Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

การสร้างชาติสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

No description
by

nannapat srimaung

on 18 October 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การสร้างชาติสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม

รัฐนิยม
ในคืนวันที่ ๒๓ มิถุนายน
นายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลฯได้กล่าวสุนทรพจน์ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงเป็นเวลายาว ๕๐ นาที โดยเน้นเรื่อง “ความรักชาติ” และเสนอสิ่งใหม่ที่เรียกว่า “รัฐนิยม” ดังข้อความบางตอนที่ว่า
“อนึ่งเมื่อได้พูดถึงการศึกษาและการรักชาติแล้ว ก็ทำให้รู้สึกว่าคุณธรรมสองประการนั้น จำเป็นจะต้องมีประเพณีนิยมประจำชาติอีกด้วยซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมจะประกาศชักชวนพี่น้องชาวไทยทั้งหลายให้ปฏิบัติตามในวันข้างหน้าเป็นครั้งคราวไปตามโอกาสอันควร เราจะเรียกว่า
“รัฐนิยม” คือการปฏิบัติให้เป็นประเพณีนิยมที่ดีประจำชาติ เพื่อให้บุตรหลานอนุชนคนไทยเรายึดถือเป็นหลักปฏิบัติ
รัฐนิยมนี้มีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกับจรรยามารยาทของอารยะชนจะพึงปฏิบัตินั้นเอง”

ข้อขัดแย้งในการตั้งชื่อ
หนังสือพิมพ์ประมวณวัน
ตั้งประเด็นปัญหาของการสะกดเป็นภาษาอังกฤษว่า
“Thai”

ซึ่งฝรั่งอังกฤษจะต้องออกเสียงคล้าย
thigh

ที่แปลแล้วได้ความหมายอันไม่เป็นสิริมงคล คือ
“แปลว่าขาระหว่างเข่ากับเอว” ขาอ่อนนั้นเอง
หากสะกดทับศัพท์ว่า
Prades Thai (ประเทศไทย)
คนอังกฤษในเมืองอังกฤษอาจออกเสียงพยางค์เดียว คือ Prades รับสัมผัสกับ grades และ Pretes รับสัมผัสกับ grates ก็เป็นได้ ภาษาอังกฤษเพอินมีคำว่า
prate (แล prates )
แปลว่าพูดเป็นต่อยหอย”

ฉบับที่ ๑ เรื่องการใช้ชื่อประเทศไทย ประชาชน และสัญชาติ
การสร้างชาติสมัยจอมพลป.พิบูลสงคราม ชื่อประเทศ (สยาม - ไทย)
กรณีการเปลี่ยนชื่อประเทศ

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

นายพลตรี หลวงพิบูลสงครามขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 26 (ที่ถูกต้องคือ16) ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๑ เขาควบตำแหน่งรัฐมนตรีสองตำแหน่งรัฐมนตรี สองตำแหน่ง คือ รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย
และได้ใช้อำนาจเพื่อสร้างชาติใหม่ นโยบายสร้างชาติเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารประเทศ นโยบายสร้างชาติดังกล่าวหมายถึงการสร้างประเทศไทยให้ยิ่งใหญ่


ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๒
“โดยที่ชื่อของประเทศนี้มีเรียกกันเป็นสองอย่าง คือ
“ไทย”
และ
“สยาม”
แต่ประชาชนนิยมเรียกว่า
“ไทย”
รัฐบาลเห็นสมควรถือเป็นรัฐนิยมให้ใช้ชื่อประเทศให้ต้องตามชื่อเชื้อชาติและความนิยมของประชาชนชาวไทยดังต่อไปนี้
ในภาษาไทย
ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ให้ใช้ว่า
“ไทย”
ในภาษาอังกฤษ
๑.ชื่อประเทศ ให้ใช้ว่า

Thailand
๒.ชื่อประชาชนและสัญชาติ ให้ใช้ว่า
Thai ”

กระทรวงกลาโหมก็ออกให้เหตุผล
๑.ไม่ตรงกับเชื้อชาติของพลเมืองที่เป็นไทย
ทำให้ชื่อประเทศเป็นอย่างหนึ่งแลชื่อพลเมืองเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง
๒.ทำให้คนไทยมีสัญชาติและอยู่ในบังคับต่างกัน
กล่าวคือคนไทยในเวลานี้มีสัญชาติเป็นไทย แต่อยู่ในบังคับสยาม
๓.คำว่า “สยาม” มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องประการใดกับชนชาติไทย
คำว่า “สยาม” เป็นแต่เพียงชื่อเมืองๆหนึ่งซึ่งเป็นที่ว่าการมณฑลของขอมที่ปกครองชนชาติไทยมาแต่โบราณกาล และเมื่อพระร่วงกู้อิสรภาพของไทยได้ ก็ได้ยกเลิกคำว่าสยามเสีย
๔.คำว่า “สยาม” แม้ในเวลานี้ก็ใช้กันแต่ในภาษาหนังสือ
ส่วนในภาษาพูดโดยทั่วไปนั้นไม่ค่อยใช้
๕.ชนชาติไทยเป็นชาติที่มีสาขาใหญ่หลวง
อยู่ในเวลานี้ สมควรจะเรียกชื่อประเทศให้สมศักดิ์ของเชื้อชาติไทย


