Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

โครงงานเรื่อง ภัยพิบัติทางธรมชาติ ( แผ่นดินไหวและสึนามิ )

No description
by

D'day Very'Happy Mimi'Moji

on 10 September 2017

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of โครงงานเรื่อง ภัยพิบัติทางธรมชาติ ( แผ่นดินไหวและสึนามิ )

-----------------------------------------------------------
1.นางสาว ปิยะดา วงศ์ปัญดิษฐ์ เลขที่ 5
2.นางสาว สุดามาศ พิศงาม เลขที่ 15
3.นาย สิริชัย ผ่องพันธ์ุ เลขที่ 18
4.นาย ธนวิชญ์ เจริญสุข เลขที่ 29
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/10
โครงงาน
เรื่อง
ภัยพิบัติทางธรมชาติ
( แผ่นดินไหวและสึนามิ

)
บทที่ 2 : เอกสาร
และ
โครงงานที่เกี่ยวข้อง
การวัดและหา
ตำแหน่งแผ่นดินไหว
คลื่นแผ่นดินไหว หรือคลื่นไหวสะเทือน (seismic
waves) ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ คลื่นในตัวกลาง
กับ คลื่นพื้นผิว
1. คลื่นในตัวกลางเป็นคลื่นที่มีลักษณะแผ่กระจาย
เป็นวงรอบๆจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว แบ่งได้เป็น 2
ชนิดคือ
- คลื่นปฐมภูมิ (คลื่น P) คลื่นตามยาว อนุภาค
ของคลื่นชนิดนี้เคลื่อนที่ในแนวทิศทางการเคลื่อนที่
ของคลื่นสามารถผ่านได้ในตัวกลางทุกสถานะ
- คลื่นทุติยภูมิ (คลื่น S) คลื่นตามขวางอนุภาค
ของคลื่นมีทิศั้งฉากกับทิศคลื่นเคลื่อนที่ ผ่านได้
ในตัวกลางสถานะของแข็ง
สึนามิ
เป็นกลุ่มคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นจากการย้ายที่ของ
ปริมาตรน้ำก้อนใหญ่ คือ มหาสมุทรหรือทะเลสาบ
ขนาดใหญ่แผ่นดินไหว การปะทุของภูเขาไฟ
และการระเบิดใต้น้ำอื่น (รวมทั้งการจุดระเบิด
วัตถุระเบิดนิวเคลียร์ใต้น้ำ) ดินถล่ม ธารน้ำแข็งไถล อุกกาบาตตกและการรบกวนอื่นไม่ว่าเหนือ
หรือใต้น้ำล้วนอาจก่อให้เกิดเป็นคลื่นสึนามิได้ทั้งสิ้น
คลื่นสึนามิ
( tsunami : สึนะมิ)
"คลื่นที่ท่าเรือ"
หรือ
"คลื่นชายฝั่ง"

Thanks.
บทที่ 1 : บทนำ
1.1. แนวคิด ที่มา และความสำคัญ
ปัจจุบันมีผู้คนมากมายที่ไม่รู้ถึงภัยสึนามิ และ พายุ
ทำให้มีผู้บาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจำนวนมากจากภัยที่กล่าวมา จึงอยากให้ผู้คนได้รับรู้หรือศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเป็นการเสริม
ความรู้ หรือเป็นการป้องกันตนเองจาก
ภัยที่กล่าวมานั้น
1.2. วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้ทราบข้อมูลของภัยสึนามิและพายุ
2.เพื่อให้รู้วิธีป้องกันตัว การเอาชีวิตรอด
จากภัยสึนามิและพายุ
3.เพื่อศึกษาการทำงานของโปรแกรม
Vegas Pro

1.3. ขอบเขตของโครงงาน
- จัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์สร้างเป็นสื่อดิจิทัล
Stop Motion เรื่อง ภัยสึนามิ และ พายุ
- วัสดุอุปกรณ์หรือโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา ได้แก่
= เครื่องคอมพิวเตอร์
= กล้องถ่ายรูป
= เว็บไซต์ข้อมูลสึนามิ
https://th.wikipedia.org/wiki/คลื่นสึนามิ
= เว็บไซต์ข้อมูลพายุ
https://th.wikipedia.org/wiki/พายุ
= โปรแกรม Sony Vegas Pro และ
โปรแกรม Wave Pad

1.4. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ต้องการให้ผู้อ่านเข้าใจ
และสามารถนำความรู้ที่ได้
ไปประยุกต์ใช้ป้องกันตัวเองได้
ในการจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์
พัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา เรื่อง ภัยธรรมชาติ
( แผ่นดินไหว และ พายุ ) คณะผู้จัดทาได้ศึกษาข้อมูล
เอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 ข้อมูลที่เกี่ยวภัยพิบัติทางธรรมชาติ
2.2 การผลิตสื่อวีดีทัศน์เพื่อการประชาสัมพันธ์
2.3 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวและพายุ
ที่นำมาศึกษา

