Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล

No description
by

Apisak Yodphut

on 25 November 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล

การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล
๑. การปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาล
๒. ลักษณะการปกครองในสมัยพุทธกาล ( พรรษา ๑-๒๐ )
๓. ลักษณะการปกครองในสมัยพุทธกาล ( หลังพรรษาที่ ๒๐ )
การบัญญัติพระวินัย
สรุป
การปกครองคณะสงฆ์ในสมัยพระพุทธกาล รูปแบบยังไม่ชัดเจนเพราะเป็นการปกครองโดยพระพุทธเจ้า และสาวกที่เข้ามาสู่พระพุทธศาสนาส่วนมากเป็นพระอริยบุคคล มีคุณธรรมสูงการปกครองจึงไม่มีปัญหาอะไร ส่วนมากมุ่งไปที่การเผยแผ่พระศาสนาเป็นหลัก ต่อมาเมื่อมีกุลกุลบุตรเข้ามาในพระพุทธศาสนามากขึ้น ปัญหาต่างๆและกฎระเบียบจึงตามมา รวมทั้งรูปแบบที่เข้าสู่พระศาสนา ซึ่งเรียกว่าการบวช ก็มีหลากหลายมากขึ้น ถ้าเป็นการบวชโดยพระพุทธเจ้าเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ติสรณคมนูปสัมปทา และต่อมาทรงอนุญาต ญัตติจตุตถกรรมวาจา
ดังนั้น ตอนปลายสมัยพุทธกาล ทรงเห็นว่ามีพระสาวกมากแล้วสมควรจะได้มอบหมายให้หมู่พระสงฆ์ดูแลกันเอง เพื่อเป็นการปูพื้นการปกครองคณะสงฆ์โดยหมู่สงฆ์เอง ดังนั้น จึงทรงให้งดการอุปสมบทด้วยวิธีไตรสรณคมน์ ทรงอนุญาตให้บวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจาแทน คือให้มีพระสงฆ์อย่างต่ำ ๑๐ รูป มีรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ มีคู่สวด สวดถึง ๔ ครั้ง จึงจะสำเร็จเป็นภิกษุได้ เมื่อทรงอนุญาตการบวชให้เป็นกิจของสงฆ์ (สังฆกรรม) เช่นนี้ ก็ทรงให้ใช้การบวชแบบเดิมนั้นกับสามเณร คือถ้าใครอายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี อยากบวชให้บวชเป็นสามเณรได้ ด้วยวิธีสรณคมน์บรรพชา มีอุปัชฌาย์รูปเดียวก็พอ อนึ่งมีข้อสังเกตว่า นับตั้งแต่พระองค์ทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจาแล้ว พระองค์ก็ทรงงดอุปสมบทให้แก่ใครๆ อีก ทรงทำหน้าที่สั่งสอนและดูแลโดยทั่วไปเท่านั้น ทั้งนี้คงจะทรงมอบหมายความเป็นใหญ่ให้สงฆ์อย่างเต็มที่ เพื่อว่าพระสงฆ์สาวกจะได้คุ้นเคยกับการปกครองกันเองภายหลังจากที่พระองค์ปรินพพานแล้ว
รูปแบบการปกครองคณะสงฆ์ในสมัยพุทธกาล มีโครงสร้างตามความเห็นของ
ไชย ณ พล ได้กล่าวไว้ พระผู้มีพระภาคทรงเป็นพระบรมศาลดาของพระศาสนา
แล้วทรงแต่งตั้งอัครสาวกและ มหาสาวกในฐานะผู้เลิศทางด้านต่างๆ เป็นใหญ่เป็นอธิบดีในคุณวิเศษนั้นๆ เพื่อเป็นแบบอย่างและเป็นธรรมาจารย์สั่งสอนกุลบุตรและมหาชน

ในระยะแรกพระพุทธเจ้าทรงปกครองครองด้วยพระองค์เอง ต่อมาให้พระอัครสาวกและพระผู้ใหญ่แบ่งภาระหน้าที่ เมื่อพระสงฆ์มากขึ้นจึงทรงมอบหมายให้พระอุปัชฌาย์ดูแลแทน แต่พระองค์ก็ทรงให้ความเคารพและปฏิบัติตามมติของสงฆ์ทุกประการ ทั้งนี้เพื่อให้มติของสงฆ์มีความศักดิ์สิทธิ์ที่ภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติตาม และเป็นการฝึกฝนให้ภิกษุทั้งหลายคุ้นเคยกับการปกครองในระบอบสามัคคีธรรม มีการประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหา ตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการของสงฆ์ร่วมกัน เคารพความคิดเห็นกันและกันโดยยึดพระธรรมวินัยเป็นหลัก ดังปัจฉิมโอวาทที่ได้ตรัสว่า อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว พระธรรมและพระวินัยนั้นแหละ จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย
