Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

ประวัติละครไทย

No description
by

chayanee phothichan

on 12 November 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ประวัติละครไทย

ความเป็นมาของละครไทย
ละครไทย เป็นศิลปะและวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ แบ่งออกเป็น
- ละครรำแบบดั้งเดิม ได้แก่ ละครชาตรี ละครนอก ละครใน
- ละครรำที่ประยุกต์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์ ละครพันทาง ละครเสภา ละครสังคีต ละครร้อง ละครพุด ละครเพลง ละครหลวงวิจิตรวาทการ
วิวัฒนาการละครไทย
ละครไทยได้ฟื้นฟูและมีการแสดงที่เป็นแบบแพผทั้งที่เป็น
แบบพื้นบ้าน และแบบมาตรฐานในราชสำนักโดยเริ่มมีมา
ตั้งแต่สมัยสุโขทัย
ประเภทของละครไทย
ละคร หมายถึง การแสดงที่ดำเนินเป็นเรื่องราว เข้าใจว่าได้รับวัฒนธรรมมาจากอินเดียเพราะมีวิธีการ
แสดงและท่ารำที่คล้ายคลึงกับของอินเดีย ทั้งนี้ในสมัยโบราณอินเดียเป็นประเทศที่มีความเจริญทาง
วัฒนธรรมและอารยธรรมสูงมากและได้เผยแพร่วิทยาการไปยังประเทศต่างๆ เช่น การแพทย์ กฎหมาย อักษรศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี รวมทั้งการละครด้วย
ละครรำ
ละครรำดั้งเดิม
ละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่
ประวัติละครไทย
สมัยสุโขทัย
สมัยสุโขทัยดนตรีไทยมีลักษณะเป็นการขับลำนำ
และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง สันนิษฐานว่า วงดนตรีไทย ในสมัยสุโขทัย มีดังนี้
วงบรรเลงพิณ
วงขับไม้
วงปี่พาทย์
วงมโหรี
สมัยอยุธยา
ได้พัฒนาการแสดงในรูปแบบของละครรำ นับเป็นต้นแบบของละครรำแบบอื่นๆต่อมา คือ ละครชาตรี
ละครนอก และละครใน สำหรับละครในเป็นละครผู้หญิง แสดงเฉพาะในราชสำนัก

