Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

การเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน ASEAN

No description
by

jeoejeoe keoeoeoe

on 30 April 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน ASEAN

1.6 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศสิงคโปร์
การเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน ASEAN
โครงสร้างประชากรอาเซียน
ปัจจุบันอาเซียนประกอบด้วยประเทศสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมาร์ มีประชากรรวมกันในปี 2554 ประมาณ 598 ล้านคน โดยประเทศที่มีประชากรมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย มีจำนวนประชากรประมาณ 242 ล้านคน หรือร้อยละ 40.5 ของจำนวนประชากรของประเทศในอาเซียนทั้งหมด รองลงมาคือ ฟิลิปปินส์ มีจำนวนประชากรประมาณ 94 ล้านคน (ร้อยละ 15.9) ส่วนไทยมีจำนวนประชากรอยู่ในลำดับที่ 4 มีจำนวนประชากรประมาณ 69 ล้านคน (ร้อยละ 11.6) ส่วนประเทศที่มีจำนวนประชากรน้อยทีสุดคือ บรูไน มีจำนวนประชากรเพียง 0.4 ล้านคน (ร้อยละ 0.1) ซึ่งเมื่อพิจารณาในด้านตลาดสินค้าและบริการแล้ว อาเซียนถือได้ว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพที่จะเติบโตมากขึ้นในอนาคต เห็นได้จากจำนวนประชากรของอาเซียนที่สูงเกือบ 600 ล้านคน และจำนวนประชากรอาเซียนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี
ระบบการศึกษาของประเทศสมาชิก
โดยภาพรวมของระบบการศึกษาของกลุ่มประเทศในอาเซียน แบ่งเป็นการศึกษาระดับปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน การอาชีวศึกษา และการศึกษาขั้นอุดมศึกษา ส่วนใหญ่มี่ลักษณะครอบคลุมการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษานอกสถานที่หรือตามอัธยาศัย(กศน) จากข้อมูลพื้นฐานในด้านการศึกษาของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ พบว่าประเทศอาเซียนทุกประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาของประเทศตนเอง เพราะการศึกษามีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้ามากขึ้น
ในระดับอุดมศึกษา เป็นการกำหนดหลักสูตรขึ้นอยู่กับการปฎิรูปการศึกษาของแต่ละประเทศ โดยมีความสอดคล้องกันในกลุ่มประเทศอาเซียน คือ มีแนวทางในการกระจายโอกาสทางการศึกษา เน้นคุณภาพการศึกษาโดยยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้เข้าสู่ระดับสากล ซึ่งการศึกษาในระดับสากลจะมีความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เป็นฐานกำลังที่มีความหลากหลาย มีความยืดหยุ่นในการปรับตัว และเปิดเสรีทางการศึกษา ซึ่งประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ก้าวหน้าในประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด มากกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียนและประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย ลาว เป็นต้น
ข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangements : MRA) ของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี
ข้อตกลงของ AEC ที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายแรงงาน ได้แก่ กรอบความตกลงการค้าบริการ (ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS) คือ การยกเลิก/ลด กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการในอาเซียน เช่น ข้อจำกัด/อุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาดและข้อจำกัดต่อการปฏิบัติกับต่างชาติ เป็นต้น อีกข้อตกลงหนึ่ง คือ การจัดทำข้อตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Arrangements : MRA) ในด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลักเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพหรือแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญได้อย่างเสรี ซึ่งสมาชิกอาเซียนมีการลงนามร่วมกันใน MRAs ไว้ 7 สาขาอาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล นักบัญชี สถาปนิก วิศวกร และนักสำรวจ
ใน 7 สาขาวิชาชีพที่ได้ลงนาม ถูกกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขสำหรับผู้ที่จะขึ้นทะเบียนเป็นบุคลากรวิชาชีพอาเซียน ดังนี้
กำลังแรงงานของประเทศในอาเซียน
พิจารณากำลังแรงงานของประเทศในอาเซียน พบว่า ในปี 2554 กลุ่มประเทศอาเซียนมีกำลังแรงงานทั้งหมดประมาณ 303 ล้านคน ซึ่ง อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีจำนวนกำลังแรงงานมากที่สุดตามลำดับ กล่าวคือ อินโดนีเซีย มีจำนวนกำลังแรงงานประมาณ 117 ล้านคน หรือร้อยละ 38.6 ของกำลังแรงงานทั้ง หมดในอาเซียน รองลงมาคือ เวียดนาม มีจำนวนกำลังแรงงานประมาณ 46 ล้านคน (ร้อยละ 15.3) ส่วนไทยอยู่ในลาดับที่ 4 มีจำนวนกำลังแรงงานประมาณ 39 ล้านคน (ร้อยละ13.0) ส่วนประเทศที่มีกำลังแรงงานน้อยที่สุดคือบรูไน มีจำนวนเพียง 0.19 ล้านคน (ร้อยละ 0.1)
การจ้างงานของประเทศในอาเซียน
ด้านการจ้างงานหรือการมีงานทำของประเทศในอาเซียน พบว่า ในปี 2554 อาเซียนมีการจ้างแรงงานทั้งหมดประมาณ 249 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 95.3 ของแรงงานทั้งหมดในอาเซียนโดยประเทศที่มีการจ้างงานสูงที่สุดคือ อินโดนีเซีย มีการจ้างงานประมาณ 109 ล้านคน รองลงมาคือ เวียดนาม มีการจ้างงานประมาณ 45 ล้านคน ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 3 มีการจ้างงานประมาณ 39 ล้านคน และประเทศที่มีการจ้างน้อยที่สุดคือ บรูไน มีการจ้างงานเพียง 0.19 ล้านคน
การเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน
สำหรับการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน พบว่าในปี 2553 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในภูมิภาคอาเซียนจำนวนทั้งหมด 4.6 ล้านคน เมื่อจำแนกตาม

ประเทศต้นทางที่ส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศและประเทศปลายทางที่รับแรงงาน
ต่างชาติ
พบว่าประเทศปลายทางที่รับแรงงานต่างชาติที่มาจากกลุ่มประเทศอาเซียนมากที่สุด
คือ มาเลเซีย มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศมาเลเซียถึง 1.8 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากอินโดนีเซียที่มีมากถึง 1.4 ล้านคน

ประเทศปลายทางที่รับแรงงานต่างชาติ อาเซียนมากในอันดับรองลงมา คือ ไทย มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศประมาณ 1.3 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากพม่า 1.0 ล้านคน และสิงคโปร์มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานภายในประเทศมากเป็นอันดับ 3 ประมาณ 1.1 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากมาเลเซีย จำนวน 1.0 ล้านคน

จำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายในASEAN แยกรายประเทศ
จำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายเข้า – ออกของประเทศในอาเซียน
จากการศึกษาการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้า – ออกของประเทศในอาเซียน พบว่า ในปี 2553 มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายเข้า – ออก จำนวนประมาณ 19.5 ล้านคน โดยมีการเคลื่อนย้ายออกมากการกว่าการเคลื่อนย้ายเข้า กล่าวคือ มีจานวนแรงงานเคลื่อนย้ายออกไปทำงานในต่างประเทศประมาณ
12.8 ล้านคน และมีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานภายในประเทศประมาณ
6.7 ล้านคน โดย
ประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานมากที่สุดได้แก่ ฟิลิปปินส์ มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้าย 4.7 ล้านคน
รองลงมาคือ มาเลเซีย มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้าย 3.8 ล้านคน อินโดนีเซีย มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้าย 2.6 ล้านคน เวียดนามและสิงคโปร์มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายใกล้เคียงกันคือ 2.2 ล้านคนส่วนไทยมีการเคลื่อนย้ายแรงงานประมาณ 1.9 ล้านคน และประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานน้อยที่สุด คือ สปป.ลาว มีจำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายเพียง 3.8 แสนคน
จำนวนแรงงานเคลื่อนย้ายเข้า - ออกของประเทศในอาเซียน (หน่วย : คน)
เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศแล้ว สามารถจำแนกการเคลื่อนย้ายของแรงงานได้ 2 ประเภท คือ
ประเทศผู้นำเข้าแรงงาน และประเทศผู้ส่งออกแรงงาน
ซึ่งประเทศที่เป็นผู้นาเข้าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ มาเลเซีย
สิงคโปร์ ไทย และบรูไน ตามลำดับ
สำหรับประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย
เวียดนาม เมียนมาร์ กัมพูชา และสปป.ลาว ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาการเคลื่อนย้ายแรงงานเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนแล้ว พบว่า ในปี 2553 มีการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในภูมิภาคอาเซียนจานวนทั้งหมด 4.6 ล้านคน หรือร้อยละ 23.6 ของจำนวนแรงงานอาเซียนที่เคลื่อนย้ายไปทาำงานทั่วโลก โดยประเทศที่มีการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในอาเซียนมากที่สุดคือ อินโดนีเซีย มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน 1.5 ล้านคน รองลงมาคือ มาเลเซีย มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน 1.1 ล้านคน และเมียนมาร์ มีการเคลื่อนย้ายแรงงาน 0.3 ล้านคน ตามลำดับ ซึ่งประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่มีอัตราการว่างงานของแรงงานค่อนข้างสูง และแรงงานส่วนใหญ่ที่เคลื่อนย้ายภายในอาเซียนจะเป็นแรงงานประเภทไร้ฝีมือ (Unskilled Labor) โดยจะมีการเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านที่มีพื้นที่ติดต่อ
มากที่สุดนั้นเอง
ดัชนีวัดความก้าวหน้า (GDP) ของแต่ละประเทศ
*หมายเหตุ พม่า ค่าGDP ยังไม่คงที่
เมื่อพิจารณาปัจจัย ทางด้านเศรษฐกิจกับสถานการณ์ย้ายถิ่น พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(Gross Domestic Product : GDP)
ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงมาตรฐานคุณ ภาพชีวิตของประชากรในประเทศนั้น ๆ
มีความสัมพันธ์กับการย้ายถิ่น โดยประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมมากกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐฯ
จะอยู่ในสถานะที่มีการย้ายถิ่นเข้าเป็นหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอยู่ระหว่าง 5,000 - 10,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ต่ำไปสู่กลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง และเป็นประเทศที่มีการย้ายถิ่นทั้ง ย้ายเข้าและย้ายออก