ในช่วง ๔๕ พรรษา ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจอยู่นั้น คณะสงฆ์เกิดขึ้นและวิวัฒนาการตามลำดับ เพื่อให้มองเห็นแนวนโยบายของพระองค์ในการเผยแผ่พระศาสนา
และปกครองสงฆ์ จึงขอแบ่งช่วงพุทธกาลออกเป็น ๓ ระยะ ดังนี้
ระยะที่ ๑ ทรงแสดงธรรมเทศนาเผยแผ่พุทธศาสนาเริ่มจากคนที่อุปการะต่อพระองค์ก่อน
เช่น โปรดปัญจวัคคีย์ เพราะปัญจวัคคีย์ได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากพระองค์ในการเสด็จออกผนวชใหม่ๆ ต่อมาจึงโปรดยสกุลบุตร ภัทพวัคคีย์ ชฏิล ๓ พี่น้อง ให้ได้บรรลุมรรคผลแล้วจึงส่งไปประกาศพระศาสนา เมื่อสาวกเลื่อมใสใคร่จะบวช พระองค์ก็จะทรงประทานการบวชเองที่เรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา และเมื่อได้สาวกที่เป็นภิกษุผู้มีความสามารถแล้ว ก็ทรงส่งออกประกาศศาสนาช่วยงานของพระองค์ด้วย
ระยะที่ ๒ หลังจากที่ได้ส่งพระสาวกช่วยประกาศศาสนาแล้ว มีกลบุตรผู้เลื่อมใสศรัทธาเข้ามาขอบวชมากขึ้น ภิกษุทั้งหลายพากุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาและผู้มุ่งอุปสมบทมาจากทิศต่างๆ ด้วยตั้งใจว่าพระผู้มีพระภาคจักให้พวกเขาบรรพชาอุปสมบท กุลบุตรผู้มุ่งบรรพชาอุปสมบทก็ลำบาก จึงทรงอนุญาตการบรรพชาอุปสมบทด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์ คือรับเอา พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก จะเห็นได้ว่าในระยะนี้ พระพุทธเจ้าทรงมอบอำนาจบางประการให้พระสาวกปกครองกันเองบ้างแล้ว คือใครเป็นอุปัชฌาย์ของใคร ให้ผู้นั้นช่วยดูแลตักเตือนศิษย์ของตน ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงแล้วก็จะไม่ให้ภาระอันนั้นมาถึงพระพุทธองค์
ระยะที่ ๓ ในระยะนี้การปกครองคณะสงฆ์คงจะผิดแผกกันออกไป ตามสภาพของท้องถิ่นและของสำนัก เพราะแต่ละแห่งห่างไกลจากพระเนตรพระกรรณของพระพุทธเจ้า ยอมขึ้นอยู่แต่ละอุปัชฌาย์อาจารย์จะดูแลสั่งสอนสานุศิษย์ของตน
ในการปกครองคณะสงฆ์ในระยะแรก พระพุทธเจ้าทรงปกครองโดยพระองค์ ส่วนการรับกุลบุตรเข้ามาในพระวินัยก็เป็นโดยอัธยาศัยของพระองค์เรียกว่า การอุปสมบทมี ๘ อย่าง คือ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ติสรณคมนอุปสัมปทา โอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา ปัญหาพยากรณอปสัมปทา ครุธัมมปฏิคคหณอุปสัมปทา ทูเตน อุปสัมปทา อัฏฐวาจิกาอุปสัมปทา ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา
๑. เอหิภิกขุอปสัมปทา
เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นชื่อเรียกวิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยพระพุทธเจ้าทรงประทานให้ด้วยพระองค์เอง โดยการตรัสว่า "
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด"
