบวนการตอบสนอง ทางพฤติกรรม
(Roy & Andrews, 1999, p 43).
เป้าหมายหลักของการพยาบาล คือ
การส่งเสริมซึ่งและคงไว้การปรับตัวที่ดี
และปรับเปลี่ยนการปรับตัวที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ให้มีประสิทธิภาพ
(Roy & Andrews, 1999, p 81).
พยาบาลมีหน้าที่ส่งเสริมการปรับตัวในสถานการณ์ทางสุขภาพและการเจ็บป่วยเพื่อคงไว้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมซึ่งเท่ากับการส่งเสริมสุขภาพที่ดี
(Roy & Andrews, 1999, p 55).

Proposition of the Roy’s adaptation model
Assessment of behavior
ขั้นแรกในกระบวนการพยาบาล คือ การประเมินพฤติกรรม พฤติกรรมใชเปนตัวชี้วัดกระบวนการปรับตัว การเผชิญปญหา และการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพของมนุษย ซึ่งพฤติกรรมมี ทั้งที่สามารถสังเกตเห็นไดและไมสามารถสังเกตได
(Roy, 1999, p. 66).
สิ่งที่ตองตระหนักถึงเปนลําดับแรก คือ "พฤติกรรมที่ผูปวยแสดงออกมา"เปนการแสดงออกในขณะที่มีการปรับตัว พยาบาลจะตองรูวิธีที่จะประเมินพฤติกรรม เพื่อที่จะนําไปสูการประเมินความชวยเหลือในการคงไวซึ่ง ความสมบูรณแบบในกระบวนการเผชิญปญหาและการปรับตัวของผูปวย
(Roy, 1999 p. 68)


Assessment of stimuli
พยาบาลจะตองประเมินทั้งสิ่งเราภายในและสิ่งเราจาก ภายนอกที่มีอิทธิพลตอพฤติกรรม โดยอาศัยทักษะเดียวกัน กับทักษะในการเก็บรวบรวมขอมูลทางพฤติกรรม กลาวคือ การสังเกตดวยไหวพริบ การใชสัญชาตญาณ การวัดดวย เครื่องมือวัดที่มาตรฐาน และการสัมภาษณ เพื่อการลําดับ ความสําคัญของปญหา การประเมินสิ่งเราพยาบาลควรระบุ ตามลักษณะ สิ่งเราตรง สิ่งเรารวม และสิ่งเราแฝง ซึ่งสามารถแยก ไดจากพฤติกรรมที่แสดงออกมา นอกจากนี้พยาบาลควรจะตองมีการประเมินสิ่งเราอื่นๆ ที่มีผลตอการปรับตัวของบุคคลรวมดวย
(Roy, 1999 p. 71-72).
Nursing Diagnosis
ในระยะของการตั้งเปาหมายทางการพยาบาล
มีผลสําคัญสําคัญ ขอความที่สื่อถึงการตัดสินระยะของ การปรับตัวของบุคคล ปญหาการปรับตัว คือ การที่บุคคลมีการปรับตัวที่เบี่ยงเบนไปจากการปรับตัว
ในทางที่ดีโดยรวมการวินิจฉัยการพยาบาลเปนการ
ระบุคําพูดหรือคําวินิจฉัยที่เปนทางการพยาบาล
เพื่อบอกถึงระดับการปรับตัวของผูปวย

