Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ประวัติศาสตร์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (2)

No description
by

Thep Boontanondha

on 1 November 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ประวัติศาสตร์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (2)

ประวัติศาสตร์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

บทบาทของสมเด็จเจ้าพระยา
บรมมหาศรีสุริยวงศ์
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ต่อ จากพระราชบิดาในพ.ศ.2411 รัชสมัยในพระองค์เริ่มต้นจากการ มีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)
ทำหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เนื่องจากทรง
ครองราชย์สมบัติ เมื่อพระชนมายุได้เพียง 15 พรรษา
แม้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จะมีอำนาจอย่าง
ล้นเหลือในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง
สมเด็จเจ้าพระยาฯ เองก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้รัชกาลที่ 5 ทรงมีความรู้ และเปิดโลกทัศน์ตามอย่างตะวันตก ด้วยการ
อนุญาตให้พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยัง
เมืองขึ้นต่างๆ ของชาติตะวันตกทั้ง ชวา อินเดีย และมลายู การเสด็จพระราชดำเนินเยือนดินแดนต่างๆ เหล่านี้
นับได้ว่ามีส่วนสำคัญในการเปิดโลกทัศน์
ให้แก่รัชกาลที่ 5 ที่ทรงนำมาใช้ในการปรับปรุงประเทศในเวลาต่อ
สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
เหตุการณ์ ร.ศ.112
เหตุการณ์ร.ศ.112 เกิดขึ้นในพ.ศ.2436 โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝร่ังเศสจากนโยบายขยายอาณานิคมของฝรั่งเศส โดยสุดท้ายแล้ว สยามต้องยอมทำตาม
ข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส ด้วยการยกดินแดน
ลาวทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสได้ส่งทหารไปยึดเมืองจันทบุรีไว้เพื่อบีบบังคับให้สยามทำตามเงื่อนไขของฝรั่งเศส

และในเวลาต่อมาเพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของชาวลาว ในบังคับฝรั่งเศส และเพื่อให้ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้แก่สยาม ทางสยามได้ทำำสัญญากับฝรั่งเศฉบับใหม่ โดยยกฝั่งดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงและ
ดินแดนเขมรทั้งหมดให้แก่ฝรั่งเศส
การปฏิรูปการประเทศ
การปฏิรูปการปกครอง
การปฏิรูประบบการปกครอง่ให้ทันสมัยตามอย่าง
ตะวันตกอีกทั้งยังมีการว่าจ้างชาวต่างชาติเข้ามาเป็น
ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั้งที่เป็นที่ปรึกษา
ส่วนพระองค์ นอกจากนี้พระองค์ทรงมีพระราชดำริ
ให้จัดตั้งสภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์ และสภาที่ปรึกษา
ราชการแผ่นดิน

อีกทั้งยังทรงเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็น ลักษณะ กระทรวง กรม รวมทั้งจัดการปกครองส่วน
ท้องถิ่น เพื่อดึงอำนาจการปกครองที่เคยอยู่ในมือ
ขุนนางท้องถิ่นมาสู่พระมหากษัตริย์

ผลสำเร็จที่สำคัญของจัดการปกครองรูปแบบใหม่นี้ คือการที่รัฐสามารถเก็บภาษาีได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านเจ้าภาษีนายอากรเหมือนในอดีต

