Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ทฤษฎีการพัฒนาและการพัฒนาชุมชน

No description
by

Ploy Chutimon

on 20 November 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ทฤษฎีการพัฒนาและการพัฒนาชุมชน

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่ง
การพัฒนา
ทฤษฎีการพัฒนา

ชุมชนในประเทศไทย

ความหมายและหลักปรัชญาของ
การพัฒนาชุมชน

จัดทำโดย
นางสาวชุติมณฑน์ จรรยผล
56020110 สาขาการพัฒนาชุมชน

ทฤษฎีการพัฒนาและการพัฒนาชุมชน
Development and Community Theory
1. ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Anthropocentric)
2. มนุษย์กับธรรมชาติเป็นเพื่อนกัน : จริยศาสตร์ทางศาสนาตะวันออก (Eastern Religious Ethics)
3. มนุษย์กับธรรมชาติมีความสัมพันธ์กันเชิงนิเวศ : หลักนิเวศปรัชญา เน้นการมององค์รวม (Holistic Approach)
4. มนุษย์ไม่ควรกระทำการรุนแรงต่อธรรมชาติ : ธรรมชาตินิยม (Naturalism
ทัศนะของมนุษย์
ที่มีต่อธรรมชาติ

ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
มนุษย์เรามีความสัมพันธ์กับธรรมชาติ มนุษย์อยู่กับธรรมชาติตลอดชีวิต สิ่งแวดล้อมที่รอบตัวมนุษย์ มีทั้งมนุษย์และธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ จะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม และการพัฒนาทางสังคมของมนุษย์
1. การตั้งรับอิทธิพลของธรรมชาติ
เป็นอิทธิพลของธรรมชาติเหนือมนุษย์ สภาพแวดล้อมธรรมชาติจะเป็นตัวกำหนดทรัพยากร คุณลักษณะของมนุษย์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของมนุษย์ ลักษณะการตั้งถิ่นฐานการคมนาคมติดต่อ อาชีพ รูปแบบของสังคมและวัฒนธรรม ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ การกระทำและวัตถุต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น
2. การรุกธรรมชาติ
มนุษย์มีคุณลักษณะที่แตกต่างจากสัตว์อื่น ฉลาดและมีขบวนการคิดอย่างเป็นระบบทำให้มนุษย์ต่อสู้กับธรรมชาติ เพื่อให้มนุษย์สามารถอยู่รอดเอาชนะธรรมชาติ โดยมนุษย์สามารถนำเอาทรัพยากรมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น มนุษย์สามารถดัดแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น
ความหมายองค์รวม
Holism เป็นคำนามมาจากภาษาอังกฤษโบราณคือ คำว่า Hal หมายถึง ทั้งหมด (Whole) หรือเพื่อบำบัด (To heal) หรือความสุข (Happy) และใช้แทนกันได้ทั้งสองคำ ดังนั้น องค์รวม ในภาษาอังกฤษจึงเขียนได้ทั้ง Holistic หรือ Wholistic

สิ่งที่เป็นหน่วยเดียวกันโดยรวมทั้งหมด ไม่สามารถทำความเข้าใจโดยการศึกษาแยกเป็นส่วนๆ ได้
ปรัชญาตะวันออก
ปรัชญาเล่าจื้อหรือปรัชญาเต๋า (Tao) ปรัชญาจีนที่ให้ความสำคัญกับการเข้าใจธรรมชาติ และสังคม มองทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งจักรวาล มีความสอดคล้องกับแนวคิดองค์รวมอย่างชัดเจน ในการมองทุกสิ่งทุกอย่างไม่แยกจากกัน

ปรัชญาพุทธ
หลักทางศาสนาพุทธให้ความสำคัญกับธรรมชาติที่เป็นผลรวมของสิ่งต่างๆ อย่างสมดุลเพื่อสร้างชีวิต
องค์รวมของบุคคลมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ รูป และนาม
ซึ่งก็คือผลรวมของสิ่งต่างๆ อย่างสมดุล คือ ขันธ์ 5 ได้แก่ กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (มหาจรรยา, 2543)
องค์รวมทางธรรมะ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา
กระบวนการแห่งเหตุ และปัจจัยอาศัยการเกิดขึ้นซึ่งกันและกัน (Cause & Condition) ซึ่งเป็นที่มาของกฎแห่งกรรมนั่นเอง

ปรัชญาอินเดีย
กล่าวถึงความสำคัญของหลักการทางแพทย์ของอินเดียที่เรียกว่า “อายุรเวท”
โดยเน้นความสมดุลของพลังงาน 3 ส่วนในร่างกาย หรือ ตรีโทษะ คือวาตะ ปิตตะ และ กะผะ
นอกจากนั้นยังแบ่งองค์ประกอบของมนุษย์ 4 ประการ คือ 1) ร่างกาย 2) จิตใจ 3) วิญญาณและสติสัมปชัญญะ และ 4) ปัจจัยทั้ง 5 (ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ)
ปรัชญาอินเดียจึงให้ความสำคัญกับหลักสมดุลของพลังงานทั้ง 3 ส่วนในร่างกาย และสมดุลขององค์ประกอบต่างๆ 4 ประการ

การพัฒนา (Development)
มีความหมายเป็นสองนัย คือ

1. ในความหมายอย่างแคบ การพัฒนา หมายถึง การประดิษฐ์คิดค้นหรือริเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาและนำมาใช้เป็นครั้งแรก เช่นการคิดค้นกระแสไฟฟ้า การกระดิษฐ์เครื่องคอมพิวเตอร์

2. ในความหมายอย่างกว้าง การพัฒนา หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นของระบบต่าง ๆ ในสังคมที่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมนั้น โดยมีหลักที่ใช้ในการพิจารณาโดยมีจุดเน้นอยู่ที่ลักษณะของการพัฒนา คือ

1) การเปลี่ยนแปลงในด้านปริมาณ คุณภาพและสิ่งแวดล้อม ทุกด้านให้ดีขึ้นหรือเหมาะสมกว่าสภาพเดิม
2) มีลักษณะเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอนต่อเนื่องกันไป
3) มีลักษณะเป็นพลวัต
4) มีลักษณะเป็นแผนและโครงการ
5) มีลักษณะเป็นวิชาการ ซึ่งหมายถึง การกำหนดขอบเขตและกลวิธีที่นำมาใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามป้าหมายที่กำหนด
6) มีลักษณะที่ให้น้ำหนักต่อการปฏิบัติการจริงที่ทำให้เกิดผลจริง
7) การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์ หรืออาจจะเกิดขึ้นเอง
8) มีเกณฑ์หรือเครื่องชี้วัด
9) สามารถเปลี่ยนแปลงได้