2.1 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
การเปลี่ยนแปลงทางสภาวะแวดล้อมของโลก อาจเกิดขึ้นเนื่องจาก
ปัจจัยธรรมชาติหรือจากการกระทำของมนุษย์ได้ส่งผลให้เกิดปัญหา
ทางกายภาพหรือภัยพิบัติต่างๆทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคต่างๆของ
โลก อาทิ แผ่นดินไหว สึนามิ อุทกภัยตลอดจนภัยพิบัติอื่นๆก่อให้เกิดผล
กระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อมวลมนุษย์ลักษณะการเปลี่ยนแปลง
มีตั้งแต่การเกิดขึ้นอย่างช้าๆไปจนถึงการเกิดอย่างฉับพลันและรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต จึงมีความจำเป็น
ที่จะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการเปลี่ยน
แปลงทางธรรมชาติในโลกต่างๆเพื่อจะได้ปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับ
สภาวะในขณะนี้
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเกิดขึ้นแล้ว
จะส่งผลให้เกิดอันตรายและเกิดความสูญเสียทั้งชีวิต
และทรัพย์สินต่างๆ ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นใน 3 ลักษณะ คือภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุภายใน
โลก เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
บนผิวโลก เช่น การเกิดแผ่นดินถล่ม อุทกภัย ภัยแล้ง ไฟป่า และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในบรรยากาศ เช่น วาตภัย ภาวะโลกร้อน ลูกเห็บ ฟ้าผ่า เป็นต้น
2.2 การผลิตสื่อ
วีดีทัศน์เพื่อการประชาสัมพันธ์
สื่อที่นิยมใช้ในงานประชาสัมพันธ์มากกว่าสื่ออื่นใด ในปัจจุบันนี้ก็คือ สื่อวีดีทัศน์ วีดีทัศน์ หรือ วิดีโอ (Video) เป็นการนาเอาโทรทัศน์ (Television)หรือเนื้อหาทางวิชา
การ นโยบายการประมวลกิจกรรมการดาเนินงาน มาจัดทาเป็นรายการสั้นๆ ใช้เป็นสื่อ
เพื่อการนาเสนอ การอธิบาย การสอนหรือเพื่อจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่งตาม
ความต้องการของผู้ผลิตวีดีทัศน์เป็นผลผลิตที่เกิดจากกระบวนการทางานอย่างมี
ระบบของคณะทางาน ซึ่งจะเรียกเป็นผู้ผลิต หน่วยผลิต ฝ่ายผลิต หรือบริษัทผลิต
รายการ (Prodution House) เพื่อให้ได้มาซึ่งงานวีดีทัศน์ ตามความประสงค์ของ
งานหรือองค์กร กระบวนการดังกล่าวเรียกเป็นกระบวนการผลิตรายการซึ่งมี
เทคนิคขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. การวางแผนการผลิต (Planning)
ในขั้นตอนนี้เป็นการระดมความคิด ความเข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิตรายการ ฝ่ายเทคนิค ฝ่ายเนื้อหา ผู้ออกแบบฉาก
เวที และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประชุมปรึกษาถึงประเด็นการผลิตรายการ
ว่าจะผลิตให้ใครดู หมายถึง กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ดู ผู้ชม และในการผลิต
รายการนั้นจะแสดงถึงอะไรบ้าง จะให้ผู้ชมได้รู้ ได้เห็นเกี่ยวกับอะไร
ประเด็นสุดท้ายในการวางแผนก็คือ ผลิตรายการออกมาแล้ว
คาดหวังผลอย่างไร หรือเพื่อจุดประสงค์อะไรบ้าง
2. การเขียนบท (Script)
บทโทรทัศน์ หรือ บทวีดีทัศน์ เป็นการนาเอาเนื้อหาเรื่องราวที่มีอยู่หรือ
จินตนาการขึ้นมา เพื่อการนาเสนอให้ผู้ดู ผู้ชม ได้รับรู้อย่างพอใจ ประทับใจ ผู้เขียนบทวีดีทัศน์ (Script Writer) จึงจาเป็นต้องมีความรอบรู้ในศาสตร์
และศิลป์ด้านต่าง ๆ มีความเข้าใจในธรรมชาติการรับรู้ของมนุษย์ ความศรัทธา สิ่งละอันพันละน้อย ที่จะไปทาให้กระทบกระทั่ง หรือกระทําาในสิ่งที่ผิดไปจาก
ที่สังคมยอมรับ บทวีดีทัศน์ควรจะมีการใช้ภาษาที่สละสลวย ชวนอ่าน ชวนฟัง มีการเกริ่นนำ การดาเนินเรื่องและบทสรุปที่กระชับสอดคล้องกัน
รู้จักสอดแทรกมุขตลกเกร็ดความรู้ หรือเทคนิคแปลก ๆ มีลีลาที่น่าสนใจ เพื่อเป็นสีสันของเรื่องราว การเขียนบทวีดีทัศน์จะมีทั้งการร่างบทวีดีทัศน์
และการเขียนบทวีดีทัศน์ฉบับสมบูรณ์ ร่างบทโทรทัศน์เป็นการวางโครงเรื่อง (Plot) ของรายการแต่ละรายการ
ปกติจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ การเกริ่นนา (Introduction) เนื้อเรื่องหรือ
ตัวเรื่อง (Body) และการสรุปหรือการส่งท้าย (Conclusion) การเขียนร่างบท
จะเป็นการกำหนดเรื่องราวที่นำเสนอ นำเอาแก่นของเรื่อง (Theme) หรือความ
คิดรวบยอด (Concept) ของเรื่องมาคลี่คลาย มาขยายให้เห็นอย่างเป็นขั้นตอน มีการสอดแทรกอารมณ์ มีการหักมุม สร้างความฉงน นาเรื่องราวไปสู่จุดสุดยอด (Climax) ให้ได้ดีที่สุด ร่างบทวีดิทัศน์เขียนเป็นความเรียง ที่ใช้ภาษาสละสลวย ทันสมัย สอดแทรกสาระ เกร็ดความรู้และสร้างความประทับใจ อาลัยอาวรณ์ ในที่สุด บทวีดีทัศน์ฉบับสมบูรณ์ (Full Script) หรือเรียกเป็นบทสาหรับถ่ายทำ (Shooting Script) เป็นการนำเอาร่างบทมาขยายอย่างละเอียด ในลักษณะ
ของการถ่ายทำ ซึ่งจะมีลักษณะของภาพขนาดของภาพ กาหนดกล้องและ
การแสดงของผู้แสดง หรือ เหตุการณ์นั้น อย่างสมจริงคณะทำงาน หรือผู้ผลิต
รายการจะยึดการปฏิบัติงานตามบทวีดีทัศน์นี้ แต่ลักษณะที่เป็นจริงบท วีดีทัศน์อาจจะมีการปรับเปลี่ยนบทบ้าง ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์นั้น

