Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

หน่วยที่ 6 การจัดการบริหารงานบุคคล (Staffing)

No description

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of หน่วยที่ 6 การจัดการบริหารงานบุคคล (Staffing)

design by Dóri Sirály for Prezi
การบริหารงานบุคคลหมายถึงการบริหารงานบุคคลเป็นกระบวนการวาง
นโยบายระเบียบและกรรมวิธีในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวบุคคลที่ปฏิบัติงานใน
องค์การโดยให้ได้บุคคลที่เหมาะสมและบำรุงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรด้านมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพให้มีปริมาณเพียงพอเพื่อให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตาม
เป้าหมาย
ความหมายของการบริหารงานบุคคล
หน่วยที่ 6 การจัดการบริหารงานบุคคล (Staffing)
1. บุคคลในองค์การเปรียบเสมือนชิ้นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนองค์การเพื่อไปสู่จุดหมาย
ปลายทางที่กำหนดไว้ดังนั้นจึงควรศึกษาความสำคัญของการบริหารงานบุคคลซึ่งแยกเป็น
ประเด็นสำคัญๆได้ดังนี้
2. ช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบาย
3. ช่วยให้องค์การมีความมั่นคงและมั่งคั่งเมื่อพนักงานมีความมุ่งมั่นในการทำงานย่อมส่งผล
ให้องค์การมีความเจริญเติบโตและเข้มแข็งผลผลิตเป็นที่ยอมรับของตลาดและมีศักยภาพ
ในการแข่งขันสูง
4. ช่วยให้เกิดความมั่นคงแก่สังคมสังคมประกอบขึ้นจากกลุ่มบุคคลเล็กๆมารวมกันถ้าแต่ละ
กลุ่มมีความมั่นคงย่อมส่งผลให้สังคมเกิดความมั่นคงเช่นกัน
5. ช่วยให้เกิดความมั่นคงแก่ประเทศชาติถ้าบุคลากรของทุกองค์การเป็นผู้มีความสามารถ

ความสำคัญของการบริหารงานบุคคล
วัตถุประสงค์ของการบริหารงานบุคคล
1. เพื่อตอบสนองตามสังคมให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
2. เพื่อให้องค์กรดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ทำให้บุคลากรมีการทำงานที่มันคงสามารถดำรงชีวิตได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ในสังคมซึ่งระบบการบริหารงานบุคคลนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ คือ
3.1 ระบบอุปถัมภ์ (Patronage System)
3.2 ระบบคุณธรรม(Merit System )

1. ระบบอุปถัมภ์ (Patronage system)

ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานโดยใช้เหตุผลทางการเมือง
หรือความสัมพันธ์เป็นหลักสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงความรู้ ความสามารถและความเหมาะสม
เป็นประการหลักลักษณะทั่วไป ของระบบอุปถัมภ์จึงมีลักษณะตรงกันข้ามกับระบบคุณธรรม
ระบบนี้มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ระบบชุบเลี้ยง (Spoiled system) ระบบพรรคพวกหรือ
ระบบเล่นพวก (Nepotism) หรือระบบคนพิเศษ (Favoritism)
2. ระบบคุณธรรม (merit system)