สาเหตุความไม่สำเร็จและไม่ยั่งยืนของการพัฒนา
การกำหนดจุดหมายในการพัฒนาที่ผิดพลาด

การวินิจฉัยปัญหาที่ผิดพลาด

การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ผิดพลาด

วิธีคิดพื้นฐานของการพัฒนา
และการพัฒนาชุมชนนั้น จำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้อย่างน้อย 6 กลุ่มคือ
1. แนวความคิดแบบวิวัฒนาการ (Evolutionary Perspective)
เป็นการนำเอาคำว่าการ พัฒนามาใช้เพื่ออธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เคลื่อนย้ายจากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่งที่ดี กว่าหรือสูงกว่าเดิม

2. แนวความคิดแบบการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change Perspective)
แนวคิดนี้ จะสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น การแบ่งชนชั้นทางสังคม การปฏิรูป หรือการปฏิวัติ

3. แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ (Economic & Political Economy Perspective)
แนวคิดนี้จะมุ่งไปสู่การอธิบายโดยพิจารณาที่วิถีการผลิต (Mode of Production) วิถีการบริ โภค (Mode of Consumption) หรือวิถีการแจกจ่าย (Mode of Distribution) ของมนุษย์

4.แนวคิดแบบการปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement & Social Action Perspective)
เป็นแนวคิดที่รัฐพยายามที่จะปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจและสังคมใน รูปของการจัดทำแผนโครงการหรือ
การกำหนดอำนาจหน้าที่หรือการเคลื่อนไหวของมวลชน เพื่อต่อสู้เรียกร้อง ต่อรอง

5.แนวคิดแบบความขัดแย้งทางสังคม (Social Conflict Perspective)
เป็นแนวคิดที่มี รากฐานมาจากความเชื่อในหลักการของวัตถุนิยมวิภาษวิธี และมองว่าความขัดแย้งอันเกิด จากการควบคุมวิถีการผลิตจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม

6.แนวคิดแบบการพัฒนาชุมชน (Community Perspective)
เป็นแนวคิดที่องค์การสหประชาชาตินำมาใช้โดยยึดคนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา ทั้ง 6 แนวคิดหลักในการพัฒนา จะเห็นได้ว่า การพัฒนาชุมชนเป็นแนวคิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ คือ มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงในตัวมนุษย์ รวมทั้งศักยภาพของมนุษย์เป็นหลัก และการพัฒนาที่จะสื่อ ความหมายให้แก่ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนนั้นจะต้องมีคำนามที่มีขอบเขตของคำนิยามที่ชัดเจนต่อ ท้ายคำว่า การพัฒนา เสมอ

ทฤษฎีคืออะไร
กลุ่มความสัมพันธ์ของแนวคิดคำนิยาม และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ใช้อธิบายลักษณะของปรากฏการณ์หนึ่ง และชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่าง ๆ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายหรือคาดเดาปรากฏการณ์นั้น

หน้าที่ของทฤษฎี
1. จัดและสรุปข้อเท็จจริงต่าง ๆ
2. เน้นความสำคัญของตัวแปร
3. ขยายความหรือตีความเหตุการณ์
4. ช่วยในการสังเกตเหตุการณ์ต่าง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นและเกิดขึ้นได้อย่างไร
5. ทำนาย หรือคาดเดาเกี่ยวกับผลลัพธ์ของ เหตุการณ์ต่าง ๆ
6. ถ่ายทอดความรู้
7. ให้คุณค่าแก่การศึกษา ก่อให้เกิดการวิจัย โดยสามารถระบุตัวแปรที่เกี่ยวข้องได้ และนำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีใหม่
8. กำหนดปทัสถานหรือคุณสมบัติของพฤติกรรม
ทฤษฎีสังคม (Social Theory)
ความหมายของทฤษฎี คือ คำอธิบายสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใดสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีจะต้องเป็นคำอธิบายตามหลักเหตุผลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆของสิ่งนั้นอย่างมีระบบจนสามารถพยากรณ์สิ่งนั้นในอนาคตได้

แนวความคิดแบบวิวัฒนาการ (Evolutionary Perspective) เป็นการนำเอาคำว่าการ พัฒนามาใช้เพื่ออธิบายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่เคลื่อนย้ายจากภาวะหนึ่งไปสู่อีกภาวะหนึ่งที่ดี กว่าหรือสูงกว่าเดิม

แนวความคิดแบบการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change Perspective) แนวคิดนี้ จะสนใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ทางสังคม เช่น การแบ่งชนชั้นทางสังคม การปฏิรูป หรือการปฏิวัติ

แนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ (Economic & Political Economy Perspective) มุ่งไปสู่การอธิบายโดยพิจารณาที่วิถีการผลิต (Mode of Production) วิถีการบริ โภค (Mode of Consumption) หรือวิถีการแจกจ่าย (Mode of Distribution) ของมนุษย์

แนวคิดแบบการปฏิบัติการและการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement & Social Action Perspective) เป็นแนวคิดที่รัฐพยายามที่จะปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจและสังคมใน รูปของการจัดทำแผนโครงการหรือการกำหนดอำนาจหน้าที่หรือการเคลื่อนไหวของมวลชน เพื่อต่อสู้เรียกร้อง ต่อรอง

แนวคิดแบบความขัดแย้งทางสังคม (Social Conflict Perspective) เป็นแนวคิดที่มี รากฐานมาจากความเชื่อในหลักการของวัตถุนิยมวิภาษวิธี และมองว่าความขัดแย้งอันเกิด จากการควบคุมวิถีการผลิตจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม

ทฤษฎีการพัฒนา
ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการพัฒนาได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 18 เมื่อนักวิชาการต่างพากันคิดค้น
เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาสังคมมนุษย์

วิธีคิดพื้นฐานของการพัฒนาและการ พัฒนาชุมชนนั้น มีลักษณะเป็นวิธีคิดเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Thinking) สามารถ จำแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้อย่างน้อย 6 กลุ่มดังต่อไปนี้ คือ
กลุ่มทฤษฎียุคก่อนสมัยใหม่ (Pre-Modernization)
ทฤษฎีแรกของการพัฒนา** (The first development theory)*
ทฤษฎีแรกของการพัฒนา เกิดขึ้นจากต้นแบบเก่าดั้งเดิมของการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ซึ่งกำหนดขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 โดย อดัม สมิธ (Adam Smith) อดัม เฟอร์กูสัน (Adam Ferguson)และจอห์น มิลลา (John Millar) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการรุ่นใหม่ เช่น จอห์น โทเอ(John Toye) โกฟเฟอรี ฮอธรอน (Groffery Howthron) ดัดเล เซียร์ส (Dudley Seers)และปีเตอร์ เพรสตัน (Peter Preston) ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของแนวความคิดเกี่ยวกับความก้าวหน้าในปัจจุบัน
มีอยู่ 4 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ
1) การล่าสัตว์และการรวมกลุ่ม (Hunting and gathering)