3. การเตรียม
วัสดุอุปกรณ์ (Preparation)
ในการเตรียมเพื่อการผลิตรายการนั้น คณะทำงาน
จะเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างที่มีส่วนเอื้ออานวยต่อการทำงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ ในการถ่ายทา เตรียมสถานที่ เตรียม
บุคลากรที่เกี่ยวข้องซึ่งพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีในกรณีที่ มีการเสริมแต่ง หรือแก้ไขปัญหาการถ่ายทำ เพราะความ
ไม่พร้อมของเรื่องราวเหตุการณ์และสถานที่ยิ่งต้องมีการ
เตรียมสิ่งต่าง ๆ เพื่อจาลองสถานการณ์ให้สมจริง เท่าที่
จะทำได้ให้ดีที่สุด
4. การบันทึก (Recording)
กระบวนการถ่ายทา จะดาเนินไปตามแผนที่ได้วางไว้ และถ่ายทำ
ตามบท โดยมุ่งให้ได้ภาพตรงตามความต้องการมากที่สุด อาจจะถ่ายทำ
หลาย ๆ ครั้ง ในฉากใดฉากหนึ่ง เพื่อมาคัดเลือกหาภาพที่ดีในตอนจะ
ตัดต่ออีกครั้งหนึ่ง ในการบันทึกแบ่งเป็น บันทึกภาพและบันทึกเสียงซึ่ง
การบันทึกภาพนั้นจะได้ทั้งภาพทั้งเสียงอยู่แล้ว เมื่อตัดต่อสามารถ
เลือกได้ว่า ช่วงไหนจะใช้แต่ภาพ หรือใช้ทั้งภาพและเสียง การบันทึกภาพ บันทึกหรือถ่ายทาตามสภาพความเป็นจริง และความจาเป็นก่อนหลัง ไม่จาเป็นต้องเรียงฉาก ตามบทวีดีทัศน์ (Script) ในการบันทึกเสียง จะ
บันทึกทั้งเสียงเหตุการณ์จริง เสียงสัมภาษณ์ เสียงสนทนา เสียงบรรยาย เสียงเพลงประกอบ และเสียงเหตุการณ์หรือเสียงที่นำมาใช้เป็นเอฟเฟค
(Sound Effect) ให้เรื่องราวน่าสนใจซึ่งกระบวนการเกี่ยวกับเรื่องเสียง
จะมีการผสมเสียงอีกครั้งหนึ่ง ในกระบวนการตัดต่อภาพและเสียง
ข้อสาคัญในการทาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกัสื่อวีดีทัศน์
ในการผลิตสื่อวีดีทัศน์เพื่อจุดมุ่งหมายใดๆ ก็ตาม คณะทำ
งานควรจะมีความรู้ความเข้าใจในเนื้องาน นโยบายและ
กิจกรรมขององค์กร พื้นฐานของงานโทรทัศน์ หรือ การทาวีดีทัศน์ไว้บ้าง เพื่อการสร้างงาน การคิดสร้างสรรค์ จะได้หลากหลาย น่าสนใจ และที่สาคัญจะช่วยให้งานดำเนิน
ไปได้อย่างราบรื่น บรรลุเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ควรรู้ ควรเข้าใจมีมากมาย อาทิ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต เทคนิค
กล้อง ชนิดของภาพ การลาดับภาพและตัดต่อภาพ การนำ
เสียงมาใช้ในงานวีดีทัศน์ตลอดจนการใช้กราฟิกคอมพิวเตอร์
ข้อควรจำในการ
ประชาสัมพันธ์ด้วยสื่อวีดีทัศน์
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า สื่อวีดีทัศน์ เป็นสื่อที่มีความพร้อม
ในลักษณะของมัลติมีเดีย (Multimedia)ซึ่งได้รวบรวมเอาความ
โดดเด่นของรูปแบบและแนวทางการนาเสนอที่สมบูรณ์ครบถ้วน
ไว้ทั้งภาพเคลื่อนไหว เสียงประกอบ คอมพิวเตอร์กราฟิก และ
เทคนิคพิเศษอีกมากมายหน่วยงานหรือองค์กรใดจะผลิตสื่อ
วีดีทัศน์เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์
• จะผลิตสื่อวีดีทัศน์ สาหรับกลุ่มเป้าหมายใด การผลิตวีดีทัศน์ควรเลือก
ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ดูผู้ชม เพราะเนื้อหาเรื่องราว จะมีความเข้มข้น หรือ
ละเอียดลึกซึ้งแตกต่างกัน
• การผลิตสื่อวีดีทัศน์ต้องการแสดงถึงเนื้อหาสาระมากน้อยแค่ไหน
ประเด็นของเรื่องราวหรือแก่นแท้ (Theme) จะแสดงถึงอะไรบ้าง
• การผลิตสื่อประชาสัมพันธ์นี้ คาดหวังผลอะไรบ้าง ถ้าหากรู้ถึงวัตถุ
ประสงค์หรือความคาดหวังถึงผลที่ได้จากสื่อที่ผลิต จะช่วยให้เนื้อหา
เรื่องราวในวีดีทัศน์ตรงประเด็นได้มากขึ้น
• ในกระบวนการผลิตวีดีทัศน์ได้มีการประสานงานกับบุคลากรระดับสูง
ผู้บังคับบัญชา หรือผู้เกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดเพื่อความเข้าใจ
ในเรื่องราวเพื่อความถูกต้องและการประสานสัมพันธ์ที่ดีในการทางาน

