Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

structure of flower

No description
by

Sakunkan Koseela

on 29 November 2018

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of structure of flower

xylem : tracheid
เซลล์ที่ตายแล้ว
ยาว หัวแหลมท้ายแหลม ขนาดเล็ก
ผนังเซลล์มี lignin
ผนังมีรูพรุน เรียกว่า pit
อยู่เป็นคู่กับเซลล์ข้างเคียง ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างเซลล์
พบในพืชมีท่อลำเลียงทุกชนิด
หน้าที่ : ลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุจากรากสู่ใบ
ลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุมีเซลล์
1. เทรคีด (tracheid)
2. เวสเซล (vessel)
3. ไฟเบอร์ (fiber)
4. พาเรงคิมา (parenchyma)
โครงสร้างหน้าที่ของลำต้น
structure and functional of stem
แสดงโครงสร้างภายในราก
หน้าที่ของใบ
การแลกเปลี่ยนแก๊ส
การคายน้ำและการลำเลียงสารในพืช

โครงสร้างและหน้าที่ของใบ
โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
structure of flower
plant tissue
dermal tissue
เนื้อเยื่อบุผิว
vascular tissue
เนื้อเยื่อลำเลียง
Ground tissue
เนื้อเยื่อพื้นฐาน
- epidermis
ป้องกันเนื้องเยี่อ
ส่วนในของพืช
xylem
pholem
ประกอบด้วยเนื้อเยื่ออื่นๆ นอกจากเนื้อเยื่อผิว
และเนื้อเยื่อลำเลียง
ตามความสามารถในการแบ่งตัว
plant tissue
เนื้อเยื่อเจริญ
meristematic tissue
เนื้อเยื่อถาวร
permanent tissue
1. เนื้อเยื่อเจริญส่วน
ปลาย
(apical meristem)

2. เนื้อเยื่อเจริญเหนือ
ข้อ
(intercalary meristem)

3. เนื้อเยื่อเจริญด้าน
ข้าง
(lateral meristem/cambium)
1. เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว
(simple permanent tissue)




2. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน
(complex permanent tissue)
ตามการจัดระบบของชาค
(sachs' classification)
เอพิเดอร์มีส (epidermis)
เอนโดเดอร์มีส (Endodermis)
คอร์ก (cork)
พาเรงคิมา (parenchyma)
คอลเลงคิมา (collenchyma)
สเคอเลงคิมา (sclerenchyma)
ไซเลม (xylem)
โฟลเอม (pholem)

ทำหน้าที่ลำเลียงอินทรีย์สาร มี 4 ชนิด
1. ซีฟทิวบ์ (sieve tube)
2. คอมพาเนียนเซลล์ (companion cell)
3. พาเรงคิมา (parenchyma)
4. ไฟเบอร์ (fiber)
เนื้อเยื่อพืช (plant tissue)
middle lamella > pectin
ผนังเซลล์ปฐมภูมิ primary cell wall > cellulose
ผนังเซลล์ทุติยภูมิ Secondary cell wall > lignin
cell wall พืช ที่มี cellulose เป็นองค์ประกอบ
เซลล์พืชทุกเซลล์ต้องมี!!
เพ่ิมความแข็งแรงให้เซลล์
ส่วนที่อยู่ระหว่างผนังเซลล์ 2 เซลล์
กันน้ำ : สารผ่านเข้าออกยาก
เซลล์ที่ตายแล้ว :(
-mitosis
- มีชีวิต จึงไม่มี ...
non secondary cell wall
shoot apical meristem
root apical meristem
ใบเลี้ยงคู่ส่วนใหญ่
... ใบเลี้ยงเดี่ยว หมากผู้หมากเมีย &จันทน์ผา
vascular cambium
cork cambium/phellogen
epidermis
บน
ผิว
อยู่ชั้นนอกสุด
คอยป้องกันเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านใน
ประกอบด้วย epidermal cell ชั้นเดียว
อาจมี guard cell ควบคุมการเปิดปิดของ stomata
ไม่มีผนังเซลล์ทุติยภูมิ ไม่มีคลอโรพลาสต์
cutin
วาวๆ มันๆ : ลดการสูญเสียน้ำ >> Cuticle<<
trichome:ป้องกันผู้ล่า

root hair : เพ่ิมพื้นที่ผิวในการดูดน้ำ แร่ธาตุ
parenchyma
ไม่มีผนังเซลล์ทุติยภูมิ
intercellular space
ใหญ่โต : เซลล์ขนาดใหญ่ มีผนังบาง
โอ่ : vacuole ขนาดใหญ่
อ่า : สะสมสาร และอาหาร
สง่ากลม : มีรูปร่างกลม
chlorenchyma
collenchyma
พบบริเวณใต้ epidermis โดยเฉพาะบริเวณที่มีความแข็งกว่าบริเวณอื่น
เช่น ก้านใบ เส้นกลางใบ มีหน้าที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้แก่โครงสร้างพืช
ให้พืชทรงตัวอยู่ได้ และช่วยป้องกันแรงเสียดทาน
ลักษณะเซลล์จึงคล้ายเซลล์ของ parenchyma หนาตรงมุม
sclereid/stone cell
ผนังเซลล์ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ
เซลล์มักมีรูปร่างไม่ยาว แต่มีรูปร่างหลากหลาย มักพบตามเนื้อผลไม้ที่สาก เช่น สาลี่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล และ กะลามะพร้าว
ตายแล้ว
มีชีวิตอยู่
ไฟเบอร์ (fiber), สเกลอรีด (sclereid)
รูปร่างเรียวแหลม :safanino
ตาย
มีชีวิต
ตาย
มีชีวิต
test
คำถาม : อาหารที่พืชสร้างขึ้นมักจะนำไป
สะสมไว้ที่เซลล์ชนิดใด
1. sieve tube
2. sclereid
3. parenchyma
4. spongy cell
คำถาม : น้ำยางจากต้นยางพาราที่เรากรีด ส่วนใหญ่จะได้จากเซลล์ที่พบในเนื้อเยื่อพวกใด
1. cortex
2. phloem
3. xylem
4. Epidermis
การแบ่งบริเวณของราก
1. บริเวณหมวกราก (root cap)
2. บริเวณเซลล์แบ่งตัว
หรือบริเวณเนื้อเยื่อเจริญ (meristermatic zone)
3. บริเวณเซลล์ที่มีการยืดตัว (zone of cell elongation)
4. บริเวณขนราก (root hair zone) หรือบริเวณที่มีการเติบโตเต็มที่
อยู่บาง ร่างได้ ใหญ่เล็ก
1.จำแนกตามการเกิดและการเจริญเติบโต
2.จำแนกตามตำแหน่งที่อยู่
primary meristem

ไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์
สะสมสาร
fiber /ston cell
ขอบแข็งขึ้น!
fiber /ston cell
พืชมีท่อลำเลียงทุกตัวมี!
พืชมีดอก พืชไฮโซ !
pholem fiber
pholem parenchyma
sclerenchyma : fiber , sclereid
xylem : tracheid,vessel
ลักษณะของ meristematic tissue
'อยู่บาง-ร่างได้-ใหญ่เล็ก'
มีชีวิตอยู่
ผนังบาง
มีรูปร่าง
นิวเคลียสขนาดใหญ่
vacuoeles ไม่มี หรือมีขนาดเล็ก
ไม่มี intercellular spaces
promeristem (แรกเกิด)
มีการเจริญเติบโตตลอดเวลา
เจอบริเวณปลายราก ยอด กิ่ง ตา
แบ่งตัวยาวขึ้น
secondary meristem
protoderm
อยู่นอกสุดมักเป็นแถว
เรียงเดี่ยว epidermis
procambium
กลายเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงชั้นแรก
ground meristem
primary xylem
primary phloem
vascular cambium
2nd xylem+2nd phloem
cork cambium(phellogen)
แบ่งให้ cork/phellem และ
phelloderm ลำต้นอ้วนขึ้น
sarc's classification
phellogen
phellem
phelloderm
periderm
เนื้อไม้
bark
เอพาเกลอ-เอนคอร์กคอล
epidermis ของลำต้นพืชที่มีสี เช่น ชบา ฤาษีผสม
มีรงควัตถุ anthocyanin
cork/phellem
ใหญ่โต-โอ่อ่า-สง่ากลม
สังเคราะห์ด้วยแสง
ในก้านใบและเส้นก้านกลาง พุทธรักษา
arenchyma
fiber
หัวแหลมท้ายแหลม
ผนังเซลล์หนามากเป็นสารประกอบปรลิกนิน
ช่องว่างภายในเซลล์แคบมากเรียกว่า ลูเมน
ให้ความเหนียวและยืดหยุ่น
ช่วยให้ความแข็งแรงแก่พืชพยุงลำต้นให้ตั้งตรง เช่น เชือก เสื้อผ้า
สเกลอเลงคิมา (sclerenchyma)
endodermis
อยู่ด้านนอกของเนื้อเยื่อลำเลียงของราก
เซลล์มีรูปร่างคล้ายเซลล์พาเรงคิมา
ที่ผนังเซลล์มีสารลิกนิน และ ซูเบอริน มาพอกหนาทั้งทางด้านรัศมีและด้านขวาง
มีลักษณะเป็นแถบ เรียกว่า Casparianstrip เซลล์เรียงตัวกันแน่นไม่มีช่องว่างน้ำจึงผ่านไม่ได้
phellogen
phellem
phelloderm
periderm
เนื้อไม้
bark
เอ
พาเกลอ-เอนคอร์กคอล
เอ
พา
เกลอ-เอนคอร์กคอล
เอ
พา
เกลอ
-เอนคอร์กคอล
เอพ
าเกลอ-
เอน
คอร์กคอล
เกิดจากการแบ่งตัวของคอร์กแคมเบียม
มีสารจำพวกซูเบอริน ลิกนิน
ทำหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำ ป้องกันความร้อน ความเย็น และอันตรายจากภายนอก

สะสมอาหารจำพวกแป้ง
ในลำต้นพืชอ่อน ๆ ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง
ในพืชตระกูลถั่วจะอยู่รวมเป็นกลุ่มที่โคนก้านใบ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหุบใบ กางใบในรอบวัน