ตรัสเพียงเท่านี้ ก็เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะคำตรัสขึ้นต้นว่า เอหิ ภิกขุ... จึงเรียกการอุปสมบทแบบนี้ว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา เรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า เอหิภิกขุ
การอุปสมบทแบบนี้ทรงประทานแก่พระอัญญาโกณฑัญญมหาเถระเป็นท่านแรก จึงถือว่าท่านเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมเถระในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีผู้มาขอบวชมากขึ้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงเลิกวิธีอุปสมบทแบบนี้ และทรงเปลี่ยนวิธีใหม่
๒. ติสรณคมนูอุปสัมปทา
การอุปสมบทด้วยการเปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึงที่ระลึก เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติจากการที่ทรงส่งพระสาวกจำนวน ๖๐ รูป ไปประกาศพระศาสนาแล้วใช้อุปสมบทให้กุลบุตรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งมีวิธีการอุปสมบทโดยให้ผู้ที่จะบรรพชา ปลงผม โกนหนวดแล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ กราบเท้าภิกษุ แล้วตั้งใจเปล่งคำสมาทานขอถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นที่พึงที่ระลึก ๓ ครั้ง
ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาต การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรมแล้ว การบวชด้วยสรณคมน์ ใช้สำหรับบรรพชาสามเณรสืบมาจนถึงปัจจุบัน
๓. โอวาทปฏิคคหณอุปสัมปทา
เป็นการอุ้มสมบทที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทแก่พระสาวกด้วยเรื่องของความมีสติ
มีความละอาย มีความยำเกรงในพระภิกษุทั้งที่แก่กว่า เสมอกัน และอ่อนกว่า และในเวลาฟังธรรมก็ให้ตั้งใจฟังด้วยความเคารพ มีใจประกอบด้วยกุศล การอุปสมบทแบบนี้ทรงอนุญาตแก่พระมหากัสสปะเถระรูปเดียวเท่านั้น มีวิธีการคือพระองค์ทรงให้โอวาทแก่พระมหากัสสปะ ๓ ข้อว่า
๑. เธอพึงศึกษาว่า เราจักเข้าไปตั้งความละอาย และความเกรงไว้ในภิกษุทั้งที่เป็นผู้เฒ่า ทั้งที่เป็นผู้ใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ปานกลาง อย่างแรงกล้า
๒. เธอพึงศึกษาว่าเราจักฟังธรรมอันใดอันหนึ่ง ซึ่งประกอบด้ายกุศล เราเงี่ยหูลงฟังธรรมนั้นทั้งหมด ทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ รวบรวมไว้ทั้งหมดด้วยใจ
๓. เธอพึงศึกษาว่า ก็สติที่เป็นไปในกายของเรา ซึ่งประกอบด้วยความรำคาญ จักไม่ละเราเสีย...ด้วยการรับโอวาท ๓ ข้อนี้ก็เป็นการบวชโดยสมบูรณ์
๔. ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา
ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา คือ การที่พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาแก่โสปากสามเณร กล่าวคือ โสปากะเกิดและเติบโตใน ป่าช้า ในกรุงราชคฤห์ เมื่อโสปากะอายุได้ ๔ เดือน บิดาก็ตาย อาเลี้ยงไว้จนอายุได้ ๗ ขวบ วันหนึ่งอาโกรธเพราะโสปากะทะเลาะกับลูกของตนจึงนำไปยังป่าช้า ผูกมือโสปากะกับร่างคนตาย โดยหวังจะให้สุนัขจิ้งจอกกัดกิน แต่เพราะผลบุญของเด็กและเป็นภพสุดท้ายจึงไม่มีสิ่งใดทำอันตรายได้ ในเวลาเที่ยงคืนโสปากะบ่นเพ้อว่าคติของเรา ผู้ไม่มีคติ จะเป็นอย่างไร เผ่าพันธุ์ของเราผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์จะมีใคร จักช่วยเราซึ่งถูกผูกอยู่ในท่ามกลางป่าช้านี้ ในเวลานั้น พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตผลของโสปากะ จึงทรงแผ่โอภาสไปยังโสปากะว่า มาเถิดโสปากะ อย่ากลัวเลย เธอจงแลดูตถาคต เราจะยังเธอให้ข้ามไป ดุจพระจันทร์พ้นปากราหู