นอกจากจะเข้าใจถึงคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าวแล้ว ควรพิจารณาถึงประเด็นเรื่องราวต่าง ๆ เช่น
• ผู้ผลิตควรเข้าใจถึงประเด็นในการทาวีดีทัศน์ ถึงความเหมาะสม
ของเรื่องราวความโดดเด่น หรือความน่าจะเป็นของการเลือกสิ่งที่
นำเสนอ ทั้งบุคลากร สถานที่กิจกรรมหรือเหตุการณ์ตลอดจน
ข้อมูลต่างๆ พยายามหามุมมองที่มีคุณค่า เลือกสิ่งที่น่าสนใจ
ออกมานาเสนอซึ่งบางครั้งอาจมีการเสริมแต่งบ้างก็ควรต้องเลือก
ต้องพยายาม เพื่อให้ได้สื่อวีดีทัศน์ที่น่าสนใจ
• คณะทางานควรเปิดใจกว้าง ในการวิพากษ์และตรวจทานผลงาน
เพื่อจะได้ปรับปรุงและสรรค์สร้างงานให้มีประสิทธิภาพ

3 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
แผ่นดินไหวและพายุที่นำมาศึกษา
แผ่นดินไหว
แผ่นดินไหว เป็นปรากฏการณ์สั่นสะเทือนหรือเขย่าของพื้นผิวโลก เพื่อปรับตัวให้
อยู่ในสภาวะสมดุล ซึ่งแผ่นดินไหวสามารถก่อให้เกิดความเสียหายและภัยพิบัติต่อ
บ้านเมือง ที่อยู่อาศัย สิ่งมีชีวิต ส่วนสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นส่วนใหญ่
เกิดจากธรรมชาติ โดยแผ่นดินไหวบางลักษณะสามารถเกิดจากการกระทำ
ของมนุษย์ได้ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติ นักธรณีวิทยา
ประมาณกันว่าในวันหนึ่ง ๆ จะเกิดแผ่นดินไหวประมาณ 1,000 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่
จะเป็นแผ่นดินไหวที่มีการสั่นสะเทือนเพียงเบา ๆ เท่านั้น คนทั่วไปจะไม่รู้สึกถึง
แรงสั่นสะเทือน

แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของ
แผ่นเปลือกโลก(แนวระหว่างรอยต่อธรณีภาค) ทำให้เกิดการเคลื่อน
ตัวของชั้นหินขนาดใหญ่เลื่อน เคลื่อนที่ หรือแตกหักและเกิดการ
โอนถ่ายพลังงานศักย์ ผ่านในชั้นหินที่อยู่ติดกัน พลังงานศักย์นี้อยู่ใน
รูปคลื่นไหวสะเทือนศูนย์เกิดแผ่นดินไหวมักเกิดตามรอยเลื่อน
อยู่ในระดับความลึกต่าง ๆ ของผิวโลก เท่าที่เคยวัดได้ลึกสุดอยู่ในชั้น
แมนเทิล ส่วนจุดที่อยู่ในระดับสูงกว่า ณ ตำแหน่งผิวโลก เรียกว่า
จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว โดยการศึกษาเรื่องแผ่นดินไหวและ
คลื่นสั่นสะเทือนที่ถูกส่งออกมา เรียกว่า วิทยาแผ่นดินไหว เมื่อจุดเหนือ
ศูนย์เกิดแผ่นดินไหวของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อยู่นอกชายฝั่ง อาจเกิดคลื่นสึนามิตามมาได้ นอกจากนี้ แผ่นดินไหวยังอาจก่อให้เกิด
ดินถล่ม และบางครั้งกิจกรรมภูเขาไฟตามมาได้
แผ่นดินไหววัดโดยใช้การสังเกตจากไซสโมมิเตอร์ (seismometer) มาตราขนาด
โมเมนต์เป็นมาตราที่ใช้มากที่สุดซึ่งทั่วโลกรายงานแผ่นดินไหวที่มีขนาดมากกว่า
ประมาณ 5 สำหรับแผ่นดินไหวอีกจำนวนมากที่ขนาดเล็กกว่า 5 แมกนิจูด สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหวแต่ละประเทศจะวัดด้วยมาตราขนาดท้องถิ่นเป็น
ส่วนใหญ่ หรือเรียก มาตราริกเตอร์ สองมาตรานี้มีพิสัยความถูกต้องคล้ายกัน
ในเชิงตัวเลข แผ่นดินไหวขนาด 3 หรือต่ำกว่าส่วนใหญ่แทบไม่รู้สึกหรือรู้สึกได้เบา
มาก ขณะที่แผ่นดินไหวตั้งแต่ขนาด 7 อาจก่อความเสียหายรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง ขึ้นอยู่กับความลึก แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มีขนาดมากกว่า
9 เล็กน้อย แม้จะไม่มีขีดจำกัดว่าขนาดจะมีได้ถึงเท่าใด แผ่นดินไหวใหญ่ล่าสุดที่มี
ขนาด 9.0 หรือมากกว่า คือ แผ่นดินไหวขนาด 9.0 ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 และเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกในญี่ปุ่น ความรุนแรงของ
การสั่นสะเทือนวัดโดยมาตราเมร์กัลลีที่ถูกดัดแปลง หากตัวแปรอื่นคงที่
แผ่นดินไหวที่อยู่ตื้นกว่าจะสร้างความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างมากกว่าแผ่น
ดินไหวที่อยู่ลึกกว่า
แหล่งกำเนิด
แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวหรือบริเวณตำแหน่งศูนย์กลาง
แผ่นดินไหวส่วนใหญ่จะอยู่ตรงบริเวณขอบของแผ่นเปลือก
โลก แนวรอยเลื่อนต่างๆและบริเวณที่มนุษย์มีกิจกรรมกระ
ตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหว เช่น เหมือง เขื่อน บ่อน้ำมันบริเวณ
ที่มีการฉีดของเหลวลงใต้พื้นดินบริเวณที่มีการเก็บกากรังสี
เป็นต้น
สาเหตุ
แผ่นดินไหวจากธรรมชาติเป็นธรณีพิบัติภัยชนิดหนึ่ง ส่วนมากเป็นปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติที่เกิดจากกาสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อย
พลังงานเพื่อระบายความร้อน ที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับ
สมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ โดยปกติเกิดจากการเคลื่อนไหวของรอยเลื่อน
ภายในชั้นเปลือกโลกที่อยู่ด้านนอกสุดของโครงสร้างของโลกมีการเคลื่อนที่หรือ
เปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ อยู่เสมอ (ดู การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก) แผ่นดินไหว
จะเกิดขึ้นเมื่อความเค้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงมีมากเกินไป ภาวะนี้เกิดขึ้น
บ่อยในบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลก ที่ที่แบ่งชั้นเปลือกโลกออกเป็นธรณีภาค (lithosphere) เรียกแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบริเวณขอบเขตของแผ่นเปลือกโลกนี้ว่า
แผ่นดินไหวระหว่างแผ่น (interplate earthquake) ซึ่งเกิดได้บ่อยและรุนแรงกว่า แผ่นดินไหวภายในแผ่น (intraplate earthquake)
แผ่นดินไหวจาก
การกระทำของมนุษย์
มีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิด การทำเหมือง สร้างอ่างเก็บน้ำหรือ
เขื่อนใกล้รอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร รวมถึงการเก็บขยะ
นิวเคลียร์ไว้ใต้ดิน เป็นต้น การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งอาจพบปัญหา
การเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากน้ำหนักของน้ำในเขื่อนกระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อย
พลังงาน ทำให้สภาวะความเครียดของแรงในบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งทำ
ให้แรงดันของน้ำเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดพลังงานต้านทานที่สะสมตัวในชั้นหิน เรียก
แผ่นดินไหวลักษณะนี้ว่า แผ่นดินไหวท้องถิ่น ส่วนมากจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ระดับความ
ลึก 5-10 กิโลเมตร ขนาดและความถี่ของการเกิดแผ่นดินไหวจะลดลงเรื่อย ๆ จนกระ
ทั่งเข้าสู่ภาวะปกติ รายงานการเกิดแผ่นดินไหวใน
ตัวอย่าง :
ลักษณะเช่นนี้เคยมีที่ เขื่อนฮูเวอร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2488 แต่มี
ความรุนแรงเพียงเล็กน้อย เขื่อนการิบา ประเทศซิมบับเว เมื่อ พ.ศ. 2502
เขื่อนครีมัสต้า ประเทศกรีซ เมื่อ พ.ศ. 2506 และครั้งที่มีความรุนแรงครั้งหนึ่ง
เกิดจากเขื่อนคอยน่า ในประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. 2508 ซึ่งมีขนาดถึง 6.5
ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 180 คน

