Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ประชาสังคม

No description
by

Duang Sinchaiyakit

on 1 February 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ประชาสังคม

การให้ความหมายของ
อเนก
เหล่าธรรมทัศน์

เกิดจากแนวคิด...

CIVIC REPUBLICANISM

ความหมายของประชาสังคม
ประชาสังคม คือ กลุ่ม ชมรม สมาคม หรือชุมชน ที่เคลื่อนไหวระหว่างรัฐกับปัจเจกบุคคล โดยรัฐ-ประชาสังคม-ปัจเจกบุคคลต้องแยกจากกัน เกี่ยวข้องกัน และขัดแย้งกันได้

ในอดีตเป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ชนชั้น และ ขบวนการทางสังคม

แนวคิดประชาสังคมของ
อเนก เหล่าธรรมทัศน์
กลไก มาตรการ และวิธีการในการสร้างประชาสังคม
ประโยชน์ของประชาสังคม
การปฏิรูป รธน
คนจะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐประชาธิปไตยจะต้องส่งเสริมประชาสังคม และประชาธิปไตยจะไปรอดเพราะประชาสังคม
การพัฒนาประเทศ
มีจุดมุ่งหมายเพื่อการสร้างประชาสังคมและชนชั้นกลาง มีการพัฒนาโดย NGOs
การเตรียมตั้งรับสังคมสารสนเทศ
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ มองว่า
ประชาสังคมคือกลุ่มต่างๆที่ควรมีบทบาทส่วนรวมแทนที่รัฐ โดยให้รัฐเปลี่ยนบทบาท

ต่างจากวัฒนธรรมชุมชนที่เชื่อว่าชุมชนเกิดขึ้นในชนบทเท่านั้น พอเป็นเมืองจะเป็นปัจเจกบุคคลทั้งหมด

ในขณะที่เอนกบอกว่าประชาสัง- คมคือสังคมชาวเมือง โดยปัจเจกบุคคลในเมืองจะ หากลุ่มอยู่เอง
ประกอบด้วย
กลุ่ม เกิดจากคนแปลกหน้า
รวมตัวกันอย่างสมัครใจ
เท่าเทียมกัน

พหุนิยมแบบอังกฤษ

ผสานคู่ขัดแย้ง

Machiavelli
แนวคิดการเมืองคือกิจการเพื่อส่วนรวม
แนวคิดเรื่องพลเมือง (มีสิทธิ มีเสียงต่อรองกับรัฐ)

Laski, Figgis, Cole
สมัยยุคกลางที่มีการแบ่งอำนาจอธิปไตย
ให้รัฐมีอำนาจน้อย แต่ประชาสังคมมีบทบาทมากแทน
ต่างจากของ USA ที่ให้มองการขัดแย้งของประชาสังคม

Hegel, Tocqueville, Durkheim
สนใจกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ส่วนกลุ่มตน
คำนึงถึงความต้องการเฉพาะตน
รุสโซ บอกให้มองตัวเองในมุมที่คนอื่นมองเรา

1. การปลูกฝังเหมือน ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ รธน.
ประชาสังคม หลากหลายกว่า ชาติ
ผ่านการศึกษา การเปลี่ยนนิสัย
สอนให้คนมี มิติการเสียสละ



มิติการเสียสละ คือ
ช่วยเหลือผู้ที่เท่าเทียมกัน การกุศล
เน้นว่าการทำเพื่อส่วนรวมไม่ต้องผ่านรัฐ
2. ฝึกฝนประชาชนให้เป็นพลเมือง
ประชาธิปไตยคือการปกครองของเราเอง ไม่ใช่ของนักการเมืองหรือข้าราชการ
ไม่ใช่มีหน้าที่เลือกตั้งอย่างเดียว ต้องมีการรวมกลุ่มประชาสังคมและไปทำงานร่วมกับรัฐ
กระจายอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในบ้านเมืองแก่ประชาชน
3. พัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตแบบกระจายตัว
เปลี่ยนชนบทเป็นเมือง เพื่อเพิ่มชนชั้นกลาง
สร้างการปกครองที่ทำให้คนรู้สึกว่ากำลังปกครองตนเอง
เมืองเป็นแหล่งรวมการศึกษาและวัฒนธรรมที่ปลูกฝัง ความเป็นพลเมือง และประชาสังคม
4.สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยทางจิตวิทยา วัฒนธรรม และการบริหารองค์กร
เพื่อส่งเสริมให้คนรวมกลุ่มกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
แก้ไขข้อขัดแย้งในองค์กรเพื่อปลูกฝังแนวคิดแตกต่างแต่ไม่แตกแยก
หาคำตอบว่าทำไมคนไทยชอบระบบอุปถัมภ์ และจะแก้อย่างไร


5.แก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของรัฐ
เพื่อให้ประชาสังคมมีบทบาทมากขึ้น
สร้างแรงจูงใจทางภาษีอากรให้มีการจัดตั้งกลุ่ม
ให้รัฐมีบทบาทในการส่งเสริมประชาสังคมในด้านต่างๆ