ใบเวลาจบคาถา โสปากะบรรลุเป็นโสดาบัน ได้ยืนอยู่ตรงหน้าพระคันธกุฎี มารดาเมื่อไม่เห็นบุตรของตนจึงถามอา ทราบความจริงแล้วนางจึงไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้บรรลุโสดาบัน โสปากะบรรลุพระอรหันต์ เมื่อนางเห็นว่าลูกเป็นพระอรหันต์แล้วจึงอนุญาตให้บวชแล้วนางก็กลับไป ไสปากะเขัาถวายอภิวาทพระพุทธเจ้า ที่กำลังจงกรมอยู่ พระองค์ทรงอุปสมบทแก่โสปากะที่มีอายุเพียง ๗ ปี ด้วยการถามปัญหา ๑๐ ข้อ ที่เรียกว่า กุมารปัญหา ทรงพอพระทัยในการแก้ปัญหาของโสปากะ จึงอนุญาตการอุปสมบทโดยตรัสว่า โสปากะ การวิสัชนาปัญหานี้เป็นการอุปสมบทของเธอ เรียกว่า ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา หรือเรียกว่า กุมารปัญหา ๑๐ ข้อ
๕. ครุธัมมปฏิคคหณูปสัมปทา
เป็นอุปสัมปทาที่ทรงอนุญาตแก่พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ คือ
๑. ต้องเคารพภิกษุแม้จะอ่อนพรรษากว่า
๒. ต้องไม่จำพรรษาในวัดที่ไม่มีภิกษุ
๓. ต้องทำอุโบสถและรับโอวาทจากภิกษุทุกกึ่งเดือน
๔. เมื่อออกพรรษาต้องปวารณาตนต่อภิกษุและภิกษุณีอื่นให้ตักเตือนตน
๕. เมื่อต้องอาบัติหนัก ต้องรับมานัต (รับโทษ)จากสงฆ์สองฝ่าย (คือทั้งฝ่ายภิกษุและภิกษุณี) ๑๕ วัน
๖. ต้องบวชจากสงฆ์ทั้งสองฝ่าย หลังจากเป็น สิกขามานา
(สิกขามานา แปลว่า ผู้ศึกษา สตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณี ต้องเป็นนางสิกขามานาก่อน ๒ ปีเต็ม)
๗. จะด่าว่าค่อนแคะภิกษุไม่ได้
๘. ห้ามสอนภิกษุเด็ดขาด
๖. ทูเตนอุปสัมปทา
คือ วิธีบวชแบบผ่านทางทูต โดยให้พระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งที่ฉลาดสามารถทำหน้าที่เป็นทูตรับเรื่องของผู้บวชจากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์
แล้ว ไปแจ้งขอบวชต่อฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ โดยกุลธิดาผู้ขอบวชไม่จำเป็นต้องเดินทางไปเอง
คือ ทำการบวชแบบอฏฐวาจิกาอุปสัมปทานั่นเอง แต่สำหรับขั้นตอนในฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ให้ส่งพระภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่งทำหน้าที่เป็นทูตไปแจ้งแก่ฝ่าย
พระภิกษุแทนตัวผู้ขอบวชเอง
สำหรับวิธีนี้มีเพียงพระอัฑฒกาสี ชาวแคว้นกาสี เพียงรูปเดียวเท่านั้นที่ได้บวชด้วยวิธีบวชแบบนี้ เนื่องจากมีนักเลงคอยดักฉุดตัวพระอัฑฒกาสีผู้ซึ่งทำการบวชในฝ่ายภิกษุณีแล้วแต่เพียงฝ่ายเดียวแต่ไม่
สามารถเดินทางไปทำการบวชในฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ได้เนื่องจากเหตุผลดังกล่าว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนี้ ท่านจึงอนุญาตให้พระอัฑฒกาสีทำการบวชด้วยวิธีการทูตได้ แต่มีข้อแม้ว่า ทูตนั้นต้องเป็นพระภิกษุณีเท่านั้น จะเป็นพระภิกษุ สิกขมานา สามเณร หรือ สามเณรี ไม่ได้เลย