การทำเหมืองในระดับลึก ซึ่งในการทำเหมืองจะมีการระเบิดหิน ซึ่งอาจทำให้
เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นได้

การสูบน้ำใต้ดิน การสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้มากเกินไป รวมถึงการสูบน้ำมันและ
แก๊สธรรมชาติ ซึ่งอาจทำให้ชั้นหินที่รองรับเกิดการเคลื่อนตัวได้

การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดิน ก่อให้เกิดความสั่นสะเทือนจากการทดลอง
ระเบิด ซึ่งมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบต่อชั้นหินที่อยู่ใต้เปลือกโลกได้

2.คลื่นพื้นผิว เป็นคลื่นที่แผ่จากจุดเหนือ
ศูนย์เกิดแผ่นดินไหว มี 2 ชนิด
- คลื่นเลิฟ (Wave of Love : Love wave)
เป็นคลื่นที่อนุภาคสั่นในแนวราบมีทิศทาง
ตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของ
- คลื่นคลื่นเรลีย์ (Wave of Rayleigh :
Rayleigh wave)อนุภาคในคลื่นนี้สั่นเป็น
รูปรี ในทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น เป็น
สาเหตุทำให้พื้นโลกสั่นขึ้นลง

ขนาด
และ
ความรุนแรง

ขนาดของแผ่นดินไหว หมายถึง จำนวน หรือ ปริมาณของพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาจากศูนย์กลาง
แผ่นดินไหวในแต่ละครั้งการหาค่าขนาดของ
แผ่นดินไหวทำได้โดยวัดความสูงของคลื่นแผ่นดินไหว
ที่บันทึกได้ด้วยเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวแล้วคำนวณ
จากสูตรการหาขนาดตัวอย่างสูตรการคำนวณ
ขนาดแผ่นดินไหวแบบท้องถิ่น (ML-Local Magnitude)
แผ่นดินไหวที่ระดับศูนย์โดยขนาดของแผ่นดินไหว
ในแต่ละระดับจะปล่อยพลังงานมากกว่า 32 เท่า
ของขนาดก่อนหน้า เช่นแผ่นดินไหวแมกนิจูด 5 จะปล่อยพลังงานออกมามากกว่าแมกนิจูด
4 ราว 32 เท่า เป็นต้น

สูตรของขนาดแผ่นดินไหวยังมีอีกมากมายหลาย
สูตรแต่ละสูตรจะมีใช้วิธีวัดและคำนวณแตกต่างกัน
ออกไป เช่น mb วัดจากคลื่น body wave หรือ MS วัด
จากคลื่น surface wave เป็นต้น โดยมาตราวัดขนาด
โมเมนต์ หรือ Mw จะเป็นมาตราวัดขนาดแผ่นดินไหวที่
วัดได้แม่นยำที่สุดโดยไม่ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดใดๆความรุน
แรงของแผ่นดินไหว (อังกฤษ: Intensity)ต่างจาก
ขนาดแผ่นดินไหว เนื่องจากความรุนแรงของแผ่นดินไหว
ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งนั้นขึ้นอยู่กับระยะทางจากศูนย์
กลางแผ่นดินไหวมาถึงผู้สังเกตว่าห่างมากน้อยเพียง
ใด ความเสียหายจะเกิดมากที่สุดบริเวณใกล้จุดศูนย์
กลางแผ่นดินไหวและค่อยๆลดทอนออกมาตาม
ระยะทาง โดยมาตราวัดความรุนแรงมีหลาย
มาตรา เช่น มาตราชินโดะ มาตราเมร์
กัลลี เป็นต้น