เอพาเกลอ-เอน
คอร์ก
คอล
เอพ
าเกลอ-
เอน
คอร์ก
คอล
เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะไม่มีชีวิต มีผนังเซลล์ที่หนามาก
มาจาก scleros ภาษากรีก แปลว่า hard
cell wall ประกอบด้วย cellulose / lignin
โปรโตพลาสต์มักสลายไปหลังจากเจริญเติบโตเต็มที่ทำให้เหลือเป็นช่องว่า Lumen
xylem : vessel
เซลล์ที่ตายแล้ว
ท่อป้อมส้ั้น หลายๆท่อมาต่อกัน
ท่อสั้นแต่ละท่อเรียกว่า vessel member/vessel element
ผนังหนาเป็นสารพวกลิกนินมาสะสม
มีช่องทะลุถึงกัน : รอยปรุ หรือ รูพรุน เรียกว่า perforation plate
หน้าที่ : ลำเลียงน้ำ และแร่ธาตุ
ช่องเปิดด้านปลาย
ช่องเปิดรอบเซลล์
xylem : xylem parenchyma
เซลล์มีชีวิต!!!
ในเนื้อเยื่อไซเลมมีผนังบาง แต่แก่แล้วจะมีสารลิกนินมาสะสมให้ผนังหนาขึ้น
เหมือน parenchyma
เรียงตัวในแนวรัศมี
หน้าที่ : ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุไปตามด้านข้าง เรียกว่า ไซเลมเรย์ (Xylem ray)
xylem : xylem fiber
เซลล์ที่ตายแล้ว
ผนังหนา รูปร่างยาวเรียว หัวท้ายแหลม
มีลักษณะคล้ายเส้นใย
เกิดจากการสะสมของ lignin
หน้าที่ : สร้างความแข็งแรงให้แก่โครงสร้าง
ซีฟทิวบ์ (sieve tube)
มีชีวิต
เซลล์ป้อมสั้น หัวท้ายป้านขนาดใหญ่ ต่อกันเป็นท่อยาว
มีรูปร่างยาว ปลาย 2 ด้านค่อนข้างแหลม
มีรูเล็กคล้ายตะแกรง ซีพเพลท (sieve plate)
มี plasmodesmata เป็นจำนวนมาก
อายุมากขึ้น นิวเคลียสและออร์แกเนลล์จะสลาย
พบในพืชมีท่อลำเลียงทุกชนิด
sieve tube member หลายเซลล์เรียงต่อกัน sieve tube
หน้าที่ : ลำเลียงอาหารในรูปของน้ำตาลซูโครส จากแหล่งผลิตสู่แหล่งสะสมอาหาร
เซลล์คอมพาเนียน (companion cell)
เซลล์มีชีวิต
เซลล์ผอม ผนังบาง ประกบ sieve tube member
เซลล์มีขนาดเล็ก รูปร่างเรียวยาว ปลายแหลม
มีนิวเคลียสขนาดใหญ่
มีกำเนิดจากเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกับ sievetube member
พบในพืชดอก
หน้าที่ : เซลล์ผู้ช่วย sieve tube member ช่วยขนย้ายน้ำตาลจากเซลล์ต้นทางเข้าสู่ sieve tube member
โฟลเอมพาเรงคิมา
(phloem parenchyma)
เหมือนกับพาเรงคิมา
เซลล์ที่มีชีวิต ปกติลำเลียงอาหารในแนวดิ่ง
บางกลุ่มลำเลียงในแนวรัศมี ขวางลำต้นและราก
เรียกว่า phloem ray
phloem : phloem fiber
เซลล์ตายแล้ว
เกิดจากการสะสมตัวของ lignin
หน้าที่ : สร้างความแข็งแรงให้แก่โครงสร้าง
ดูดน้ำ&แร่ธาตุ
ใบเลี้ยงคู่ | ใบเลี้ยงเดี่ยว
รากมี วง endodermis
รากใบเลี้ยงคู่ มี xylem ตรงกลาง
โซนการแบ่งเซลล์ เซลล์มีขนาดเล็ก
มีเนื้อเยื่อเจริญ
ประกอบด้วยเซลล์ พาเรงคิมา หลายชั้น
เซลล์ในบริเวณนี้มีอายุสั้น เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีการฉีกขาดอยู่เสมอ เพราะส่วนนี้จะยาวออกไปและชอนไชลึกลงไปในดินเซลล์
โครงสร้างที่สำคัญในการเบิกนำส่วนอื่น ๆ ของรากลงไปในดิน
ป้องกันส่วนอื่น ๆ ของรากไม่ให้เป็นอันตรายในการไชลงดิน
เซลล์บริเวณหมวกรากจะหลั่งเมือกลื่น(Mucilage) ออกมา
สำหรับให้ปลายรากแทงลงไปในดินได้ง่ายขึ้น
อยู่ถัดจากบริเวณหมวกรากขึ้นไป ประกอบด้วยเซลล์ของ Apical meristem
เซลล์มีขนาดเล็ก มีผนังเซลล์บาง ในแต่ละเซลล์
มี โพรโทพลาซึมเข้มข้นและมีปริมาณมาก
เป็นบริเวณที่มีการแบ่งเซลล์แบบ Mitosis
บางเซลล์ที่แบ่งได้จะทำหน้าที่แทนเซลล์หมวกรากที่ตาย
บางส่วนจะยืดตัวยาวขึ้นแล้วอยู่ในบริเวณเซลล์ยืดตัวที่เป็นส่วนที่อยู่สูงขึ้นไป
เซลล์ที่มีรูปร่างยาว
เกิดมาจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวแล้ว
อยู่ในบริเวณที่สูงกว่าบริเวณเนื้อเยื่อเจริญ
การที่เซลล์ขยายตัวตามยาวทำให้รากยาวเพิ่มขึ้น
เนื้อเยื่อถาวรชนิดต่าง ๆในบริเวณนี้มี Root hair cell เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ
เซลล์ขนรากมีอายุประมาณไม่เกิน 7-8 วัน แล้วจะเหี่ยวแห้งตายไป
แต่ขนรากในบริเวณเดิมจะมีเซลล์ใหม่สร้างเซลล์ขนรากขึ้นมาแทนที่ เนื้อเยื่อที่อยู่บริเวณนี้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่าง ๆ ต่อไปเซลล์บริเวณขนราก
เป็นเซลล์ที่เริ่มแก่ตัวแล้วเจริญไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดเนื้อเยื่อถาวรขั้นต้น (Primary permanent tissue)
บริเวณขนรากประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชนิดคือ เอพิเดอร์มิส (Epidermis) คอร์เทกซ์ (Cortex) และสตีล (Stele)
เซลล์ขนรากเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เอพิเดอร์มิส
แสดงโครงสร้างภายในราก
เมื่อตัดตามขวาง
เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด
มีการเรียงตัวของเซลล์เพียงชั้นเดียว แต่เรียงชิดกัน
เซลล์มีผนังบาง
ไม่มีคลอโรพลาสต์ มีแวคิวโอลขนาดใหญ่
บางเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ขนราก เอพิเดอร์มิส
1.เอพิเดอร์มิส (Epidermis)
บริเวณปลายราก เรียกว่า บริเวณขนราก (root hair zone) เป็นส่วนของเอพิเดอร์มีสที่ยื่นออกมา เรียกว่า ขนราก (root hair)
แก่แล้วสลาย แล้ว xylem ดันเข้าไป

2. คอร์เทกซ์ (Cortex)
เป็นเซลล์แถวเดียวกันเหมือนกับเอพิเดอร์มิส
เอนโดเดอร์มิสจะเห็นได้ชัดเจนในรากของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
เซลล์ชั้นนี้เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีสารซูเบอลิน (Suberin) หรือ ลิกนิน (Lignin) มาเคลือบทำให้ผนังหนาขึ้น ทำให้เป็นแถบหรือปลอกอยู่ เซลล์แถบหนาดังกล่าว เรียกว่า แคสพาเรียนสตริป (Casparian strip)
สำหรับแคสพาเรียนสตริปน้ำและอาหารไม่สามารถผ่านเข้าออกได้
อยู่ระหว่างชั้น เอพิเดอร์มิส และสตีล
เนื้อเยื่อส่วนนี้ประกอบด้วยเซลล์ พาเรงคิมา เป็นส่วนใหญ่ เซลล์เหล่านี้มีผนังบางอ่อนนุ่ม อมน้ำได้ดีเซลล์พาเรงคิมา
ทำหน้าที่สะสมน้ำและอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ชั้นในสุดของคอร์เทกซ์ คือ เอนโดเดอร์มิส

ลำต้น(Stem) เป็นส่วนที่เจริญมาจากเนื้อเยื่อเจริญปลายยอดของต้นอ่อน เรียกว่า หน่อ (Shoot) ซึ่งหมายถึง ต้นและใบรวมเป็นระบบเดียวกัน


ลักษณะของลำต้น ลำต้นจะมี ข้อ (Node) และ ปล้อง (Internode) มีใบติดอยู่ที่ข้อและมักมีตา (Bud) ซึ่งตาอาจจะแตกไปเป็นกิ่ง ใบ หรือดอก

ลำต้นของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว จะเห็นข้อปล้อง ได้ชัดเจน เช่น หญ้า อ้อย มะพร้าว ไผ่ หมากต่างๆ
ลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่ จะไม่เห็นข้อปล้อง เนื่องจากมีการสร้างคอร์ก (Cork) มาหุ้ม
1.1 Epidermis
อยู่ด้านนอกสุดปกติมีอยู่เพียงแถวเดียว
อาจเปลี่ยนเป็น Guard cell hair หรือ trichome ด้านนอกมี cutin เคลือบอยู่
1.2 cortex
ลำต้นจะแคบกว่าของราก
ส่วนใหญ่เป็น parenchyma
มี collenchyma ช่วยให้ลำต้นแข็งแรง
sclerenchyma แทรกตัว
ระยะแรกที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ parenchyma : chlorenchyma สังเคราะห์ด้วยแสง
แตกกิ่งก้านลำต้นมาจาก cortex
สิ้นสุดที่ endodermis (มองเห็นไม่ชัด) ต่างจากราก