สมัยธนบุรีมีละครรำของหลวงที่มีผู้หญิงและผู้ชายแสดง และมีละครผู้หญิงของเจ้านครศรีธรรมราชส่วนนาฏศิลป์ที่เป็น
การแสดงเพื่อสมโภชพระแก้วมรกต มีทั้งโขน ละครรำ ระบำ และมหรสพต่างๆ
สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยรัตนโกสินทร์ ระบำและรำมีความสำคัญ
ต่อราชพิธีต่างๆในรูปแบบของพิธีกรรมโดยถือปฏิบัติ
เป็นกฎมณเฑียรบาลมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
(สมัยรัชกาลที่1 – รัชกาลที่ 4 )
ศิลปะโขน ละคร ฟ้อนรำ เจริญรุ่งเรีองมาในรัชการที่2
และในสมัยราชการลที่ 6 ซึ่งในสมัยรัชการลที่ 6นี้
พระองค์ทรงโปรดฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้นต่อมาในสมัย
รัชกาลที่ 7ได้มีการโอนศิลปินมาสังกัดกรมศิลปากร
จนในปัจจุบันได้มีสถานการศึกษาหลายแห่ง
เป็นสถานที่ผลิตครูและนักศึกษาทางศิลปะการแสดง
ในสาขาต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมากทั้งโขน ละคร
ฟ้อน รำ
องค์ประกอบสำคัญของละครไทย
เนื้อเรื่อง
เนื้อหาสรุป(Subject)
นิสัยตัวละคร (Characterization)
บรรยากาศ (Atmostphere)
ละครชาตรี ก่อนเริ่มแสดงต้องทำพิธีไหว้ครู ปี่พาทย์โหมโรงโดยใช้กลองตุ๊กตีให้สัญญาณ
ว่าบริเวณนี้จะมีการแสดงละคร ตัวละครมี 3 ตัว
คือ ตัวพระ ตัวนาง และตัวตลก ผู้แสดงเป็นชาย การแสดงดำเนินเรื่องรวบรัดมีผู้บอกบท ผู้รำจะร้องตาม มีลูกคู่ร้องรับวรรคท้ายซ้ำ ๆ กัน 3 ครั้ง เมื่อร้องจบ
จะมีบทเจรจาต่อในการแสดงละครชาตรีเพื่อบูชาครูจะเริ่มการแสดงด้วยการรำซัดไหว้ครู ผู้แสดงร้องเองเล่นเอง และจะเล่นเรื่องพระสุธนนางมโนห์รา
ละครชาตรี
ละครนอก หมายถึงละครที่คนธรรมดาสามัญเล่นกันนอก
พระราชฐานผู้แสดงเป็นชายล้วน การดำเนินเรื่องรวดเร็ว มีบทตลกแทรกไว้ตลอดเวลาโดยไม่ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี การแต่งกาย แต่งตามแบบที่เรียกว่า "แต่งองค์ทรงเครื่อง" เรื่องที่นิยมแสดง เช่น เรื่องสังข์ทอง พระอภัยมณี คาวี ไชยเชษฐ์ มณีพิไชย สุวรรณหงส์ แก้วหน้าม้า สังข์ศิลป์ไชย เป็นต้น
ละครนอก
ละครใน นับว่าเป็นต้นแบบของศิลปะการร่ายรำของไทย เพราะมีสุนทรียะทางนาฏกรรมแสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี
ของไทยในราชสำนัก ท่ารำประณีตงดงามมีลักษณะเฉพาะ เช่น ท่ารำของตัวพระ ศิลปะการรำยกทัพ รำอาวุธ ศิลปะการชมต่าง ๆ
เช่น ชมป่า ชมราชรถ ชมม้า ชมช้างผู้แสดงคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่าง
หน้าตางดงาม ท่วงทีสง่า มีฝีมือในเชิงรำ นิยมแสดงเพียง 3 เรื่อง คือ รามเกียรติ์อุณรุท อิเหนาดนตรีและเพลงขับร้องประกอบท่ารำ
จะมีท่วงทำนองตามลักษณะของการแสดง เช่น เพลงร่าย เพลงช้าปี่ และเพลงโอ้ปี่ เป็นต้น ผู้แสดงไม่ต้องร้องเอง เพราะมีต้นเสียงร้องแทน ไม่ว่าจะเป็นบทดำเนินเรื่องหรือเจรจา
ละครใน
โขน การแสดงโขน เป็นการแสดงท่ารำ เต้น มีดนตรีประกอบ
การแสดง มีบทพากย์และเจรจา ตัวละครประกอบด้วยยักษ์ ลิง มนุษย์ และเทวดา ผู้แสดงสวมหัวโขนไม่ร้องและเจรจาเองแต่ปัจจุบัน
ผู้แสดงเป็นมนุษย์เทวดาจะไม่สวมหัวโขน การแต่งกายแต่งแบบ
ยืนเครื่องเหมือนละครในตามลักษณะตัวละคร ได้แก่ พระนาง ยักษ์ ลิง และตัวประกอบ ศรีษะโขน ได้แก่ ศีรษะเทพเจ้า ศีรษะมนุษย์ ศีรษะยักษ์ ศีรษะลิง และ ศีรษะสัตว์ต่าง ๆโขนแบ่งย่อยออกไปอีก 5 ชนิด ขึ้นอยู่กับลีลาในการแสดงที่แตกต่างกัน ได้
โขน
ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕
กำเนิดขึ้น ณ บ้านเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์
( ม.ร.ว. หลาน กุญชร ) โดยแสดง ณ โรงละครของท่าน
ที่ตั้งชื่อว่า "โรงละครดึกดำบรรพ์"
ใช้ผู้หญิงล้วนผู้ที่จะได้รับคัดเลือกให้แสดงจะต้อง
มีความสามารถพิเศษด้วยคุณสมบัติ คือ
- เป็นผู้ที่มีเสียงดี ขับร้องเพลงไทยได้ไพเราะ
- เป็นผู้ที่มีรูปร่างงาม รำสวย
การแต่งกาย
เหมือนอย่างละครในที่เรียกว่า "ยืนเครื่อง"
ละครดึกดำบรรพ์
ละครพันทาง เป็นละครแบบผสม ผู้ให้กำเนิดละครพันทางคือ เจ้าพระยามหินทร์ศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่เพิ่งมาเป็นหลักฐานมั่นคงในรัชกาลที่ ๕ ท่านไปยุโรปจึงนำแบบละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอกของท่าน ให้มีแนวทางที่แปลกออกไป ละครของท่านได้รับความนิยมมากในปลายรัชกาลที่ ๕ และสิ่งที่ท่านได้สร้างให้เกิดในวงการละครของไทย คือ
- ตั้งชื่อโรงละครแบบฝรั่งเป็นครั้งแรก เรียกว่า "ปรินซ์เทียเตอร์"
- ริเริ่มแสดงละครเก็บเงิน (ตีตั๋ว) ที่โรงละครเป็นครั้งแรก
- การแสดงของท่านก่อให้เกิดคำขึ้นคำหนึ่ง คือ "วิก" เหตุที่เกิดคำนี้คือ ละครของท่านแสดงสัปดาห์ละครั้ง คนที่ไปดูก็ไปกันทุกๆสัปดาห์ คือ ไปดูทุกๆวิก มักจะพูดกันว่าไปวิก คือ ไปสุดสัปดาห์ด้วยการไปดูละครของท่านเจ้าพระยา
ละครพันทาง
ละครเสภามีกำเนิดมาจากการเล่านิทานเมื่อการเล่านิทาน
เป็นที่นิยม แพร่หลายทำให้เกิดการปรับปรุงแข่งขันกันขึ้น
ผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอน ส่ทำนองมีเครื่องประกอบ
จังหวะ คือ "กรับ" จนกลายเป็นขับเสภาขึ้นแต่งกายตามท้องเรื่อง
คล้ายกับละครพันทาง มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ไกรทอง หรือจากบทพระราชนิพนธ์ใน
รัชกาลที่ ๖ เช่น พญาราชวังสัน สามัคคีเสวก
ละครเสภา
ละครรำ
Full transcript