Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

บทเสภาสามัคคีเสวก

No description
by

Phimz Jsk

on 31 July 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of บทเสภาสามัคคีเสวก

ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ลักษณะบทเสภา
บทเสภาโดยทั่วไปมักจะแต่งเป็นเรื่องราว เชื่อกันว่าการขับเสภาพัฒนามาจากการเล่านิทาน เมื่อฟังนิทานที่เล่าเป็นร้อยแก้วกันจนเบื่อ จึงมีผู้คิดแต่งนิทานให้เป็นบทกลอนคล้องจองกัน ใช้ขับเป็นลำนำโดยมีกรับขยับเป็นจังหวะ
ลักษณะของบทเสภาสามัคคีเสวก
บทเสภาชุดสามัคคีเสวกมีลักษณะต่างจากเสภาเรื่องอื่น ๆ คือเป็นบทเสภาขนาดสั้น แบ่งออกเป็น ๔ ตอน แต่ละตอนมุ่งเสนอแนวคิดมากกว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง โดยมีแนวคิดสำคัญที่ผูกร้อยแต่ละตอนเข้าด้วยกัน
คือความสมานสามัคคีและความจงรักภักดี
ของข้าราชการที่มีต่อพระมหากษัตริย์และต่อชาติ

สาเหตุในการแต่ง
เพราะเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีได้ทูลขอให้
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ช่วยคิดการแสดงสักอย่าง พระองค์ทรงเห็นว่าพิณพาทย์นั้นบรรเลง
ตลอดการแสดงระบำก็เหน็ดเหนื่อยพอแล้วอยากให้พักบ้าง จึงทรงคิดการแสดงที่ไม่ต้องใช้
การบรรเลงพิณพาทย์ขึ้นมา ซึ่งก็คือบทเสภานี้
บทเสภาสามัคคีเสวก
มีเนื้อความกล่าวสรรเสริญพระนนทีผู้เป็นเทพเสวก เวลาพระอิศวรจะเสด็จไปไหน พระนนทีก็จะแปลงเป็นโคอุสุภราชให้ประทับ เมื่อเสร็จเทวกิจแล้วก็กลับไปเป็นเทพดังเดิม ทำหน้าที่รับใช้พระอิศวรอย่างขยันขันแข็ง ถือเป็นการแสดงตัวอย่างของเสวกที่ดี


บทเสภาตอนที่ ๑ กิจการแห่งพระนนที
จัตุโลกบาล เทวดาที่รักษาโลกในทิศทั้ง ๔ คือ
ท้าวธตรฐ รักษาโลกด้านตะวันออก (บูรพา)
ท้าววิรุฬหก รักษาโลกด้านทิศใต้ (ทักษิณ)
ท้าววิรูปักษ์ รักษาโลกด้านตะวันตก (ประจิม)
ท้าวกุเวร รักษาโลกด้านทิศเหนือ (อุดร)
ทิศทั้ง ๘
มีเนื้อความกล่าวสรรเสริญพระคเณศ
ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยา
และเป็นผู้สร้างช้างตระกูลต่าง ๆ ในแผ่นดิน เพื่อประดับพระยศของพระมหากษัตริย์

บทเสภาตอนที่ ๒ กรีนิรมิต
มีเนื้อความกล่าวสรรเสริญพระวิศวกรรม ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการก่อสร้าง
และการช่างนานาชนิด
กล่าวถึงความสำคัญของศิลปะที่มีต่อชาติ


บทเสภาตอนที่ ๓ วิศวกรรมา
มีเนื้อความกล่าวถึงการสมานสามัคคีในหมู่ราชเสวก
ผู้สวามิภักดิ์ใต้เบื้องยุคลบาทให้มั่นคง
ในความจงรักภักดี ซื่อตรง และขยันต่อการงาน ให้รักษาเกียรติของข้าราชการอย่าให้เสื่อมเสีย