๗. อฏฐวาจิกาอุปสัมปทา
เมื่อเกิดมีพระภิกษุณีหมู่ใหญ่เกิดขึ้นด้วยวิธีการติสรณคมนูปสัมปทาแล้ว การบวชของภิกษุณีหลังจากนี้ทั้งหมดต้องบวชด้วยวิธีอฏฐวาจิกาอุปสัมปทา วิธีบวชแบบนี้มีวาจา ๘ คือ ทำญัตติจตุตถกัมมูปสัมปทา (การประกาศให้ทราบ ๔ ครั้ง) โดยให้ทำ ๒ ครั้ง คือ จากฝ่ายภิกษุณีสงฆ์ ๑ ครั้ง จากฝ่ายภิกษุสงฆ์อีก ๑ ครั้ง
และการบวชวิธีนี้ก็ใช้บวชภิกษุณีสืบต่อกันมา
๘. ญัตติจตุตถกรรมวาจา
แปลว่า การกระทำที่สำเร็จได้ด้วยการประกาศเป็นครั้งที่ ๔ เป็นวิธีการอุปสมบทแบบที่กระทำกันในปัจจุบัน วิธีการ คือ จะมีการสวดญัตติขึ้นก่อน ๑ ครั้ง และ สวดอนุสาวนา ๓ ครั้ง รวมเป็น ๔ ครั้ง จึงเรียกว่า ญัตติจตุตถกรรม ญัตติ แปลว่า การประกาศ ญัตติจตุตถกรรม จึงแปลว่า การกระทำที่สำเร็จได้ด้วยการประกาศเป็นครั้งที่ ๔
การบวชทั้ง ๘ ประการนี้ ถ้าสรุปแล้วก็มี ๓ ประการเท่านั้น คือ
๑. การบวชที่พระพุทธเจ้าดำเนินการเองทุกประเภท อนุโลมเข้าในการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสมบท ทั้งหมด
๒. การบวชที่ทรงอนุญาตให้พระสาวกบวชจัดเป็น ติสรณคมนอุปสัมปทา
๓. การบวชที่มอบให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ คือ ญัตติจตุตถกรรมอุปสัมปทา อันเป็นการบวช
แบบเดียวที่ยังใช้กันมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนกระทั่งปัจจุบัน

การที่กุลบุตรเข้ามาบวชในพระธรรมมากขึ้น การปกครองคนหมู่มากต้องมีระเบียบแบบแผน และเมื่อมีเรื่องไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในหมู่คณะจึงเป็นเหตุให้มีการบัญญัติพระวินัยขึ้น คำว่า พระวินัย หรือวินัยสงฆ์ เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้นสำหรับภิกษุ ภิกษุณี พระคัมภีร์วินัยปิฎกจึงเป็นเสมือนประมวลกฎหมายของภิกษุ ภิกษุณี
พระวินัยเป็นศีลหรือกฎหมายเรียกว่า สิกขาบทของพระภิกษุ และภิกษุณี โดยแบ่งเป็นโทษหนักและเบาตามลำดับ มีข้อบัญญัติเพิ่มเติม เมื่อมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นตามมาและยังเป็นกฎระเบียบสำหรับฝึกอบรมกาย วาจา ใจ เพื่อเป็นที่น่าเคารพเลื่อมใส ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความศรัทธาชื่นชมและมีใจโน้มเข้าหาเพื่อฟังธรรมต่อไป
๑ ความหมายของพระวินัย
คัมภีร์สมันตปาสาทิกา ได้อธิบายความหมายของคำว่า วินัย ไว้ดังนี้ คือ คำว่า วินัย (วิ + นัย)
มี ๓ ความหมาย ได้แก่
วินัย หมายถึง นัยต่างๆ (วิวิธ+นัย) เพราะมีปาฏิโมกข์ ๒ คือ ภิกขุปาฏิโมกข์ และภิกขุณีปาฏิโมกข์ มีวิภังค์ ๒ คือ ภิกขุวิภังค์และภิกขุณีวิภังค์ มีอาบัติ ๗ กองเป็นต้น
วินัย หมายถึง นัยพิเศษ (วิเสส+นัย) เพราะมีอนุบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อทำให้สิกขาบทรัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อผ่อนผันให้เวลาความเข้มงวดลง
วินัย หมายถึง กฎ สำหรับฝึกอบรมกายวาจา (วินยนฺโต เจว กายวาจานํ) เป็นเครื่องป้องกันความประพฤติที่ไม่เหมาะสมทางกายทางวาจา
๒. ทรงปรารภเหตุบัญญัติสิกขาบท