การเสด็จประพาส
ต่างประเทศ
เพื่อที่จะทรงเรียนรู้รูปแบบการปกครองและ
การพัฒนาต่างอย่างตะวันตกพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนิน ประพาสประเทศต่างๆ โดยในระยะแรกทรงเสด็จ ประพาสดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก อย่าง ชวา อินเดีย และสิงคโปร์ และต่อมาใน พ.ศ.2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสยุโรปเป็น ครั้งแรก และต่อมาในพ.ศ.2450 พระองค์ได้เสด็จ ประพาสยุโรปอีกครั้งหนึ่ง หากทว่าการเสด็จ ประพาสยุโรปในครั้งที่สองนี้ ทรงมีพระราชประสงค์ หลักคือการไปรักษาพระวรกายมากกว่า
เหตุผลทางการเมือง
พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงประทับ ณ เรือพระที่นั่ง
การเลิกทาสและไพร่
พระราชกรณียกิจสำคัญในพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอีกประการ
คือการเลิกไพร่ และทาส โดยการออก
พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ.124 และพระราชบัญญัติการเกณฑ์ทหาร
ร.ศ. 124 ในพ.ศ.2448 มาแทนการเกณฑ์
แรงงานการเลิกไพร่และทาสนี้ทำให้ประชาชน ไม่ต้องอยู่ใต้การปกครองของขุนนางคนใดคน
หนึ่งทำให้มีอิสระในการประกอบอาชีพและในอีกด้านหนึ่งการเลิกไพร่และทาสนี้ยังเป็นการเพิ่มอำนาจให้แก่พระมหากษัตริย์ที่จะทรงเป็น
ผู้เดียวในแผ่นดินที่มีกำลังพลในการปกครอง
การส่งนักเรียน
ไปเรียนต่างประเทศ
เพื่อพัฒนาประเทศตามอย่างตะวันตกได้อย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมี
พระราชดำริให้พระราชโอรสในพระองค์เสด็จไปทรง
ศึกษายังทวีปยุโรป ทั้งด้านการเมือง การทหาร วิศวกรรม เพื่อนำความรู้เหล่านี้กลับมาพัฒนาประเทศ ด้วยเหตุนี้พระราชโอรสรุ่นแรกจำนวน 4 พระองค์
จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปศึกษายังทวีปยุโรป
ในพ.ศ. 2428 นับจากนั้นพระบรมวงศานุวงศ์จำนวน
มากได้เดินทางไปทรงศึกษายังต่างประเทศ และ
ในเวลาต่อมารัชกาลที่ 5 ยังทรงพระราชทานทุน
เล่าเรียนหลวงให้แก่สามัญชนไปศึกษายังต่างประเทศ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระจันทบุรีนฤนาถ
รัชกาลที่ 5 และพระราชโอรสที่ทรง
ศึกษาอยู่ ณ ทวีปยุโรป
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ
กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ
กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
นายพุ่ม สาคร
สยามสมัยใหม่
สยามในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวได้รับการพัฒนาตามอย่างตะวันตก โดยมีการตัดถนนแบบตะวันตกที่ไม่มีฝุ่นมารบกวน
ประชาชนที่ใช้ถนนเหมือนในอดีตเช่น ถนนสนามไชย ถนนกรุงเกษม ถนนเฟื่องนคร เป็นต้น

รถไฟได้ถือกำเนิดขึ้นสำหรับการเดินทางระยะไกล
ระหว่างจังหวัด อีกทั้งยังมีการสร้างอาคารตามอย่าง
สถาปัตยกรรมตะวันตกเช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม

สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกได้เห็นว่า
สยามในรัชกาลที่ 5 นั้นเป็นสยามที่มีความทันสมัย มีวัฒนธรรม ตามกรอบของตะวันตก ไม่ได้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนเหมือนที่ตะวันตกมอง
ชาวสยามในระยะแรกที่เข้ามา
พระที่นั่งอนันตสมาคม
การศึกษาสมัยใหม่
โรงเรียนสำหรับ
ฝึกหัดข้าราชการฝ่ายพลเรือน
ในพ.ศ.2440 มีการก่อตั้งโรงเรียน
สำหรับฝึกหัดข้าราชการฝ่าย
พลเรือนขึ้น เพื่อใช้ในการเตรียมคน
เพื่อรับราชการในรูปแบบการ
ปกครองแบบใหม่โรงเรียนข้า
ราชการพลเรือนนี้ในเวลาต่อมาได้
พัฒนากลายเป็นจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยในพ.ศ.2460
โรงเรียนนายเรือ
โรงเรียนนายเรือก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2440 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว สถานที่ตั้งเดิมอยู่ที่
บริเวณพระราชวังเดิมในสมเด็จ
พระเจ้าตากสินมหาราช โดยพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อ
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449
การเรียนการสอนของนักเรียนนายเรือ
โรงเรียนนายร้อย
พระจุลจอมเกล้า
เดิมทีนั้นโรงเรียนนายร้อยเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสถาปนากรม
ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในเวลาต่อมาได้ขยายขนาด และรับผู้เรียนที่เป็นสามัญชนเขา
เรียน โดยมีชื่อโรงเรียนว่า "โรงเรียนทหารบก" และในเวลา
ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนนายร้อยทหารบก"
โรงเรียนนายร้อยทหารบก
พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เสือป่า
กองเสือป่าได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2454 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น
สมาชิกเสือป่าหมายเลข 1 และทรงดำรงตำแหน่งนายกองใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสมาชิกเมื่อเริ่มก่อตั้งอีก 16 คน ซึ่งล้วนแต่เป็น
ข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดพระองค์ บรรดาสมาชิกเสือป่ากลุ่มนี้ต่างมียศ และตำแหน่งที่สำคัญในกองเสือป่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎ
เกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคาดหวังว่าสมาชิกเสือป่ากลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยจะเป็นกำลังสำคัญในอนาคตในการเผย
แพร่แนวคิด และอุดมการณ์ของเสือป่า นอกจากบรรดาข้าราชบริพาร
ที่ใกล้ชิดจำนวน 16 คนแล้ว กองเสือป่ายังได้เปิดรับสมัครสมาชิก
เพิ่มเติม จนมีสมาชิกเสือป่าทั้งสิ้น 141 คน ซึ่งล้วนแต่เป็นบรรดา ข้าราชการและพระบรมวงศานุวงศ์โดยมิได้มีพลเรือนเข้าร่วมเป็น
สมาชิกแต่อย่างใด นอกจากนี้ในการถือน้ำพิพัฒน์สัตยาในครั้งแรก
ยังมีข้าราชการทหารซึ่งเป็นสมาชิกเสือป่าประเภทพิเศษเข้าร่วมพิธีในคราวนี้ด้วย
- กองเสือป่าที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงก่อตั้งขึ้น ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง
พระองค์กับบรรดาทหารในกองทัพ ในหลายกรณีทั้ง
การที่ทรงไม่อนุญาตให้ทหารเข้าเป็นเสือป่า นอกจากนี้
การที่เสือป่าต้องหยิบยืมยุทโธปกรณ์ของทหารเพื่อใช้ในการซ้อมรบ

- นอกจากนี้จากการที่บรรดาเสนาบดีหลายๆ กระทรวง
ต้องการให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัย จึงมีการบังคับให้ข้าราชการ
ในกระทรวงของตนเข้าเป็นเสือป่า หากใครไม่เป็นก็จะ
ไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนตำแหน่ง
กบฎ ร.ศ.130
เพียงแค่สองปีหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเคลื่อนไหวทางการทหารครั้งสำคัญได้เกิดขึ้น โดยกลุ่มนายทหารหนุ่มได้เคลื่อนไหวทางการเมือง
เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อย่างไรก็ตามการดำเนินการเคลื่อนไหวที่ขาดความระมัดระวัง โดยการรับสมาชิกเข้าในกลุ่มโดยหวังเพียงแค่ให้มี
จำนวนสมาชิกจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ความพยายาม
ที่จะก่อการกบฏในคราวนี้ จึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิษณุโลก
ประชานาถทรงทราบข่าวความพยายามก่อกบฏในครั้งนี้ จนนำไปสู่การจับกุมบรรดาสมาชิกคนสำคัญซึ่งในที่สุดแล้วการให้ปากคำที่ซัดทอดผู้ร่วมขบวนการเพื่อหวังให้ตนได้รับการผ่อนผันจากความผิดที่กระทำลงไป นำไปสู่การดำเนินการจับกุม
ผู้ร่วมก่อการกบฏได้ทั้งหมด
สมาชิกผู้ก่อการกบฎร.ศ.130
ขุนทวยหาญพิทักษ์ (ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์)
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะ
ทอดพระเนตรการซ้อมรับของเสือป่า
หนังสือเทศนาเสือป่า และปลุกใจเสือป่า
สงครามโลกครั้งที่ 1
สงครามโลกครั้งที่ 1 นับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ในระยะแรกของสงครามสยามเลือกที่จะรักษาสถานะความเป็นกลางเนื่องจาก
สงครามในครั้งนี้เกิดขึ้นเฉพาะในทวีปยุโรป อย่างไรก็ตามบรรดาชนชั้นของ
สยาม ต่างตระหนักดีว่าหากสยามไม่มีส่วนร่วมในสงครามครั้งนี้ สยามก็จะ
สูญเสียผลประโยชน์ที่พึ่งจะได้รับหากไม่เข้าร่วมสงคราม อย่างไรก็ตาม
ก็เป็นปัญหาที่ชนชั้นนำเหล่านั้นต้องมาคบคิดกันว่าสยามจะเลือกเข้าร่วมกับ
ฝ่ายอังกฤษ และฝรั่งเศสที่เคยเข้ามารุกรานสยาม หรือกับฝ่ายเยอรมันที่
แสดงตนเป็นมิตรที่ดีของสยามมาโดยตลอด