เมื่อเจริญเติบโตมากขึ้น parenchyma และ collenchyma เปลี่ยนเป็น
cork cambium แบ่งตัวตลอดเวลาให้ cork (phellem) ทางด้านนอก เซลล์เหล่านี้จะมีอายุสั้นมากและตายเร็ว และมีสารพวกซูเบอริน หรือลิกนินมาสะสม ทำให้ชั้น คอร์กหนาขึ้น และดันเอพิเดอร์มิสให้หลุดร่วงไป
1. โครงสร้างภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
1.2 โครงสร้างภายในของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่มีการเจริญเติบโตขั้นต้น (primary growth เท่านั้น)
มีเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ เช่นเดียวกับลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ คือ
ชั้น epidermis cortex stele
ต่างกันที่มัดท่อลำเลียงรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ประกอบด้วยเซลล์ค่อนข้างกลมขนาดใหญ่ 2 เซลล์ ได้แก่ xylem และ phloem

มัดท่อลำเลียงไม่่มีเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง หรือแคมเบียมจึงทำให้การเจริญด้านข้างมีความจำกัด มักจะเจริญทางด้านสูงมากกว่า เพราะเนื้อเยื่อเจริญข้อและปล้องทำให้ยืดยาวได้ดีกว่า
พืชบางชนิดเนื้อเยื่อตรงกลางจะสลายไปเป็นช่องกลวงภายในของลำต้น เรียกว่า ช่องพิธ (pith cavity) เช่น ลำต้นไผ่ หญ้า เป็นต้น
โครงสร้างภายนอกลำต้น
แต่ !!
ขนราก
เกิดจากเซลล์แถวนอก
รากแขนง : แตกมาจากด้านในจาก pericycle ที่ถัดจาก endodermis
3. สตีล (stele)
เป็นชั้นของเซลล์ที่ต่อจากเอนโดเดอร์มิสเข้ามาเซลล์เรียงกันแถวเดี่ยวหรือ 2 แถวเท่านั้น เพริไซเคิลเป็นจุดกำเนิดของรากแขนง ในลำต้นไม่มีเซลล์ชนิดนี้เลย
เข้าไปในรากพบว่าชั้นของสตีลแคบกว่าชั้นคอร์เทกซ์ ชั้นสตีลประกอบด้วยชั้นต่างๆ คือ

รากพืชใบเลี้ยงคู่ มีกลุ่มของเซลล์ไซเลมซึ่งเป็นเซลล์
ขนาดใหญ่เรียงตัวเป็น 4-6 แฉก (arch) โดยมากมักมี 4 แฉก และมีโฟลเอ็มขนาดเล็ก แทรกอยู่ระหว่างแฉกของไซเลม
รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มีแฉกของไซเลมมากกว่า 4 หรือ 5 แฉก
นอกจากนี้รากพืชใบเลี้ยงคู่ยังมีแคมเบียม ซึ่งจะแบ่งตัวให้วาสคิวลาร์บันเดิลขั้นที่สอง (secondary vascular bundle) เมื่อพืชมีอายุมากขึ้นด้วย

เป็นเซลล์พวกพาเรงคิมาที่อยู่บริเวณกลางสุดของราก ช่วยทำหน้าที่ในการสะสมอาหาร แต่ในพวกพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีอายุมากขึ้นเซลล์เหล่านี้มักจะตายแล้วบุบสลายไปเพราะถูกไซเลมดันเข้าด้านในโครงสร้างของราก

3.1 เพริไซเคิล (pericycle)
3.2 กลุ่มท่อลำเลียงหรือวาสคิวลาร์บันเดิล (vascular bundle)
3.3 พิธ (pith)
แสดงโครงสร้างภายในราก
เปรียบเทียบ รากพืชใบเลี้ยงคู่และรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
หน้าที่และชนิดของราก
รากมีหน้าที่สำคัญ คือ
3.1
ดูด (absorption)
น้ำและแร่ธาตุที่ละลายน้ำจากดินเข้าไปในลำต้น
3.2
ลำเลียง (conduction)
น้ำและแร่ธาตุรวมทั้งอาหารซึ่งพืชสะสมไว้ในรากขึ้นสู่ส่วนต่าง ๆ ของลำต้น
3.3
ยึด (Anchorage)
ลำต้นให้ติดกับพื้นดิน
3.4
แหล่งสร้างฮอร์โมน (producing hormones)
รากเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตฮอร์โมนพืชหลายชนิด เช่น ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน ซึ่งจะถูกลำเลียงไปใช้ เพื่อการเจริญพัฒนาส่วนของลำต้น ส่วนยอด และส่วนอื่น ๆ
เมื่อจำแนกตามการกำเนิดของราก
ชนิดของราก
1. primary root
เป็นรากที่เกิดมาจากรากแรกเกิด หรือ radicle ในขณะที่เป็นเอ็มบริโออยู่ในเมล็ดแล้วเจริญเติบโตยืดยาวออกมา
พุ่งลงสู่ดิน ติดอยู่กับลำต้นมีขนาดใหญ่ และเรียวเล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งก็คือ รากแก้ว (tap Root) นั่นเอง
2. secondary root
เป็นรากที่เจริญจากรากแก้วหรือไพมารีรูท อีกที่หนึ่งเรียกว่า รากแขนง (lateral root) ซึ่งจะมีการแตกแขนงออกไปได้อีก โดยรากแขนงนี้จะแตกออกจากส่วนเพริไซเคิลของราก การแตกแขนงในลักษณะนี้เป็นการแตกแขนงจากเนื้อเยื่อข้างในเรียกว่า เอนโอจีนัส บรานชิง (endogenous branching)
3. รากพิเศษ หรือ รากวิสามัญ
เป็นรากที่ไม่ได้เกิดมาจากรากแรกเกิด และ ไพรมารีรูท ซึ่งแบ่งออกมาเป็นหลายชนิด คือ

เป็นรากขนาดเล็กขนาดเท่าๆกันงอกออกมาจากบริเวณโคนต้นพืชพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
เช่น รากหญ้า รากข้าว เป็นต้น

adventious root
3.2 รากค้ำจุน (prop root)

3.3 รากเกาะ (climbing)


3.4 รากหายใจ (aerationg root
or respiratory root)