บทเสภาตอนที่ ๔ สามัคคีเสวก
ช่างสิบหมู่
หมู่ช่างเขียน หมายถึง ช่างวาดภาพอันประกอบด้วย
ภาพจิตรกรรมและ ลายไทย ใช้ตกแต่งตามฝาผนัง โบสถ์
วิหารต่างๆ 
หมู่ช่างแกะ หมายถึง ช่างแกะตรา ช่างแกะลาย และช่างแกะภาพ 
ภาพลอยตัว นูนสูง นูนต่ำ หมายรวมไปถึง ช่างเงิน ช่างทอง
ช่างเพชรพลอย 
หมู่ช่างสลัก หมายถึง ช่างสลักหรือจำลองวัตถุเป็น
ประติมากรรมนูนต่ำ  นูนสูง และลอยตัว เป็นรูปเคารพ วัสดุที่ใช้มักเป็นหินทราย ไม้สัก กระดาษ หยวกกล้วย
หมู่ช่างปั้น หมายถึง การปั้นประติมากรรมปูนสด ปั้นลวดลายตกแต่ง เป็นรูปสัตว์หิมพานต์ พระพุทธรูปหน้าบันโบสถ์วิหาร ในงานสถาปัตยกรรมต่างๆ ของไทยตลอดจนการปั้นหุ่นเพื่อใช้หล่อสัมฤทธิ์ 
หมู่ช่างปูน หมายถึง ช่างปูนก่อ ปูนฉาบ ปั้นปูน ในการก่อสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาในวัด
หมู่ช่างรัก หมายถึง ช่างที่ใช้ในการตกแต่งประสานงาน
กับช่างแขนงต่างๆ มีการลงรัก ปิดทอง ประดับกระจก
ประดับมุก เครื่องเขิน

ช่างสิบหมู่ (ต่อ)
หมู่ช่างหุ่น หมายถึง ช่างทำหุ้นชนิดต่างๆ เช่น หุ่นกระบอก หัวโขน ช่างไม้ ทำหุ่นคนสัตว์ต่างๆ 
หมู่ช่างบุ หมายถึง ช่างที่นำโลหะมาตีแผ่ให้แบนออกเป็นรูปต่างๆ
จะเป็นแผ่นแบน ธรรมดาๆ หรือจะเป็นรูปอะไรก็สุดแต่ เช่น กระทะทอง ถาดทองเหลือง ขันน้ำ
หมู่ช่างกลึง หมายถึง งานศิลปะที่ใช้เครื่องมือกลึงเป็นรูปทรงต่างๆ 
โบราณใช้เครื่องมือกลึง เป็นแบบที่ใช้กำลังแรงคนทำการฉุดชักโดยตรงส่วนสำคัญ
ของเครื่องกลึงวัสดุใช้กลึงเป็น งาช้าง ไม้ทำกลองแล้วลงรักปิดทอง
หมู่ช่างหล่อ หมายถึงช่างที่ทำแบบพิมพ์และหล่อประติมากรรม การหล่อทำโดยการนำของเหลว เช่น ปูนปลาสเตอร์ ขี้ผึ้ง โลหะที่หลอมเหลวแล้วเทลงในแบบพิมพ์เมื่อเย็นลงก็จะแข็งเป็นรูป

ช่างสิบหมู่ (ต่อ)
บทเสภาสามัคคีเสวก ตอนวิศวกรรมา
อันชาติใดไร้ศานติสุขสงบ        ต้องมัวรบราญรอนหาผ่อนไม่  
ณ ชาตินั้นนรชนไม่สนใจ           ในกิจศิลปะวิไลละวาดงาม 
แต่ชาติใดรุ่งเรืองเมืองสงบ        ว่างการรบอริพลอันล้นหลาม  ย่อมจำนงศิลปาสง่างาม          เพื่ออร่ามเรืองระยับประดับประดา
ชาติใดที่มีศึกสงครามไม่มีความสงบสุขในแผ่นดิน
ประชาชนย่อมไม่มีจิตใจสนใจความงดงามของศิลปะ แต่หากประเทศใด(ชาติใด)บ้านเมืองสงบสุขปราศจากสงคราม  ประชาชนก็จะทำนุบำรุงการศิลปกรรมทั้งปวงให้เจริญรุ่งเรือง

อันชาติใดไร้ช่างชำนาญศิลป์      เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า 
ใครใครเห็นไม่เป็นที่จำเริญตา          เขาจะพากันเย้ยให้อับอาย  
ศิลปกรรมนำใจให้สร่างโศก             ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกให้เหือดหาย จำเริญตาพาใจให้สบาย                    อีกร่างกายก็จะพลอยสุขสราญ
ชาติใดที่ปราศจากช่างศิลป์  ก็เปรียบเสมือนหญิงสาวที่ไม่มีความงาม
ไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจของใคร  มีแต่จะถูกเยาะเย้ยให้ได้อาย  อันศิลปกรรมนั้นช่วยทำให้จิตใจคลายเศร้า  ช่วยทำให้ความทุกข์หมด  ทำให้จิตใจของเรามีความสุขซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงไปด้วย
(ทำให้สุขภาพ ใจและกายดี)  หากใครไม่เห็นคุณค่าความงามของศิลปะ  เมื่อเผชิญความทุกข์ก็ไม่มีสิ่งใดมาเป็นยาช่วยรสมานบาดแผลของจิตใจ  เขาเหล่านั้นจึงเป็นคนที่น่าสงสารยิ่งนัก