2) วิถีชีวิตเรียบง่ายในชนบทและสงบแบบชาวนาหรือพวกเลี้ยงแกะ (Pastoralism)
3) ตั้งหลักแหล่งทำการเกษตรเป็นอาชีพ (Settled agriculture)

4) การค้าขาย (Commerce)
  และทำนายด้วยว่า อารยธรรมด้านการพาณิชย์ (Commercial civilization) จะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในสังคมที่เจริญก้าวหน้า

ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
1. ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory)

2. ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
3. ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory)
ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary theory)
การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ โดยมีการเปลี่ยนแปลงจากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่งในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบเรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นสังคมที่มีความสมบูรณ์

ออกุสต์ กองต์ (Auguste Comte)

สังคมมนุษย์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3 ขั้นตอน ตามลำดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological stage) ไปสู่ขั้นอภิปรัชญา (Metaphysical stage) และไปสู่ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positivistic stage)
ลิวอิส เฮนรี่ มอร์แกน (Lewis Henry Morgan)
สังคมจะมีขั้นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ
จากสังคมคนป่า (Savage)
สังคมอนาอารยชน (Barbarian)
สังคมอารยธรรม (Civilized)

เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer)
วิวัฒนาการของสังคมนุษย์เป็นแบบสายเดียว (Unilinear) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกำเหนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมตัวกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ทำให้เกิดพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น

ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้

โรเบิร์ต เค. เมอร์ตัน (Robert K. Merton)
ได้จำแนกหน้าที่ทางสังคมเป็น 2 ประเภทคือ หน้าที่หลัก (Manifest) หน้าที่รอง (Latent) หน้าที่ที่ไม่พึงปรารถนา (Dysfunctional)
หน้าที่ของบางโครงสร้างของสังคมอาจมีประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ขณะเดียวกันคนบางส่วนอาจได้รับประโยชน์เพียงน้อยนิดหรืออาจไม่ได้รับประโยชน์เลย ซึ่งรวมไปถึงอาจจะมีคนบางกลุ่มหรือบางส่วนของสังคมได้รับผลเสียจากทำงานของโครงสร้างของสังคมนั้นก็ได้

อีมีล เดอร์ไคม์ (Emile Durkheim)

หน้าที่ของสังคมคือ ส่วนที่สนับสนุนให้สังคมสามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับ เอ.อาร์ แรดคลิฟฟ์ บราวน์ (A.R. Radcliffe-Brown) กับ โบรนิสลอว์ มาลิโนว์สกี้ (Bronislaw Malinowski) ที่มองว่า หน้าที่ทางสังคม เป็นส่วนสนับสนุนให้โครงสร้างสังคมคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมมีกระบวนการทางสังคมที่ทำให้สังคมเกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บรรทัดฐาน ค่านิยม ความเชื่อ วัฒนธรรม และประเพณี เป็นต้น


ทาลคอทท์ พาร์สัน (Talcott Parsons)

สังคมเป็นระบบหนึ่งที่มีส่วนต่าง ๆ (Part) มีความสัมพันธ์และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่คงที่ของแต่ละส่วนจะเป็นปัจจัยทำให้ระบบสังคมเกิดความสมดุล(Equilibrium)
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เกิดจากความสมดุลถูกทำลายลง เพราะองค์ประกอบของสังคมคือ บุคลิกภาพ (Personality) อินทรีย์ (Organism) และวัฒนธรรม (Culture) เกิดความแตกร้าว

ทฤษฎีความขัดแย้ง (Conflict theory)
พฤติกรรมของสังคมสามารถเข้าใจได้จากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และบุคคลต่าง ๆ เพราะการแข่งขันกันในการเป็นเจ้าของทรัพยากรที่มีค่าและหายาก

คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx)
การเปลี่ยนแปลงของทุก ๆ สังคม จะมีขั้นตอนของการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ 5 ขั้น แต่ละขั้นจะมีวิธีการผลิต (Mode of Production)เกิดจากความสัมพันธ์ของ อำนาจของการผลิต (Forces of production)
การจัดการด้านแรงงาน ที่ดิน ทุน และเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ทางสังคมของการผลิต (Social relation of production)
เจ้าของปัจจัยการผลิต
คนงานที่ทำหน้าที่ผลิต

ลิวอิส เอ. โคเซอร์ (Lewis A. Coser)

ความขัดแย้งก่อให้เกิดผลทั้งด้านบวกและด้านลบ และอธิบายว่า ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
ความขัดแย้งเป็นตัวสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สามารถทำให้สังคมเปลี่ยนชีวิตความเป็นอยู่จากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งได้ เพราะหากสมาชิกในสังคมเกิดความไม่พึงพอใจต่อสังคมที่เขาอยู่ เขาจะพยายามทำการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้น ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของเขาได้

ราล์ฟ ดาห์เรนดอร์ฟ (Ralf Dahrendorf)

ปฏิเสธแนวความคิดของมาร์กซ์ ที่ว่า ชนชั้นในสังคมเกิดจากปัจจัยการผลิต
ความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั้นเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องของสิทธิอำนาจ (Authority)
กลุ่มที่เกิดขึ้นภายในสังคมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ กลุ่มที่มีสิทธิอำนาจกับกลุ่มที่ไม่มีสิทธิอำนาจ สังคมจึงเกิดกลุ่มแบบไม่สมบูรณ์ (Guasi-groups) ของทั้งสองฝ่ายที่ต่างก็มีผลประโยชน์แอบแฝง (Latent interest) อยู่เบื้องหลัง ดังนั้นแต่ละฝ่ายจึงต้องพยายามรักษาผลประโยชน์ของตนเอาไว้
ระดับของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะรุนแรงมากหรือรุนแรงน้อยนั้นขึ้นอยู่กับการจัดการและการประสานผลประโยชน์ของกลุ่มที่ครอบงำ