การปฏิรูประบบราชการ
การเปลี่ยนแปลงระบบราชการต้องมีการเปิดช่องให้ประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมได้ สะดวก มีการให้งบสนับสนุน NGOs ได้สะดวกมากขึ้น
ประชาสังคม
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ กล่าวโดยสรุปถึงแนวคิดและหลักปฏิบัติในการพัฒนา ประชาธิปไตยของไทยอยู่
3 แนวทางด้วยกัน
ได้แก่

1.ปรับปรุงประชาธิปไตยแบบเก่า ที่ประชาชนใช้อำนาจผ่านตัวแทน
(Representative Democracy)
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ได้กล่าวถึง ปัญหาของประชาธิปไตยในประเทศไทยในอดีต ไว้ดังนี้

อเนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงเสนอแนวคิด ประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเอง
(Self-Government Democracy)
หัวใจของแนวคิดนี้คือการปลูกฝังจิตสำนึกคุณธรรมแห่งความเป็นพลเมือง (Civic Virtue) กล่าวคือให้ประชาชนมีความใกล้ชิดกับเมืองที่ตนเองอยู่อาศัย ให้เกิดความรักและภูมิใจใน บ้านเมืองของตนเองทำให้ประชาชนเกิดความอยากมีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาและการพัฒนาบ้านเมือง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้คิดด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพิง ข้าราชการหรือว่านักการเมือง

รัฐสามารถส่งเสริมแนวคิดนี้ได้โดยการสร้างจิตสำนึกและให้การศึกษา เพื่อให้เกิดการ กระจายอำนาจให้ส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น เช่น การมอบอำนาจหน้าที่ให้แก่พลเมืองและ พลเมืองที่จัดตั้งเป็นกลุ่มก้อน เรียกว่า ประชาสังคม ให้พลเมืองและประชาสังคมเข้าไปมี ส่วนในการแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม ชุมชน และท้องถิ่น
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ มองว่า
ประชาสังคมคือกลุ่มต่างๆที่ควรมีบทบาทส่วนรวมแทนที่รัฐ โดยให้รัฐเปลี่ยนบทบาท

ต่างจากวัฒนธรรมชุมชนที่เชื่อว่าชุมชนเกิดขึ้นในชนบทเท่านั้น พอเป็นเมืองจะเป็นปัจเจกบุคคลทั้งหมด

ในขณะที่เอนกบอกว่าประชาสัง- คมคือสังคมชาวเมือง โดยปัจเจกบุคคลในเมืองจะ หากลุ่มอยู่เอง
การแทรกแซงทางการเมืองของทหาร
นักการเมืองขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม
ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเอง
DEMOCRACY OF THE PEOPLE BY THE PEOPLE FOR THE PEOPLE
ประชาธิปไตย คืออะไร?
ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
ปรีดี พนมยงค์ได้ให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”  ไว้ดังนี้ิ “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า 
“ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน กับคำว่า
“อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่ 
คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”
           


ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”  ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทาง ราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”
           
ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน”  อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของ ทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ  สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับ หน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อนมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม ถ้าชนส่วน มากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะ เป็นทาสหรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึง ไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียวโดยไม่มีหน้าที่  มนุษยชนแบบการ ปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย
2.เพิ่มช่องทางให้ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง
(Participatory Democracy)
3.เพิ่มประชาธิปไตยที่มีการ ควบคุมกำกับและตรวจสอบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ
(Supervisory Democracy)
ให้ประชาชนเลือกนักการเมืองเข้าไปทำการบริหารประเทศแทนตนเอง จะต้องมีการแก้ไขว่าจะทำอย่างไรจึงจะได้นักการเมืองที่มีคุณธรรม จริยธรรมและมีความสามารถเข้ามาทำหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง
โดยให้ประชาชนได้ใช้อำนาจและมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น เช่น ให้ประชาชนมีสิทธิทำประชาพิจารณ์, สามารถลงชื่อถอดถอนนักการเมือง และสามารถเสนอร่างกฎหมายได้ด้วยตนเอง
โดยจะเน้นที่ตัวคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ค่อนข้างจะเป็นกลางมาทำการควบคุมและตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองอีกชั้นหนึ่ง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชน เป็นต้น แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าจะสามารถมั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่ เข้าไปทำหน้าที่เหล่านี้มีความเป็นกลางทางการเมืองและเข้าใจถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน
ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลและพึ่งพาตนเอง
ประสานผลประโยชน์ส่วนตนเข้ากับผลประโยชน์ส่วนรวม โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนเป็นอันดับแรก เน้นการเสียสละร่วมกัน
ประชาชนต้องเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ เสียสละ มีศักดิ์ศรี มีอิสระ และพึ่งพาตนเองได้

อเนก เหล่าธรรมทัศน์ เชื่อว่า
การที่ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเอง ก่อนที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแลนั้น
คือ ประชาธิปไตยที่ประชาชนปกครองตนเองอย่างแท้จริง
อเนก เหล่าธรรมทัศน์. (2556). การเมืองของพลเมือง: สู่สหัสวรรษใหม่
(พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.

ปรีดี พนมยงค์. (ม.ป.ป.). “ประชาธิปไตย”  เบื้องต้นสำหรับสามัญชน.
วันที่ค้นข้อมูล 28 มกราคม 2557, จาก เวปไซต์: http://
www.pridiinstitute.com/autopage/show_page.php?
h=11&s_id=5&d_id=4

ที่มา
Full transcript