สยามเลือกที่จะเข้าข้างฝ่ายอังกฤษ และฝรั่งเศสด้วยมองว่า สงครามที่เกิดขึ้นในครั้งนี้นั้นฝ่ายเยอรมันเป็นฝ่ายผิด ด้วยเหตุนี้สยามจึง
เลือกที่จะเข้าร่วมสงครามกับอังกฤษ พร้อมกับการส่งทหาร และนักบิน
เข้าร่วมสงครามในสมรภูมิที่ทวีปยุโรป และสุดท้ายแล้วอังกฤษและฝรั่งเศส
ก็เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะในสงครามครั้งนี้ ซึ่งเท่ากับว่าสยามก็เป็นผู้ชนะ
เช่นเดียวกัน สยามจึงได้รับผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไข
สนธิสัญญาที่ทำตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 อันเป็นสิ่งที่ชนชั้นนำสยามตระหนักอยู่
เสมอว่าเป็นภาระชิ้นสำคัญที่จะต้องแก้ไขให้สำเร็จลุล่วง
ทหารอาสาของสยามก่อนเดินทางไปร่วมรบที่ฝรั่งเศส
ทหารสยามสวนสนามที่ถนนชองเอลิเซ่
พระยาพิไชยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา)
ทหารไทยและฝรั่งเศสในสมรภูมิสงครามโลก
พระบรมราโชบาย
ในการปกครองประเทศ
พระราชบัญญํัติ
ประถมศึกษา
ในพ.ศ.2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราช
บัญญััติประถมศึกษาขึ้น โดยบังคับให้คนไทย
ทุกคนต้องสำเร็จการศึกษาในระดับชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นอย่างน้อย

พร้อมๆ กับการออกพระราชบัญญัติประถมศึกษา เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) ได้แต่งหนังสือเรื่องหน้าที่พลเมืองขึ้น
เพื่อใช้เป็นแบบเรียนหลวง ซึ่งเป็นตำราเรียน
ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังให้นักเรียนมีความจงรัก
ภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ
พระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี
ดุสิตธานี
พ.ศ.2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้ก่อ
ตั้งดุสิตธานีขึ้น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยให้แก่
ข้าราชบริพาร และข้าราชการที่ใกล้ชิด
พระองค์