เพราะการช่างนี้สำคัญอันวิเศษ         ทุกประเทศนานาทั้งน้อยใหญ่ จึงยกย่องศิลปกรรม์นั้นทั่วไป            ศรีวิไลวิลาสดีเป็นศรีเมือง 
ใครดูถูกผู้ชำนาญในการช่าง             ความคิดขวางเฉไฉไม่เข้าเรื่อง เหมือนคนป่าคนไพรไม่รุ่งเรือง           จะพูดด้วยนั้นก็เปลืองซึ่งวาจา   

เพราะความรู้ทางช่างศิลป์สำคัญเช่นนี้ 
นานาประเทศจึงนิยมยกย่องคุณค่าของศิลปะ
และความสามารถเชิงช่างของช่างศิลป์
ว่าเป็นเกียรติยศ ความรุ่งเรืองของแผ่นดิน  
คนที่ไม่เห็นคุณค่าของศิลปะก็เหมือนคนป่าคนดง 
ป่วยการอธิบาย  พูดด้วยก็เปลืองน้ำลายเปล่า

แต่กรุงไทยศรีวิไลทันเพื่อนบ้าน          จึ่งมีช่างชำนาญวิเลขา ทั้งช่างปั้นช่างเขียนเพียรวิชา            อีกช่างสถาปนาถูกทำนอง 
ทั้งช่างรูปพรรณสุวรรณกิจ               ช่างประดิษฐ์รัชดาสง่าผ่อง อีกช่างถมลายลักษณะจำลอง            อีกช่ำชองเชิงรัตนะประกร  
ควรไทยเราช่วยบำรุงวิชาช่าง            เครื่องสำอางแบบไทยสโมสร
ช่วยบำรุงช่างไทยให้ถาวร                อย่าให้หย่อนกว่าเขาเราจะอาย 
อันผองชาติไพรัชช่างจัดสรร              เป็นหลายอย่างต่างพรรณเข้ามาขาย 
เราต้องซื้อหลากหลากและมากมาย      ต้องใช้ทรัพย์สุรุ่ยสุร่ายเป็นก่ายกอง     


แต่ประเทศไทยของเรานั้นเห็นคุณค่าของงานช่างศิลป์
เช่น ช่างปั้น  ช่างเขียน  ช่างสถาปัตย์ 
ช่างทองรูปพรรณ  ช่างเงิน  ช่างถมและช่างอัญมณี (เจียรไนยเพชรพลอย)  เราควรสนับสนุนงานช่างศิลป์ไทยให้ก้าวหน้า
รุ่งเรืองอย่าให้ด้อยน้อยหน้ากว่านานาประเทศ   ชาวต่างชาติเมื่อมาเยือนเมืองไทย
จะได้ซื้อหางานศิลปะเหล่านี้กลับไปเพราะเห็นในคุณค่า 


ถ้าเราตั้งใจช่วยสนับสนุนช่างไทย ช่างก็คงมีแรงใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ มากมาย การช่วยสนับสนุนงานศิลปกรรม  และส่งเสริมช่างศิลป์ไทยให้สร้างสรรค์งานศิลปะ
ขึ้นจึงเท่ากับได้ช่วยพัฒนาชาติ ให้เจริญพัฒนาอย่าถาวร 

แม้พวกเราชาวไทยตั้งใจช่วย                 เอออำนวยช่างไทยให้ทำของ ช่างคงใฝ่ใจผูกถูกทำนอง                      และทำของงามงามขึ้นตามกาล
เราช่วยช่างเหมือนอย่างช่วยบ้านเมือง  ให้ประเทืองเทศไทยอันไพศาล สมเป็นเมืองใหญ่โตมโหฬาร                  พอไม่อายเพื่อนบ้านจึ่งจะดี

บทเสภาสามัคคีเสวก ตอนสามัคคีเสวก
ประการหนึ่งพึงคิดในจิตมั่น          ว่าทรงธรรม์เหมือนบิดาบังเกิดหัว
ควรเคารพยำเยงและเกรงกลัว           ประโยชน์ตัวนึกน้อยหน่อยจะดี
ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท           ล้วนเป็นราชบริพารพระทรงศรี
เหมือนลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี จำต้องมีมิตรจิตสนิทกัน