ประมาณกว่า ๓๐ ปี ให้หลัง

พณฯ ปรีดี พนมยงค์ได้โต้แย้งการเปลียนชื่อโดยมี๒ หลักฐาน

หลวงวิจิตรวาทการนำแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นมาเสนอ แผนที่อินโดจีนของฝรั่งเศสนั้นแสดงให้เห็นว่ามี
“คนไทย”
อาศัยอยู่ในดินแดนต่างๆในอินโดจีน ในจีนตอนใต้ ในพม่า และในอัสสัม

“สยาม”
มาจากภาษาสันสกฤต “ศยามะ” แปลว่า “ดำ” จึงไม่ใช่ชื่อประเทศของชนเชื้อชาติไทยซึ่งเป็นคนผิวเหลืองไม่ใช่ผิวดำ และอ้างว่าคำว่า
“สยาม”
แผลงมาจากจีน “เซี่ยมล้อ”

ในกฎหมายตราสามดวง

สยาม
มาจากภาษาบาลี “สาม” (สาม) และมีความหมายหลายอย่างตั้งแต่ “สีดำ” ไปจน “สีเหลือง สีทอง ตามความหมายนี้
“สามปเทส” จึงหมายถึงแคว้นแห่งเมืองทองหรือสุวรรณภูมิ
ดังที่เพลงของประเทศสยามก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย มีเนื้อร้องตั้งต้นด้วยประโยคว่า
“ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง...”
ต่อมาเมื่อเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทยแล้ว ทางราชการได้เปลี่ยนเนื้อร้องเพลงชาติว่า
“ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”
ซึ่งไม่ตรงตามหลักวิชาว่าด้วยเชื้อชาติเพราะในประเทศไทยมีคนเชื้อชาติอื่นๆ รวมอยู่ด้วย “

เป็นการเขียนหลังเหตุการณ์นานมากและค่อนข้างซับซ้อน โดยการกล่าวเป็นนัยว่าเมื่อเป็นเสียงข้างน้อยก็ต้องยอมรับ
การเปลี่ยนชื่อ แต่ดูเหมือนว่า ฯพณฯ ปรีดี
จะยอมรับในชื่อที่เป็นภาษาไทยเสียมากว่า ในส่วนที่เป็นภาษาต่างประเทศนั้น

กลับมีความเห็นให้คงเดิม คือ
Siam




“การที่จะเอาคำว่า
“LAND”
ต่อท้ายคำ... ย่อมทำให้คล้ายกันกับประเทศเมืองขึ้นในอาฟริกาของอังกฤษ (สมัยนั้น) และเมืองขึ้นของฝรั่งเศส (สมัยนั้น) ที่ลงท้ายด้วยคำว่า
“LAND”
หรือ
”LANDE”
ดังนั้นถ้าจะใช้คำว่า
“ไทย”
ก็ให้เขียนว่า
“ Thai”
เช่นเดียวกับ
EIRE
เมื่อข้อเสนอนี้ถูกตีตกอีก ท่านก็เสนอให้ใช้สะกดว่า
Muang Thai
“ทับศัพท์ตามที่สามัญชนคนไทยเรียกชื่อประเทศของตนว่า “เมืองไทย” ... แต่ส่วนมากในคณะรัฐมนตรีไม่เห็นด้วย”

หากจะย้อนกลับไปดูบรรยากาศในสมัยนั้น ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนนามจะได
้รับการคัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์น้อยมาก
ดังจะเห็นได้จากการขอความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ได้รับความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่ หรือไม่ว่าจะเป็นการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็มีมติเป็นเอกฉันท์

ฉบับที่ ๑ เรื่องการใช้ชื่อประเทศไทย ประชาชน และสัญชาติ

ฉบับที่ ๒ เรื่องการป้องกันภัยที่จะบังเกิดแก่ชาติ
ฉบับที่ ๓ เรื่องการเรียกชื่อชาวไทย
ฉบับที่ ๔ เรื่องการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
ฉบับที่ ๕ การให้ชาวไทยใช้เครื่องอุปโภค บริโภค ที่มีกำเนิดหรือทำขึ้นในประเทศไทย
ฉบับที่ ๖ เรื่องทำนองเนื้อร้องเพลงชาติไทย
ฉบับที่ ๗ เรื่องการชักชวนให้ชาวไทยร่วมกันสร้างชาติ
ฉบับที่ ๘ เรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมี
ฉบับที่ ๙ เรื่องภาษาและหนังสือไทยกับหน้าที่พลเมืองดี
ฉบับที่๑๐ เรื่องการแต่งกายของประชาชนชาวไทย
ฉบับที่ ๑๑ เรื่องกิจประจำของคนไทย
ฉบับที่ ๑๒ เรื่องการช่วยเหลือและคุ้มครองเด็ก คนชรา หรือคนทุพพลภาพ

รัฐนิยม 12 ฉบับ
Full transcript