ระบบคุณธรรม เป็นวิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน โดยใช้การสอบ
รูปแบบต่างๆ เพื่อประเมินความรู้ความสามารถของบุคคลที่มีคุณสมบัติ
ครบตามต้องการ โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลทางการเมืองหรือความสัมพันธ์
ส่วนตัวเป็นสำคัญ
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามระบบคุณธรรมยึดหลักการ 4 ประการ ได้แก่
1. ความเสมอภาคในโอกาส (Equality of opportunity) หมายถึง การเปิดโอกาส
ที่เท่าเทียมกันในการสมัครงานสำหรับผู้สมัครที่มีคุณสมบัติ ประสบการณ์ และพื้น
ความรู้ตามที่ระบุไว้ โดยไม่มีข้อกีดกัน อันเนื่องจากฐานะเพศ ผิว และศาสนา
กล่าวคือทุกคนที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์จะมีสิทธิในการถูกพิจารณาเท่าเทียม กันความเสมอภาคในโอกาส
1.1. ความเสมอภาคในการสมัครงาน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีคุณสมบัติ
และพื้นฐานความรู้ตรงตามที่กำหนดไว้ได้สมัครและเข้าสอบแข่งขัน
1.2 ความเสมอภาคในเรื่องค่าตอบแทน โดยยึดหลักการที่ว่างานเท่ากัน
เงินเท่ากันและมีสิทธิ์ได้รับโอกาสต่างๆตามที่หน่วยงานเปิดให้พนักงานทุกคน
1.3 ความเสมอภาคที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอหน้ากันโดยใช้ระเบียบ
และมาตรฐาน เดียวกันทุกเรื่อง อาทิ การบรรจุแต่งตั้งการฝึกอบรม
2. หลักความสามารถ (Competence) หมายถึง การยึดถือความรู้ความสามารถ
เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงาน โดยเลือกผู้ที่มีความรู้
ความสามารถให้เหมาะสมกับตำแหน่งมากที่สุดโดยจะบรรจุ แต่งตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมตามเกณฑ์มากกว่า เพื่อให้ได้คนที่เหมาะกับงานจริงๆ (Put the right man to the right job) หากจะมีการแต่งตั้งพนักงานระดับผู้บริหาร ก็จะพิจารณาจากผลการปฏิบัติงานขีดความสามารถหรือศักยภาพของการบริหาร
งานในอนาคต
3 หลักความมั่นคงในอาชีพการงาน (Security on tenure) หมายถึงหลักประกัน
การปฏิบัติงานที่องค์การให้แก่บุคลากรว่าจะได้รับการคุ้มครอง จะไม่ถูกกลั่นแกล้ง
หรือถูกให้ออกจากงานโดยปราศจากความผิดไม่ว่าจะโดยเหตุผลส่วนตัวหรือทาง
การเมือง ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกมั่นคงในหน้าที่หลักการที่ผู้บริหารใช้ในเรื่องของ
ความมั่นคงในอาชีพการงาน คือ
3.1 การดึงดูดใจ(Attraction)โดยพยายามจูงใจให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถให้
เข้ามาร่วมงานกับองค์การ
3.2 การธำรงรักษา(Retention)โดยการธำรงรักษาพนักงานที่มีความสามารถเหล่า
นั้นให้ทำงานอยู่กับองค์การ เพราะมีความก้าวหน้ามั่นคง
3.3 การจูงใจ (Motivation) โดยกระตุ้นให้พนักงานมีความมุ่งมั่นในอาชีพที่ทำอยู่
3.4 การพัฒนา (Development)โดยเปิดโอกาสให้ได้พัฒนาศักยภาพและมีความ
ก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ

4 หลักความเป็นกลางทางการเมือง (Political neutrality) หมายถึง การไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเข้าแทรกแซงในกิจการงาน หรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใดๆ
กระบานการบริหารงานบุคคล
1. การวางแผนด้านกำลังคน เป็นการคาดคะเนไว้ล่วงหน้าว่าองค์กรมีความต้องการกำลังคน
เท่าใด จึงจะทำงานขององค์เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งจะมีขั้นตอนดังนี้
1.1 การวิเคราะห์งาน หมายถึง กระบวนการกำหนดลักษณะขอบเขตของ
งานต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับงานที่ผู้ทำงานจำต้อง
มีอยู่อย่างครบถ้วน จนสำเร็จผลลงได้ในแต่ละงาน

1.2 การพรรณนางาน หรือ การอธิบายลักษณะงาน คือ การกำหนด
หน้าที่รับผิดชอบของตำแหน่งงานใดตำแหน่งงานหนึ่ง
1.3 การกำหนดคุณสมบัติ คือ การกำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆเพื่อให้
สามารถบุคลากรเข้าทำงานได้อย่างเหมาะสม