พร้อมกันนี้ยังทรงออกหนังสือพิมพ์ดุสิต
สมิต เพื่อเป็นต้นแบบหนังสือพิมพ์ที่มี
เนื้อหาเกี่ยวชวนหัว ล้อเลียน อันเป็น
ส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการนำเสนอข่าว
เมืองดุสิตธานี
หนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต
ธงไตรรงค์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการให้
จัดทำธงชาติขึ้นมาใหม่ใน พ.ศ.2460 แทนธงริ้วแดงขาวที่พระองค์
มีพระราชดาริให้ทดลองใช้ขึ้นแทนธงช้าง การเปลี่ยนแปลงธงชาติ
ในครั้งนี้ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ธงชาติมีสีลักษณะเหมือนกับ
ธงชาติประเทศอื่น ๆ ที่เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 กับฝ่ายสัมพันธ
มิตรด้วยเหตุนี้ธงชาติใหม่ที่พระองค์ทรงออกแบบซึงประกอบไปด้วย
สีแดง สีขาวอันเป็นสีดั้งเดิมของ ธงริ้วแดงขาว และสีน้าเงินตรงกลาง
ผืนธง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริ
ให้เพิ่มขึ้นมา นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานความหมายให้แก่สีต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนธงชาติในงานพระราชนิพนธ์เรื่อง "เครื่องหมายแห่ง
ไตรรงค์" ซึ่งพระองค์ทรงใช้พระนามแฝงว่า “วรรณะสมิต” ทรงให้
ความหมายว่า สีแดงนั้น หมายถึงเลือดของชาวไทยที่ปกป้อง
ประเทศชาติและศาสนา ส่วนสีขาวหมายถึงพระพุทธศาสนา และสีน้ำเงินเป็นสีที่พระองค์ทรงโปรดเป็นการส่วนพระองคหรือก็คือ
สัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์
วรรณกรรม
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตราพระราชกฤษฎีกา ตั้งวรรณคดีสโมสร ขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2457 เพื่อส่งเสริมการแต่งหนังสือให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย และได้สาระประโยชน์ เนื่องจากในยุค
นั้นการแต่งหนังสือมักเลียนแบบการแต่ง
หนังสือภาษาต่างประเทศ ทำให้หลักไวยากรณ์
ผิดเพี้ยนไป คำว่า "วรรณคดี" ก็ได้เกิดขึ้น
เป็นครั้งแรกพร้อมกับพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เพื่อให้มีความหมายสอดคล้องกับคำว่า "literature" ในภาษาอังกฤษ
พระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

การเปลี่ยนแปลง
การปกครอง
วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 บรรดาทหารบก เรือ และพลเรือนในนามคณะราษฎร์ โดยมี
พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นแกนนำได้ทำการยึดอำนาจจาก
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองจาก
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบ
ประชาธิปไตยโดยมีพระยามโนปกรณ์
นิติธาดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก
ของประเทศไทย
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญ
สมาชิกคณะราษฎร์
ต้นรัชกาล
เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระเชษฐา ทรงต้องเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งใน
ขณะนั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก อันเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมทั้งการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจำเป็นต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่ง
ด่วน ซึ่งนโยบายสำคัญที่ทรงเลือกมาใช้คือการ ดุลข้าราชการออก
อภิรัฐมนตรีสภาได้ถูกสถาปนาขึ้นในพ.ศ.2468 เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมาชิกของอภิรัฐมนตรีสภาประกอบไปด้วยพระบรม
วงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ เช่น

-สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
- สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

ในตอนแรกที่มีข่าวเรื่องการจัดอภิรัฐมนตรีสภานั้น หนังสือพิมพ์สยามออฟเซอร์เวอร์เข้าใจผิดว่าพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชประสงค์ที่จะจัดตั้งรัฐสภาขึ้นตามรูป
แบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย จนกลายเป็นข่าวใหญ่
คึกโครม จนรัฐบาลต้องลงข่าวผ่านหนังสือพิมพ์ไทยซึ่งเป็น
หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลเพื่อชี้แจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ
การจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภา
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช
พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
(ก้อน หุตะสิงหค์)
กบฎบวรเดช
วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2476 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้เป็นหัวหน้าคณะกบฎ นำทหารจากนครราชสีมา สระบุรี และอยุธยา ลุกขึ้นก่อกบฎ โดยได้ยื่นคำขาดให้รัฐบาลของ
พระยาพหลพลพยุหเสนาลาออก ด้วยเหตุผลว่ารัฐบาล
ปล่อยให้มีคนดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อย่างไรก็ตามการกบฎครั้งนี้ประสบความล้มเหลว จนเป็น
เหตุให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องเสด็จลี้ภัยไปอยู่ยังต่างประเทศ ส่วนพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แม่ทัพของฝ่ายกบฎ
ถูกร้อยโทประภาส จารุเสถียรยิงเสียชีวิตที่สถานีรถไฟหินลับ จังหวัดสระบุรี