การพยากรณ์
แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ยังไม่สามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ ทั้งตำแหน่ง ขนาด และเวลาเกิด แม้ว่าในปัจจุบันจะมีเทคโนโลยี เครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัย แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษา วิเคราะห์ถึงลักษณะต่าง ๆ ของแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว โดยอาศัยจากการสังเกตสิ่งต่อไปนี้
ลักษณะทางกายภาพของเปลือกโลก
เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงจากสภาพปกติก่อน
การเกิดแผ่นดินไหว เช่น
- แรงเครียดในเปลือกโลกเพิ่มขึ้น โดยใต้ผิวโลก
จะมีความร้อนสูงกว่าบนผิวโลก จึงทำให้เปลือก
โลกเกิดการขยายตัว หดตัวไม่สม่ำเสมอ โดยที่
เปลือกโลกส่วนล่างจะมีการขยายตัวมากกว่า
- การเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก
และแรงโน้มถ่วงของโลก
- การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก
- น้ำใต้ดินมีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีการ
เคลื่อนไหวและการขยายตัวของเปลือกโลกใต้
ชั้นหินรองรับน้ำ
ปริมาณ
แก๊สเรดอนเพิ่มขึ้น
การสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ สัตว์หลายชนิดมีการรับรู้และมักแสดงท่าทางออกมา
ก่อนเกิดแผ่นดินไหว อาจจะรู้ล่วงหน้าเป็นชั่วโมงหรือ
เป็นวันก็ได้ เช่น สัตว์เลี้ยง สัตว์บ้านทั่วไปตื่นตกใจ
เช่น สุนัข เป็ด ไก่ หมู หมี แมลงสาบจำนวนมากวิ่งเพ่นพ่าน
หนู งู วิ่งออกมาจากที่อาศัย ถึงแม้ในบางครั้งจะเป็นช่วง
ฤดูจำศีลของพวกมันปลากระโดดขึ้นมาจากผิวน้ำ
บริเวณที่เกิดแผ่นดินไหว ถ้าบริเวณใดเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง โอกาสเกิดแผ่นดินไหวก็มีตามมาอีก และถ้าสถานที่นั้นเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรง ก็มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวซ้ำขึ้นอีกเช่นกัน นอกจากนี้บริเวณที่มีภูเขาไฟระเบิดมักจะเกิดเหตุการณ์
แผ่นดินไหวขึ้นก่อนหรือหลังภูเขาไฟระเบิดได้