ค่าแรงขั้นต่ำของแต่ละประเทศในอาเซียน
เมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในกลุ่ม ประเทศอาเซียน พบว่าประเทศสิงคโปร์มีค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำมากสุด ที่ 1,972.43 บาท ในขณะที่ประเทศพม่า มีค่า จ้างแรงงานขั้น ต่ำน้อยสุด ที่ 16.62 บาท และเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศฟิลิปปินส์ มีค่าจ้างแรงงานขั้น ต่ำสูงรองจากประเทศสิงคโปร์ แต่อยู่ในกลุ่มที่ระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่ำ ประชากรย้ายถิ่นออกเป็นหลัก และมีจำนวนผู้ย้ายถิ่นออกมากเป็นอันดับ สองของประเทศในอาเซียน
*หมายเหตุ บรูไน ค่าจ้างรายวันยังไม่สามารถกำหนดได้
สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานใน ASEAN
ภาพรวมแรงงานต่างชาติ ในประเทศไทย
ข้อมูลภาพรวมแรงงานต่างชาติปี2555 คนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทางาน ทั่วราชอาณาจักร ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2555 รวมทั้งสิ้นจานวน 1,085,100 คน เมื่อพิจารณา จำแนกประเภทคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทางานในประเทศไทย
ตามลักษณะการเข้าเมืองสามารถ จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม

คือกลุ่มเข้าเมืองถูกกฎหมายและกลุ่มเข้าเมืองผิดกฎหมาย
กลุ่มคนต่างชาติที่เข้า เมืองถูกกฎหมายได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร มีจานวนรวมทั้งสิ้น 961,826 คน คิดเป็นร้อยละ 88.6 ของจานวนคนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทางานทั้งหมด

ส่วนกลุ่มคนต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร มีจานวนรวมทั้งสิ้น 123,274 คน คิดเป็นร้อยละ 11.4 ของจานวน คนต่างชาติที่ได้รับอนุญาตทางานทั่วราชอาณาจักร
หากพิจารณาแรงงานต่างชาติในประเทศไทย จะพบว่า ส่วนใหญ่เป็นแรงงานประเภทไร้ทักษะฝีมือ (Unskilled Labour) โดยการอพยพเข้ามาทางานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ สปป.ลาวและกัมพูชา

โดยส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพกรรมกรและคนรับใช้ในบ้าน ทั้งนี้ จะพบแรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือ (Skilled Labour) อยู่ในประเภทแรงงานทั่ว ไปและประเภทส่งเสริมการลงทุนเท่านั้น ซึ่งเป็นแรงงานที่มีทักษะและทำงานอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างสูง (Skilled Labour) โดยแรงงานประเภทนี้มีจานวน104,045 คนเท่านั้น หรือคิดเป็นร้อยละ 9.6 ของจำนวนแรงงานต่างชาติทั้งหมด
ภาพรวมแรงงานไทยที่ไปทาำงานในต่างประเทศ
ด้านแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ จากข้อมูลของสานักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน พบว่า จำนวนแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานในต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2550 ทั้งนี้เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งส่งผลต่อ
ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและการบริการทาำให้มีการผลิตและการจ้างงานน้อยลง อีกทั้งอาจเนื่องมาจากแรงงานในประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าประเทศไทย แย่งส่วนแบ่งตลาดไป
สถานการณ์แรงงานฝีมือที่จะมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีในปี พ.ศ. 2558
ซึ่งจากการทบทวนปริมาณบุคลากรวิชาชีพของไทยทั้ง 7 สาขาวิชาชีพ ที่มีการเคลื่อนย้ายไปทางานในประเทศกลุ่มอาเซียน พบว่า วิชาชีพที่มีการเคลื่อนย้ายไปทางานในประเทศกลุ่มอาเซียนมากที่สุดคือ วิชาชีพวิศวกร โดยในปี 2554 มีวิศวกรเดินไปทำงานในประเทศกลุ่มอาเซียนทั้ง หมด 568 คนโดยเข้าไปทำงานในสิงคโปร์มากที่สุด รองลงมาคืออินโดนีเซีย วิชาชีพที่มีการเคลื่อนย้ายรองลงมาได้แก่ วิชาชีพช่างสำรวจ จำนวน 74 คน โดยเข้าไปทำงานในอินโดนีเซียมากที่สุด วิชาชีพสถาปัตยกรรม จานวน 66 คน โดยเข้าไปทำงานในสิงคโปร์และมาเลเซียมากที่สุด ส่วนวิชาชีพแพทย์พบว่ามีการเคลื่อนย้ายไปทางานในสปป.ลาวในปี 2553 จานวน 3 คน และการเคลื่อนย้ายไปทาำงานในสิงคโปร์ในปี 2551 จำนวน 1 คน สาหรับพยาบาลพบว่า มีการเคลื่อนย้ายไปทางานในสิงคโปร์ในปี 2551 จานวน 7 คน ส่วนวิชาชีพทันตแพทย์ไม่พบการเคลื่อนย้ายในประเทศกลุ่มอาเซียน เห็นได้ว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในอาเซียนนั้นมีอยู่แล้ว แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นการเคลื่อนย้ายในแรงงานประเภทกึ่งฝีมือและไร้ฝีมือ (Unskilled Labour) โดยการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่จะเป็นการตอบสนอง
ภาวะขาดแคลนแรงงานในประเทศ
ปลายทางสาหรับแรงงานประเภททักษะฝีมือ (Skilled Labour) ยังมีการเคลื่อนย้ายในปริมาณที่น้อยมาก โดยเฉพาะแรงงานหรือบุคลากรวิชาชีพใน 7 สาขา ที่ได้มีการทาำข้อตกลง MRAs แล้ว โดยอาชีพที่มีการเคลื่อนย้ายมากที่สุดคืออาชีพวิศวกร รองลงมาคือการสำรวจ และสถาปนิก ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางไปทาำงานกับบริษัทที่เข้าไปลงทุนใน
ประเทศนั้นๆ
ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศไทย ทั้งในทางบวกและลบ
ผลกระทบทางบวก
1. ตลาดแรงงานไทยใหญ่ขึ้น มีโอกาสมากขึ้น
2. แรงงานฝีมือเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศ FTA
โดยเฉพาะในอาเซียนได้ อย่างเสรี
3. เกิดการเกื้อกูลกันด้านบุคลากรวิชาชีพ ช่วยพัฒนาภูมิภาคอาเซียนและคู่ เจรจา FTA
4. อำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา และเกิดการจ้างงานถาวร ภายในประเทศสมาชิกอาเซียน
5. ส่งเสริมความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศสมาชิก เน้นการพัฒนา ทักษะและฝีมือแรงงานอาเซียนให้แข่งขันได้ เป็นที่ยอมรับ

ผลกระทบทางลบ
1. ปัญหาสมองไหล (Brain Drain) ขาดแคลนแรงงาน
2. แรงงานไทยที่มีระดับทักษะฝีมือต่ำที่ไม่เป็นที่น่าสนใจในตลาด
ต่างประเทศ
3. ความอ่อนด้อยทางด้านภาษาต่างประเทศ
4.หลักสูตรการศึกษาหรือใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพของไทยไม่
ได้รับ การยอมรับ (accredited) ในระดับสากล
5.ขาดมาตรการการคุ้มครองแรงงานไทยที่ไปทางานต่างประเทศร่วมกับสมาชิกอาเซียน


สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์มีประชากรทั้งหมด 98.39 ล้านคน
รายได้ประชาชาติต่อหัวเท่ากับ 3,489 ดอลลาร์สหรัฐฯ
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของประเทศฟิลิปปินส์ พบว่า จำนวนการเคลื่อนย้ายแรงงานออกนอกประเทศของฟิลิปปินส์ระหว่างปี พ.ศ. 2548 - พ.ศ. 2554 มีจำนวนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6,977,507 คน
โดยแบ่งเป็นการออกไปทำงานต่างประเทศอย่างถาวรร้อยละ 46.56 (4,867,645 คน) ทำงานต่างประเทศในลักษณะชั่วคราวร้อยละ 43.16 (4,513,171 คน) และ ออกไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมายร้อยละ 10.28 (1,074,972 คน) และ มีอัตราการว่างงานประมาณร้อยละ 5.8

ประชากรฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นิยมประกอบอาชีพในต่างประเทศ ฟิลิปปินส์จึงพึ่งพารายได้จากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างประเทศเพื่อการ
พัฒนาประเทศเป็นส่วนใหญ่ จากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศตะวันตกโดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาที่ปกครองฟิลิปปินส์อยู่เป็นเวลานาน ส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์มีความพร้อมและมีข้อได้เปรียบทางด้านภาษาอังกฤษ และเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ชาวฟิลิปปินส์เดินทางไปประกอบอาชีพในต่าง
ประเทศเป็นจำนวนมาก ชาวฟิลิปปินส์ที่เคลื่อนย้ายออกไปทำงานต่างประเทศ จะรู้จักกันในนาม Overseas Filipino Workers (OFWs) และ แรงงานที่ออกจากฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวะกร
ปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ออกไปทำงานต่างประเทศ มี 5 ดังนี้
1.ภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะวิกฤติมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
2.อัตราการว่างงานของประเทศฟิลิปปินส์ที่มีค่อนข้างสูง ในขณะที่ค่าครองชีพของฟิลิปปินส์นั้นก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
3.ปัญหาภาวะความยากจนที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก ทำให้แรงงานชาวฟิลิปปินส์บางส่วนตัดสินใจเคลื่อนย้ายตนเองออกไปทำงานยังต่างประเทศ
4.ค่านิยมการไปทำงานยังต่างประเทศของชาวฟิลิปปินส์
5.การชักชวนจากเครือญาติที่ไปทำงานยัง
ประเทศปลายทางอยู่ก่อนแล้วที่เป็นปัจจัยที่มี
ความสำคัญ

เมื่อแรงงานชาวฟิลิปปินส์ออกไปประกอบอาชีพในต่างประเทศเป็น
จำนวนมากจำทำให้รัฐบาลของประเทศฟิลิปปินส์ออกรัฐบัญญัติ
ชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศและแรงงานย้ายถิ่น ปี ค.ศ. 1995
รัฐบัญญัติฉบับนี้เป็นรัฐบัญญัติที่กำหนดนโยบายการจัดหางานในต่างประเทศและยกระดับการคุ้มครองและส่งเสริมสวัสดิการของแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปทำงานในต่างประเทศ

ครอบครัวของแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปทำงานในต่างประเทศ และชาวฟิลิปปินส์ในต่างประเทศที่ประสบภาวะยากลำบากและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ให้ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศฟิลิปินส์ทั้งในทางบวกและลบ

ผลกระทบทางบวก คือ ส่งผลดีต่อประเทศในด้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
และลดอัตราความยากจนภายในประเทศ เนื่องจากเงินที่ประชาชนฟิลิปปินส์ได้รับจากสมาชิกในครอบครัวที่ทำงานต่างประเทศ สามารถพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของแรงงานในต่างแดน แรงงานฟิลิปปินส์ได้รับความรู้และทักษะจากการทำงานในต่างประเทศ เช่น การส่งแรงงานงานฝีมือไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็ถือเป็นการพัฒนาบุคคลากรและแลกเปลี่ยนทางด้านเทคโนโลยี