ทฤษฎีสมัยใหม่ (Modernization Theories)
ทฤษฎีการทำให้ทันสมัย (Modernization Theory)
 
ทฤษฎีจักรวรรดินิยม (Imperialism Theory)
 
ทฤษฎีการพัฒนาอย่างอื่น (Others Development Theories)

จุดกำหนดทฤษฎี
ใช้แนวคิด ศศ.นีโอคลาสสิก ของ( Keyne, Lewis, Rostow, Smith )
ผสมแนวคิดทางสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ (Parsons, Huntington )
สร้างตัวแบบในยุคต้น มีองค์ประกอบ ๓ ด้าน
ก. เน้นการสร้างความเจริญเติบโตทาง ศก.
ข. เน้นการมีบทบาทของรัฐในการวางแผน
ค. เน้นการช่วยเหลือระหว่างประเทศ (ทุน, คน)

สาระสำคัญของทฤษฎีภาวะทันสมัย
1. จุดมุ่งหมายการพัฒนา - สร้างความเจริญเติบโตทาง ศก. (เพิ่มพูนรายได้)
2. เน้นสาขาการผลิต - ภาคอุตสาหกรรม (นำเกษตร, บริการ,
พานิชยกรรม)
3. เน้นพื้นที่ - พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชุมชนเมือง
4. จัดลำดับความสำคัญ - ใช้ระบบการตลาด (ทุนนิยม
ในการผลิต
5. วิธีการผลิตที่มี - ใช้เป็นทุนหลัก
ประสิทธิภาพ
6. เทคโนโลยี - ก้าวหน้า
7. แหล่งทุนในการพัฒนา - การออม, ลงทุนเพื่อสร้างงาน, กู้ยืมต่างประเทศ
8. การวัดผลการพัฒนา - การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัว
(GNP: Capital income)
9. ความสัมพันธ์ระหว่าง - เน้นภาคอุตสาหกรรมหวังผล
สาขาการผลิต แพร่กระจายสาขาอื่น (Trikle-down effect)
10. การวางแผนพัฒนา - จากระดับบน (Top-down)
ประสิทธิภาพ

การประยุกต์กับการพัฒนาในโลกที่สาม
เผยแพร่โดยองค์การสหประชาชาติ (UN)
โดยหน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศ
องค์กรสนับสนุนคือธนาคารโลก IMF
การขยายอิทธิพลของกลุ่มประเทศโลกที่หนึ่งที่พยายามผลักดันให้ประเทศโลกที่สาม ยึดปรัชญา ศก.ทุนนิยม/ปรัชญาการเมืองเสรีประชาธิปไตย
(G.-๗) ได้แก่ สหรัฐ, แคนาดา, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น และจีน (G.-8)

ข้อสรุป
เป็นทฤษฎีกระแสหลัก : การพัฒนาอุตสาหกรรมและสรรค์สร้างสังคม ประชาธิปไตยตะวันตก
จุดมุ่งหมาย : การสร้างความเจริญเติบโตทาง ศก. การเพิ่มพูน รายได้, กระบวนการพัฒนาขึ้นกับบทบาทรัฐบาล
ในการวางแผนและปฏิบัติ, การถ่ายโอนเทคโนโลยี
ก้าวหน้า, หวังผล Trikle-down สู่ชนบท,
เน้น ศก.นิยม, เมืองนิยม, ตลาดนิยม, เทคโนโลยี
ก้าวหน้านิยม, ตะวันตกนิยม
มีอิทธิพลต่อแผนพัฒนาฯ ของไทย ฉบับที่ 1  4

แปลมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Community Com ในภาษาอังกฤษมีความหมายที่ลึกซึ้ง คือ หมายถึง together คือ การ (เดินทาง) ร่วมกัน และจะเห็นว่ามีคำที่เกี่ยวข้องใกล้เคียงอีกหลายคำ เช่น คำว่า Communal= ของชุมชน, เพื่อชุมชน,Common=ร่วมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย Commune=ความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด

ลักษณะของชุมชน
1. เป็นการร่วมกันของกลุ่มคน (Group of People)
2. สมาชิกของชุมมีลักษณะทางประชากรศาสตร์
3. มีอาณาบริเวณ (Area)
4. มีลักษณะเป็นการจัดระเบียบทางสังคม (Social Organization)
5. สมาชิกมีความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relationship)
6. สมาชิกมีวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดำเนินชีวิตร่วมกัน
7. สมาชิกได้รับผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชน
8. สมาชิกมีระบบการติดต่อสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกัน

องค์ประกอบ
องค์ประกอบด้านคน (Human component) คือมีจำนวนประชากร และมีความหนาแน่น

องค์ประกอบด้านสิ่งที่คนคิดค้นหรือประดิษฐ์ขึ้น (Man component) ทั้งที่นามธรรมและรูปธรรม

องค์ประกอบด้านสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้น (Natural Component)

ประเภทของชุมชน

ประกอบด้วย ชุมชนชนบท (Rural community) กับ ชุมชนเมือง (Urban community)
พอปลิน แยกความแตกต่างระหว่างชุมชนชนบทกับชุมชนเมือง โดยพิจารณาจากตัวแปรด้านประชากร ด้านนิเวศวิทยา และ ด้านสังคมวัฒนธรรม คือ
ด้านประชากร พิจารณาที่ขนาดและความหนาแน่นของประชากร
ด้านนิเวศวิทยา ดูจากลักษณะพื้นที่โดยรอบ (hinterland) ของชุมชน ถ้าเป็นชุมชนชนบท พื้นที่โดยรอบจะเล็กและไม่ได้รับพัฒนา ถ้าเป็นชุมชนเมือง พื้นที่โดยรอบจะใหญ่และได้รับการพัฒนา”
ด้านสังคมวัฒนธรรม การไม่รู้ว่าใครเป็นใครในชุมชนเมืองจะมีมากกว่า การแบ่งงานกันทำในชุมชนเมืองจะมีมากกว่า ความหลากหลายของประชากร องค์กร และสมาคมต่าง ๆ ในชุมชนเมืองจะมีมากกว่า ความสัมพันธ์ในชุมชนเมืองเป็นแบบไม่เป็นกันเองและถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ คนในชุมชนเมืองจะถูกจัดอันดับสถานภาพทางสังคมโดยดูจากสิ่งของเครื่องใช้ที่แสดงฐานะภายนอกที่มองเห็นได้

ชุมชนแนวสังคมวิทยา
เป็นกลุ่มย่อยที่มีลักษณะหลายประการเหมือนกับลักษณะสังคม
ความรู้สึกและทัศนคติทั้งมวลที่ผูกพันปัจเจกบุคคลให้รวมเข้าเป้นกลุ่ม