Goal Setting
การตั้งเปาหมายทางการพยาบาล : เปนการกระทํารวมระหวาง พยาบาลและผูปวยมีวัตถุประสงคเพื่อสงเสริมการปรับตัว การตั้งเปาหมายในความหมายของรอยมีความมุงไปสูผล
ของพฤติกรรมที่ดี นั่นคือพฤติกรรมนั้นสงเสริมการปรับตัว รอยกลาววา “การตั้งเปาหมายไมเพียงแตเปนคําพูดที่กําหนด แนวทางในการประเมินเทานั้น แตยังเปนแนวทางในการ เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติพฤติกรรมไปในทางที่ถูกตอง เพื่อนําบุคคลไปสูเปาหมายภายในเวลาที่เหมาะสม
(Roy, 1999, p. 81).
Intervention
The nursing process according to the Roy’s adaptation model
Diagrammatic representation of human adaptive systems. (Roy, 1999, p.50)
การเก็บรวบรวมขอมูล
ของพฤติกรรม
พยาบาลจะอาศัยหลักการของการปรับตัว 4 ดาน ของบุคคล นั่นคือ ดานชีวภาพ-กายภาพ ดานอัตมโนทัศนของตนเอง และกลุม ดานบทบาทหนาที่ และดานการพึ่งพาอาศัยกัน ในการจัดหมวดหมูพฤติกรรมการปรับตัวของบุคคล พรอมกับ ประเมินสิ่งเราของบุคคลทั้ง 3 อยาง คือ สิ่งเราตรง สิ่งเรารวม และสิ่งเราแฝง โดยการใชทักษะการสังเกต ความรูสึกจาก สัญชาตญาณ เครื่องมือวัด และทักษะการสัมภาษณในการ เก็บรวบรวมขอมูล (Roy, 1999, p. 68-69).
การตัดสินพฤติกรรมนั้น
อยางคราวๆ
หลังจากเก็บรวบรวมขอมูลและจัดหมวดหมู พยาบาลจะทําการตัดสินหรือวิเคราะหพฤติกรรมนั้นเพื่อที่จะสามารถดูแลตามระยะความตองการของบุคคลได กลาวคือ พยาบาลจะตองคิดวา หากการปรับตัวของบุคคลไมประสบ ผลสําเร็จพยาบาลจะใหการชวยเหลือบุคคลนั้นอยางไร (Roy,1999 p. 69-70).
จัดลำดับของปัญหา
ความต้องการพื้นฐานของบุคคล
ปัญหาที่ต้องนำมาพิจารณาวางแผนการพยาบาล
เป็นอันดับแรกคือ การปรับตัวด้านร่างกายซึ่งมีความสำคัญ ต่อการมีชีวิตรอด รองลงมาคือ ความมั่นคงปลอดภัย ความรักและความเป็นเจ้าของ ความมีคุณค่าและ การพัฒนาศักยภาพแห่งตน
(Rambo, 1954: 32 อ้างใน เพ็ญศรี ระบียบ, 2539)
พิจารณาจัดลำดับ
ของปัญหาก่อนหลัง
- ปัญหาที่คุกคามชีวิตผู้ป่วยและครอบครัวหรือชุมชน
- ปัญหาที่คุมคามการเจริญเติบโตของผู้ป่วย
และครอบครัวหรือชุมชน
- ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุด
ของผู้ป่วยและครอบครัวหรือชุมชน
(Roy, 1976: 42 อ้างใน เพ็ญศรี ระเบียบ, 2539)

( Maslow’s hierarchy of Needs)
การใหการดูแลสัมพันธกับ
สิ่งเราและกระบวนการเผชิญปญหา
เปนวิธีการใหการดูแลโดยพยาบาลมีการหาแนวทางการดูแลที่ดีที่สุดในการชวยเหลือผูปวยเพื่อไปสูเปาหมายที่วางไวและ
เลือกวิธีการที่จะสงเสริมความตองการการปรับตัวของผูปวย
ในขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเราหรือกระบวนการ
ปรับตัวถูกขัดขวาง (Roy, 1999, p. 86).
ระบุและวิเคราะห
วิธีการชวยเหลือที่เปนไปได้
ขั้นตอนนี้เปนการเลือกสิ่งเราที่มีผลตอผูปวยมากที่สุด เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสมพยาบาลจะเปนผูมีบทบาท
ในการอธิบายและนําเสนอสิ่งเราตางๆใหผูปวยไดเลือก
และจัดวางลําดับความรุนแรงที่มีผลกระทบตอผูปวยอยางไร
(ต่ำ ปานกลาง สูง) หลังจากนั้นพยาบาลรวมมือกับผูปวย
ในการคนหาผลลัพธของแตละวิธีการทั้งที่ผูปวยตองการ
และไมตองการ (Roy, 1999 p. 87).
Evaluation
การประเมินผลมุงไปที่การประเมินประสิทธิภาพของการพยาบาล
ที่สัมพันธกับพฤติกรรมของบุคคล หรือกลุมคน เมื่อใดที่สามารถ บรรลุเปาหมายในการปรับตัวได พยาบาลจะเกิดทักษะและ ใชทักษะเดิมนั้นในขั้นตอนการเก็บรวบรวมขอมูลของกระบวนการอีก แตหากไมบรรลุถึงเปาหมายดวยวิธีการนั้น พยาบาลจะตองพยายาม คนหาวาเหตุใด พฤติกรรมไมเปนไปตามที่คาดการณไว พยาบาลจะยอนกลับมาสูขั้นตอนแรกของกระบวนการอีกครั้ง
ซึ่งจะตองสังเกตในพฤติกรรมอยางใกลชิดมากขึ้นเพื่อ
ทําความเขาใจสถานการณนั้น
(Roy, 1999 p. 89).