ผลกระทบทางลบ คือ ประชาการในประเทศฟิลิปปินส์มีอัตราการรู้หนังสือของประชาชนในประเทศค่อนข้างสูง แต่จากการออกไปทำงานต่างประเทศนั้นทำให้แรงงานชาวฟิลิปปินส์นำทักษะ ความรู้ และความสามารถของตนเองที่ได้จากการพัฒนาและศึกษาในประเทศไปใช้ในการเป็นแรงงานให้ต่างชาติ สภาวะที่ต้องพึ่งพารายได้ภาคแรงงานจากต่างประเทศ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของคนในสังคม โดยเฉพาะภาวะสมองไหล ที่ฟิลิปปินส์ต้องเสียทรัพยากรบุคคลชั้นดีไปทำงานในต่างประเทศแทนที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มที่ ทำให้ขาดแคลนแรงงานสำคัญภายในประเทศ โดยภาวะสมองไหลนี้เองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ฟิลิปปินส์พัฒนาประเทศช้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะการส่งแรงงานไปทำงานในต่างแดน ทำให้เกิดผลผลิตภายในประเทศในอัตราที่ต่ำ ขาดการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน
1.3 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศมาเลเซีย
ประเทศมาเลเซียเน้นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พยายามผลักดันอุตสาหกรรมภายในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้า แต่ก็ยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศมาเลเซียอยู่ อันได้แก่ การว่างงานและความยากจนของคนภายในประเทศ

ทุกวันนี้เศรษฐกิจของมาเลเซียในขณะนี้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างมาก
ในขณะที่แรงงานของประเทศมาเลเซียมีประมาณ 11.3 ล้านคน จำนวนแรงงานต่างชาติที่จดทะเบียนในมาเลเซียในปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 2.2 ล้านคน และคาดกันว่า จำนวนแรงงานต่างชาติที่มิได้จดทะเบียน หรือที่เรียกว่า แรงงานผิดกฎหมายมี ไม่น้อยกว่า 1 ล้านคน ข้อมูลบางแหล่งบอกว่า ไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน (บางแหล่งข้อมูลบอกว่า แรงงานต่างชาติทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายมีทั้งสิ้น 5 ล้านคน)

มีแรงงานขาเข้าโดยข้อมูลล่าสุดปี 2553 จำนวน 2,357,600 คน
ที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานมาก อาจเพราะแรงงานภายในประเทศไม่เพียงพอ หรือมีความต้องการแรงงานในสาขาอาชีพที่ขาดแคลน หรือเป็นประเทศที่มีปัจจัยดึงดูดให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามา เช่น ระดับค่าจ้างและเงินเดือน โอกาสสำหรับความก้าวหน้าของอาชีพ โดยมาเลเซียมีการนำเข้าแรงงานมากที่สุด ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาประเทศที่เป็นไปอย่างรวดเร็วจึงส่งผลให้มีความต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก
และมีแรงงานขาออกโดยข้อมูลล่าสุดปี 2553 เพียง 1,481,200 คน

แรงงานต่างชาติในมาเลเซียมาจากอินโดนีเซีย(ร้อยละ 50.9) บังคลาเทศ (ร้อยละ 17.4) เนปาล (ร้อยละ 9.7) เมียนม่าร์ (ร้อยละ 7.8) อินเดีย (ร้อยละ 6.3) และจำนวนหนึ่งจากไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ปากีสถาน ศรีลังกา ติมอร์ เป็นต้น

ประเทศมาเลเซียมีค่าจ้างแรงงานรายวันขั้นต่ำ 8.4 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบเป็นเงินไทยค่าจ้างรายวัน 268.53 บาท งานที่แรงงานต่างชาติทำนี้ ส่วนใหญ่เป็นงานที่ใช้แรงงานหนัก งานให้บริการ งานทำความสะอาด อีกทั้งเป็นงานที่ที่มีลักษณะ 3D นั่นคือ Dirty Difficult Dangerous หรือ สกปรก ยากลำบาก และอันตราย ซึ่งเป็นงานที่คนมาเลย์ไม่ทำ แต่จ้างคนต่างชาติมาทำแทน ถ้าแยกแยะงานอย่างคร่าวๆ ว่าใครทำอะไร เราจะพบว่า คนอินโดนีเซียจะทำงานในโรงงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง บางส่วนทำงานบ้าน เลี้ยงเด็กซึ่งเป็นแรงงานหญิงทั้งสิ้น
การจ้างแรงงานต่างชาติ การพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นหลัก
อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่ทำให้มาเลเซียมีแรงงาน
ส่วนใหญ่ที่ไร้ทักษะ และแรงงานต่างชาติที่ไร้ทักษะส่วนใหญ่ก็มักจะมุ่งมาที่มาเลเซีย เพราะแม้ว่าจะได้รับเงินค่าจ้างในระดับต่ำก็ตาม แต่โอกาสหางานทำมีสูงกว่าประเทศที่เน้นแรงงานที่มีทักษะ
การทำงานในมาเลเซียไม่ใช่สิ่งที่ง่ายสำหรับแรงงานต่างชาติ (อาจจะเหมือนกับในหลายประเทศ) ทั้งในด้านสภาพการทำงาน ความมั่นคงในการทำงาน สภาพความเป็นอยู่ ความคุ้มค่าของค่าจ้างตอบแทน ความคุ้มครองด้านสิทธิของผู้ใช้แรงงาน เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานถูกกฎหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเป็นแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือ แรงงานผิดกฎหมายก็จะมีความยากลำบาก
และความเสี่ยงนานัปการ

ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศมาเลเซีย ทั้งในทางบวกและลบ
- รายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีอยู่ในอันดับ 3 ของอาเซียน
- ระบบโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร
- แรงงานภายในประเทศมีทักษะฝีมือ
- อุตสาหกรรม ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรม Bio-diesel
- อุตสาหกรรมเกี่ยวกับเทคโนยีในรูปแบบต่างๆ
- การยกระดับของมาเลเซีย ในการเป็นศูนย์กลางด้านฮาลาลของโลก
- การจัดการด้าน Logistics แบบครบวงจร ช่วยสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้นำเข้า และส่งออก

ผลกระทบด้านลบ
- จำนวนประชากรค่อนข้างน้อย ทำให้ขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะระดับล่าง
- มาเลเซียเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยธรรมชาติและวัตถุดิบ แต่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าบางรายการที่มีการผลิตไม่เพียงต่อปริมาณความต้องการของตลาดภายในประเทศ เช่น ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก เป็นต้น
- การลงทุนในมาเลเซีย ต้องใช้ต้นทุน ที่สูงกว่าประเทศอื่นๆเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จึงส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเปลี่ยนมาลงทุน ในประเทศที่ต้นทุนต่ำ ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบและแรงงาน
- สินค้าอาหาร ที่ผลิตในมาเลเซีย ยังมีจำกัดและน้อยมากจำเป็นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อเกิดความหลากหลายและสร้างแรงกระตุ้นให้กับผู้ผลิตภายในประเทศ
- ธุรกิจการท่องเที่ยวของมาเลเซีย ยังคงจำกัดในวงแคบ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย
มาเลเซียขาดแคลนแรงงานไร้ฝีมือ เพราะคนงานท้องถิ่นส่วนใหญ่ไปทำงานในต่างประเทศไปทำงานก่อสร้าง ทำงานในโรงงาน ดูแลคนสูงอายุ แม่บ้าน ดังนั้นคนงานพม่า เขมร ลาว จึงมาทำงานใช้แรงงานในภาคเกษตรกรรม โรงงานอุตสาหกรรม ประมง ก่อสร้าง แม่บ้าน ในมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากอินโดนีเซียมาทำงานในงานที่มาเลเซียขาดแคลน ที่คนอินโดนีเซีย มุสลิมจากไทย โรฮิงยา ไปทำงานในมาเลเซียเพราะมีศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายคลึงกัน มีการสร้างงานตลอดเวลา ต้องการแรงงานจากต่างประเทศมาก

1.4. สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศอินโดนีเซีย
หากมองสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะพบว่า ประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจโดดเด่นมากที่สุดคือ “อินโดนีเซีย” โดยเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และใหญ่เป็นอันดับที่ 16 ของโลก มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขนาด 8.46 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ
แรงงาน
จำนวนแรงงาน
จากข้อมูลสถิติด้านแรงงานของหน่วยงานสถิติแห่งชาติ (The Central Bureau of Statistics: BPS) จะเห็นได้ว่าจำนวนคนทำงาน (วัยทำงาน) ในประเทศอินโดนีเซีย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.01 ต่อปี จากจำนวน 158.92 ล้านคนในปี 2004 เป็น 166.64 ล้านคนในปี 2008
หากพิจารณาจากพื้นฐานของการศึกษา พบว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับประถมต้น (Elementary School: SD) หรือผู้ที่จบการศึกษาต่ำกว่าระดับพื้นฐานจะเป็นคนส่วนใหญ่ของกลุ่มคนวัย
ทำงาน
ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญา (Diploma) มีเพียง 4.14 ล้านคน

แรงงานต่างชาติ

ตามกฎกระทรวงแรงงานฉบับที่ PER 02/MEN/III/2008 อนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่ถือวีซ่าอินโดนีเซีย สามารถทำงานในอินโดนีเซียได้ ร่วมกับแรงงานท้องถิ่น เพื่อการถ่ายทอดความรู้ นายจ้างของแรงงานต่างชาติ จะต้องมีการจัดทำแผนการใช้แรงงานต่างชาติ (PPTKA)
1. นโยบายการจ้างแรงงานต่างชาติของอินโดนีเซีย

1.1ในภาพรวมรัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ส่งเสริมการจ้างแรงงานต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้กีดกัน เพียงแต่ โดยรัฐบาลพยายามกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการจ้างแรงงานต่างชาติ และส่งเสริมให้บริษัทต่างชาติว่างจ้างแรงงานท้องถิ่น
1.2 กฎหมายเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติที่สำคัญ ได้แก่ กฎหมาย
การว่าจ้างแรงงานต่างชาติจะต้องได้รับอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศอินโดนีเซีย
ทั้งในทางบวกและลบ

ผลกระทบทางบวก
1.การขึ้นค่าแรงในอินโดนีเซียทำให้สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานที่อินโดนีเซียมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
2.เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีแรงงานเยอะทำให้นักลงทุนสนใจที่จะไปเปิดโรงงานที่อินโดนีเซีย

