Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

อุดมการณ์ทางการเมือง

No description
by

Auttasit Ruangsilp

on 10 February 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of อุดมการณ์ทางการเมือง

อุดมการณ์ทางการเมือง
Political Ideology
เสรีนิยม (Liberalism)
อนุรักษ์นิยม (Conservatism)
Capitalism (ทุนนิยม)
สังคมนิยม (Socialism)
อุดมการณ์ (Ideology) หมายถึง โลกทัศน์หรือมุมมองของบุลคลที่มีต่อโลกหรือสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับความคิด ความเชื่อ ค่านิยมที่มีอยู่ของบุคคลนั้น
ดังนั้น อุดมการณ์ทางการเมือง จึงหมายถึง ชุดของความคิดที่ส่งผลต่อมุมมองทางการเมืองของบุคคล
ซึ่งอาจจะแตกต่างจากบุคคลอื่นๆ เนื่องจากอุดมการณ์เป็นลักษณะของชุดความคิดหนึ่งที่แตกต่างจากชุดความคิดอื่นๆ
อุดมการณ์ทางการเมือง เป็นเสมือนกรอบ (Frame) ที่คอยบังคับให้องค์การทางการเมือง สถาบันทางการเมือง และพฤติกรรมทางการเมือง เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องตามเจตนารมณ์ของอุดมการณ์นั้นๆ
ใครเป็นผู้มีอำนาจปกครอง?
ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองจะเป็นเช่นไร?
ผู้ถูกปกครองมีสิทธิเสรีภาพแค่ไหน?
ดังนั้น การศึกษาอุดมการณ์ทางการเมืองทำให้เราเข้าใจถึงอำนาจ บทบาท และอิทธิพลของรัฐบาลหรือกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่เป็นตัวแสดงทางการเมือง
อุดมการณ์ คือ ชุดความคิดหรือความเชื่อที่ผิดพลาดหรือจิตสำนึกจอมปลอม
อันเกิดจากความสัมพันธ์ทางการผลิตระหว่างชนชั้น
โดยบิดเบือนเพื่อมิให้เข้าใจความเป็นจริงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ดำรงอยู่
อุดมการณ์ทางการเมืองอาจจะอธิบายถึงการดำรงอยู่ ของสังคมการเมืองปัจจุบันและอดีต
รวมทั้งอธิบายสังคมการเมืองที่พึงปรารถนาและวิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้ได้มา ซึ่งสังคมการเมืองอันพึงปรารถนานั้น
ดังนั้นอุดมการณ์อาจถูกใช้ประโยชน์ทางการเมืองสามประการ คือ
ใช้เพื่อการปกครองและรวมกลุ่มคนเข้าด้วยกัน
ใช้เพื่อโน้มน้าวผู้ใต้ปกครองให้เสียสละเพื่อส่วนร่วม (หรือเพื่ออุดมการณฺ์นั่นเอง)
เพื่อประโยชน์ในการขยายอำนาจ
ฟาสซิสม์ (Fascism)
คอมมิวนิสต์ (Communism)
อุดมการณ์ที่ต่อต้านอำนาจที่สมบูรณ์เด็ดขาด สนับสนุนอำนาจของประชาชน
แนวคิด 8 ประการ
แนวคิดของ Locke ถือเป็นแม่แบบของฝ่ายเสรี
การปฏิวัติฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1789
1. เสรีภาพส่วนบุคคล
2. ธรรมชาติของมนุษย์
3. เหตุผล
4. ความก้าวหน้า
5. ความเท่าเทียมกันทางโอกาส
6. ความเป็นสากล
7. ค่านิยมต่อรัฐบาล
8. เสรีภาพทางเศรษฐกิจ
ตรงกันข้ามกับเสรีนิยม เพราะอุดมการณ์เริ่มเพื่อต่อต้าน การปฏิวัติฝรั่งเศส
Edmund Burke อนุรักษ์นิยมคลาสสิค
1. ระเบียบและความมั่นคง
2. ความชั่วร้ายของคน
3. ประสบการณ์
4. เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
5. เสรีภาพ
6. ความหลากหลาย
7. รัฐบาล
ที่เพิ่มประสิทธิภาพในทางการผลิตมากที่สุดในเวลาที่น้อยที่สุด
สังคมจะมุ่งไปทางเดียวกันภายใต้ผู้นำสูงสุด
Fascism แปลว่า ผูกไว้ด้วยกัน
1. แนวคิดเรื่อง "รัฐ"
2. ชาตินิยม
3. ต่อต้านเสรีนิยม
4. ลัทธิทหารนิยม