การวิเคราะหขอบเขตของทฤษฎี (Theory scope)
ทฤษฎีการปรับตัวของรอยมีขอบเขตอยางไร
ทฤษฎีการปรับตัวของรอย ถือเปนทฤษฎีระดับกลาง
(Middle-Rang Theories) ประกอบดวยมโนทัศน ที่เฉพาะและชัดเจนมีความเปนรูปธรรม และ มีชุดขอความที่บงบอกความสัมพันธของมโนทัศน
การวิเคราะหบริบทของทฤษฎี (Theory context)
1. ทฤษฎีการปรับตัวของรอยไดกลาวถึงมโนทัศนหลักของศาสตร์
ทางการพยาบาล(Mataparadigm concept) ไวหรือไมอยางไร
ไดกลาวกลาวถึงมโนทัศนหลักของศาสตร

ทางการพยาบาล (Metaparadigm concept)

ไวอยางครบถวน
2. ทฤษฎีการปรับตัวของรอยไดกลาวถึงชุดขอความที่แสดงความสัมพันธของมโนทัศนหลักของศาสตร
ทางการพยาบาล (Mataparadigm concept) ระหวาง คนกับสุขภาพ คนกับสิ่งแวดลอม สุขภาพกับการพยาบาล และคนกับสิ่งแวดลอม และสุขภาพไวหรือไม อยางไร
ไดกลาวถึงชุดขอความที่แสดงความสัมพันธ
ของมโนทัศนหลักของศาสตรทางการพยาบาล
(Metaparadigm concept) ระหวาง คนกับสุขภาพ คนกับสิ่งแวดลอม สุขภาพกับการพยาบาล และคนกับสิ่งแวดลอม และสุขภาพ

3. ทฤษฎีการปรับตัวของรอยมีหลักปรัชญา คานิยม และความเชื่อใด หรือโลกทัศน (Worldview) เกี่ยวกับความสัมพันธของคน กับสิ่งแวดลอมใด ที่นําามาเปนพื้นฐาน หรือถูกกลาวถึง หรือสะทอนอยูในทฤษฎีที่นำมาวิเคราะห
มนุษยทุกคนมีศักยภาพในการปรับตัวเขากับ

สิ่งแวดลอม ทฤษฎีระบบ System Theory
4. ทฤษฎีการปรับตัวของรอย พัฒนามาจากกรอบแนวคิด
(Concept framework) ใด
System theory,
Helson’s theory,
Humanism
5. ความรูจากศาสตรใดบางที่นําามาใชในการสรางทฤษฎี
การปรับตัวของรอย
System theory,
Helson’s theory,
Humanism, biology
การวิเคราะหเนื้อหาของทฤษฎี (Theory content)
1. มโนทัศนของทฤษฎีการปรับตัวของรอย คือ อะไรบาง
1) Roy Adaptation System