เหตุการณ์กบฎบวรเดชในครั้งนี้ทำให้พันเอกหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งเป็นผู้บัญชาการในการปราบกบฎครั้งนี้ ก้าวขึ้นมามีบทบาท
สำคัญในรัฐบาล ในฐานะทายาททางการเมืองของพระยาพหล
พลพยุหเสนา
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช
พระยาศรีสิทธิสงคราม
พระยาพหลพลพยุหเสนา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
อานันทมหิดล

ขึ้นครองราชย์สมบัติ
จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างพระบาท
สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาล เป็นเหตุให้ในพ.ศ.2477 พระองค์ทรงสละ
ราชย์สมบัติโดยที่ทรงไม่แต่งตั้งผู้ใดเป็น
รัชทายาททำให้คณะราษฎร์จำเป็นต้องหา
ผู้สืบต่อราชบัลลังก์ด้วยเหตุนี้คณะราษฎร์
ได้เลือกพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
อานันทมหิดล พระโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสงขลานครินทร์ขึ้นครองราชย์
สมบัติสืบต่อมา เมื่อทรงมี
พระชนมายุเพียง 8 พรรษา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล
นโยบายรัฐนิยมของ
จอมพลป.
จอมพลป. พิบูลสงครามได้มีนโยบายสร้างความ
รู้สึกชาตินิยม และความเป็นไทยสมัยใหม่ขึ้นมาผ่าน
นโยบายรัฐนิยม 12 ประการ ซึ่งนโยบายที่สำคัญใน
สมัยนั้นมีทั้ง

- การบังคับให้คนไทยสวมหมวกเมื่อออกจากบ้าน
- การห้ามคนไทยกินหมาก
- การต่อต้านชาวจีนด้วยการออกกฎหมาย
สงวนอาชีพและการปิดโรงเรียนและหนังสือพิมพ์จีน - การปฏิรูปภาษาไทย


จอมพลป. พิบูลสงคราม
สงครามโลกครั้งที่ 2
จอมพลป. พิบูลสงคราม ยังได้ใช้ลัทธิผู้นำใน
การปกครองประเทศ พร้อมกับปลุกระดมให้
คนไทยมีความรู้สึกรักและหวนแหนในชาติ
บ้านเกิดเมืองนอน ด้วยการเรียกร้องดินแดน
คืนจากฝรั่งเศส

ดังนั้นในพ.ศ.2483 ประเทศไทยจึงได้ทำสงคราม
อินโดจีนกับฝรั่งเศส ซึ่งบทสรุปของสงครามใน
ครั้งนี้ไทยได้รับดินแดนที่เสียไปคืนจากฝรั่งเศส ด้วยการช่วยเหลือของญี่ปุ่น ที่กำลังขยาย
อิทธิพลเข้ามาในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นักศึกษาเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส
ผลสืบเนื่องจากการที่ญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาระหว่างไทยและ
ฝรั่งเศส ทำให้เมื่อญี่ปุ่นตัดสินใจยกกำลังเข้าสู่ประเทศไทยใน
วันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2484 รัฐบาลจอมพลป. พิบูลสงคราม
ได้ตัดสินใจนำประเทศไทยเข้าร่วมกับกองทัพญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตามการนำประเทศไทยเข้าร่วมสงครามกับกองทัพญี่ปุ่น
ของจอมพลป. ในครั้งนี้ก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งไม่เห็นด้วย จึงมีการตั้งหน่วยใต้ดินขึ้นเพื่อนต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น เรียกว่า "เสรีไทย" โดยกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอคอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ

เสรีไทยนับได้ว่ามีส่วนสำคัญต่อการดำรงรักษาเอกราชของชาติ
ไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ไม่ให้ไทยตกเป็นผู้แพ้สงคราม จากการที่สหรัฐฯ ให้การรับรองสถานะของเสรีไทยกับการต่อต้าน
กองทัพญี่ปุ่น
ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ภูมิพลอดุลยเดช