ชุมชนในเชิงกายภาพ/ภูมิศาสตร์
มีความเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิศาสตร์ เขตแดน พื้นที่และอาณาเขต หมูบ้าน เมือง หรือนครหลวง
สมาชิกของชุมชนจะสามารถระบุที่อยู่ของตนเองได้
ชุมชนในเชิงจิตวิทยา
สะท้อนความมั่นคงด้านจิตใจของคนและความรู้สึกเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ชุมชนในเชิงวัฒนธรรม
สมาชิกมีลักษณะเชิงคุณค่า ปทัสถาน ความเชื่อ วิถีชีวิต

 “ชุมชนเสมือนจริง”  (Virtual Community) 
แนวคิดเกี่ยวกับชุมชนในรูปแบบใหม่  เกิดขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยี  และปัญหาของสังคมสมัยใหม่ที่ทวีความซับซ้อนและรุนแรงขึ้น การพิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาไม่อาจจำกัดอยู่ในปริมณฑลของชุมชนที่มีอาณาเขตภูมิศาสตร์เล็กๆ  ได้เพียงลำพังเพราะบางปัญหา ก็เกิดจากอิทธิพลภายนอก  ซึ่งบางครั้งการแก้ไขต้องการ  การรวมกำลังความร่วมมือ  และทรัพยากรจากภายนอกชุมชน
คุณลักษณะที่สำคัญของชุมชนในรูปแบบใหม่คือ(Schuler. 1996 : 9)
1.จิตสำนึกรวม (Consciousness)
2หลักการ(Principle)
3.จุดมุ่งหมาย(Purpose)

ภาระหน้าที่ของชุมชน

สุเทพ เชาวลิต
บริการขั้นต้นแก่สมาชิกในชุมชน
จัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นต่อสมาชิกในชุมชน
จัดให้มีองค์กรปกครองท้องถิ่น
จัดให้มีการรักษาคุ้มครองสวัสดิการทั้งในด้านร่างกายและทรัพย์สิน
ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของสมาชิกในชุมชน
ปลูกฝังค่านิยมและจูงใจให้สมาชิกในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจ

ลักษณะของชุมชนในประเทศไทย

อินสอน บัวเขียว
การแบ่งตามลักษณะการปกครอง หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาล
การแบ่งตามลักษณะกิจกรรมทางสังคม (Social activity) ศูนย์การค้า (Trade center) ศูนย์กลางขนส่ง (Transportation center) และศูนย์กลางบริการ (Service center)
การแบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคม (Social relations) คำนึงถึงความสัมพันธ์ทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กันไป คือเริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ในครอบครัว เครือญาติ เพื่อนบ้าน การรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการและการรวมกลุ่มอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเป็นการแบ่งในความหมายทางสังคมวิทยา คือแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ได้แก่ ชุมชนชนบท และชุมชนเมือง

กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม

กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Process) หรือเรียกโดยย่อว่า SLP เป็นแนวคิดที่กำหนดไว้ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกรมการศึกษานอกโรงเรียน กระบวนการ SLP นี้เน้นให้ประชาชนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะ ที่เรียกว่า เรียนด้วยความรอบรู้ (Mastery learning) กระบวนการเรียนรู้แต่ละขั้นตอน ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนอาจใช้วิธีการในการปฏิบัติงานให้เกิดการเรียนรู้ด้วยเทคนิควิธีต่าง ๆ
การตระหนักรับรู้ปัญหา (Identify problem) ประชาชนทราบก่อนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และเกิดความตระหนักรวมถึงการเล็งเห็นความสำคัญของปัญหานั้น

การหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา (Explore alternative) ขั้นนี้มีขั้นตอนย่อย คือ วิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เพื่อพิจารณาถึงปัญหาว่ามีสาเหตุมาจากอะไร และอะไรเป็นสาเหตุที่แท้ของปัญหานั้น การพิจารณาหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา โดยพิจารณาว่าปัญหาต่าง ๆ นั้นมีวิธีการแก้ปัญหาด้วยวิธีการใด แสวงหาทางเลือกที่หลากหลาย เหมาะสม และมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา

ตัดสินใจเลือกทางเลือก (Select appropriate alternative) เป็นขั้นตอนการตัดสินใจว่าทางเลือกต่าง ๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้นั้น ทางเลือกใดมีความเหมาะสม หรือมีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในชุมชน ซึ่งจะใช้กระบวนการคิดเป็นและกระบวนการอื่น ๆ เข้ามาเป็นแนวทางในการตัดสินใจ

เรียนรู้และลงมือปฏิบัติตามทางเลือก (Learning and implementing) ขั้นนี้มีขั้นตอนย่อย คือ การวางแผนการดำเนินงาน ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามทางเลือกที่กำหนดว่าจะต้องทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ และ ดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งในขณะปฏิบัติงานก็จะได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติและผลที่เกิดขึ้นแต่ละขั้นตอน ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดการเรียนรู้และเกิดทักษะในการปฏิบัติ

การปรับปรุง (Improvement) ในระหว่างการดำเนินงานอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ จึง ต้องมีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สามารถดำเนินการไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

การประเมินผล (Evaluation) ขั้นนี้เป็นการประเมินดูว่า กิจกรรมที่ปฏิบัติไปแล้วนั้นสามารถจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไขปัญหาได้เป็นที่พอใจ ถือว่าปัญหาที่ประสบอยู่นั้นหมดไป ก็ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ต่อไป แต่ถ้าประเมินผลแล้วได้ผลไม่น่าพอใจคือยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ต้องเริ่มต้นพิจารณาวิเคราะห์ปัญหา และอาจจะต้องหาทางเลือกใหม่ โดยเริ่มต้นตามกระบวนการ SLP ใหม่

คำว่า การพัฒนาชุมชน มาจากแนวความคิด การศึกษามวลชน (Mass Education) ในประเทศอาณานิคมแถบแอฟริกาของอังกฤษ ซึ่งมีหลักการว่า การสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่ดีนั้น สามารถเริ่มจากหน่วยเล็ก ๆ ในชุมชนและจะต้องมุ่งไปที่ชุมชนโดยรวม เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษา เรียนรู้ ตระหนัก และได้มามีส่วนร่วมถึงขั้นสูงสุด การเข้าไปควบคุมการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม ที่เกิดขึ้นรอบตัวของเขา