รากพวกนี้เมื่อแตกแขนงออกมาจากลำต้นแล้วมักจะห้อยลงมาในอากาศ มักมีสีเขียวของคลอโรฟีลล์ เช่น รากกล้วยไม้ รากไทร เป็นต้น

3.6 รากกาฝาก (parasitic root)

3.7 รากสะสมอาหาร (storage root)

เป็นรากที่มีลักษณะ
เป็นหนามงอกมาจากบริเวณโคนต้น ตอนงอกใหม่ ๆ เป็นรากปกติ
แต่ต่อมาเกิดเปลือกแข็งทำให้มีลักษณะคล้ายหนามแข็ง
ช่วยป้องกันโคนต้นได้ ปกติพบในพืชที่เจริญในที่น้ำท่วมถึง
เช่น โกงกาง ส่วนในปาล์มบางชนิดจะปรากฏ รากหนาม กรณีที่มีรากลอยหรือรากค้ำจุน

3.1 รากฝอย (fibrous root)
เป็นรากที่แตกออกมาจากข้อของลำต้นเหนือดิน ช่วยพยุงลำต้นเอาไว้ไม่ให้ล้มง่าย
เช่น รากค้ำจุนของข้าวโพด โกงกาง เป็นต้น
เป็นรากที่ออกมาจากลำต้นแล้วยึดเกาะกับเสาหรือไม้อื่น
เพื่อไต่ขึ้นด้านบน เช่น รากเกาะของพลู พลูด่าง เป็นต้น
เป็นรากที่แตกแขนงจากรากใหญ่แล้วแทงขึ้นด้านบนขึ้นเหนือพืชดินหรือพืชน้ำ เซลล์มักเป็นพาเรงคิมา มีช่องว่างระหว่างเซลล์มากทำให้อากาศผ่านได้ดี
เช่น รากหายใจของแสม ลำพู เป็นต้น
3.5 รากสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthetic root)
เป็นรากของพืชที่เป็นกาฝากที่แทงลงไปในเนื้อเยื่อของพืชแล้วดูดน้ำและอาหารส่งให้ ลำต้นของมัน รากที่แทงเข้าไปในเนื้อเยื่อพืชที่เป็นโฮสต์ (host) เรียกว่า ฮูสทอเรียม (haustorium)
ทำหน้าที่สำคัญในการสะสมอาหาร โดยสะสมอาหารพวกแป้ง น้ำตาลและโปรตีนเอาไว้ ทำให้มีลักษณะอวบอ้วน เราจึงเรียกว่า หัว ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงจากรากแก้ว เช่น หัวผักกาด หรือเปลี่ยนแปลงมาจากรากฝอย เช่น หัวมันแกว เป็นต้น
3.8 รากหนาม ( Thorn Root)
1.3 stele
ในลำต้นชั้นนี้จะกว้างมาก
ไม่สามารถแบ่งแยกออกจาคอร์เทกซ์ได้ชัดเจน
1) วาสคิวลาร์บันเดิล หรือมัดท่อลำเลียง
xylem อยู่ด้านใน phloem อยู่ด้านนอก
vascular bundle เรียงตัวอยู่ในแนวรัศมีเดียวกัน
vascular cambium อยู่ตรงกลางระหว่าง xylem& phloem พืชใบเลี้ยงคู่
2) พิธ
เป็นเนื้อเยื่อชั้นในสุดของลำต้น
parenchyma สะสม เช่น ลิกนิน แทนนิน เป็นต้น
ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเป็นปล้อง!
โครงสร้างของลำต้น
function & structure of stem
หน้าที่ของลำต้น
function of stem
1. เป็นแกนสำหรับพยุง (support)
กิ่งก้าน ใบ และดอกไม้ได้รับแสงแดดมากที่สุด
เนื่องจากแสงแดดจำเป็นสำหรับกระบวนการสร้างอาหาร
2. เป็นตัวกลางในการลำเลียง (Transport)
ลำเลียงน้ำ แร่ธาตุ และอาหาร ส่งผ่านไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช
เมื่อลำต้นได้รับน้ำและแร่ธาตุที่ส่งมาจากรากแล้วลำต้นจะลำเลียงส่งไปยังใบ
เมื่อใบสังเคราะห์อาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแล้วจะส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช
ลำต้นยังทำหน้าที่ สะสมอาหาร แพร่พันธ์ สังเคราะห์ด้วยแสง และยังอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทำหน้าที่อื่น เช่น มือเกาะ (tendril) หนาม (spine) สะสมยางลาเทกซ์ แทนนิน เป็นต้น
ชนิดของลำต้น
Type of stem
1. ลำต้นเหนือดิน (terrestrial stem)
แบ่งเป็น ต้นไม้ยืนต้น (tree) ,ไม้พุ่ม (shrub) ,ไม้ล้มลุก (herb)
ลำต้นเถาวัลย์ถั่วฝักยาว เรียกว่า Twiner (ลำต้นพันหลัก)
ลำต้นพลูด่าง พริกไทย เรียกว่า Climber (ลำต้นปีนป่าย)
ลำต้นแตง ผักบุ้ง หญ้า เรียกว่า Creeping (ลำต้นเลื้อย)
ลำต้นกุหลาบ การะเวก เรียกว่า Spine (ลำต้นหนาม)
กระบองเพชร พญาไร้ใบ สนทะเล เรียกว่า Cladophyll (ลำต้นแผ่แบนคล้ายใบ)
2. ลำต้นใต้ดิน (underground stem))
ลำต้นเปลี่ยนเป็นมือเกาะ (stem tendril/tendril climber)
มือเกาะจะบิดเป็นเกลียวคล้ายสปริง เพื่อให้มีการยืดหยุ่น
เมื่อลมพัดผ่านมือเกาะจะยืดหดได้ เช่น ต้นบวบ น้ำเต้า ฟักทอง องุ่น แตงกวา ตำลึง กะทกรก เสาวรส
บางครั้ง tendril อาจเกิดจากใบที่เปลี่ยนแปลงไป
ลำต้นเปลี่ยนเป็นหนาม (STEm Spine,stem thorn)
หรือขอเกี่ยว (Hook) บางทีเรียก สแครมเบลอร์ (Scrambler) เพื่อใช้ในการไต่ขึ้นที่สูง
เช่น หนามเฟื่องฟ้า มะนาว มะกรูด หนามกุหลาบ
ส่วนกระดังงา การเวก มีขอเกี่ยวที่เปลี่ยนแปลงมาจากลำต้นแล้วยังมีดอกออกมาจากขอเกี่ยวได้ด้วย
ลำต้นเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบ (cladophyll ,phylloclade)
ลำต้นเปลี่ยนไปอาจแผ่แบนคล้ายใบ หรือเป็นเส้นเล็กยาว และมีสีเขียว ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นใบ
เช่น สนทะเล สนประดิพัทธ์
ส่วนใบที่แท้จริงเป็นแผ่นเล็กๆ ติดอยู่รอบๆ ข้อ เรียกว่า ใบเกล็ด
เช่น โปร่งฟ้า
บางลำต้นนี้มีลำต้นอวบน้ำ (succulent) เช่น กระบองเพชร พญาไร้ใบ สลัดได เป็นต้น
บางลำต้นอาจเกิดจากตาหรือหน่อเล็ก ๆ ที่อยู่เป็นยอดอ่อน หรือใบเล็กๆ ใบแตกออกจากยอดลำต้นแทนดอก หลอดแล้วสามารถเจริญเป็นต้นใหม่ได้ เช่น หอม กระเทียม ศรนารายณ์ เป็นต้น
3.Bulb
เป็นลำต้นใต้ดินที่ตั้งตรงมีข้อปล้องสั้นมากตามปล้องมีใบเกล็ด(ScaleLeaf)ทำหน้าที่สะสมอาหารซ้อนห่อหุ้มลำต้นไว้หลายชั้นจนเห็นเป็นหัวลักษณะกลมใบชั้นนอกสุดจะลีบแบนไม่สะสมอาหาร ส่วนล่างของลำต้นมีรากเป็นกระจุก เช่น หอม กระเทียม พลับพลึง ว่านสี่ทิศหัวกลม
1. เหง้า ( rhizome or root stock) เป็นลำต้นใต้ดินที่มักเจริญในแนวขนานกับผิวดิน อาจมีลักษณะกลมแตกติดต่อกันหรือกลมยาว มีข้อและปล้องสั้นๆ มีใบเกล็ดหุ้มตาไว้ ตาอาจแตกแขนงเป็นลำต้นใต้ดินหรือลำต้น และใบแทงขึ้นเหนือดินมีส่วนรากแทงลงดิน ได้แก่ ขมิ้น ขิง ข่า พุทธรักษา กล้วย
2. Tuber
เป็นลำต้นใต้ดินสั้นๆ ประกอบด้วยข้อและปล้อง 3-4 ปล้องไม่มีใบลำต้นมีอาหารสะสม ทำให้อวบกลม มีตาอยู่โดยรอบเกล็ด บริเวณปล้องมีตาซึ่งตามักจะบุ๋มลงไป ตาเหล่านี้สามารถงอกเป็นต้นใหม่ได้ ได้แก่ มันฝรั่ง มันหัวเสือ
4.Corm เป็นลำต้นใต้ดินที่มีลำต้นตั้งตรงลักษณะกลมยาวหรือกลมแบนมีข้อปล้องเห็นชัดตามข้อมีใบเกล็ดบางๆ หุ้ม ลำต้นสะสมอาหารทำให้อวบกลมมีตาตามข้อสามารถ งอกเป็นใบโผล่ขึ้นเหนือดินหรืออาจแตกเป็นลำต้นใต้ดินต่อไปได้ด้านล่างของลำต้นมีรากฝอยเส้นเล็กจำนวนมาก ได้แก่ เผือก แห้ว บัวสวรรค์ ซ่อนกลิ่น
การเจริญเติบโตของรากและลำต้น
ต้นไม้สูงขึ้น ใหญ่โตขึ้น : แตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น
เกิดจากการแบ่งเซลล์เนื้อเยื่อเจริญปลายราก ปลายยอด
ส่วนปลายสุดมีการแบ่งตัว ส่วนที่ถัดลงมาเป็นเซลล์มีการยืดตัวทำให้ปลายอดยืดยาวขึ้น เป็นเนื้อเยื่อเจริญขั้นต้น (primary meristem) ทำให้เกิดการเจริญเติบโตขั้นต้น (primary growth) การเจริญเติบโตขั้นที่สอง (secondary growth)