สิ่งหนึ่งที่เราควรมีไว้ในจิตใจคือ พระเจ้าแผ่นดินเปรียบเสมือนพ่อบังเกิดเกล้า
ที่เราควรเกรงใจและเคารพนับถือ เราต้องไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป  ควรนึกว่าพวกเราก็เป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน
คนหนึ่งเหมือนลูกเรือที่ อยู่ในเรือกลางทะเล
จำเป็นที่จะต้องมีความสามัคคีต่อกันและกัน

แม้ลูกเรือเชื่อถือผู้เป็นนาย         ต้องมุ่งหมายช่วยแรงโดยแข็งขัน
คอยตั้งใจฟังบังคับกัปปิตัน          นาวานั้นจึ่งจะรอดตลอดทะเล
แม้ลูกเรืออวดดีมีทิฐิ         และเริ่มริเฉโกยุ่งโยเส        เมื่อคลื่นลมแรงจัดซัดโซเซ         เรือจะเหล่มระยำคว่ำไป

ถ้าลูกเรือเชื่อฟังกัปตันก็จะต้องช่วยกัปตันอย่างแข็งขัน ต้องตั้งใจฟังคำสั่งของกัปตันเรือก็จะรอดไปถึงจุดหมาย  แต่ถ้าลูกเรือไม่เชื่อฟังกัปตันและเริ่มแตกคอกัน เวลาคลื่นลมแรงเรือก็จะโคลงเคลง ต่อมาเรือก็จะจม

แม้ต่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแย่ง          นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน
แม้ไม่ถือเคร่งคงตรงวินัย          เมื่อถึงคราวพายุใหญ่จะครวญคราง
นายจะสั่งสิ่งใดไม่เข้าจิต          จะต้องติดตันใจให้ขัดขวาง
จะยุ่งแล้วยุ่งเล่าไม่เข้าทาง         เรือก็คงอับปางกลางสาคร

ถ้าลูกเรือมัวแต่ทะเลาะกัน กัปตันก็จะไม่มีกำลังมาต่อสู้ ถ้าไม่เคร่งครัดต่อกฎระเบียบเวลาที่เกิดภัย
อะไรขึ้นจะเดือดร้อน กัปตันสั่งอะไรก็ไม่ฟังพอถึงเวลาก็มีข้อขัดแย้ง
ต่อมาก็จะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้น ในที่สุดเรือก็จะล่มกลางทะเล

ถึงเสวีที่เป็นข้าฝ่าพระบาท         ไม่ควรขาดความสมัครสโมสร
ในพระราชสำนักพระภูธร           เหมือนเรือแล่นสาครสมุทรไทย
เหล่าเสวกตกที่กะลาสี           ควรคิดถึงหน้าที่นั้นเป็นใหญ่
รักษาตนเคร่งคงตรงวินัย           สมานใจจงรักพระจักรี
ไม่ควรเลือกที่รักมักที่ชัง           สามัคคีเป็นกำลังพลังศรี
ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี        ให้สมที่ร่วมพระเจ้าเราองค์เดียว

ถึงจะเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าแผ่นดินก็ไม่ควรขาดความสามัคคีปรองดองกัน เหตุการณ์ในพระราชสำนักก็เปรียบเสมือนเรือที่แล่นอยู่ตามทะเลมหาสมุทร  เหล่าข้าราชการในราชสำนักก็เหมือนเป็นกะลาสี
ควรให้ความสำคัญกับหน้าที่ที่ต้องทำเป็นหลักปฏิบัติตน ตามกฎตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด
และสามัคคีจงรักภักดีต่อพระเจ้าแผ่นดิน  ไม่ควรแยกฝ่ายเลือกที่จะเคารพเชื่อฟังใคร ควรที่จะสามัคคีปรองดองกันในหมู่ข้าราชการ
เพื่อเป็นพลังในการทำความดีให้สมกับที่มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวกัน 

ว่าทรงธรรม์เหมือนบิดาบังเกิดหัว
ล้วนพระราชบริพารพระทรงศรี
ในพระราชสำนักพระภูธร
สมานใจจงรักพระจักรี
พระมหากษัตริย์
ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท
ถึงเสวีที่เป็นข้าฝ่าพระบาท
เหล่าเสวกตกที่กะลาสี
ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี
ข้าราชบริพาร
Full transcript