ความเป็นมาของการพัฒนาชุมชนเกิดขึ้นเพราะปัจจัยที่สำคัญดังต่อไปนี้
การพัฒนาชุมชน (มูลสารการศึกษา) ภายใต้กระทรวงอาณานิคมของอังกฤษ
การพัฒนาชุมชนภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติ
การพัฒนาชุมชนภายใต้กระทรวงมหาดไทยของประเทศไทย
การปลดปล่อยอาณานิคมของอังกฤษให้ประเทศในอาณานิคมช่วยเหลือตนเอง
เพื่อให้พึ่งตนเองได้
เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประเทศแม่ (อังกฤษ)
การเรียกร้องเอกราช
การเติบโตของกระแสทุนโลก

วัตถุประสงค์ของการพัฒนาชุมชน
การพัฒนาด้านการศึกษา

การพัฒนาศักยภาพของตนเอง

การค้นหาความต้องการที่แท้จริง

ปรัชญาการพัฒนาชุมชน
บุคคลแต่ละคนย่อมมีความสำคัญและมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน จึงมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความยุติธรรมและมีเกียรติในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง
บุคคลแต่ละคนย่อมมีสิทธิและสามารถที่จะกำหนดวิถีการดำรงชีวิตของตนเองไปในทิศทางที่ต้องการได้
บุคคลแต่ละคน หากมีโอกาสแล้ว ย่อมมีความสามารถที่จะเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงทัศนะ การประพฤติปฏิบัติ และพัฒนาขีดความสามารถให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงขึ้นได้
มนุษย์ทุกคนมีพลังในเรื่องความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำ และความคิดใหม่ๆซึ่งซ่อนเร้นอยู่และพลังความสามารถเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตนำออกมาใช้ได้เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม
การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชนในทุกด้านเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาซึ่งมีความสำคัญต่อชีวิตของบุคคล ชุมชน และรัฐ
แนวความคิดของการพัฒนาชุมชน

1.พัฒนาคนให้มีขีดความสามารถในการพัฒนาตนเองและชุมชนจนมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความพร้อมที่จะพัฒนาชุมชนของตนเองในระดับหนึ่ง
2.การมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชน
3.ความต้องการของชุมชน (Felt Needs)
4.การช่วยเหลือตัวเองของชุมชน
5. การใช้ทรัพยากรในชุมชน การพัฒนาชุมชนใดผลประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ชุมชนนั้น

6. การริเริ่มของประชาชนในชุมชน ปรัชญาของการพัฒนาชุมชนเชื่อในสิทธิและเสรีภาพของคน การพัฒนาชุมชนต้องเกิดจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในชุมชน
7. ขีดความสามารถของชุมชนและรัฐบาล
8. การร่วมมือกันระหว่างรัฐกับประชาชน
9. ความสมดุลในการพัฒนา การพัฒนาชุมชนมีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการหลายด้านไม่ใช่มีเพียงกิจกรรมเดียว
10. การศึกษาภาคชีวิต การพัฒนาชุมชนมีลักษณะเป็นการให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างต่อเนื่องกันไปตลอดชีวิต

มิติต่าง ๆ ของการพัฒนาชุมชน
การพัฒนาชุมชนเป็นกระบวนการ (Procees) คือมีความต่อเนื่องของปฏิกิริยาโต้ตอบต่อกันของคนในชุมชน การพัฒนาชุมชนจึงต้องมีการดำเนินงานเป็นขั้นตอนต่อเนื่องกันจะขาดขั้นตอนใดตอนหนึ่งไม่ได้

การพัฒนาชุมชนเป็นวิธีการ (Method) ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ (means to an end) จึงต้องกำหนดวัตถุประสงค์และวิธีดำเนินงานให้ชัดเจน มีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ความต้องการของประชาชนในชุมชนและเหมาะสมกับสภาพพื้นฐานของชุมชน



การพัฒนาชุมชนเป็นโครงการ (Program) ประกอบด้วยเนื้อหาและแผนงานย่อยที่เน้นความคิดริเริ่มของชุมชน การสนับสนุนความก้าวหน้าของคนในชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน การสนับสนุนจากรัฐบาลและการปรานงานระหว่างบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นต้น

การพัฒนาชุมชนเป็นขบวนการทางสังคม (Social Movement) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดทางอารมณ์ อันก่อให้เกิดพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของบุคคลในชุมชน การพัฒนาชุมชนจึงต้องใช้แรงจูงใจกระตุ้นให้ประชาชนมีความตื่นตัว เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา (Movement) ไม่เฉื่อยชาหรือท้อถอย


แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

ระดับกลไกการดำเนินการ

การสร้างขบวนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงจำเป็นต้องมีแกนกลางในการขับเคลื่อนฯ และเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ การจัดการควรจะอยู่ในรูปแบบมูลนิธิเพื่อความมีประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการระดมพลังและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน  

หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

"เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปใน ทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประกอบไปด้วย 5 ส่วนดังนี้
1.กรอบแนวคิด
2.คุณลักษณะ 
3. คำนิยาม 
4. เงื่อนไข
5. แนวทางปฏิบัติ / ผลที่คาดว่าจะได้รับ

การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการพัฒนาชุมชน

โดยได้นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชนโดยการยึดทางสายกลางในการดำรงชีวิตตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง  โดยน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  มาปรับใช้ในชุมชน  จึงทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างพึ่งตนเองและจะทำให้ประสบผลสำเร็จโดยการยึดหลักทางสายกลาง..ภายใต้หลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้
ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิต และการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ

เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต

แนวคิดการพึ่งตนเอง
ความสามารถในการดำรงตนอยู่ได้อย่างอิสระ มั่นคง สมบูรณ์ ซึ่งการพึ่งตนเองได้นั้น มีทั้งในระดับบุคคล และชุมชน การพึ่งตนเอง ต้องสามารถผันเปลี่ยนไปตามเวลาได้ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้อง และสมดุล

หลักการและแนวทางเพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเอง
ตามหลักทางสังคมวิทยามี ๕ ประการ

การพึ่งตนเองด้านเทคโนโลยี
การมีปริมาณและคุณภาพของเทคโนโลยีทางวัตถุ เช่น เครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรกล และเทคโนโลยีทางสังคม เช่น การจัดวางโครงการ การจัดการ เป็นต้น การรู้จักใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ หรือประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เช่นระบบกาลักน้ำ