เหตุให้พระศาสนาดำรงอยู่ไม่นานและอยู่ได้นาน
ครั้งนั้น พระสารีบุตรได้ไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นว่า ศาสนาของพระผู้มีพระภาคทั้งหลาย พระองค์ไหนไม่ดำรงอยู่นานและพระองค์ไหนดำรงอยู่นาน จึงได้เข้าไปทูลถามพระผู้มีพระภาค
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มีพระศาสนาของพระพุทธเจ้าอยู่สามพระองค์ที่ไม่ดำรงอยู่นาน และอีกสามพระองค์ที่ดำรงอยู่นาน
พระสารีบุตรจึงทูลถามถึงสาเหตุปัจจัยที่เป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า การที่ศาสนาที่ไม่ดำรงอยู่ได้นาน เพราะพระผู้มีพระภาคทั้งสามพระองค์ ทรงท้อพระทัยที่จะแสดงธรรมโดยพิสดารแก่สาวกทั้งหลาย อนึ่ง สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ ของพระผู้มีพระภาคทั้งสามมีน้อย สิกขาบทก็มิได้ทรงบัญญัติ ปาติโมกข์ก็มิได้แสดงแก่สาวก เพราะอันตราธานแห่งพระผู้มีพระภาคเหล่านั้น เพราะอันตรธานแห่งสาวกผู้ตรัสรู้ตาม สาวกชั้นหลังที่ต่างชื่อกัน ต่างโคตรกัน ต่างชาติกัน ออกบวชจากตระกูลต่างกัน จึงยังพระศาสนานั้นให้อันตรธานโดยฉับพลัน เหมือนดอกไม้ต่างพรรณที่กองไว้ ยังไม่ได้ร้อยด้วยด้าย ลมย่อมกระจาย กำจัดดอกไม้เหล่านั้นได้
พระสารีบุตรปรารภให้ทรงบัญญัติสิกขาบท
เมื่อพระสารีบุตรได้สดับดังนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทรงบัญญัตสิกขาบท ที่จะทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อันจะเป็นเหตุให้พระศาสนานี้ยั่งยืน ดำรงอยู่ได้นาน
เมื่อพระสารีบุตรได้สดับดังนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ถึงเวลาแล้วที่จะทรงบัญญัติสิกขาบท ที่จะทรงแสดงปาติโมกข์แก่สาวก อันจะเป็นเหตุให้พระศาสนานี้ยังยืน ดำรงอยู่ได้นาน พระผู้มีพระภาคตรัส
ให้รอก่อน เพราะพระตถาคตแต่ผู้เดียวจักรู้กาลในกรณีนั้น พระศาสดายังไม่บัญญัติสิกขาบท ยังไม่แสรงปาติโมกข์แก่สาวก ตลอดเวลาที่ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่า ยังไม่ปรากฏชัดในสงฆ์
ในศาสนานี้ ต่อเมื่อใด ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่า ปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวก เพื่อกำจัดธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะเหล่านั้น ขณะนี้ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่ายังไม่ปรากฏในสงฆ์ศาสนานี้ ตลอดเวลาที่สงฆ์ยังไม่ถึงความเป็น
หมู่ใหญ่ โดยภิกษุผู้บวชนาน ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ยังไม่ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภ ต่อเมื่อใดสงฆ์ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยภิกษุผู้บวชนาน ถึงความเป็นหมู่ใหญ่โดยแพร่หลาย ถึงความเป็นหมู่ใหญ่เลิศโดยลาภแล้ว และธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะบางเหล่ายอมปรากฏในสงฆ์ในศาสนานี้
เมื่อนั้น พระศาสดาจึงจะบัญญัติสิกขาบทแสดงปาติโมกข์แก่สาวกเพื่อกำจัดธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะเหลานั้น
๓. การบัญญัติสิกขาบท