ผลกระทบทางลบ
1.ในอินโดนีเซียจะมีการพบปัญหาแรงงานผิดกฎหมายเยอะ หรือไม่ก็จะเป็นแรงงานที่ถูกหลอกไปทำงานซึ่งสามารถดูได้จาก
ตัวอย่างการค้าแรงงานผิดกฎหมายที่ออกข่าวซึ่งได้มีแรงงานไทยได้ ตกเป็นเหยื่อแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นการค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นจากข่าว ซึ่งนายจ้างได้บังคับให้ทำงานเกินเวลาและไม่ได้รับเงินตามที่ต้องการ ซึ่งนายจ้างชาวประมงได้มีการทำร้ายแรงงานอีกด้วย เจ้าหน้าที่ทางการอินโดนีเซียต้องทำการช่วยเหลืออกมาซึ่งมีทั้งแรงงานไทย เมียนมาร์ กัมพูชา ซึ่งทางประเทศได้มีการรับแรงงานเหล่านี้กลับมาประเทศไทย ตามข่าวในบ้านเรา และปัญหาการขึ้นเงินเดือนในอินโดนีเซียก่อให้เกิดปัญหากับภาคเอกชนของไทย

1.5 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศบรูไน

การเคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศบรูไน บรูไนเป็นประเทศที่มีประชากรราวๆ 0.41 ล้านคน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกอาเซียน มีขนาดพื้นที่ 5765 ตารางกิโลเมตรซึ่งก็เป็นประเทศที่เล็ก รองเป็นอันดับ2 ต่อจากสิงค์โปร
คนภายในประเทศส่วนใหญ่มีรายได้ต่อหัวราว 50000 เหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมาก รวมทั้งคนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะทำงานราชการเป็นหลัก ซึ่งจะได้รายได้มาก จากทั้งค่าสวัสดิการพิเศษต่างๆมากมาย เป็นผลให้ประเทศบรูไนขาดแคลนแรงงานฝีมือเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการแรงงานฝีมือจากต่างประเทศเข้ามา โดยภายใต้การกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศสมาชิกจะมีฐานการผลิต
ต่างๆร่วมกัน โดยวัตถุประสงค์หลักๆก็จะเป็น การเคลื่อนย้ายอย่างอิสรเสรี ทั้งด้านสินค้า บริการ แรงงานฝีมือ การเงิน การลงทุน

คนที่สนใจที่จะเข้ามาทำงานในบรูไนส่วนมากก็จะเป็นแรงงานจาก
ประเทศใกล้เคียงหรือแรงงานที่นับถือศาสนาอิสลามเหมือนๆกัน เนื่องจากสามารถที่จะรับมือกับสภาพแวดล้อมกับการใช้ชีวิตประจำวัน
ที่ง่ายต่อการทำงาน การจะเข้ามาทำงานของแรงงานต่างชาติ ก็จำเป็นที่จะต้องผ่านเงื่อนไขการจ้างงานและผู้เป็นนายจ้างที่ประสงค์
จะจ้างแรงงานต่างชาติที่กำหนดไว้ด้วยดังนี้
๑. นายจ้างต้องมีชื่อจดทะเบียนตามกฎหมายของประเทศบรูไน
๒. ก่อนการจ้างแรงงานต่างชาตินายจ้างต้องได้รับใบอนุญาตการจ้างงาน ที่ออกให้โดยคณะกรรมการแรงงาน
๓. นายจ้างต้องขออนุมัติวีซ่าทำงาน และใบอนุญาตทำงานจาก ผู้อำนวยการตรวจคนเข้าเมืองก่อน
๔. ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในประเทศบรูไน ต้องยื่นวีซ่าก่อนเข้าประเทศ และเมื่อได้รับใบอนุญาตทำงานต้องลงทะเบียนภายใน ๓ เดือน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาออกบัตรประจำตัวแรงงานตามสัญญา การจ้างงานแรงงานต่างชาติที่กำหนดระยะเวลาให้ทำงานในประเทศได้๒ ปี
หลังจากการผ่านข้อกำหนดการจ้างงานแล้ว แรงงานต่างชาติที่ประสงค์จะย้ายเข้ามาทำงานในประเทศบรูไน ก็จะเข้ามาเพราะค่าแรงงานที่ค่อนข้างมากพอสมควร เมื่อเทียบกับประเทศในสมาชิกอาเซียนด้วยกันอยู่ที่ราวๆ 15 เหรียญสหรัฐต่อวัน


แต่โดยส่วนมากแรงงานที่มีความต้องการจะไปทำงานที่ต่างประเทศ เป็นเหตุผลมาจากความต้องการทางด้านรายได้ที่มากกว่าที่ทำอยู่เดิม แต่กลับกันในประเทศบรูไนนั้นเป็นประเทศที่มีความร่ำรวย
มาก มีรายได้ต่อหัว สูงถึงราว 50000 เหรียญสหรัฐ/ปี แรงงานที่ทำงานที่จะไปทำงานจึงไม่ค่อยจะมีมากเท่าที่ไหร่นัก ส่วนมากจะเป็นความต้องการแรงงานฝีมือเข้ามาทำงานภายในประเทศมากกว่า จากทั้ง 8 อาชีพสาขาที่ตกลงร่วมกันไว้ ดังนี้ แพทย์ ทันตกรรม พยาบาล วิศวะกรรม สถาปัตยกรรม การสำรวจ บัญชี การท่องเที่ยวและการโรงแรม ที่ประเทศบรูไนต้องการเข้ามาเพื่อเป็นแรงงานให้กับประเทศ
โดยบรูไนก็จะมีจุดแข็ง-จุดอ่อน ที่จะส่งผลต่อการที่แรงงานจะเลือกมาทำงานในบรูไน ดังนี้
จุดแข็ง
-เป็นประเทศที่ประชากรมีรายได้สูงและมีกำลังซื้อมาก มีรายได้ เฉลี่ยต่อคนต่อปีสูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน และติดอันดับต้นของโลก รายได้ต่อหัวของประชากรสูงราว 50,000 เหรียญ สหรัฐ ต่อปี

-เป็นประเทศที่มีความมั่นคงทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองมีเสถียรภาพ
-แรงงานมีทักษะสูง รวมทั้งชำนาญด้านการจัดการทรัพยากรบุคคลและธุรกิจ

จุดอ่อน

-ตลาดเพื่อการบริโภคในประเทศมีขนาดเล็กเนื่องจากมีประชากร ประมาณ 450,000 คน
-บรูไนฯ เป็นประเทศที่ขาดแคลนแรงงานและช่างฝีมือแรงงาน จำเป็น ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นจำนวนมาก แรงงานส่วนใหญ่ มาจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย อินเดีย และ บังคลาเทศ
-บรูไนฯ เป็นประเทศมุสลิมที่มีความเคร่งครัด ทำให้มีข้อจำกัด
โดยจะส่งผลต่อความคิดที่จะเข้ามาของแรงงาน

ประเทศที่ถือได้ว่ามีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่เยอะมากที่สุดในอาเซียนนั้นคงหนีไม่พ้นประเทศเพื่อนบ้านของเราที่มีทั้งพื้นที่และทรัพยากรอันจำกัดนั่นก็คือประเทศสิงคโปร์ ด้วยสาเหตุจากการที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง คนสิงคโปร์จึงมีการศึกษาที่ดีขึ้น ต้องการชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย
และหลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องใช้พละกำลังมาก รวมถึงอัตราการเกิดของคนสิงคโปร์ที่ลดลง สิงคโปร์จึงต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในทุกสาขาอาชีพทั้งแรงงานมีฝีมือและไร้ฝีมือ

ประเทศสิงคโปร์มีชาวต่างชาติประมาณ 1.4 ล้านคน โดยคิดเป็นร้อยละ 28.13 จากประชากรจำนวนทั้งหมดราว 5.3 ล้านคน แม้แรงงานต่างชาติได้หลั่งไหลเข้าไปทำงานในประเทศสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิงคโปร์ยังสามารถครองอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องคุณภาพและประสิทธิภาพของแรงงานจากการจัดอันดับของ World Economic Forum 2012 ทั้งนี้เนื่องจากรัฐบาลของสิงคโปร์มีการดำเนินนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ knowledge-based economy ที่เน้นการพัฒนาศักยภาพของแรงงาน
การแบ่งชนชั้นแรงงานในการทำงานในประเทศสิงคโปร์
ประเทศสิงคโปร์ต้อนรับแรงงานมีฝีมือมากกว่าแรงงานไร้ฝีมือ โดยแรงงานมีฝีมือจะต้องขอใบอนุญาตประเภท Employment Pass (EP) หรือ Personalized Employment Pass (PEP)
ส่วนแรงงานฝีมือระดับกลาง เช่น ช่างเทคนิค
ต้องขอใบอนุญาต S Pass ขณะที่ถ้าเป็นแรงงานต่างชาติไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือจะต้องมีใบอนุญาตประเภท Work Permit (WP) ในการจะเข้าไปทำงานในแต่ละภาคธุรกิจ
สิงคโปร์ควบคุมคุณภาพแรงงานต่างชาติโดยกำหนดให้แรงงานต้องเข้ารับการทดสอบฝีมือ
ส่วนนายจ้างเองก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบในการจ้างแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะแรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งมีฝีมือ โดยนายจ้างต้องเสียภาษีแรงงานต่างชาติ
อีกทั้งนายจ้างต้องทำประกันสุขภาพให้แก่แรงงานต่างชาติ
และประกันอุบัติเหตุวงเงินอย่างต่ำ 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์
นโยบายบริหารแรงงานต่างชาติของสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนตามสภาวะเศรษฐกิจ เช่น ในระยะหลังเมื่อรัฐบาลสิงคโปร์เกรงว่านายจ้างจะพึ่งพาแรงงานต่างชาติมากเกินไปจนไม่มีการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต รัฐบาลจึงมีนโยบายลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติทุกระดับให้เหลือในอัตรา 1 ใน 3
โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติในกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือจะมีกฎหมายห้ามแต่งงานกับชาวสิงคโปร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการสิงคโปร์ รวมถึงห้ามตั้งครรภ์ซึ่งถ้าหากฝ่าฝืนจะถูกส่งกลับประเทศ

ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศสิงคโปร์ ทั้งในทางบวกและลบ

ปัญหาผลกระทบด้านลบ
แรงงานชาวต่างชาติจำนวนมากในสิงคโปร์ทำให้เกิดปัญหาการแย่งงานในท้องถิ่น
เนื่องจากรัฐบาลสิงคโปร์ควบคุมจำนวนแรงงานชาวต่างชาติในสิงคโปร์ ทำให้ธุรกิจต่างๆ ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานมาก

ปัญหาผลกระทบด้านบวก
แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวเผชิญกับความท้าทาย
ใช้นโยบายแรงงานต่างชาติอย่างเข้มงวด
ขึ้น ส่งเสริมการอบรมแรงงานท้องถิ่นในด้านเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงขึ้น และเสริมกำลังแข่งขันของสิงคโปร์ในตลาดโลกให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
ต่อไป แรงงานสามารถเคลื่อนย้ายได้ไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวกมากขึ้น

1.7 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศเวียดนาม
แรงงานเวียดนามในอาเซียน
ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ค่าแรงงานต่ำ ความยากจน การว่างงาน ความหนาแน่นของประชากรมีอัตราสูง ข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษา รวมทั้งนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการส่งออกแรงงานเพื่อลดปัญหา
การว่างงานและปัญหาความยากจนเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้แรงงานเวียดนามเคลื่อนย้ายไปทำงานในประเทศอื่นมากขึ้น
ในปี 2006 มีแรงงานเวียดนามในอาเซียนราว 13-14 ล้านคน การส่งออกแรงงานเวียดนามไปทำงานต่างประเทศอย่างเป็นทางการมี 3 วิธีคือ ผ่านบริษัทจัดหา แรงงานเวียดนามที่ได้รับใบอนุญาตให้จัดหาแรงงานตามสัญญาข้อตกลงกับบริษัทคู่สัญญาในต่างประเทศผ่านบริษัทเวียดนามที่มีสัญญาหรือลงทุนในต่างประเทศ และการลงนามในสัญญาจ้างงานของแรงงานกับนายจ้างต่างประเทศโดยตรง แต่ที่มีจำนวนมากที่สุด คือ แรงงานที่เข้าไปทำงานในประเทศต่าง ๆ อย่างผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศไทย ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน กัมพูชาและสิงคโปร์ ส่วนใหญ่เป็น แรงงานไร้ฝีมือ
กฎระเบียบและขั้นตอนการนำเข้าแรงงานของประเทศในกลุ่มอาเซียน-เวียดนาม
กระทรวงแรงงาน ทหารผ่านศึกและสวัสดิการสังคมของเวียดนาม กำหนดเงื่อนไขการจ้างแรงงานต่างชาติว่าบริษัท สามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้เฉพาะตำแหน่งที่ต้องใช้ทักษะความชำ
นาญสูง ซึ่งไม่สามารถสรรหาได้ ภายในเวียดนาม โดยให้ยื่นคำขอจ้างแรงงานต่างชาติ(Work Permit) เป็นลายลักษณ์อักษรไปยังสำนักงานแรงงานในท้องถิ่นและต้องระบุ
ระยะเวลาการจ้างแรงงานต่างชาติดังกล่าวพร้อมแผนการฝึกอบรมบุคลากรชาวเวียดนามให้มีความสามารถทัดเทียม
เพื่อทำงานแทนแรงงานต่างชาติได้ในอนาคตการขอใบอนุญาตจ้างแรงงานต่างชาติ(Work Permit) บริษัทต้องนำหลักฐานต่างๆ อาทิหนังสือเดินทางและทะเบียนบ้าน ทั้งต้นฉบับและสำเนา พร้อมด้วยสัญญาจ้างงาน ระบุเหตุผลการว่าจ้าง ที่อยู่ของบริษัทเป็นภาษาเวียดนาม แผนภูมิโครงสร้างบุคลากรของบริษัท รายชื่อแรงงานต่างชาติทั้งหมดทะเบียนบริษัท หนังสือระบุวัตถุประสงค์ของบริษัท รายชื่อคณะกรรมการบริหารบริษัท หนังสือรับรองคุณวุฒิการศึกษา ประวัติการทำงาน หนังสือรับรองสุขภาพออกโดยโรงพยาบาลที่รัฐกำหนด หนังสือรับรองประวัติอาชญากรรม
คุณสมบัติของผู้เดินทางเข้าประเทศเวียดนามเพื่อทำงาน ดังนี้

- ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีและมีความสามารถในประเภทของงานที่รับสมัคร
- ชาวต่างชาติต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ซึ่งนายจ้างต้องเป็นผู้ดำเนินการขอให้
- ไม่มีประวัติอาชญากรรรมหรือเคยถูกดำเนินคดีใดๆ
- ต้องมีคุณสมบัติหรือประสบการณ์ทักษะเฉพาะด้านในงานนั้นๆ ที่สูงกว่าชาวเวียดนาม
*อย่างไรก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการเป็นหลัก

การส่งออกแรงงานเวียดนาม
การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการย้ายถิ่น ในปัจจุบันการเคลื่อนย้ายแรงงานเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประมาณกันว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานภายในประเทศ
ในกลุ่มอาเซียนมีจำนวนถึง 13-14 ล้านคน บางส่วนเคลื่อนไหวอยู่ในกลุ่มอาเซียน อีกบางส่วนเคลื่อนไหวจากในกลุ่มไปยังนอกกลุ่ม เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่เคลื่อนย้าย หรือ ส่งออกแรงงานไปต่างประเทศและพยายามที่
จะส่งออกแรงงานในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นในขณะที่
ประเทศผู้นำเข้าแรงงานหลายประเทศ
ก็มีความต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมากขึ้นด้วยเช่นกัน


จำนวนการส่งออกแรงงานเวียดนามไปยังภูมิภาคต่างๆ
จากข้อมูลในปี 2011 แรงงานเวียดนามที่ส่งไปยังทวีปเอเชียตะวันออกในปัจจุบันมีจำนวนรวมถึง 177,000 คน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จานวน 104,000 คน ในทวีปยุโรปมีจานวนทั้งสิ้น 163,250 คน ซึ่งรวมทั้งยุโรปตะวันตกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรปตะวันออกซึ่งแรงงานเวียดนามทำงานอยู่นานแล้ว นอกจากนี้ แรงงานเวียดนามยังถูกส่งไปยังตะวันออกกลางและประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียจานวน 25,650 คน7 และทวีปอเมริกาเหนือทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดาสำหรับจำนวนแรงงานเวียดนามที่ส่งไปยัง ซาอุดิอารเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย นั้น ในแต่ละปียังคงส่งไปในจานวนน้อย เนื่องจากเป็นตลาดใหม่สาหรับเวียดนามและเป็นตลาดที่ต้องการแรงงานกึ่งฝีมือส่วนหนึ่ง ซึ่งเวียดนามยังคงมีแรงงานระดับนี้ในจำนวนน้อย

จำนวนการส่งออกแรงงานเวียดนามตามภูมิภาคต่างๆ (2011) ภูมิภาค จำนวน

เอเชียตะวันออก 177,000
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 104,000
ยุโรป 163,250
ตะวันออกกลาง 25,650
แอฟริกา 8,100
อเมริกาเหนือ 120
อื่นๆ 29,000


จำนวนการส่งออกแรงงานเวียดนามระหว่างปี 1991-2011
จำนวนการส่งออกแรงงานเวียดนามระหว่างปี 1991-2011 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากจำนวน 1,022 คนในปี 1991 เป็น 10,050 คนในปี 1995 ในบางช่วงเวลาที่จำนวนแรงงานส่งออกอาจลดลง เนื่องจากมีเหตุการณ์บางประการที่ทำให้ประเทศผู้รับนำเข้าแรงงาน
น้อยลง ดังเช่น ในปี
1998 ซึ่งเป็นปีที่ได้รับผลหลังจากการเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจในเอเชีย (1997) จำนวนแรงงานเวียดนามส่งออกได้น้อยลง กล่าวคือ ในจำนวน 12,240 คนในปี 1998 จากจำนวน 18,470 คนในปี 1997 แต่หลังจากนั้น จำนวนแรงงานที่ส่งออกก็กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่ประเทศผู้รับปรับตัวจากวิกฤตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

แรงงานเวียดนามในต่างประเทศโดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ ทำงานในภาคการก่อสร้าง ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น การผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การผลิตพลาสติก การผลิตสิ่งทอและตัดเย็บเสื้อผ้า การจับปลา การแปรรูปสัตว์น้า การเกษตร การเพาะปลูก และในภาคบริการ เช่น ทำงานในโรงแรม ทำงานบ้าน ในภาคบริการสุขภาพ เช่น ผู้ช่วยพยาบาล พ่อครัว
ในมาเลเซีย แรงงานเวียดนามส่วนใหญ่ทางานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เช่น ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ โรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า โรงงานผลิตพลาสติก โรงงานผลิตกระจก โรงงานผลิตขนมปัง การทำงานในโรงงานในมาเลเซีย แรงงานเวียดนามมีรายได้ 500-700 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน
สำหรับในไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นนั้น แรงงานเวียดนามส่วนใหญ่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต สำหรับในไต้หวัน แรงงานเวียดนามหญิงส่วนหนึ่งจะทำงานเป็นแม่บ้าน พนักงานทางานในโรงพยาบาล และผู้ช่วยพยาบาลด้วย
ในปัจจุบัน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอารเบีย และลิเบีย
ซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบ ต้องการแรงงานก่อสร้างจากเวียดนามเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงกลายเป็นประเทศตลาดแรงงานที่มีความสาคัญสาหรับแรงงานเวียดนามในภาคก่อสร้างทั้งในปัจจุบันและมีแนวโน้มเพิ่มมาก
ขึ้นในอนาคต กาตาร์เป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการแรงงานต่างชาติในภาคการก่อสร้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน และได้รับแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานในภาคการก่อสร้างจำนวนหนึ่งแล้ว กล่าวคือ ในช่วงระหว่างปี 2005 ถึงต้นปี 2011 เวียดนามส่งแรงงานไปยังกาตาร์รวมทั้งสิ้นประมาณ 9,775 คน

