Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

จะเห็นได้ว่าการเหยียดสีผิวเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื

No description
by

Fang Khwaengsawiad

on 23 November 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of จะเห็นได้ว่าการเหยียดสีผิวเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื

Separation i
s never end

จะเห็นได้ว่าการเหยียดสีผิวเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อ
กำหนดความเหนือกว่าหรือด้อยกว่าบนพื้นฐานของสีผิวและ วัฒนธรรมที่แตกต่างกันของมนุษย์นอกจากนี้แต่ละประเทศมักยึดถือประวัติศาสตร์ที่สอนต่อๆกันมาเพื่อสร้างความชอบธรรมรอง
รับพฤติกรรมในอดีตของตนโดยไม่คำนึงว่าแท้ที่จริงแล้วมนุษย์
ทุกคนล้วนแต่เป็นพี่น้องชาติพันธุ์เดียวกัน

เป็นปัญหาสังคมอย่างไร
ผลกระทบ
การเหยียดสีผิวและเชื้อชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพและสุขภาวะโดยรวมของเด็กและเยาวชน อาทิเช่นการรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า จิตใจอ่อนแอ ปัญหาทางพฤติกรรมเพิ่มขึ้นและระดับของสุขภาวะลดลง อีกประการยังเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การก่อจราจล การทะเลาะวิวาท และเกิดผลเสียอีกมากมายตามมา
ส่งผลอย่างไรในวงกว้าง
การเหยียดเชื้อชาติสีผิวใน
สังคมไทยที่เชื่อมต่อกับสังคมโลก

สาเหตุ
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา
สรุป
สมาชิก
นายดนัย ปราบพาลา 5510110520
นางสาวยลชญา สุวรรณศิลป์ 5510610313
นางสาวนิชาภา อุเทนพันธ์ 5610515037
นางสาวปาริชาต ดีถนัดกิจ 5610515042
นางสาววรรณวิสา แขวงเสวียด 5610515061
นางสาวญานิกา คงประดิษฐ์ 5610515093
นายราชันย์ เบ็ญหาวัน 5711010089
นายวศิน ภัทรปรัชญากุล 5711010095
ปัญหาการเหยียดผิวเคยเป็นปัญหาใหญ่ของโลกในอดีตที่ผ่านมาในยุคล่าอาณานิคม การเหยียดผิวของชาวตะวันตกไม่ได้หมายความแค่ว่ารังเกียจสีผิวของชาวแอฟริกันในยุคนั้น แต่ร้ายแรงถึงขนาดมองว่าพวกเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนกับชาวตะวันตก มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ กดขี่ข่มเหงคนผิวสีมากมาย จับไปเป็นทาส ทุบตีหรือพาไปแสดงตัวในสวนสัตว์อย่างกับพวกเขาไม่ใช่มนุษย์โดยที่คนผิวสีเหล่านั้นไม่ได้เต็มใจ
แม้ในปัจจุบันในหลายๆประเทศในยุโรปหรืออเมริกาที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศแห่ง
เสรีภาพทุกคนเท่าเทียมกันจะมีปัญหาการเหยียดผิวลดลงแต่ภายในจิตใจลึกๆของคนบางกลุ่มยังคงเหยียดคนผิวอยู่
แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าคนผิวสีหลายคนที่มีความสามารถ เป็นคนดังระดับโลกมากมาย เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ด้วยเช่นกัน
สำหรับในประเทศไทยปัญหาสิทธิมนุษยชนในการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวก็มีให้พบเห็นได้เช่นเดียวกันกับต่างประเทศ ยกตัวอย่างได้จากข่าวของดีกรีนางงามอย่าง เมญ่า นทวรรณ ที่ได้รับการดูถูกและไม่เป็นที่ยอมรับของคนบางกลุ่มสำหรับตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์
การแบ่งแยก
ที่ไม่สิ้นสุด