ในการบัญญัติสิกขาบท ของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีขั้นตอนแบบแผนในการบัญญัติสิกขาบทเพราะบางสิกขาบทต้องเกี่ยวของกับบ้านเมืองโดยเป็น
โลกวัชชะ คือโทษทางโลก เช่น ปาราชิกข้อที่ ๑ ข่มขืนหรือล่วงละเมิดหญิงอื่นซึงไม่ใช่ภรรยาตน
หรือ การขโมยของชาวบ้าน ที่มีโทษทางบ้านเมือง การฆ่าคนหรือสัตว์ ซึ่งเป็นความผิดทางโลกหรือบ้านเมืองด้วย โทษหนักเท่าไหร่ประหารชีวิต หรือจองจำหรับปรับสินไหม ต้องอาศัยกฎหมายทางบ้านเมืองเข้ามาพิจารณาด้วย
การบัญญัติพระสิกขาบท หรือพระวินัยมีขั้นตอนตอไปนี้
๑. พุทธประเพณี
พุทธประเพณี คือแบบแผน เป็นประเพณีในการบัญญัติสิกขาบทของพระพุทธเจ้าในสมัยพุทธกาลนั้น พระองค์ทรงยึดแบบหลักของพระพุทธเจ้าในอดีตที่ผ่านมาและกฎระเบียบของสังคมเป็นหลัก ในการบัญญัติสิกขาบท เพราะสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ประพฤติปฏิบัติในการบัญญัติพระวินัยทั้งหลาย โดยที่ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่ ย่อมไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมถามสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดด้วยข้อปฏิบัติ เมื่อตรัสถาม ย่อมทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือรู้จักแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกอย่างหนึ่ง
๒. ทรงติเตียน
ในการติเตียนของพระพุทธเจ้านั้น พระองค์ใช้อยู่ ๒ คำ คือถ้าภิกษุผู้ประพฤติละเมิดเป็นอริยบุคคลอยู่ด้วย เช่น ในตติยปาราชิก ว่าการจงใจฆ่าตัวตาย หรือบอกให้คนอื่นฆ่า พระพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สมควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ไม่ควรทำ แต่ว่าเป็นภิกษุที่เป็นปุถุชนพระองค์ให้คำว่า โมฆะบุรุษทั้งหลาย การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ในการทรงติเตียนนั้น พระองค์ทรงมองปัญหาสังคมและเพื่อป้องกันข้ออ้างในอนาคต เช่น ในจตุตถปาราชิก ที่ภิกษุกล่าวอวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีจริงเพื่อปากท้องตัวเองด้วย
๓. ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติตกขาบท
การที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเกี่ยวเนื่องกับคดีทางโลก พระองค์ต้องสอบถามมูลเหตุก่อนจากเจ้าหน้าที่ฝายบ้านเมือง แต่ถ้าไม่เกี่ยวกับบ้านเมืองก็ทรงประชุมพระสงฆ์สอบถามก่อนแล้ว จึงทรงบัญญัติ ดังเช่น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะมีเหตุเกิดขึ้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้นแล้วทรงสอบถามพระธนิยะๆ ก็ยอมรับว่าเธอได้ถือเอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปจริง พระองค์ทรงติเตียนโดยประการต่างๆ ว่า การกระทำของเธอนั้น ไม่เหมาะสมไม่สม ไม่ควร มิใช่กิจของสมณะ ใช่ไม่ได้ ไม่ควรทำ การกระทำของเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของผู้ที่เลื่อมใสแล้ว โดยแท้ การกระทำของเธอนั้นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนผู้ที่เลื่อมใสแล้ว
๔. ต้นบัญญัติ