การพึ่งตนเองด้านเศรษฐกิจ
ความสามารถในการทำมาหากินเลี้ยงชีพที่มีความมั่นคงสมบูรณ์พูนสุขพอสมควรหรืออย่างมีสมดุล สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองในระดับเบื้องต้น เช่น ไม่มีเงินแต่ยังมีข้าว ผัก ปลา ผลไม้ ที่เพาะปลูก เลี้ยงไว้ หรือของในท้องถิ่นมาเลี้ยงชีพได้ และสามารถนำไปพัฒนาเพื่อหารายได้ได้

การพึ่งตนเองด้านทรัพยากรธรรมชาติ
ความสามารถในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และความสามารถในการักษาทรัพยากรธรรมชาติให้ดำรงอยู่ไม่ให้เสื่อมเสียไปจนหมดสิ้น หรือไม่ให้เสียสมดุลธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นไม้ใช้หนี้เพื่อแก้ปัญหายากจน

การพึ่งตนเองทางด้านจิตใจ
การมีสภาพจิตใจที่กล้าแข็ง เพื่อที่สามารถต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งการหาเลี้ยงชีพ การพัฒนาชีวิตให้เจริญก้าวหน้า การยึดมั่นปฏิบัติตนตามหลักทางสายกลาง หรือมัชฌิมาปฏิปทา

การพึ่งตนเองทางด้านสังคม
การที่คนกลุ่มหนึ่งมีความเป็นปึกแผ่นเหนียวแน่น มีผู้นำที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำกลุ่มคนเหล่านี้ให้ดำเนินการใดๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้วยตนเอง หรือสามารถหาความช่วยเหลือจากภายนอกเข้ามาช่วย ทำให้ชุมชนช่วยตนเองได้

นำไปประยุกต์ใช้กับงานพัฒนาชุมชน
สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานพัฒนาชุมชนได้ด้วยการจัดตั้งโครงการขึ้นเพื่อสนับสนุนชุมชนนั้นๆโดยที่ให้ชุมชนนั้นๆเป็นคนกำหนดแนวทางทุกอย่างด้วยตนเอง แต่เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชนมีหน้าที่ในการให้คำปรึกษา ส่งเสริมในด้านต่างๆ เช่น งบประมาณ หรือในด้านการบริหารจัดการ โดยให้ประชาชนยึดในหลักการพึ่งตนเอง จนเกิดเป็นจิตสำนึกในการอยากพัฒนาชุมชนของตน รวมทั้งกระตุ้นให้ประชาชนได้ตระหนักว่า “ชุมชนเป็นของทุกคน ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน เพื่อมุ่งสู่ ชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนพึ่งตนเองได้ ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดี และมีความสุขอย่างยั่งยืน”

เกษตรอินทรีย์
แนวคิดของเกษตรอินทรีย์

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์ คือ การบริหารจัดการการผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต

หลักการเกษตรอินทรีย์

หลักการสำคัญ 4 ข้อของเกษตรอินทรีย์ คือ สุขภาพ, นิเวศวิทยา, ความเป็นธรรม, และการดูแลเอาใจใส่ (health, ecology, fairness and care)

(ก) มิติด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลกสุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆแข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาห
ข) มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้น

(ค) มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิต ความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ

(ง) มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วย

การประยุกต์เกษตรอินทรีย์ในงานพัฒนาชุมชน

เนื่องจากประชากรในประเทศไทยส่วนใหญ่นั้นประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเนื่องจากปัญหาของเกษตรกรในการทำเกษตรถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการที่เราจะทำการพัฒนาชุมชน โดยหลักการในการที่จะพัฒนาชุมชนนั้น เราจะต้องทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ การนำเกษตรอินทรีย์มาใช้ในชุมชนนั้นมีประโยชน์ในด้านของมิติด้านสุขภาพ เพราะเกษตรอินทรีย์นั้นจะเป็นการทำเกษตรที่ปลอดสารเคมี และเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร
แนวคิดการเสริมสร้างพลังชุมชน
ความหมายและขอบเขต
พลังชุมชน คือ การรวมตัวของชุมชนที่เข้มแข็งมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน ส่งผลให้ชุมชนนั้นสามารถปรับตัว แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและกลับคืนสู่การดำเนินชีวิตตามปกติของชุมชนได้


ปัจจัยที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
ปัจจัยที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในงานพัฒนาแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1 ปัจจัยด้านกลไกของรัฐ โดยรัฐจะต้อง
กำหนดนโยบายโดยคำนึงถึงความแตกต่างของวัฒนธรรมในท้องถิ่น
สนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรม และการเมือง
มีการติดตามประเมินผลและให้การสนับสนุนภายหลัง
การสร้างช่องทางในการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน

2 ปัจจัยด้านประชาชน โดยประชาชนในชุมชนจะต้อง
มีความรู้ ความเข้าใจ และมีประสลการณ์ในการทำงานพัฒนา
เป็นฝ่ายตัดสินใจ ริเริ่มกิจกรรม และรับผลประโยชน์

เทคนิคการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วม
เทคนิคการกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมมี 3 วิธีหลักๆดังนี้

1 เทคนิคด้านจิตวิทยา
การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ
การสร้างแรงจูงใจสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันทำงาน
2 เทคนิคการประชาสัมพันธ์
การใช้สื่อบุคคล เช่น การพบปะสังสรรค์ เสียงตามสาย
ช่วยเหลือสนับสนุนในกลุ่มคนยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส

3 เทคนิคด้านการบริหาร
การศึกษาชุมชนก่อนการพัฒนา
วางแผนดำเนินกิจกรรมของชุมชนต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการของคนในชุมชน

การนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนา
ในการพัฒนาที่เราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงสมาชิกในชุมชน ตัวอย่างเช่น รัฐบาลมีการสร้างเขื่อน จำเป็นต้องมีการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ แต่การที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของกิจกรรมจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนด้วยหากไม่มีส่วนร่วมก็อาจจะล่าช้าหรือเกิดผลหรือความขัดแย้งตามมา

ประชาคม
ประชาคมหมายถึง
“การที่ประชาชนหรือหมู่ชนที่เข้ามารวมกันเพื่อพูดคุย ปรึกษาหารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในรูปของกลุ่ม หรือเครือข่าย ในประเด็นใดประเด็นหนึ่งโดยมีจุดมุ่งหมายที่แก้ปัญหานั้นๆ ให้ลุล่วง หรือพัฒนาประเด็นนั้นๆ ร่วมกัน”