ผลกระทบ
ผลกระทบจากแผ่นดินไหว มีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ทำให้เกิดพื้นดินแตกแยก ภูเขาไฟระเบิด อาคารสิ่งก่อสร้างพังทลาย ไฟไหม้ แก๊สรั่ว ท่อระบายน้ำและท่อประปาแตก คลื่นสึนามิ แผ่นดินถล่ม เส้นทางการคมนาคมเสียหายและถูกตัดขาด ถนนและทางรถไฟบิดเบี้ยวโค้งงอ เกิดโรคระบาด ปัญหาด้านสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงทางเศรษฐกิจ เช่น การสื่อสารโทรคมนาคมขาดช่วง ระบบคอมพิวเตอร์ขัดข้อง การคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศหยุดชะงัก ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งมีผลต่อการลงทุน การประกันภัย และในกรณีที่แผ่นดินไหวมีความรุนแรงมาก เมืองทั้งเมืองอาจถูกทำลายหมด และมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ถ้าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใต้ทะเล แรงสั่นสะเทือนอาจจะทำให้เกิดเป็นคลื่นขนาด
ใหญ่ที่เรียกว่า "สึนามิ" (ญี่ปุ่น: Tsunami) มีความเร็วคลื่น 600-800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทะเลเปิด ส่วนใหญ่คลื่นจะมีความสูงไม่เกิน
1 เมตร และสังเกตได้ยาก แต่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเคลื่อนถึงใกล้ชายฝั่ง โดยอาจมีความสูงถึง 60 เมตร สามารถก่อให้เกิดน้ำท่วม สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับสิ่งก่อ
สร้างที่ติดอยู่ชายฝั่งทะเล
การป้องกัน
ความเสียหาย
ในปัจจุบันมีการสร้างอาคาร
ตึกระฟ้าใหม่ ๆ บนหินแข็งในเขตแผ่นดินไหว อาคารเหล่านั้นจะใช้โครงสร้างเหล็กกล้าที่แข็งแรง
และขยับเขยื้อนได้ มีประตูและหน้าต่างน้อยแห่ง บางแห่งก็มุงหลังคาด้วยแผ่นยางหรือพลาสติกแทนกระเบื้อง ป้องกันการตกลงมาของกระเบื้องแข็ง
ทำให้ผู้คนบาดเจ็บ ถนนมักจะสร้างให้กว้าง
เพื่อว่าเมื่อเวลาตึกพังลงมาจะได้ไม่กีดขวางทาง
จราจร และยังมีการสร้างที่ว่างต่าง ๆ
ในเมือง เช่น สวนสาธารณะ ซึ่งผู้คนสามารถจะไปหลบภัยให้พ้น
จากการถล่มของอาคารบ้านเรือนได้
คลื่นสึนามิไม่เหมือนกับคลื่นทะเล(tidal wave)
ตามปกติ เพราะมีความยาวคลื่นยาวกว่ามาก แทนที่จะเป็นคลื่นหัวแตก (breaking wave) ตามปกติ คลื่นสึนามิเริ่มแรกอาจดูเหมือนกับว่าคลื่นน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้น
อย่างรวดเร็ว และด้วยเหตุนี้ คลื่นสึนามิจึงมักเรียกว่าเป็นคลื่นยักษ์ โดยทั่วไป คลื่นสึนามิประกอบด้วยกลุ่มคลื่นซึ่งมีคาบเป็นนาทีหรืออาจมากถึงชั่วโมง มากันเรียกว่าเป็น "คลื่นขบวน" (wave train)
ความสูงของคลื่นหลายสิบเมตรนั้นอาจเกิดขึ้นได้
จากเหตุการณ์ขนาดใหญ่ แม้ผลกระทบของคลื่นสึนามิน
ั้นจะจำกัดอยู่แค่พื้นที่ชายฝั่ง แต่อำนาจทำลายล้าง
ของมันสามารถมีได้ใหญ่หลวงและสามารถมีผลกระทบต่อทั้ง
แอ่งมหาสมุทร คลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย พ.ศ. 2547 เป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติ
ศาสตร์มนุษยชาติ โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 230,000
คน ใน 14 ประเทศที่ติดกับมหาสมุทรอินเดีย
ธูซิดดิดีส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก
เสนอเมื่อ 426 ปีก่อนคริสตกาล
ว่าคลื่นสึนามิเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวใต้ทะเล แต่ความเข้าใจในธรรมชาติของคลื่นสึนามิยังมี
เพียงเล็กน้อยกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 และยังมีอีกมากที่ยังไม่ทราบในปัจจุบัน ขณะที่แผ่นดินไหวที่รุนแรงน้อยกว่ามาก
กลับก่อให้เกิดคลื่น พยายามพยากรณ์
เส้นทางของคลื่นสึนามิข้ามมหาสมุทร
อย่างแม่นยำ และยังพยากรณ์ว่า
คลื่นสึนามิจะมีปฏิสัมพันธ์กับชายฝั่ง
แห่งหนึ่ง ๆ อย่างไร
ศัพทมูลวิทยา
สึนามิ บางครั้งคลื่นสึนามิถูกเรียกว่า คลื่นยักษ์
แต่ในช่วงปีหลัง คำนี้ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะคลื่นสึนามิ
ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกระแสน้ำเลย คำว่า "คลื่นยักษ์"
ที่ครั้งหนึ่งเคยนิยมใช้นี้ มาจากลักษณะปรากฏทั่วไปที่สุด
ซึ่งคือ คลื่นทะเลหนุน (tidal bore) สูงผิดปกติ ทั้งคลื่นสึนามิและกระแสน้ำต่างก็ก่อให้เกิดคลื่นน้ำ
ที่พัดพาเข้าสู่ฝั่ง แต่ในกรณีของคลื่นสึนามิการเคลื่อนที่
ของน้ำในแผ่นดินนั้นยิ่งใหญ่กว่าและกินเวลานานกว่ามาก
จึงให้ความรู้สึกของกระแสน้ำสูงอย่างน่าเหลือเชื่อ
คำว่า "คลื่นสึนามิ" เองก็ไม่ถูกต้องนักเมื่อเทียบกับ
"คลื่นยักษ์" เพราะคลื่นสึนามิไม่จำกัดอยู่เฉพาะกับท่าเรือ บรรดานักธรณีวิทยาและนักสมุทรศาสตร์
ต่างไม่เห็นด้วยกับคำว่าคลื่นยักษ์ แต่เห็นว่าชื่อคลื่นตามลักษณะของคลื่นนั้น
ธรรมดาควรแทนชื่อด้วยศัพท์ทางธรณีวิทยา
และสมุทรศาสตร์