สำหรับแรงงานเวียดนามในลิเบีย แรงงานเวียดนามส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคการก่อสร้าง ภายใต้การจ้างงานของบริษัทของเยอรมัน บราซิล ตุรกี เกาหลีใต้ เป็นต้นแรงงานเวียดนามในลิเบียก่อนที่จะมีการอพยพออกเนื่องจากการสู้รบภายในประเทศ มีจำนวนประมาณ 10,334 คน โดยจำนวนไม่น้อยกว่า 8,000 คน ทำงานอยู่ในเมืองหลวงทริโปลี และเขตรอบ และจำนวนไม่น้อยกว่า 2,000 คน ทำงานอยู่ในเมืองท่าเบงกาซี ลิเบียเองก็ต้องการแรงงาน 5,000-7,000 คนต่อปี12 ตามข้อมูลของรัฐบาลเวียดนาม ลิเบียมีแผนที่จะรับคนงานเวียดนามหลังจากเดือนมิถุนายน 2012 คนงานเวียดนามในลิเบียจะสามารถได้รับค่าจ้างเดือนละ 380-1,000 เหรียญสหรัฐฯ13 อย่างไรก็ตามในความเป็นจริง แรงงานที่จะได้รับค่าจ้างถึงระดับ 1,000 เหรียญสหรัฐฯ ก็ต้องเป็นแรงงานใช้ฝีมือ แต่จะต้องถูกหักค่าใช้จ่ายอื่นใดหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องค้นหาต่อไป
แนวโน้มการส่งออกแรงงานเวียดนามในอนาคต
หลายประเทศมีแนวโน้มที่จะรับแรงงานเวียดนามเพิ่มมากขึ้นเนื่องจาก
เป็นที่ยอมรับกันว่า แรงงานเวียดนามเป็นแรงงานที่อดทน ขยันเป็นที่พอใจของนายจ้าง และค่าจ้างแรงงานอยู่ในระดับไม่สูง ในขณะที่รัฐบาลเวียดนามก็สนับสนุนและพยายามส่งออกแรงงานของตนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกทั้งพยายามยกระดับและพัฒนาแรงงานให้มีทักษะและมีคุณภาพมากขึ้น
ในปี 2010 เวียดนามส่งแรงงานไปมาเลเซียจานวน 11,741 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2009 ถึง 3 เท่า (2,792 คน ในปี 2009) แม้ว่าต่อมาในปี 2011 จะลดลงเป็น 9,977 คน ก็ตาม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่แรงงานเวียดนามได้อพยพออกจากลิเบียแล้ว ก็ได้เดินทางไปทำงานในมาเลเซีย และคาดว่า แรงงานดังกล่าวนี้จะเดินทางกลับไปทำงานในลิเบียอีกในอนาคต

กระนั้นก็ตาม เราก็ยังเห็นแนวโน้มที่มาเลเซียจะรับแรงงานเวียดนามมากขึ้น จากการที่ในปี 2012 มาเลเซียมีแผนสร้างงานอย่างน้อยประมาณ 10,000 คน ซึ่งทาให้ความต้องการแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น
จำนวนแรงงานเวียดนามในไต้หวันอยู่ในอันดับสอง รองลงมาจากจำนวนแรงงานอินโดนีเซีย14 รายได้โดยเฉลี่ยอย่างเป็นทางการที่แรงงานเวียดนามจะได้รับจากบริษัทหรือ นายจ้างไต้หวัน คือ 650 เหรียญสหรัฐฯต่อเดือน15 แต่ละปีเวียดนามส่งแรงงานไปยังไต้หวันในอัตราร้อยละ 25-30 ของแรงงานที่เวียดนามส่งออกทั้งหมดในแต่ละปี และในอนาคตอันใกล้ เราก็ยังคงเห็นแนวโน้มที่เวียดนามจะส่งแรงงานไปยังไต้หวันมากขึ้น
ข้อจำกัดและปัญหาที่แรงงานเวียดนามต้องเผชิญ
แม้ว่า นายจ้างในประเทศต่างๆ จะยอมรับในความขยัน อดทนของแรงงานเวียดนามแต่ก็มีความเห็นว่าแรงงานเวียดนามก็มีข้อจำกัดและปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่แรงงานไร้ฝีมือในบางประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมาเลเซีย ไต้หวัน และกาตาร์ เป็นต้นข้อจำกัดและปัญหาโดยทั่วไป มีดังเช่น แรงงานเวียดนามเป็นแรงงานไร้ฝีมือขาดความรู้ในภาษาอังกฤษและภาษาท้องถิ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารกับนายจ้าง ขาดความรู้ด้านวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นของประเทศผู้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมุสลิม ซึ่งจะนำไปสู่การถูกลงโทษโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ แรงงานเวียดนามบางส่วนยังขาดวินัย เสพสุรา ลักขโมย ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง (เช่น กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศกาตาร์ มาเลเซีย
1.8 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศลาว
การเคลื่อนย้ายแรงงานออก
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีประชากรประมาณ 600 ล้านคน และแรงงานรวมกันประมาณ 307 ล้านคน โดยเป็นสปป.ลาว 3.2 ล้าน แต่แรงงานจากประเทศอาเซียนที่ เข้ามาทำงานในประเทศไทยรวมทั้งระดับล่างและระดับฝีมือยังมีจำนวนน้อยมากประมาณ 1.8 ล้านคน (ไม่รวมแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมายที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน) คิดเป็นร้อยละ 0.6 ของแรงงานทั้งหมดของอาเซียน ดังนี้
ก) แรงงานระดับล่าง 3 สัญชาติ (พม่า กัมพูชา และลาว) 1,825,658 คน (แยกเป็น ขึ้นทะเบียน 1,248,064 คน พิสูจน์สัญชาติ 505,238 คน และ นำเข้าตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาล 72,356 คน)
ข) แรงงานฝีมือ 14,313 คน (แยกเป็น ได้รับใบอนุญาตทำงานตามมาตรา 9 ประเภททั่วไป 12,303 คน และ ตามมาตรา 12 ส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI 2,010 คน) สำหรับแรงงานระดับล่างนั้นขณะนี้ยังไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรีตามกรอบ AEC เพราะไม่ใช่แรงงานฝีมือ การเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีตามกรอบ AEC ซึ่งจะเริ่มในปี พ.ศ.2558 เป็นการเคลื่อนย้ายเฉพาะแรงงานฝีมือและต้องมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ในข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRAs) ของอาเซียน

แรงงานประเทศลาวเป็นแรงงานไร้ฝีมือ (Unskilled Labor) ซึ่งหมายถึง ผู้ที่ทำงานโดยใช้กำลังกาย ไม่จำเป็นต้องใช้ความรู้ความชำนาญ เพียงได้รับคำแนะนำบ้างเล็กน้อยก็สามารถทำงานได้ เช่น กรรมกรใช้แรง ยาม ภารโรง คนทำความสะอาด งานรับใช้ในบ้านเช่น พี่เลี้ยงเด็ก ลูกเรือประมง งานสวนผักผลไม้ งานในโรงงานอุตสาหกรรม
สปป. ลาว: แรงงานชาวต่างชาติ

แรงงานต่างชาติที่จะนำเข้ามาทำงานใน สปป. ลาว นั้น จะต้องเป็นแรงงานที่มีฝีมือและตำแหน่งงานของแรงงานต่างชาติจะต้องเป็นตำแหน่งงานที่แรงงาน สปป. ลาว ไม่สามารถทำได้และไม่ใช่อาชีพสงวนไว้สำหรับคน สปป. ลาว เท่านั้น (อาชีพที่สงวนไว้ให้คนลาว อาทิ คนขับรถขนส่งสินค้า แรงงานก่อสร้าง พนักงานนำเที่ยว การออกแบบสถาปัตยกรรมลาว)
โดยแรงงานต่างชาติที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานใน สปป. ลาว จะมีกำหนดเวลาทำงานได้ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี แต่อย่างไรก็ตาม กำหนดระยะเวลาทำงานสูงสุดจะต้องไม่เกิน 4 ปี เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าว แรงงานต่างชาติจะต้องเดินทางออกนอก สปป. ลาว และจะไม่สามารถได้รับการพิจารณาต่อบัตรอนุญาตทำงานจนกว่า
จะพ้นระยะเวลา 2 ปี หลังจากที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว


ลาวต้องการแรงงานต่างชาติเพิ่มอีกมาก
ซึ่งทางการลาวระบุว่ามีความต้องการแรงงานต่าง
ชาติอีกกว่า 3 เท่าตัว
ของระดับในปัจจุบัน เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ ถึงแม้ว่าในเวลาเดียวกันนั้นคนท้องถิ่นเองกลับเผชิญกับปัญหาขาดไร้โอกาสในการเข้าทำงานในโครงการใหญ่ๆ

ผู้ใช้แรงงานชาวลาวจำนวนนับหมื่นนับแสนคนกลับ
กำลัง
แห่ข้ามชายแดนไปทำงานอยู่ในประเทศอื่น
ลาวจะต้องให้การฝึกอบรมเพิ่มเติมแก่กำลังแรงงานในประเทศโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถแข่งขันได้เมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

กฎหมายและนโยบายว่าด้วยความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวใน
สปป.ลาว
กฎหมายและนโยบายว่าด้วยความคุ้มครองแรงงานต่างด้าวใน
สปป.ลาว กฎหมายดังกล่าวมี ๗ หมวด ๒๗ มาตรา
ในกฎหมายของสปป.ลาวมีการกำหนดอาชีพของแรงงานต่างประเทศ (ต่างด้าว) และตัวแรงงานจะต้องมีอายุ ๒๐ ปีขึ้นไป
ทางสปป.ลาวจะมีการออกบัตรประจำตัวแรงงานให้ แรงงานมีสิทธิอาศัยอยู่ชั่วคราวในสปป.ลาว
ทางสปป.ลาวจะมีหน่วยงานทำหน้าที่ตรวจการทำงานแรงงานต่างประเทศ (ต่างด้าว) และยังมีการตรวจบัญชีของบริษัทที่มีแรงงานต่างประเทศอยู่ด้วย
การส่งแรงงานลาวไปทำงานต่างประเทศจะต้องมีขั้นตอน ดังนี้
- นายจ้างต่างประเทศติดต่อกับกระทรวงแรงงานประจำประเทศนั้น ๆ
- นายจ้างติดต่อบริษัทจัดหางานในลาว (ซึ่งบริษัทจัดหางานในลาวมีด้วยกัน ๙ แห่ง เป็นของรัฐ ๑ แห่ง นอกนั้นเป็นของกรมส่งเสริมจัดหางาน)
- ทางบริษัทจัดหางานในลาวจะดำเนินการติดต่อกับทางกระทรวงต่างประเทศในลาวเองเพื่อดำเนินการส่งตัวแรงงานไปให้นายจ้าง
- นายจ้างต่างประเทศติดต่อกับกระทรวงแรงงานประจำประเทศถึงการรับตัวแรงงาน
เมื่อแรงงานไปทำงานที่ต่างประเทศแล้วจะต้องส่งเงินกลับมาให้กับทางบริษัทจัดหางาน ๕% ของเงินเดือน