5. ความเป็นเผด็จการ
6. ต่อต้านคอมมิวนิสต์
ชาตินิยม (Nationalism)
อนาธิปไตยนิยม (Anarchism)
ชาติ
ในอดีต คำว่า ชาติ (Nation) คือ แนวคิดที่เชื่อว่า บุคคลสามารถแบ่งแยกได้โดยดูว่าเขาเกิดจากคนชนิดใด และเกิดในสถานที่แบบไหน
1. ชาติในทางวัฒนธรรม
เผ่าพันธุ์หรือที่วัฒนธรรม ได้แก่ ภาษา ประเพณี วิถีชีวิต
"ชาติ" ในสามมิติ
2. ชาติในทางการเมือง
บุคคลเจตน์จำนงค์ทั่วไปที่เหมือนกัน และอยู่ภายใต้การปกครองของสังคมการเมืองเดียวกัน ย่อมมีส่วนในอำนาจอธิปไตย และชาติคือผลรวมของพลเมือง
3. ชาติในทางจิตวิทยา
บุคคลย่อมผูกพันกับที่ที่ตนเองคุ้นเคย ทำให้รู้สึกสบายและปลอดภัย ทำให้รักและผูกพันกับ "บ้านเกิดเมืองนอน"
กำเนิดลัทธิชาตินิยม
ยังคลุมเครืออยู่เพราะบางฝ่ายเชื่อว่า ชาตินิยมเป็นสิ่งที่กำเนิดมาพร้อมกับมนุษยชาติ แต่บางฝ่ายมองว่ามนุษย์เพิ่งจะมีสำนึกรู้เกี่ยวกับคำว่า "ชาติ" ก็เมื่อช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 19 นี้เอง
นักคิดสำคัญ
รุสโซ แนวคิดเรื่อง เจตน์จำนงค์ทั่วไปของรุสโซ เพิ่มพลังให้กับความเป็น "ชาติ" และสร้างฐานะใหม่ให้บุคคลจาก "ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของกษัตริย์" เป็น "พลเมืองของฝรั่งเศส"
แนวคิดนี้นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1789 ด้วย
แนวคิดพื้นฐาน
อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เมื่อชาติเป็นองค์รวมของเจตน์จำนงค์ทั่วไปของประชาชน อำนาจก็ย่อมเป็นของประชาชน
เศรษฐกิจแห่งชาติ ในทางเศรษฐกิจพลเมืองก็จะต้องสนับสนุนสินค้าในรัฐ และรัฐชอบธรรมที่จะกีดกันสินค้าจากต่างประเทศ
ชาติในฐานะที่เป็นองคาพยพ เปรียบรัฐดังร่างกาย ผู้นำเป็นศีรษะ ประชาชนเป็นแขนขา ซึ่งต้องสามัคคีกันและเคารพความคิดของผู้นำ
อนาธิปไตย
แปลตรงตัวว่า การปลอดหรือปราศจากอำนาจรัฐ
แต่คนทั่วไปมักจะเข้าใจว่า อนาธิปไตยเป็นภาวะที่ไร้ระเบียบ สับสนวุ่นวาย และการก่อการร้าย
กำเนิดแนวคิด
ต่อต้านการเติบโตและการรวมศูนย์ของแนวคิด
รัฐประชาชาติและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เป็นทุนนิยมมากขึ้น ในช่วงศตวรรษที่ 19
พวกอนาธิปไตยส่วนมากจะเป็นคนในชนบททั้งใน อินเดีย สเปน อิตาลี
นักคิดสำคัญ
มีเยอะมากเพราะนักคิดที่มีแนวคิดในการ "ปลด" ออกจากการควบคุม เช่น Godwin ที่ต้องการไม่ให้มีสถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือ Goodman ที่เสนอให้ยกเลิกระบบโรงเรียนและการศึกษาภาคบังคับ ล้วนถูกจัดให้เป็นนักคิดแนวอนาธิปไตยทั้งสิ้น
แนวคิดพื้นฐาน
ปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพอย่างแท้จริง
คือ ไม่ต้องการรัฐและการปกครอง รวมถึงเป็นอิสระ จากทุนนิยม และการครอบครองทรัพย์สินด้วย
ต่อต้านอำนาจรัฐและรัฐบาล รัฐเป็นสัญลักษณ์แห่งการบังคับ เห็นได้จากการบังคับใช้กฎหมาย และกำหนดนโยบายต่างๆ รัฐจึงเป็นศัตรูหลักของแนวคิดอนาธิปไตย
ต่อต้านการครอบงำทางความคิดและการโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ เพราะแนวคิดนี้เชื่อว่า สถาบันทางศาสนา การศึกษาและอื่นๆ ล้วนเป็นเครื่องมือในการควบคุมของรัฐ
สตรีนิยม (Feminism)
อุดมการณ์ที่พยายามส่งเสริมและยกระดับสถานภาพและบทบาททางสังคมของผู้หญิงไม่ให้ต่ำต้อยกว่าผู้ชาย