การรวมตัวกันตามสถานการณ์หรือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ๒ ลักษณะ คือ
1.อย่างเป็นทางการ โดยการจัดเวทีประชาคม(people forum) การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างคนหรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นร่วมต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง(People Networking) การส่งเสริมหรือพัฒนาให้เกิดศักยภาพในท้องถิ่น (Local Capacity Building)โดยใช้กระบวนการฝึกอบรม หรือการทำงานร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับองค์กรภายนอก เป็นต้น

2.อย่างไม่เป็นทางการ เช่นการสนทนากลุ่มเล็กในศาลาวัด การพบปะพูดคุยอาจเป็นครั้งคราว

กระบวนการจัดเวทีประชาคม
ไม่ว่าจะดำเนินการในระดับใดจะต้องยึดขั้นตอนตามกระบวนการพัฒนาชุมชน ๕ ขั้นตอน
การคึกษาชุมชน คือ ศึกษาข้อมูลทั่วไปของชุมชน สภาพชุมชน วิถีวิตชาวบ้าน
ให้การศึกษาชุมชน คือ ให้ความรู้ในเรื่องของประเด็นที่จะอภิปรายก่อนการจัดประชาคม เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องศึกษาและเตรียมตัวก่อนเข้าร่วม
การดำเนินการ คือ การจัดประชาคม การติดตามและประเมินผล
การวางแผน คือ ขั้นเตรียมการ
แนวคิดการสร้างเครือข่าย

คำนิยาม

เป็นรูปแบบทางสังคมที่เปิดโอกาสให้เกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์การเพื่อการแลกเปลี่ยน การสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และการร่วมกันทำงานโดยมีฐานะเท่าเทียมกัน

ทฤษฎีและแนวคิดการสร้างเครือข่าย
การสร้างเครือข่ายในการทำงานเชิงพัฒนา มีแนวโน้มที่จะเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรที่ทำงานพึ่งพิงซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะแข่งขันกัน ทฤษฎีและแนวคิดที่อธิบายการสร้างเครือข่ายการทำงาน ได้แก่

ทฤษฎีการแลกเปลี่ยน (Exchange Theory) อธิบายถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกัน ดังนั้น เหตุผลหลักที่จะทำให้เครือข่ายเกิดขึ้นได้โดยสมัครใจ ก็คือ แต่ละฝ่ายมองเห็นประโยชน์ที่ตนจะได้รับจากการเข้าร่วมเครือข่าย ซึ่งจะนำไปสู่ความเต็มใจที่จะประสานกันหรือเข้าร่วมเป็นเครือข่าย

แนวคิดการรวมพลัง (Synergy) เป็นการผนึกกำลังในลักษณะที่มากกว่า 1+1 = 2 แต่ต้องเป็น 1+1 > 2 หมายความว่า การรวมพลังกันทำงานนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีคุณค่าหรือเข้มแข็งมากกว่าการที่แต่ละองค์กรจะทำงานโดยโดดเดี่ยว
ลักษณะของเครือข่าย
โครงสร้างทางความคิด Cognitive structure ใกล้เคียงกัน
ไม่มีลำดับชั้น Non hierarchy แต่ละองค์กรเป็นอิสระต่อกัน
แบ่งงานกันทำ Division of labor
ความเข้มแข็งขององค์กรที่รวมกันเป็นเครือข่าย นำไปสู่ความเข้มแข็งของเครือข่าย
กำหนดการจัดการกันเอง self regulate
ความสำเร็จของเครือข่าย ต้องอาศัยระยะเวลาในการบ่มเพาะความสัมพันธ์ ศรัทธา เชื่อใจ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์


การประยุกต์ใช้ในงานพัฒนาชุมชน
เชื่อมโยงการสร้างเครือข่ายในการทำงานเชิงพัฒนาที่ มีแนวโน้มที่จะเป็นการสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรที่ทำงานพึ่งพิงซึ่งกันและกัน และเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนนับว่าเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน การมีส่วนร่วมของชุมชนก่อให้เกิด ผลดีต่อการขับ เคลื่อนองค์กรหรือเครือข่าย เพราะจะมีผลในทางจิตวิทยาเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือประชาชนในชุมชนผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมย่อมเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในชุมชนที่พร้อมจะขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าและวัตถุประสงค์ร่วมกัน ตัวอย่าง เครือข่ายการเรียนรู้เชิงพื้นที่ เครือข่ายภาครัฐ ภาคบริการ เครือข่ายพระสงฆ์ เครือข่ายเกษตรกร กลุ่มธุรกิจ เครือข่ายเรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น เครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น

ชุมชนเข้มแข็ง
ความหมาย
ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้ ต้องมีการวางแผน จัดองค์กร การจัดงบประมาณ การที่ชุมชนรวมตัวกันเป็นองค์กร
ทุนในชุมชน
ทุนทางสุขภาพ มนุษย์ที่แข็งแรง
ทุนทางสังคม
ทุนที่เป็นเงิน
ทุนสิ่งแวดล้อม
ทุนความรู้และกระบวนการเรียนรู้
องค์ประกอบชุมชนเข็มแข็ง
ระดมทรัพยากรในชุมชนอย่างเต็มที่และประสิทธิภาพ
มีจิตสำนึกพึ่งตนเอง รักเอื้ออาทร
บุคคลหลากหลายรวมตัวกันป็นองค์กรชุมชนอย่างเป็น-ไม่เป็น ก็ตาม
มีการเสริมสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่หลากหลายของชุมชนสืบทอดกันตลอดไป
มีการจัดกิจกรรมที่เป็นสาธารณะ
มีอิสระ ร่วมกันคิด ตัดสินใจ รับผิดอบ
บริหารกลุ่ม เครือข่ายที่หลากหลาย
มีเป้าหมายร่วมกัน ยึดกันด้วยประโยชน์
มีการเรียนรู้ เชื่อโยงกันเป็นเครือข่าย
ลักษณะชุมชนเข็มแข็ง
สมาชิกของชุมชนพร้อมที่จะร่วมกันจัดการแก้ปัญหา
มีกระบวนการชุมชนที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนของผู้นำที่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วม
สมาชิกมีส่วนร่วมในการประเมินสถานการณ์ของชุมชน
สมาชิกเกิดการเรียนรู้ เข้าร่วมในกระบวนการของชุมชน
มีแผนของชุมชนที่ประกอบด้วยการพัฒนาทุกๆด้านของชุมชนที่มุ่งพัฒนาตนเอง
การพึ่งความช่วยเหลือจากภายใน
สมาชิกชุมชนต้องมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและชุมชนที่จะแก้ปัญหา
Full transcript