1.4 การกำหนดอัตราค่าจ้างและเงินเดือนคือค่าจ้างและเงินเดือนหรือเงินตอบแทนนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจูงใจในการปฏิบัติงานของคนงาน ปัจจัยสำคัญต่อการ
กำหนดอัตราค่าจ้างและเงินเดือน

1.5 การกำหนดตำแหน่ง คือ การกำหนดว่าจะให้มาทำงานในตำแหน่งอะไรมีความ
รับผิดชอบอย่างไรได้รับค่าตอบแทนหรือค่าจ้างเท่าใดซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญของการ
กำหนดตำแหน่งก็คือ การสามารถใช้คนได้เหมาะสมกับงานและเป็นธรรมในเรื่อง
ค่าจ้าง
2 . การสรรหาและคัดเลือกบุคลากร
2.1 การสรรหา(recruitment)เป็นขั้นตอนสําคัญในกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่องค์กร
จัดทําขึ้นเพื่อจูงใจให้บุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับตําแหน่งงานตามที่องค์กรได้ระบุไว้ในการ
วางแผนทรัพยากรมนุษย์มาสมัครงาน เพื่อองค์กรจะได้ทําการคัดเลือกต่อไป

2.2 การคัดเลือกคือกระบวนการที่องค์การใช้เครื่องมือต่างๆมาดำเนินการพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร
จำนวนมากให้เหลือตามจำนวนที่องค์การต้องการฉะนั้นการคัดเลือกจำเป็นที่จะต้องมีเกณฑ์กำหนด
ขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการพิจารณาให้ได้คนที่มีคุณสมบัติตรงกับงานที่เปิดรับ

2.3 การบรรจุนั้นคือการรับบุคคลหนึ่งเข้ามาทำงานโดยต้องผ่านขั้นตอนของการสรรหาและการคัดเลือก
ตามกระบวนการขั้นตอนที่กำหนดไว้และมีตำแหน่งว่างที่จะบรรจุได้ซึ่งเมื่อมีการบรรจุแล้วก็จะมีการแต่งตั้งบุคคลนั้นมีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นด้วย

2.4 การแต่งตั้งคือการสั่งให้บุคลากรคนหนึ่งมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในตำแหน่งใดตำแหน่ง
หนึ่งในขณะเดียวกันจะมีผลทำให้บุคลากรผู้นั้นมีสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนตามตำแหน่งนั้นและจะมีสิทธิใช้ฐานะแห่งการดำรงตำแหน่งระดับนั้นเพื่อการปฏิบัติงานต่างๆตามกฎหมาย
3.ค่าตอบแทนเป็นการกำหนด ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานซึ่งประกอบด้วย
3.1 ค่าจ้างคือ ค่าตอบแทนที่บุคลากรได้รับตามสภาพการทำงานของคนงาน
3.2 เงินเดือนคือ ค่าตอบแทนที่ได้รับโดยการเหมาจ่ายเป็นรายเดือน
3.3 ค่าตอบแทนอื่นๆคือ ค่าตอบแทนส่วนอื่นๆที่นอกเหนือจากค่าจ้าง

4.การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร
4.1 การฝึกอบรมคือ การเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ ทักษะและประสบการณ์
ให้กับบุคลากร
4.2 การพัฒนาคือ การเพิ่มศักยภาพของการทำงานให้กับบุคลากร เพื่อนำไป
พัฒนางานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

5.การประเมินผลการปฏิบัติงานคือเป็นการตัดสินว่า บุคลากรสามารถทำงานได้ผลเป็นไปตามมาตราฐาน
ที่กำหนดไว้ ด้อยกว่าหรือสูงกว่า ซึ่งการประเมินผลนั้นจะมีวัตถุประสงค์ดังนี้
5.1 เพื่อการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง
5.2 เพื่อการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน
5.3 เพื่อการแต่งตั้งโยกย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ปฏิบัติงาน
5.4 เพื่อการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงาน
5.5 เพื่อพัฒนาปรับปรุงวิธีการทำงานและอุปกรณ์การทำงาน
5.6 เพื่อปรับปรุงวิธีการคัดเลือก บุคลากร