สตรีนิยม
เห็นว่าความแตกต่างระหว่างเพศของบุคคลไม่ได้เป็นเพียงความแตกต่างทางสรีรวิทยาเท่านั้น แต่ยังกำหนดความแตกต่างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองด้วย
กำเนิดแนวคิด
นับว่าเริ่มตั้งแต่การตีพิมพ์หนังสือชื่อ "บทพิสูจน์แห่งสิทธิของสตรี" ในปีค.ศ. 1792 หลังการปฏิวัติของฝรั่งเศสเพียงไม่กี่ปี ทั้งนี้อาจมีนัยยะในการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ซึ่งกว่าสตรีจะได้รับสิทธิเลือกตั้งก็ในอีกเกือบห้าสิบปีหลังจากนั้น
ทั้งนี้อุดมการณ์สตรีนิยมมีฐานะเป็นอุดมการณ์ร่วมสมัยคือยังมีแนวคิดใหม่ๆ และการถกเถียงกันอยู่เป็นจำนวนมาก
พื้นฐานแนวคิด
ต่อต้านผู้ชายเป็นใหญ่
ความแตกต่างและความเสมอภาค
วิพากษ์ความเป็นชายและความเป็นหญิง
"ฉันทราบดีว่าการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีมักถูกตีความว่าเป็นการเกลียดผู้ชาย
อย่างไรก็ตามฉันรู้สึกว่าความคิดแบบนี้ควรยุติได้แล้ว"
"ตอนที่ฉันอายุ 15 เพื่อนผู้หญิงของฉันเริ่มเลิกเล่นกีฬาที่รัก เนื่องจาก พวกเขาไม่อยากมีกล้าม และพออายุ 18 เพื่อนผู้ชายของฉันก็เริ่มไม่กล้า แสดงอารมณ์ให้เห็นฉันจึงตัดสินใจที่จะเป็นสตรีนิยม"
"ได้เวลาแล้วที่เราทุกคนต้องมองเพศเป็นแถบสีที่หลากหลาย
แทนที่จะเป็นเพียง 2 กลุ่มที่ขัดแย้งกัน"
นักคิดสำคัญ
Full transcript