ลำต้น (STEM)

รากในบริเวณที่มีขนราก หรือเหนือบริเวณนี้ขึ้นไป จะประกอบด้วย primary permanent tissue
หากตัดตามขวางประกอบด้วยเนื้อเยื่อจากด้านนอกเข้าไปด้านใน ดังนี้
1. epidermis : มาจาก protoderm เป็นเซลล์แถวเดียวอยู่ชั้นนอกสุดของราก มี cutin เคลือนบนผนังทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่อภายใน
2. cortex อาณาเขตถัดจาก epidermis ถึง endodemis ทำหน้าที่รับน้ำที่ขนรากดูดซึมเข้ามาผ่านไปยังไซเลม
3. endodermis มีแถวเดียวเรียงกัน มีแถบ casparian strip มีสารพวก suberin lignin มาพอกทำให้ยับยั้งการเคลื่อนที่ของน้ำ และเกลือแร่
4. สตีล (stele) เป็นอาณาเขตภายในรากที่อยู่ถัดจาก endodermis
- pericycle
- primary phloem
- vascular cambium
-primary xylem
-pith

ราก (root)

primary growth of root
secondary growth of root

เกิดจาก วาสคิวลาร์ แคมเบียม ของราก สร้างเนื้อเยื่อขั้นที่สอง เพื่อให้รากเพิ่มขนาดนี้
บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงคือบริเวณของชั้น เพอริไซเคิล ของรามีอายุมากจะมีการแบ่งเซลล์เกิดขึ้น เปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อเจริญ ทำหน้าที่คล้ายเป็น คอร์กแคมเบียม แบ่งเซลล์ออกไปทางด้านคอร์เทกซ์
periderm จะดันส่วนของ cortex และ epidermis หลุดไป ดังนั้นในรากแก่ จึงไม่พบ epidermis cortex จะมีแต่ periderm และ stele เท่านั้น
2.2 การเจริญเติบโตขั้นที่สอง รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ชั้นของ stele จะไม่มี pericycle & vascular cambium แต่ตรงกลางจะมีพิธ
ไม่มการเจริญเติบโตขั้นที่สองของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
รากพืชบางชนิด เช่น มะพร้าว ปาล์ม มีรากขนาดใหญ่ เพราะเนื้อเยื่อแบ่งเซลล์ตลอดเวลา
2.1 การเจริญเติบโตขั้นที่สองของรากพืชใบเลี้ยงคู่
1. primary growth of stem
การเจริญเติบโตขั้นต้นเป็นการเพิ่มความยาวของยอดของเนื้อเยื่อเจริญของปลายยอดทำให้ลำต้นยืดยาวออก โดยเพ่ิมความสูง
1.1 การเจริญเติบโตขั้นต้นของลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
protoderm : Epidermis
ground meristem : cortex , pith , pith ray
procambium : vascular cambium
1.2 การเจริญเติบโตขั้นต้นของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ในลำต้นของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ส่วนวาสคิวลร์บันเดิล จะเห็นเซลล์ค่อนข้างกลมขนาดใหญ่ ปกติจะมี 2 เซลล์ คือ เวสเซลของไซเลม สำหรบโฟลเอมเซลล์มีลักษณะเป็นรูปหลายเหลี่ยม ขนาดเล็กกว่าไซเลม รวมอยู่ทางด้านบนของกลุ่มไซเลม