การประเมินผลนั้นควรมีระบบการประเมิน ดังนี้ (สมคิด บางโม, 2548 : 161)
1. กำหนดแบบฟอร์ม คือ การพิจารณาว่าจะใช้องค์ประกอบอะไรในการประเมิน
2. กำหนดมาตรฐานในการทำงาน คือ การกำหนดปริมาณงานและคุณภาพที่บุคลากรปฏิบัติในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
3. กำหนดระยะเวลาในการประเมิน คือ การกำหนดระยะเวลาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน
4. คู่มือในการประเมิน คือ คู่มือที่อธิบายคุณลักษณะของหัวข้อในการประเมินให้ชัดเจน

วิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน จะขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์กรและลักษณะงานของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งหน่วยงานจะต้องเลือก
วิธีการที่เหมาะสมในการประเมินผลกับองค์กรนั้น ทั่วไปจะประกอบด้วยดังนี้

1. วิธีบันทักปริมาณงานจะใช้กับงานที่ทำเป็นประจำ เช่น งานธุรการ งานการขาย งานเก็บ เอกสาร เป็นต้น
2. วิธีการพิจารณาตามเครื่องมือวัด คือ การกำหนดรายการคุณลักษณะของผู้ปฏิบัติงานและผลงานที่ประเมินเอาไว้
3. วิธีการพิจารณาโดยตรวจรายการ (Check list) คือ การใช้เครื่องมือที่เป็นแบบสอบถามเพื่อประเมินผู้ปฏิบัติงาน
4. วิธีการเปรียบเทียบบุคคล คือ การเปรียบเทียบผู้ปฏิบัติงานเป็นรายบุคคล โดยดูจากผลงาน แล้วมีการวัดลำดับคะแนน

6.การธำรงรักษาบุคลากรคือ การที่ผู้บริหารมีวิธีการในการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพ ให้อยู่กับองค์กร
นานที่สุด

6.1 ค่าจ้างและเงินเดือนคือ การจัดสรรเงินเดือน หรือค่าจ้างให้เหมาะสม
6.2 ให้โอกาส คือ โอกาสในการพิจารณาเลื่อนขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้น
6.3 การจัดสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานเช่น สภาพแวดล้อมขององค์กร สภาพการทำงาน
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
6.4 สัมพันธ์ภาพที่ดีในการทำงานคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริหารกับพนักงาน
หรือพนักงานจะต้องติดต่อสื่อสารที่ดี มีการสร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักในองค์กร

7.การให้พ้นจากงานจะประกอบด้วย

7.1การลาออกคือ เป็นการลาออกจากงาน โดยสมัครใจของพนักงาน
7.2 การตาย
7.3 การเกษียณอายุคือ เป็นการออกจากงานตามวาระ ของอายุการทำงาน
7.4 การไล่ออกคือ ส่วนใหญ่เป็นการพ้นจากงาน เนื่องจากมีความผิด
วินัยอย่างร้ายแรง การสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงให้กับองค์กร

8.การตอบแทนบุคลากรเมื่อพ้นจากงานประกอบด้วย

8.1 บำเหน็จคือ เงินตอบแทนที่จ่ายให้ครั้งเดียว
8.2 บำนาญคือ เงินตอบแทนที่จ่ายให้เป็นรายเดือนจนกว่าบุคคลนี้จะเสียชีวิต
8.3 ค่าชดเชยคือ เงินที่จ่ายให้กับลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง หรือเกษียณอายุ


ผู้จัดทำ
1. นางสาวพนิดา กิ่งรัตน์ เลขที่ 3
2. นางสาวเจนติน่า เกปัน เลขที่ 4
3. นางสาวจิรพรรณ ดวงแก้วเจริญ เลขที่ 6
4. นางสาวสุดารัตน์ สรเกตุ เลขที่ 12
5. นางสาวศกลวรรณ รามมาก เลขที่ 20

นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1
สาขาวิชาการบัญชี
Full transcript