ปัญหาการเหยียดสีผิวนั้นเป็นปัญหาระดับโลกซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาและหาทางออก เพราะผลที่เกิดจากปัญหานั้นเป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น เช่น การเกิดเหตุทะเลาะวิวาท แต่ในปัจจุบันจัดว่ามีความรุนแรงน้อยลงเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตที่มีการเหยียดสีผิวขั้นรุนแรง เช่น การไม่ให้ผู้ที่มีผิวสีมิสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง การแยกห้องน้ำของคนผิวสีและคนผิวขาว แต่ปัญหานี้ก็ยังมิได้หมดไป ยังคงมีอีกหลายคนที่ยังไม่ให้การยอมรับในคนผิวสี อาจมองเป็นการผิดบรรทัดฐานเพราะอย่างไรพวกเขาเหล่านั้นก็คือมนุษย์เช่นเดียวกับเราแต่หากมอง
สวนกันกลับกลายเป็นการไม่ผิดค่านิยม เพราะ คนในสังคมส่วนมากยังคงให้การยอมรับคนผิวขาวในเรื่องของการทำงาน หน้าตาทางสังคม หรือไม่คนผิวสีก็ต้องมีความสามารถ มีฐานะที่ร่ำรวยถึงจะเป็นที่ยอมรับได้จริงๆ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้แต่แค่ต้องการผู้นำที่เป็นที่ยอมรับ เช่น การได้เป็นประธานาธิบดีของบารัก โอบามาก็ได้เจอคำต่อว่ามากกว่าคนอื่นเนื่องจากเป็นคนผิวสีคนแรกที่ได้เป็นประธานาธิบดีคนแรกของ
สหรัฐอเมริกา แต่ในปัจจุบันได้เป็นที่ยอมรับและสามารถแก้ปัญหานี้ได้
และสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมที่เป็นที่ยอมรับกันมากขึ้น
ปัญหาการเหยียดสีผิวเป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่อดีต ทุกๆประเทศที่ประสบปัญหาได้ทำการหาวิธีการแก้ไขกันอย่างเคร่งครัดจนในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวได้กลายเป็นที่ยอมรับของคนใน
สังคมมากขึ้น ถึงแม้ในกลุ่มคนบางกลุ่มยังไม่สามารถทำใจยอมรับที่จะอยู่ร่วมกันได้แต่ด้วยการมีกฎหมายคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ทำให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข อย่างไรก็ตามหากมีช่องโหว่ของกฎหมายก็อาจทำให้เกิดการเหยียดคนผิวสีเกิดขึ้นได้อีก แต่หากคนในสังคมสามารถลดอคติในใจที่มีต่อคนผิวสีได้ ก็จะทำให้เกิดความสงบสุขในประเทศอย่างแท้จริง
สิ่งแรกคงต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน การลดอคติของตัวเองต่อคนต่างสีผิว อย่างไรเสียพวกเขาก็คือเพื่อนมนุษย์ในสังคมเรา หากใกล้ตัวเรามากที่สุดก็เช่นการคบเพื่อนไม่ว่าจะเป็นคนประเทศใด ศาสนาใดก็สามารถรู้จักและอยู่ร่วมกันได้ ให้เกียรติกันและกัน แต่ปัจจุบันเรื่องสีผิวอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตเช่นอดีตเพราะกลาย
เป็นที่ยอมรับของสังคมไปแล้ว
ในยุโรปเมื่อยามเศรษฐกิจดี คน "ผิวขาว" ก็เอาคน "ผิวสี" ไปทำงานระดับล่าง แต่เมื่อยามเศรษฐกิจตกต่ำ ทุก "ผิวสี" ต่างก็เดือดร้อนกันไปหมด จึงทำให้ อารมณ์แค้นเคืองต่อคน "ผิวสี" ความขัดแย้งก็จะปะทุขึ้นได้ง่าย ดังจะเห็นได้ว่าได้เกิด "การจลาจลเผาบ้านเผาเมือง" และเมื่อมองย้อนกลับมาดู ในบ้านเราก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องปลูกจิตสำนึกในความเท่าเทียมกันในฐานะความ
เป็น "มนุษย์" ที่จะทำให้คนไทยกับแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ไม่ใช่ถูกกดขี่ขูดรีดเสียจนเคียดแค้นชิงชังคนไทยอย่างเช่นในปัจจุบัน เพราะตราบใดที่ยังคงมีการ "เหยียดผิว" + "ความยากจน" อันเป็นผลมาจาก "สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย" บรรดาคนยากจน "ผิวสี" ที่กำลังถูกดูแคลนความเป็น "มนุษย์" ก็จะก่อการประท้วงขึ้นอีกอย่างแน่นอน
Full transcript