2) Stimuli

3) Adaptation Level

4) Coping Mechanism

5) Adaptive Mode

6) Behavior and Responses
2. ชุดขอความแสดงความที่แสดงความสัมพันธของมโนทัศน ของทฤษฎีการปรับตัวของรอย คือ อะไรบาง และ ชุดขอความดังกลาวเปนชุดขอความประเภทใด
มีความสัมพันธกันจริง (Existence of a relationship)
Roy ใหความหมายของบุคคลวาเปนระบบของการปรับตัว โดยบุคคลเปนระบบเปดประกอบดวยชีวะ จิต สังคม
ไมสามารถแยกจากกันได ซึ่งไดรับการกระตุน จากสิ่งแวดลอมอยูตลอดเวลาซึ่งมีผลกระทบพฤติกรรม
และพัฒนาการของบุคคล
การประเมินเนื้อหาของทฤษฎี (Theory content)
1) ด้านความคงเส้นคงวาหรือความสอดคล้องภายใน
เนื้อหาแต่ละระดับมีความสอดคล้องกันหรือไม่
เนื้อหาทั้งด้านแนวคิดพื้นฐาน กรอบแนวคิดและทฤษฎี มีความสอดคล้องกันโดยตลอดทั้งทฤษฎี
มโนทัศน์ที่ประกอบในทฤษฎี สะท้อนถึงการใช้คำอธิบายที่ี่ชัดเจน
(semantic clarity)และสอดคล้องต่อเนื่องคงเส้นคงวา(consistency)หรือไม่
ทฤษฎีนี้มีการใช้คำอธิบายที่มีความชัดเจนตลอดทั้งทฤษฎี ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ มีการให้คำจำกัดความในแต่ละมโนทัศน์ไว้ อย่างชัดเจนในทุกๆมโนทัศน์ การใช้ชื่อมโนทัศน์ที่มีความหมาย เดียวกัน ตลอดทั้งทฤษฎี นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงความสอดคล้อง ภายในโครงสร้าง(Structural consistency) ซึ่งพบว่า
มีความสอดคล้อง ของชุดข้อความและมโนทัศน์ในเนื้อหา มีความเชื่อมโยงและสัมพันธ์กัน
ทฤษฎีมีความสำคัญต่อศาสตร์ทางการพยาบาลหรือไม่
ทฤษฎีนี้มีความสำคัญต่อศาสตร์ทางการพยาบาล เนื่องจาก ทฤษฎีนี้สัมพันธ์กับมโนทัศน์หลักทางการพยาบาลทั้งด้านบุคคล สุขภาพ สิ่งแวดล้อมและการพยาบาล ซึ่งมีแนวคิด ความเชื่อว่า มนุษย์จะต้องมีการปรับตัวเพื่อให้มีความสมดุล ของบุคคลโดยเป้าหมายการพยาบาลเพื่อให้บุคคลปรับตัวต่อ
สภาวการณ์นั้นๆได้นำไปสู่ความสมบูรณ์และบรรลุเป้าหมาย
ในชีวิต
ผู้คลอดพม่า นับถือศาสนาอิสลาม อายุ 38 ปี G5P4A0L4 อายุครรภ์ 39+1 สัปดาห์ เจ็บครรภ์คลอดร่วมกับมีน้ำเดินออกทางช่องคลอด หลังรับไว้ในการดูแลความก้าวหน้า ของการคลอด ไม่ดีเท่าที่ควร ได้รับยาเร่งคลอดทางหลอดเลือดดำ หลังได้รับยาเร่งคลอด ความก้าวหน้าปกติ และคลอดปกติเป็นทารกเพศชาย น้ำหนัก 3,870 หลังรกคลอด มดลูกหดรัดตัวไม่ดี มีเลือดออกทางช่องคลอดประมาณ 700 cc. พบผู้คลอดมีอาการ ซึม มือเท้าเย็น ชีพจร 106 ครั้ง/นาที อัตราการหายใจ 26 ครั้ง/นาที ความดันโลหิต 90/70 มิลลิเมตรปรอท ให้การช่วยเหลือโดยเปิดเส้นเลือดแล้วให้สารน้ำ ทางหลอดเลือดดำที่แขนขวา RLS 1,000 ซีซี และดูแลให้ยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ทางหลอดเลือดดำ คลึงมดลูกให้ ตลอดเวลาพร้อมวางกระเป๋าน้ำแข็งบนหน้าท้อง พบมดลูกหดรัดตัวดีขึ้น หลังจากนั้น มารดารู้สึกตัวดีขึ้น อ่อนเพลีย และเวียนศีรษะเล็กน้อย มดลูกหดรัดตัวดี ระดับสะดือ มีเลือดออกทางช่องคลอดชุ่มผ้าอนามัยครึ่งผืน แผลฝีเย็บไม่มีเลือดออก ก่อนย้ายหอผู้ป่วย สูติ-นารีเวชกรรม พยาบาลได้แนะนำและสอนให้มารดาคลึงมดลูกด้วยตัวเอง หลังย้ายมาหอผู้ป่วย สูติ-นารีเวชกรรม พบว่ามารดารู้สึกตัวดี สัญญาณชีพปกติ ยังคงมีอาการอ่อนเพลีย ปวดแผลเล็กน้อย และมีสามีคอยช่วยดูแล
Full transcript