สงครามเย็น
กระแสทางการเมืองโลกที่แบ่งขั้วอำนาจเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายโลกเสรี กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งเรียกช่วงเวลา
ดังกล่าวว่า “สงครามเย็น” ในระหว่างสงครามเย็นนี้
ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรีซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ ผลของการร่วมกับฝ่ายโลกเสรีทำให้ไทย
ต้องเข้าร่วมในสงครามเกาหลี และสงครามเวียดนาม
อันเป็นสงครามตัวแทนระหว่างมหาอำนาจของ
ทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตามการเข้าร่วมกับฝ่ายโลกเสรี
ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้ประเทศไทยได้รับความ
ช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศจากสหรัฐฯ ที่
หวาดเกรงการขยายอิทธิพลของประเทศจีนซึ่ง
เป็นฝ่ายคอมมิวนิสต์
ทหารไทยที่เข้าร่วมในสงครามเวียดนาม
ทหารไทยในสงครามเกาหลี
ขบวนการนักศึกษา
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนได้ปรากฏขึ้น
อย่างชัดเจนโดยเฉพาะในกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลา
ที่เกิดขึ้นในพ.ศ.2516 เมื่อประชาชน และนักศึกษา
รวมตัวกันชุมนุมขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรีให้ลาออกจากตำแหน่ง

การชุมนุมที่มีชุมนุมเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยจนกลายเป็นการจลาจลเมื่อจอมพลถนอมตัดสินใจใช้กำลังทหารใน
การปราบปราม นิสิตนักนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม ซึ่งสุดท้ายแล้วจอมพลถนอม จำต้องลาออกจากตำแหน่ง และไปอยู่ยังต่างประเทศเนื่องจากกระแสกดดันของ
ประชาชน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน และสูญหายอีกเป็นจำนวนมากจากการ
ปราบปรามการเคลื่อนไหวของฝ่ายทหาร
เหตุการณ์ 14 ตุลา
อีกแค่ 3 ปีต่อมา ในพ.ศ.2519 เหตุการณ์ทำนองเดียวกันได้
เกิดขึ้นเมื่อจอมพลถนอม ซึ่งบวชเป็นสามเณรได้กลับเข้ามา
ยังประเทศไทย นิสิตนักศึกษาต่างรวมตัวกันเพื่อประท้วง
การกลับเข้ามาของจอมพลถนอม เหตุการณ์เริ่มทวี
ความรุนแรงมากขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม เมื่อบรรดาตำรวจ ลูกเสือชาว และประชาชนได้ออกมาต่อต้านบรรดานิสิต
นักศึกษาที่ร่วมชุมนุมกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะบรรดานิสิตนักศึกษาเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามี
แนวคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จนเกิดเหตุปะทะ
กันส่งผลให้นิสิตนักศึกษา และประชาชนที่ร่วมชุมนุมเสีย
ชีวิต 46 คน เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงด้วยการกระทำ
รัฐประหารที่ได้พูดคุยกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เรียบร้อย
แล้วของพล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่
เหตุการณ์ 6 ตุลา
กบฎแมนฮัตตัน
ในสมัยที่จอมพลป. พิบูลสงครามกลับมาดำรง
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สองนั้นต้อเจอกับ
การต่อต้านของฝ่ายตรงข้ามหลายครั้ง ซึ่งการ
ต่อต้านครั้งสำคัญครั้งหนึ่งคือ การก่อกบฏของ
ทหารเรือในเหตุการณ์ "กบฎแมนฮัตตัน"

อย่างไรก็ตามในอีกด้านการกบฎที่ล้มเหลวในครั้งนี้มีส่วนสำคัญที่ทำให้สถานภาพทางการเมืองของ
จอมพลป. มั่นคงยิ่งขึ้นเมื่อสามารถกำจัดศัตรู
ทางการเมืองทั้งฝ่ายทหารเรือ และปรีดี พนมยงค์
เรือหลวงศรีอยุธยาที่ถูกจมลงในเหตุการณ์
"กบฎแมนฮัตตัน"
Full transcript