primary growth of stem
secondary growth of stem
2.1 การเจริญเติบโตขั้นที่สองของลำต้นใบเลี้ยงคู่
การเจริญเติบโตขั้นที่สองนี้ จะทำให้พืชมีขนาดให่ขึ้นตามเส้นรอบวงขณะเดียวกัน ทางยอดองพืชก็ยังคงเจริญเติบโตต่อไป การเจริญเติบโตทางด้านข้างนี้ทำให้พืชเติบโตต่อเนื่องกับการเจริญเติบโตส่วนยอด และทำให้พืชมีอายุยาวมากขึ้น
มีการสร้าง vascular cambium ซึ่งเกิดจากเซลล์ของพิธเรย์ เนื้อเยื่อเจริญชื่อว่ าอินเตอร์ฟาสซิคิวลาร์แคมเบียม (interfacicular cambium) ไปเชื่อมติดกับฟาสซิคิวลาร์แคมเบียม ที่อยู่ระหว่าง ไซเลมและโฟลเอ็มขั้นต้น
กลายเป็นวงแหวน จึงเรียกชื่อใหม่ว่า วาสคิวลาร์แคมเบียม
ใน 1 ปี วาสคิวลาร์แคมเบียมจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่มขึ้น
ตามจำนวนมากน้อยต่างกันในแต่ละฤดู ซึ่งขึ้นจะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและอาหารเซลล์ชั้นไซเลมที่สร้างขึ้นในฤดูฝนจะเจริญเร็วมีเซลล์ขนาดใหญ่ ผนังบาง สีจาง ไซเลมแถบกว้าง (spring wood)
ส่วนในฤดูแล้ง(summer wood)จะมีเซลล์ขนาดเล็ก ผนังหนา สีเข้ม แถบแคบ ลักษณะดังกล่าวทำให้ เนื้อไม้มีสีจางและสีเข้มสลับกันมองเห็นเป็นวง เรียกว่า วงปี (annual ring)

แก่นไม้ (heart wood) มาจากไซเลมขั้นต้นที่ด้านที่อยู่ในสุดของลำต้นหรือรากที่มีอายุมากแล้วอุดตันไม่ลำเลียงน้ำ กระพี้ไม้ (sapwood) คือ ไซเลมที่อยู่รอบนอกซึ่งมีสีจางกว่าชั้นในทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ เนื้อไม้ (wood) คือ เนื้อเยื่อไซเลมทั้งหมด (กระพี้ไม้+ แก่นไม้) เปลือกไม้ (bark) คือ ส่วนที่อยู่ถัดจากวาสคิวลาร์แคมเบียม ออกมา ประกอบด้วย เอพิเดอร์มิส คอร์เทกซ์ และโฟลเอ็ม ส่วนลำต้นที่อายุมากๆ เนื้อเยื่อบางชั้นก็ตายไป ทำให้มี คอร์ก คอร์กแคมเบียม และโฟลเอ็มขั้นที่ 2 ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารได้

1. ฐานใบ (base)
เป็นส่วนที่ยึดติดกับลำต้นหรือกิ่ง
ใบพืชบางชนิดที่ฐานใบจะมีใบเล็กๆติดอยู่ 2 ข้าง เรียกว่า หูใบ (stipule) เช่น ใบชบา ใบมะขาม เป็นต้น
2. ก้านใบ (petiole)
เป็นส่วนที่อยู่ระหว่างตัวใบและลำต้น โดยอยู่ติดกับเส้นกลางใบ
พืชบางชนิดมีก้านบางชนิดไม่มีก้านใบ
ในพืชใบเลี้ยงคู่มักมีก้านใบที่ค่อนข้างกลมหรือกลม
ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมักมีก้านใบแผ่เป็นแผ่นหุ้มข้อของลำต้น เรียกว่า กาบใบ (leaf sheath)
ภายในก้านใบจะมีท่อลำเลียง (มีไซเลมและโฟลเอ็ม) ติดต่ออยู่กับลำต้น

3. ตัวใบหรือแผ่นใบ (blade หรือ lamina)
เป็นส่วนของใบที่มีลักษณะเป็นแผ่นแบนบาง
เพื่อให้คลอโรฟีลล์ในใบมีโอกาสสัมผัสหรือได้รับแสงแดดให้มากที่สุด ตัวใบมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
เช่น มีรูปร่างคล้ายใบหอก ลูกธนู หัวใจ ไต เคียว ช้อนเป็นรูปไข่ แหลม ยาว เป็นเส้น เป็นต้น ตัวใบประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้
3.1 ยอดใบ (apex) อยู่นอกสุดของตัวใบ อาจเรียว มน แหลม หรือเว้าเข้าสู่ใบเป็นแบบต่างๆ กัน
3.2 ขอบใบ (rim หรือ margin) อยู่ทางด้านข้างของตัวใบ บางชนิดมีลักษณะเรียบ หยักหรือเว้าในแบบต่างๆกัน
3.3 เส้นกลางใบ (midrib) และเส้นใบ (vein) มีการจัดเรียงตัวของเส้นใบออกเป็น 2 แบบ คือ

ส่วนประกอบภายนอกของ ใบพืชแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ


ผิวด้านบนส่วนที่รับแสงเรียกว่า หลังใบ (dorsal side) ส่วนด้านล่างที่ไม่ได้รับแสง เรียกว่า ท้องใบ ( ventral side )
ทางด้านหลังใบมักมีสีเขียวเข้มและผิวเรียบกว่าด้านท้องใบ
แต่เส้นใบทางด้านท้องใบจะนูนออกมาเห็นได้ชัดเจนกว่า

ลักษณะโครงสร้างภายนอกของใบ
การจัดระเบียบของเส้นใย
ประเภทของใบ
พืชหายใจเข้าทางปากใบ ซึ่งเป็นทางเดียวกันกับที่ปล่อยออกซิเจนออกมาในขณะสังเคราะห์ด้วยแสง
การแลกเปลี่ยนแก๊สของพืชจะเกิดในชั้นมีโซฟิลล์ของใบ ซึ่งในชั้นนี้เป็น สปันจีเซลล์ ซึ่งเป็นเซลล์ที่เรียงตัวกันอย่างหลวม ๆ ทำให้มีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก พื้นที่ผิวของ สปันจีเซลล์ มีการสัมผัสกับอากาศโดยตรง จึงเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สได้มาก

การแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างเซลล์กับอากาศจะเกิดขึ้นได้ นอกจากเยื่อหุ้มเซลล์จะต้องบางแล้ว สิ่งที่จำเป็นอีกประการหนึ่งคือ ความชื้น ช่องว่างระหว่างสปันจีเซลล์ มีความชื้นเกือบ 100 % จึงเหมาะสมกับการแลกเปลี่ยนแก๊สได้ดี
โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊ส

พืชที่อยู่บนบก พืชที่มีใบปริ่มน้ำ และพืชที่ขึ้นอยู่ในทะเลทราย มีจำนวนปากใบที่แตกต่างกัน เพราะปัจจัยสำคัญอยู่ที่ปริมาณน้ำหรือความชื้น ในอากาศซึ่งพืชนั้น ๆ อยู่
พืชบก จะมีปริมาณปากใบมากที่สุด โดยปากใบส่วนใหญ่อยู่ที่ผิวใบด้านล่าง เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำออกจากใบ
พืชที่มีใบปริ่มน้ำ ปากใบจะมีเฉพาะผิวใบด้านบนเนื่องจากผิวใบด้านล่างอยู่ปริ่มน้ำหรือจมน้ำ นอกจาก นั้นแล้วมัดท่อลำเลียงหรือเส้นใบมีขนาดเล็ก ช่องว่างระหว่างเซลล์มีขนาดใหญ่
พืชทะเลทราย พยายามลดอัตราการคายน้ำด้วยการเปลี่ยนใบให้เป็นหนามหรือมีปากใบที่จมลึกเข้าไปอยู่ในเนื้อใบพืช
นอกจากมีปากใบเป็นทางผ่าน เข้าออกของอากาศแล้ว ที่ผิวของลำต้นพืชบางชนิดเมื่อมีอายุมากขึ้น จะมีรอยแตกเป็นทางยาว หรือแตกตามขวาง รอยแตกเหล่านี้ เรียกว่า เลนทิเซล (Lenticel) เป็นทางผ่านเข้าออกของอากาศเช่นเดียวกับปากใบ

ส่วนที่รากมีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างอากาศที่อยู่ในช่องว่างของเม็ดดินกับเซลล์ที่ผิวราก เซลล์ของรากจึงได้แก๊สออกซิเจนตามต้องการ
การพรวนดินที่รอบ ๆ โคนต้นไม้อยู่เสมอ ทำให้ดินโปร่งและร่วนซุยเป็น
การเพิ่มช่องว่างระหว่างเม็ดดินได้มาก จึงมีอากาศมากพอให้เซลล์รากนำออกซิเจนไปใช้ได้

ดินที่ร่วนซุยทำให้รากชอนไชไปได้ไกล จึงดูดน้ำและเกลือแร่ได้ดี นอกจากนั้นยังเป็นการระบายน้ำไม่ให้ขังอยู่รอบ ๆ โคนต้นอีกด้วย
พืชหายใจด้วยการดึงแก๊สออกซิเจนจากอากาศ หรือจากน้ำที่พืชอาศัยอยู่
แก๊สออกซิเจนนี้นำไปสลายอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน ATP พร้อมกับปล่อย
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมานำไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงได้อีกด้วย

การหายใจของพืชมีกลไกการแลกเปลี่ยนแก๊สดังนี้
*เมื่อพืชสลายอาหารได้พลังงานแล้วปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทางปากใบ และเลนทิเซล แก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ จะปะปนกันบ้าง
แต่คุณสมบัติที่สำคัญของแก๊สและของเหลวมีอยู่ข้อหนึ่ง
คือ จะแพร่ออกจากบริเวณที่มีความหนาแน่นมากกว่าไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยกว่า ถ้าใบมีความหนาแน่นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่า แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จึงแพร่จากใบสู่บรรยากาศ
ในขณะนั้นแก๊สออกซิเจนที่มีความหนาแน่นมากในบรรยากาศจะแพร่เข้าสู่ใบซึ่งมีความหนาแน่นของแก๊สออกซิเจนน้อยกว่า

* ในเวลากลางวันพืชมีทั้งการหายใจและการสังเคราะห์ด้วยแสง สำหรับการสังเคราะห์ด้วยแสงนั้น พืชจะใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แล้วปล่อยแก๊สออกซิเจนออกมา อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะสูงขึ้น หรือลดลง มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเข้มของแสง ดังนั้นในช่วงที่มีความเข้มแสงมาก อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงก็ยิ่งมาก พืชจึงใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาก พร้อมกับปล่อยแก๊สออกซิเจนออกมามากด้วย

การหายใจของพืชหลังการเก็บเกี่ยว

การที่ผลผลิตของพืชหลังการเก็บเกี่ยวอยู่ได้นานเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณของสารอาหารและน้ำที่สะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของพืชและอัตราการรหายใจของพืชหลังเก็บเกี่ยว แต่พืชแต่ละชนิดจะมีอัตราการหายใจหลัง การเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน
เบียลี ( Biale ) นักชีวเคมีชาวอเมริกันแบ่งผลของพืช ( ผลไม้ ) ตามลักษณะของการหายใจได้เป็น 2 พวก คือ

ปัจจัยที่มีผลต่อการหายใจ

1. พวกมีอัตราการหายใจสูงหลังจากเก็บเกี่ยว
ในช่วงที่แก่และเมื่อผลไม้สุก พวกนี้เรียกว่า ไคลแมกเทริก ( climacteric )
ได้แก่ กล้วย น้อยหน่า มะม่วง เป็นต้น
2. พวกมีอัตราการหายใจค่อย ๆ ลดลง
เมื่อผลไม้อายุมากขึ้น และเมื่อผลไม้สุกอัตราการหายใจก็ไม่เพิ่มขึ้น เรียกพวกนี้ว่า นอนไคลแมกเทริก ( non-climacteric ) เช่น องุ่น ส้ม สัปปะรด มะนาว เป็นต้น
บริเวณ Spongy mesophyll ของใบ โดยผ่านปากใบ ซึ่งมีการถ่ายเทความร้อนได้เป็นอย่างดี เพื่อลดอุณหภูมิของใบให้ต่ำลง


บริเวณขนราก ( Root hair ) มีการแลกเปลี่ยนแก๊สระหว่างที่เซลล์ ของราก ในส่วนนี้อากาศจะถ่ายเทได้ดี ทำให้รากพืชหายใจได้ดีด้วย
เลนติเซล ( Lenticel ) คือ ส่วนที่เป็นรอยแตกของผิวลำต้น รอยแตกนี้เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สได้น้อยกว่าที่ปากใบ
เนื้อเยื่อ
Full transcript