ค่า GDP ของเศรษฐกิจประเทศลาว
อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เกิดจากการขยายตัวในหมวดทรัพยากรอย่างสำคัญ ผลผลิตภาคเหมืองแร่ (ส่วนใหญ่จากทองแดงและทองคำ) มีส่วนทำให้ผลผลิตรวม เติบโตในอัตราร้อยละ 2.5 ในปีนี้ (2552) ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการเกษตร แต่ละภาคมีส่วนทำให้อัตราการเติบโตของผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นในปริมาณร้อยละ 1 ภาคบริการมีส่วนในอัตราการเติบโตส่วนที่เหลือ
จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว อัตราการเติบโตของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (GDP) ของ สปป.ลาว จะดีขึ้นในระยะปานกลาง แม้ว่าการฟื้นตัวจะขึ้นอย
ู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก (โดยเฉพาะราคาโลหะ และสินค้าเกษตร) เป็นที่คาดว่าเศรษฐกิจลาวจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การดำเนินโครงการพลังน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้าง และที่วางแผนไว้ รวมถึงอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของประเทศเพื่อนบ้าน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย จีน และเวียดนาม) และสหภาพยุโรป

ปัญหาแรงงานต่างด้าวกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
1.ภูมิหลัง
ปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเกิดขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานของประชาชนที่ประสบปัญหาความอดอยาก ยากจน เพื่อแสวงหาปัจจัยความมั่นคงชีวิตที่ดีกว่า ส่งผลให้แต่ละประเทศมีคนต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงาน อาทิ แรงงานในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
ซึ่งปัญหานี้ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
2.การจัดระบบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง
การเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว มารายงานตัวจัดทำทะเบียนกับกรมการปกครอง
เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะจากแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง ให้เป็นผู้เข้าเมืองถูกกฎหมาย โดยการพิสูจน์สัญชาติ ตรวจลงตรา และยื่นขอรับใบอนุญาตทำงาน

3.สถานะ/อุปสรรค
3.1 กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ
เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ มีแรงงานลาวมาขึ้นทะเบียนทั้งหมด ๑๑๑,๐๓๙ คน เข้าระบบพิสูจน์สัญชาติแล้ว ๙๑,๓๐๙ คน ในจำนวนดังกล่าวได้รับเอกสารรับรองพิสูจน์สัญชาติ (หนังสือเดินทางสัญชาติชั่วคราว) แล้ว ๕๘,๔๓๐ คน และคงเหลือ ๑๙.๗๓๐ คน ยังไม่ได้เข้าระบบ
3.2 การนำเข้าแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาว
เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓ มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติลาวถูกนำเข้ามาในไทยแล้วจำนวน
๑๐,๘๙๓ คน ปัญหาที่พบหลักคือข้อขัดแย้งระหว่างบริษัทจัดหางานลาวและนายจ้าง
ไทย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงปัญหาการหลอกลวงแรงงานด้วย

3.3 การทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล
พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๑๔ มีการกำหนดเกี่ยวกับการขออนุญาตให้ทำงานบางประเภทในลักษณะ
ดังกล่าวได้แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีระเบียบ/แนวปฏิบัติที่ชัดเจนต่อแรงงานกลุ่มดังกล่าว จึงก่อให้เกิดความสับสนและอาจถือเป็นความเสี่ยงต่อการตัดสินใจของภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม

4. แนวทางดำเนินการและแนวโน้มในอนาคต
4.1 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการประสานและร่วมมือกับประเทศต้นทางให้เข้ามีส่วนร่วม เช่น ในส่วนของกระบนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานลาวที่หยุดชะงักลงไปนั้น จึงอยู่ระหว่างการเร่งรัดผลักดันให้รัฐบาลลาวจัดส่งคณะทำงานมาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
4.2 รัฐบาลไทยและสปป.ลาว ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๕ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว
หลบหนีเข้าเมืองกำหนดขั้นตอนการจ้างแรงงาน และให้การคุ้มครองแรงงาสัญชาติของแต่ละฝ่ายอย่างเหมาะสม
4.3กระทรวงแรงงานได้กำหนดแนวทางส่งเสริมการจ้างงานบริเวณชายแดนโดยให้แรงงานต่างด้าวบริเวณชายแดนเดินทางเข้ามาทำงานตามบริเวณชายแดน ทั้งแบบมาเช้าเย็นกลับหรือตามฤดูกาล โดยตกลงกับสปป.ลาวในฐานะประเทศต้นทาง


ผลกระทบในการเคลื่อนย้ายแรงงานลาว ทั้งในทางบวกและลบ
ผลกระทบของแรงงานลาวในทางลบ
แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ในปัจจุบัน ได้สร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น ในสังคมไทย
โดยสามารถแบ่งได้ เป็น 3 ด้าน ดังนี้

1. ผลกระทบทางสังคม อาทิ ปัญหาด้านอาชญากรรมและยาเสพติด เป็นที่ทราบกันดีว่า การมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้เกิดการแย่งงานกันเองระหว่างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายด้วยกัน แรงงานต่างด้าวบางส่วนว่างงาน จึงมักพบว่า มีการลักทรัพย์เกิดขึ้นในชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายอยู่จำนวนมาก ทำให้คนในประเทศบางส่วนเกิดความหวาดระแวงและหวาดกลัวภัยจากการที
่แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย
2. ผลกระทบทางด้านสาธารณสุข แรงงานต่างด้าวบางส่วน ได้เป็นพาหนะนาโรคใหม่ๆ เข้ามาในประเทศ ถึงแม้ว่าแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการตรวจสุขภาพและค้นหาโรคจากหน่วยงานสาธารณสุขของจังหวัดและได้รับบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก
3.ผลกระทบด้านความมั่นคง การที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศโดยผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ทราบจำนวนและที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่แท้จริง ในขณะที่การบริหารแรงงานต่างด้าวยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้นปัญหาแรงงานต่างด้าวจึงย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบในทางบวก
1.ปัจจัยด้านค่าจ้างแรงงานคนไทยมีค่าจ้างสูงกว่าคนต่างด้าว ปัจจัยที่ผลักดันให้มีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่า แรงงานไทย คือ ค่าแรงงานต่างด้าวที่ถูก
2.ปัจจัยด้านการขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่เห็นว่าความจำเป็นหรือความต้องการแรงงานต่างด้าวเนื่องจากการขาดแคลนแรงงาน
3.ปัจจัย ด้านความอดทนในการทำงาน แรงงานต่างด้าวมีการขาดงานน้อยกว่า มีความขยัน หรืออดทนในการทำงานหนัก มีวินัยในการทำงานและ
ระดับความจำเป็นหรือความต้องการแรงงานต่างด้าวคือต้องการมาก

4.ปัจจัยด้านสวัสดิการในการทำงาน สวัสดิการที่สถานประกอบการ ให้กับคนงานต่างด้าว คือ ที่พัก อาศัย การเรียกร้องขอสวัสดิการจากนายจ้างของแรงงานต่างด้าว คือ ไม่มี จึงสามารถเปรียบเทียบสวัสดิการและการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และกองทุนประกันสังคมของแรงงานในประเทศกับแรงงานต่างด้าวได้ว่าน้อยกว่าแรงงานในประเทศ
1.9 สถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานของประเทศกัมพูชา
แรงงานกัมพูชา
ระบบทุนนิยมนั้น แรงงานถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนจะต้องนึกถึง เพราะว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญและมีคุณค่าต่อการพัฒนาประเทศ แต่ก็เป็นเพียงแค่ปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งเท่านั้น
แรงงานต้องพึ่งพานายทุน และด้วยจำนวนแรงงานที่มีอย่างมากมาย จึงมักถูกกดขี่จากนายจ้างเพื่อให้ธุรกิจที่ตนลงทุนได้ผลกำไรมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับอาเซียน เรามีแรงงานในวัยทำงานรวมกันประมาณ 307 ล้านคน จากประชากรทั้งหมด 601 ล้านคน ในจำนวนนี้สามารถแบ่งออกมาเป็นตารางได้ตามดังนี้
แรงงานเหล่านี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 ระดับ ดังนี้
1.แรงงานระดับสูงที่มีทักษะ (skilled labour) หรือแรงงานวิชาชีพที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งในอาเซียนได้มีการทำข้อตกลงยอมรับร่วม หรือ MRA เรียบร้อยแล้ว
2.แรงงานระดับต่ำ ซึ่งประกอบด้วยแรงงานไร้ฝีมือ (unskilled labour) ที่มีการศึกษาระดับมัธยมต้นและต่ำกว่า และแรงงานกึ่งมีทักษะ (semi-skilled labour) ที่มีการศึกษาระดับมัธยมปลายและสูงกว่า รวมถึง ปวช. และ ปวส. แรงงานระดับล่างนี้มีปริมาณมาก และมักจะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานจนกลายเป็นแรงงานต่างด้าวทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย
จะเห็นได้ว่า ตลาดการส่งออกของกัมพูชานั้นเน้นการส่งออกสู่สหรัฐอเมริกา สินค้าที่ส่งออกมากที่สุดคือ เสื้อผ้าสำเร็จรูปและสิ่งทอต่างๆ โดยในปัจจุบันนั้นเราจะเห็นสินค้าเสื้อผ้าต่างๆจากแบรนด์ดัง เช่น ZARA H&M เป็นต้น จะมีป้ายติดไว้ว่า Made in Cambodia เนื่องจากกัมพูชามีต้นทุนการผลิตที่ต่ำและแรงงานมีจำนวนมากและเมื่อแรงงานพวกนั้นได้รับการฝึกฝนทำให้สินค้านั้นออกมามีคุณภาพที่ดีโดยไม่ต้องลงทุนสูง และตลาดนำเข้านั้น จะนำสินค้าเข้าจะประเทศไทยและเวียดนามมากที่สุด เพราะเป็นประเทศในแทบอาเซียนและมีการขนส่งง่ายมีชายแดนติดต่อกันอย่างเช่น ด่านชายแดนที่จังหวัดสระแก้ว เป็นต้น
ในด้านอาชีพ
เนื่องจากแรงงานส่วนมากในกัมพูชานั้นเป็นแรงงานขั้นต่ำ เรียนไม่สูง ไม่มีปริญญารองรับทำให้หางานในประเทศนั้นยากและอีกทั้งรายได้นั้นยังน้อยทำให้แรงงานในกัมพูชานั้นเลือกที่จะออกนอกประเทศโดยการที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่แรงงานกัมพูชาได้มองเห็นว่าเป็นงานที่สามารถทำได้โดยไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาและมองว่าเป็นงานที่คนไทยนั้นไม่มีคนทำ เช่น การยกของ แบกของ กรรมกร และทำงานในโรงงาน
1.ความต้องการแรงงาน (Demand) ในประเทศของแรงงานต่างด้าวเองอาจจะอยู่ในระดับต่ำกว่าปริมาณความต้องการทำงาน (Supply) ของผู้ใช้แรงงานในประเทศนั้นๆ
2.นโยบายของรัฐบาลไทยที่กำหนดค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ได้กลายเป็นสิ่งจูงใจให้แรงงานต่างด้าวต้องการที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเพราะมุ่งหวังที่จะได้รับค่าแรงงานที่สูงกว่าค่าแรงงานในประเทศของตนเอง
3.ถ้าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นหรือมีค่าสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียน ก็อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้แรงงานต่างด้าวมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น เพราะเมื่อแรงงานต่างด้าวนำค่าแรงงานที่ได้รับเป็นเงินบาทไปแลกเป็นเงินสกุลของประเทศตนก็จะได้รับจำนวนเงินเพิ่มมากขึ้น
4.ความเป็นอยู่โดยทั่วไป ระบบสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณี และการนับถือศาสนาของประชาชนในประเทศไทยไม่ได้มีความแตกต่างไปจากความเป็นอยู่
5.ก็คือ การเดินทางเข้าออกประเทศไทยค่อนข้างสะดวก และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากเพราะมีพรมแดนติดต่อกันกับประเทศของแรงงานต่างด้าว ดังนั้นแรงงานต่างด้าวชาวพม่า ชาวลาว ชาวกัมพูชา และชาวเวียดนาม จึงสามารถเดินทางโดยรถยนต์โดยสารโดยเรือข้ามแม่น้ำ หรือโดยการเดินข้ามเขตแดนเข้ามาทำงานในไทยได้โดยสะดวก และอาจจะสะดวกกว่าเดินทางภายในประเทศของแรงงานต่างด้าวเสียอีก
ข้อดีและข้อเสียของการย้ายเข้าและออกของแรงงานกัมพูชา
ข้อดี คือ เป็นการนำรายได้เข้าสู่ประเทศเพราะแรงงานกัมพูชานั้นเป็นแรงงานที่มาค่าว่าถูก ทำให้ต้นทุนนั้นต่ำและมีจำนวนมากและในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฏหมายและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย
ๆทำให้แรงงานชาวกัมพูชานั้นไม่ต้องเสียค่านายหน้าเพื่อข้ามมายังประเทศไทย