ต้นบัญญัติ หรือปฐมบัญญัติ คือเรื่องภิกษุผู้เป็นอาทิกัมมิกร หมายถึงภิกษุผู้ประพฤติผิดหรือผู้ประพฤติเสียหายในกรณีนั้นๆ เป็นรายแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงอ้างเพื่อบัญญัติสิกขาบท เช่น การที่พระสุทินเสพเมถุนธรรม หรือพระธนิยะนำไม้ของหลวงใช้สร้างกุฏิ การฆ่ามนุษย์ ภิกษุสำคัญว่าได้บรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบท ดังปรากฏในพระวินัยปิฎก
๕. อนุบัญญัติ
อนุบัญญัติ คือ สิกขาบทที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทเพิ่มเติมหลังจากมีต้นบัญญัติแล้ว
เช่น ปาราชิกสิกขาบท ๑ ที่ว่าด้วยการห้ามเสพเมถุนธรรมกับมนุษย์ ต่อมามีพระคิดว่าการเสพเมถุนกับมนุษย์เท่านั้นมีความผิด จึงได้เสพเมถุนกับสัตว์ พระองค์ตรัสเรียกพระที่ผิดทำมาสอบถามทรงทราบความจริงแล้วจึงบัญญัติสิกขาบท
เพิ่มเติมเรียกว่า อนุบัญญัติ
๖. ประโยชน์ของการบัญญัติพระวินัย
การบัญญัติพระวินัย พระพุทธองค์มีวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ในการบัญญัติพระวินัยชัดเจนแม้ว่าจะเป็นสวนที่มีโทษสถานหนัก หรือสถานเบา พระพุทธเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์หรือวัตถุประสงค์ ๑๐ ประการ เหมือนกันคือ
๑. เพื่อความดีแห่งหมู่
๒. เพื่อความสำราญแห่งหมู่
๓. เพื่อกำจัดบุคคลเพื่อผู้เก้อยาก (หน้าด้าน)
๔. เพื่อความอยู่เป็นผาสุกแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก
๕. เพื่อระวังอาสวะที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบัน
๖. เพื่อกำจัดอาสวะที่จะมีต่อไปข้างหน้า
๗. เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
๘. เพื่อความเจริญยิ่งๆ ของผู้เลื่อมใสแล้ว
๙. เพื่อความตั้งมันแห่งพระสัทธรรม
๑๐. เพื่ออุดหนุนพระวินัย
ต่อมา พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ แสดงไว้ได้กลายมาเป็นตัวแทนของพระองค์คือเป็น
ศาสดาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
การปกครองในสมัยพุทธกาล ในระยะเริ่มต้นพระพุทธเจ้าเป็นผู้ดูแลทั้งหมดตั้งแต่การบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา การรับไตรสรณะคมน์ ปัญหาพยากรณอุปสัมปทา ทูเตนอุปสัมปทา รวมถึงการบวชที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เองทุกประเภทอนุโลมเข้าในการบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสมบท
ทั้งหมด ต่อมาการบวชด้วยติสรณคมนูปสัมปทา ทรงอนุญาตให้พระสาวกดำเนินการ และการบวชที่มอบให้พระสงฆ์เป็นใหญ่ในการให้การอุปสมบทคือ ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา อันเป็นการบวชแบบเดียวที่ยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
อนึ่ง เมื่อมีผู้บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามากขึ้นก็ต้องมีกฎระเบียบข้อบังคับ เพื่อความเรียกร้องของสงฆ์ พระสารีบุตรจึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ ต่อเมื่อเกิดความไม่ดีไม่งามขึ้นในสงฆ์ จึงมีการบัญญัติสิกขาบทขึ้น คือพระธรรมวินัย ต่อมาก็ได้เป็นรูปแบบการปกครองของสงฆ์ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน โดยไม่มีใครเป็นผู้ปกครองสงฆ์แทนพระองค์แต่ใช้พระธรรมวินัยเป็นศาสดาแทน
Full transcript