Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา แก้ไขใหม่

No description
by

tippawan tippawan

on 10 October 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา แก้ไขใหม่

ความสัมพันธ์ระหว่างทฤษฎีการบริหารกับ
การบริหารการศึกษา
ทฤษฎีการบริหารองค์การ
4 ทฤษฎีหลัก

ภารกิจการบริหารโรงเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ทฤษฎีการบริหารองค์การอาจจัดกลุ่มได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. ทฤษฎีการบริหารองค์การตามแนวคิดคลาสสิก 2. ทฤษฎีการบริหารองค์การเชิงมนุษยสัมพันธ์
(Classical Organization Theory) (Human Relations School)

3. ทฤษฎีการบริหารองค์การตามแนวทฤษฎีระบบ 4.ทฤษฎีการบริหารองค์การตามแนวปฏิบัติการทางสังคม
(System Theory) (Social Action Theory)


พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 39 กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ
กระจายอำนาจการบริหาร 4 ด้าน คือ การบริหารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคลและการบริหารงานทั่วไป
ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา
ทฤษฎีการบริหารการศึกษาก็เหมือนทฤษฎีการบริหารโดยทั่วไปที่มีวิธีการได้มา โดยมีข้อด้อย ในด้านที่มิได้ทาความเข้าใจมากนักต่อข้อเท็จจริง (facts) การค้นหาความจริง (findings) หรือการหาข้อยุติ โดยทั่วไปและโดยส่วนใหญ่ทฤษฎีการบริหารการศึกษาและทฤษฎีการบริหารทั่วไปมักจะได้มายากการรวม เอาแนวความคิดซึ่งรวมเอา ข้อเท็จจริง ค่านิยม และข้อความเบื้องต้นในเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกัน ให้เป็นภาพที่มีความหลากหลายซับซ้อน ที่เป็นประโยชน์ ในการทำให้เป็นภาพความรู้ในเรื่องนั้นๆ
1.ทฤษฎีการบริหารองค์การ
ตามแนวคิดคลาสสิก
แบ่งย่อย ๆ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1.1 กลุ่มการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์
ของเทย์เลอร์ (Scientific Management)
1.2 กลุ่มทฤษฎีองค์การอย่างเป็นทางการ ของฟายอล
(Formal Organization Theory)
1.3 กลุ่มทฤษฎีการบริหารแบบ ราชการ (Bureaucracy) ของแมกซ์ เวเบอร์
2.ทฤษฎีการบริหารองค์การเชิงมนุษยสัมพันธ์ (Human Relation School)
การมององค์การเป็นเครื่องยนต์กลไล และสมาชิกขององค์การเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ตามข้อเท็จจริง สมาชิกขององค์การ เป็นยิ่งกว่านั่นคือ มีความเป็นมนุษย์ และมนุษย์ย่อมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันแบบมนุษย์ ทาให้เกิดกลุ่มที่ไมเป็นทางการในองค์กรต่างๆ แนวคิดเชิงมนุษย์สัมพันธ์ ดังกล่าวต่อมาได้เป็นต้นตระกูล ของกลุ่มแนวคิดเชิงพฤติกรรมศาสตร์ของกลุ่มมนุษยสัมพันธ์ใหม่ที่เรียกว่า “Neo-Human Relations School” ในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งประกอบด้วยนักคิด เช่น ลิเคิร์ต (Likert) ที่เน้นลีลาของการบริหารจัดการ ของผู้นา อาร์ไรจิส (Argyris)ซึ่งเน้นความมีสุขภาพที่ดีของสมาชิกขององค์กร แมคกีรเกอร์ (McGregor) ผู้เน้นแรงจูงใจและเฮอร์สเบิร์ก (Herzberg) ที่เน้นการจัดการของภารกิจให้มีความหลากหลายไม่น่าเบื่อ (Job enrichment) เป็นต้นอาจจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีการบริหารการจัดการตามแนวมนุษยสัมพันธ์ มีบทบาทในการส่งเสริมการบริหารจัดการให้มีคุณภาพมากขึ้น และกลายเป็นส่วนสาคัญของทฤษฎีการบริหารองค์การ
3.ทฤษฎีการบริหารองค์การตามแนวทฤษฎีระบบ (System Theory)
ทฤษฎีระบบมีบทบาทสาคัญในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับองค์การและการบริหารองค์การขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ในแง่หนึ่งอาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีระบบทาให้แนวคิดของทฤษฎีต่าง ๆ มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ทฤษฎีระบบมีข้อสมมติฐานว่า สังคมเป็นระบบอุปมาเหมือนระบบของร่างกายมนุษย์ สัตว์ พืช ที่ทางานเป็นระบบ
4.ทฤษฎีการบริหารองค์การตามแนวปฏิบัติการทางสังคม (Social Action Theory)
ทฤษฎีตามแนวปฏิบัติทางสังคม มีความเชื่อว่ามนุษย์แต่ละคนมองโลกตามอัตวิสัย “ความจริงที่ปรากฏ” ได้รับการแปลความหมายตามทัศนคติ (อคติ) ของแต่ละบุคคล โลกแห่งความจริงมิได้ดารงอยู่ในสภาวะ “วัตถุวิสัย”
ฉะนั้น การพิจารณาเป้าหมายขององค์การว่าเป็นการเข้าใจตรงกันของทุก ๆ คนนั้น เป็นไปไม่ได้“เป้าหมาย”จะปรากฏเป็นจริงตามกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ที่นำมาทางงานร่วมกัน แนวคิดนี้ถือว่าการลงมือปฏิบัติการเท่านั้นจึงให้ความหมายที่แท้จริง และการแปลความหมายของแต่ละบุคคล จึงเป็นประเด็นสาคัญ
Full transcript