ข้อเสียก็คือทำให้เกิดผลกระทบหลายด้าน เพราะแรงงานชาวกัมพูชานั้นมีจำนวนมากทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ครบถ้วน สามารถแบ่งเป็นผลกระทบหลักๆ ได้ทั้งหมด 3 ด้าน ดังนี้

1. ผลกระทบทางสังคม คือ ปัญหาด้านอาชญากรรมและยาเสพติด เพราะการมีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจำนวนมาก ทำให้เกิดการแย่งงานกันเองระหว่างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายด้วยกัน
2. ผลกระทบทางด้านสาธารณสุข แรงงานต่างด้าวบางส่วน ได้เป็นพาหนะนาโรคใหม่ๆ เข้ามาในประเทศไทย ถึงแม้ว่าแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะได้รับการตรวจสุขภาพและค้นหาโรคจากหน่วยงานสาธารณสุขของจังหวัดและได้รับบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก
3.ผลกระทบด้านความมั่นคง การที่มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายเป็นจำนวนมาก กระจัดกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยไม่ทราบจำนวนและที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดที่มีอยู่แท้จริง แต่มีการประมาณว่าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่อยู่ในประเทศไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน
1.10 สถานการณ์เคลื่อนย้ายแรงงานในประเทศพม่า
การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นผลจากการตัดสินใจอย่างหลากหลายแง่มุมของบุคคล ในการโยกย้ายจากสถานที่หนึ่งสู่อีกสถานที่หนึ่งเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หลายครั้งการตัดสินใจย้ายถิ่นเกิดจากปัจจัยหลายประการซึ่งดำรงอยู่ทั้งในถิ่นต้นทางและจุดหมายปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย รวมถึงสภาพแวดล้อมและปัจจัยส่วนตัว การตัดสินใจที่จะย้ายถิ่น จะ พักอาศั
ยเป็นการชั่วคราว จะรวมเข้ากับสังคมท้องถิ่นเป็นการถาวร หรือจะกลับคืนสู่ถิ่นต้นทางนั้น เปลี่ยนแปลงไปตามการแปรผันของปัจจัย เหล่านี้

สภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศพม่าในขณะนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อการตัดสินใจของแรงงานพม่า ที่จะย้ายถิ่น ไม่ย้ายถิ่น หรือกลับคืนประเทศต้นทาง ปัจจัยเดิมที่เคยส่งผลต่อการตัดสินใจให้การเคลื่อนย้ายแรงงานกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับประเทศพม่า ภายหลังอำนาจเผด็จการทหารที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ พม่าอยู่ในขั้นตอนการดำเนินงานก่อตั้งระบบสภานิติบัญญัติ รวมถึงก้าวย่างสำคัญที่จะสร้างความสมานฉันท์ทางชาติพันธุ์
ในขณะนี้เมื่อหลายประเทศยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพม่า ทำให้พม่า เริ่มเป็นที่ดึงดูดความสนใจของภาคธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกในฐานะที่เป็น “พรมแดนสุดท้ายแห่งเอเชีย” จึงคะเนได้ว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้ จะนำไปสู่โอกาสการจ้างงานจำนวนมาก
เชื่อได้ว่าสภาพการเมืองและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปของพม่าและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต่อรูปแบบการย้าย ถิ่นล้วนเกี่ยวข้องเป็นพิเศษกับประเทศไทย เนื่องจากไทยพึ่งพาแรงงานย้ายถิ่นชาวพม่าอย่างมากโดยเฉพาะงานบางสาขา กล่าวได้ว่าไทยมี การเติบโตทางเศรษฐกิจดีมาหลายปีและเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุด แต่ยังขาดแคลนแรงงานโดยเฉพาะแรงงานที่ มีทักษะน้อยและค่าแรงต่ำไทยจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานย้ายถิ่น ซึ่งในอดีตแรงงานพม่านับล้านที่หลั่งไหลเข้ามาประเทศไทยทำให้สามารถ เติมเต็มการขาดแคลนแรงงานส่วนนี้ได้
พม่าขาดแคลนแรงงานมีฝีมือ เมื่อกลางปีที่แล้วนายเต็งเส่ง ประธานาธิบดีของพม่า กล่าว เรียกร้องให้ชาวพม่า ซึ่งอพยพไปอยู่ต่างแดน เดินทางกลับสู่ บ้านเกิดเมืองนอนของตน โดยเฉพาะบรรดาแรงงานมีฝีมือ ในจำนวนนี้รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น หมอ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก นักกฎหมายและนักบัญชี
สถานการณ์แรงงานในพม่า (ผลกระทบ)

Strength
พม่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีประชากรหนาแน่น ประมาณ 51 ล้านคน มีอาณาเขตติดกับจีน อินเดีย บังคลาเทศ ลาว และไทย ท้าให้พม่าเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางของกลุ่มประเทศอาเซียน และ เอเชียใต้ ท้าให้มีความได้เปรียบในการติดต่อท้าการค้า การส่งออกและน้าเข้า รวมทั้งการส่งสินค้า ผ่านแดนไปยังประเทศต่างๆ นอกจากนี้พม่ายังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เหมาะแก่ การเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรม
Opportunity
การพัฒนาตลาดของพม่าในอนาคตอาจจะพัฒนามากขึ้นจากการเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน และ ขนาดตลาดพม่ามีขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับตลาดของไทย ซึ่งไทยสามารถใช้พม่าเป็นประตูระบาย
Weakness
แรงงานของพม่าส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือ รวมทั้งพม่าขาดผู้ที่มีความรู้ในด้านการท้าธุรกิจ ต่างประเทศ ขาดสิ่งอ้านวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน ประกอบกับกฎระเบียบทางการค้าที่มีการ เปลี่ยนแปลงบ่อย ราชการมีการคอรัปชั่นสูง และพม่ายังมีอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศสูง
Threat
อุปสรรคของการพัฒนาตลาดพม่าคือ พม่ายังไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง และทันสมัย ท้าให้ขาด ข้อมูลด้านการตลาด รวมทั้งการเงินของพม่า

จากการที่เข้าสู่ประชาคมอาเซียนจะก่อให้เกิดการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีใน 5 ภาค ได้แก่ สินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมือ ซึ่งการเปิดเสรีด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานจะเกิดขึ้นอย่างเต็ม รูปแบบในปี พ.ศ. 2558 โดยการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรี ถือเป็นการขับเคลื่อนกิจกรรมทาง
จากการศึกษา พบว่า การเปิดให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างเสรีภายใต้ประชาคมอาเซียน
จะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ กล่าวคือ ผลกระทบด้านบวก คือจะสามารถแก้ไขปัญหา
การขาดแคลนแรงงานฝีมือได้ เนื่องจากจะมีแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือเข้ามาทำงานในประเทศได้สะดวก
ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาศักยภาพของแรงงานไทยเนื่องจากมีการแข่งขันกันมากขึ้น ส่วน
ผลกระทบด้านลบที่จะตามมาคือ แรงงานฝีมือไทยในสาขาวิชาชีพที่สำคัญและมีความขาดแคลน รวมทั้ง
ใน 7 สาขาวิชาชีพที่ได้ทาข้อตกลง MRAs ร่วมกันแล้ว อาจจะถูกแย่งงานหรือลดบทบาทในการทำงาน
ลง รวมทั้งการเข้ามาทดแทนของแรงงานที่มีค่าตอบแทนที่ต่ำ กว่าไทย เพราะข้อจำกัดทางด้านภาษาและค่าตอบแทนที่ไม่เท่ากันของแต่ละประเทศ
จะก่อให้เกิดการขาดแคลนบุคลากร และบุคลากรวิชาชีพ
บางส่วนของไทยอาจจะมีการเคลื่อนย้ายออกไปทำงานในต่างประเทศจำนวนมากขึ้น

ทั้งนี้ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีภายใต้ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม คือ การที่ทุกประเทศสมาชิกของอาเซียนต่างได้รับผลประโยชน์จากการเคลื่อนย้าย แรงงานฝีมือเสรีโดยไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ทุกประเทศได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน แรงงานฝีมือ
ทั้ง ภูมิภาคมีโอกาสหางานทำได้มากขึ้น เพราะตลาดแรงงานขยายใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสใน
การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือของแต่ละประเทศอีกด้วย ดังนั้น ควรมีการทำความเข้าใจให้
ตรงกันในเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงาน
ประเทศไทยต้องมีการเตรียมพร้อมสำหรับแรงงานที่จะมีการเคลื่อนย้าย ซึ่งจุดอ่อนของแรงงานไทยคือ ภาษา ระเบียบวินัย และเทคโนโลยีสารสนเทศ ฉะนั้นจะต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานในด้านภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ
พร้อมกับให้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ควบคู่กันไป


สรุปผลการศึกษา
THE END !!
Full transcript