ลักษณะของคลื่น
คลื่นสึนามิแตกต่างจากคลื่นน้ำธรรมดามาก ตัวคลื่นนั้นสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกล โดยไม่สูญเสียพลังงาน และสามารถเข้าทำลายชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลจาก
จุดกำเนิดหลายพันกิโลเมตรได้ โดยทั่วไปแล้วคลื่นสึนามิซึ่งเป็นคลื่นในน้ำ จะเดินทางได้ช้ากว่าการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน
ไหวที่เป็นคลื่นที่เดินทางในพื้นดิน ดังนั้น คลื่นอาจเข้ากระทบฝั่งภายหลังจากที่ผู้คน
บริเวณนั้นรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวเป็นเวลา
หลายชั่วโมง
คลื่นโดยทั่วไปจะมีคุณสมบัติสำคัญที่วัดได้
อยู่สองประการคือ คาบ
ซึ่งจะเป็นเวลาระหว่างลูกคลื่นสองลูก
และ ความยาวคลื่น ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างลูกคลื่น
สองลูก ในทะเลเปิดคลื่นสึนามิมีคาบที่นานมาก โดยเริ่มจากไม่กี่นาทีไปจนเป็นชั่วโมงในขณะเดียว
กันก็มีความยาวคลื่นที่ยาวมากโดยอาจยาว
ถึงหลายร้อยกิโลเมตร ในขณะที่คลื่นทั่วไปที่เกิดจาก ลมที่ชายฝั่งนั้นมีคาบประมาณ 10 วินาที
และมีความยาวคลื่นประมาณ 150 เมตรเท่านั้น
ความสูงของคลื่นในทะเลเปิดมักน้อยกว่าหนึ่งเมตร
ซึ่งทำให้ไม่เป็นที่สังเกตของผู้คนบนเรือ คลื่นสึนามิจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วตั้งแต่ 500
ถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่
ชายฝั่งที่มีความลึกลดลง คลื่นจะมีความเร็วลดลง
และเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นสูง โดยอาจมีความสูง
มากกว่า 30 เมตร
คลื่นสึนามิจะเคลื่อนตัวออกจาก
แหล่งกำเนิด ดังนั้น ชายฝั่งที่ถูกกำบังโดยแผ่นดินส่วนอื่นๆ มักปลอดภัยจากคลื่น อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่คลื่นจะสามารถเลี้ยวเบน
ไปกระทบได้ นอกจากนี้ คลื่นไม่จำเป็นต้องมีความแรงเท่ากัน
ในทุกทิศทุกทาง โดยความแรงจะขึ้นกับแหล่งกำเนิด
และลักษณะของภูมิประเทศ
แถบนั้น
คลื่นจะมีพฤติกรรมเป็น "คลื่นน้ำตื้น" เมื่ออัตราส่วนระหว่างความลึกของน้ำและ
ขนาดของคลื่นนั้นมีค่าต่ำ ดังนั้น เนื่องจากมีขนาดของคลื่นที่สูงมาก คลื่นสึนามิจึงมีคุณสมบัติเป็นคลื่นน้ำตื้นแม้
อยู่ในทะเลลึกก็ตาม คลื่นน้ำตื้นนั้นมีความเร็ว
เท่ากับรากที่สองของผลคูณระหว่างความเร่งจาก
สนามแรงโน้มถ่วง (9.8 เมตร/วินาที2) และความลึกของน้ำ ตัวอย่างเช่น ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีความลึกประมาณ 4,000 เมตร คลื่นจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 200 เมตรต่อวินาที หรือ 720 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนที่ชายฝั่งที่มีความลึก 40 เมตร คลื่นจะมีความเร็วช้าลงเหลือ 20 เมตรต่อวินาที
หรือ 72 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
สาเหตุการเกิด
คลื่นสึนามิเกิดขึ้นจากการกระทบ
กระเทือนที่ทำให้น้ำปริมาณมากเกิดการเคลื่อนตัว
เช่น แผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม หรืออุกกาบาตพุ่งชน
เมื่อแผ่นดินใต้ทะเลเกิดการเปลี่ยนรูปร่างอย่างกะทันหัน จะทำให้น้ำทะเลเกิดเคลื่อนตัวเพื่อปรับระดับ
ให้เข้าสู่จุดสมดุลและจะก่อให้เกิดคลื่นสึนามิ การเปลี่ยนรูปร่างของพื้นทะเลมักเกิดขึ้นเมื่อเกิด
แผ่นดินไหวเนื่องจากการขยับตัวของเปลือกโลก ซึ่งจะเกิดบริเวณที่ขอบของเปลือกโลกหลายแผ่นเชื่อมต่อ
กันที่เรียกว่า รอยเลื่อน (fault) เช่น บริเวณขอบของ
มหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว
ดินถล่มใต้น้ำที่มักเกิดร่วมกับ
แผ่นดินไหวสามารถทำให้เกิด
คลื่นสึนามิได้เช่นกัน

นอกจากการกระทบกระเทือน
ที่เกิดใต้น้ำแล้ว การที่พื้นดินขนาด
ใหญ่ถล่มลงทะเลหรือการตกกระทบ
พื้นน้ำของวัตถุ ก็สามารถทำให้เกิดคลื่นได้ คลื่นสึนามิที่เกิดในรูปแบบนี้จะลดขนาดลง
อย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบต่อชายฝั่ง
ที่อยู่ห่างไกลมากนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าแผ่นดินมีขนาดใหญ่มากพอ
อาจทำให้เกิด เมกะสึนามิซึ่งอาจ
มีความสูงร่วมร้อยเมตรได้
เมกะสึนามิ
และ
คลื่นเซช
มีหลักฐานว่าเมกะสึนามิที่มีความสูง
มากกว่า 100 เมตรนั้นเกิดขึ้นได้ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นจากเนื้อที่ขนาด
ใหญ่บางส่วนของเกาะพังทลายลงสู่ทะเล หรืออุกกาบาตตกลงสู่ทะเล เมกะสึนามิจะสามารถทำอันตรายอย่าง
ใหญ่หลวงต่อพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่
ห่างไกลออกไปได้
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้อง
กับสึนามิคือ คลื่นเซช (seiche) แผ่นดินไหวที่รุนแรงมักทำให้เกิดทั้งคลื่น
สึนามิและคลื่นเซช มีหลักฐานว่าคลื่นเซช
อาจเกิดจากคลื่นสึนามิได้เช่นกันคลื่นสึนามิ
ที่สูงที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้มีความสูงกว่า 500 เมตร โดยเกิดจากแผ่นดินถล่มที่รัฐอลาสกาใน
ปี พ.ศ. 2501 (ค.ศ. 1958) อย่างไรก็ตาม เมื่อคลื่นไปถึงทะเลเปิดมันได้สลาย
ตัวไปอย่างรวดเร็ว ความสูงของ
คลื่นสึนามินั้นถูกกำหนดโดยลักษณะ
ของพื้นที่มากกว่าพลังงานที่เกิดจาก
แผ่นดินถล่ม

สัญญาณเกิดเหตุ
และระบบเตือนภัย
ขณะที่จุดต่ำสุดของคลื่นเคลื่อนเข้าสู่ฝั่ง
ระดับน้ำทะเลจะลดลงและทำให้ขอบทะเลร่นถอย
ออกจากชายฝั่งถ้าชายฝั่งนั้นมีความลาดชันน้อย ระยะการร่นถอยนี้อาจมากถึง 800 เมตร ผู้ที่ไม่ทราบถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นอาจยังคงรอ
อยู่ที่ชายฝั่งด้วยความสนใจนอกจากนี้บริเวณ
ที่ต่ำอาจเกิดน้ำท่วมได้ก่อนที่ยอดคลื่นจะเข้า
ปะทะฝั่ง น้ำที่ท่วมนี้อาจลดลงได้ก่อน
ที่ยอดคลื่นถัดไปจะเคลื่อนที่ตามเข้ามา ดังนั้นการทราบข้อมูลเกี่ยวกับคลื่นสึนามิจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ตระหนักถึงอันตราย ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ระดับน้ำในครั้งแรกลดลงไปนั้น อาจมีคลื่นลูกใหญ่ตามมาอีกได้
ประเทศและบริเวณที่มีความเสี่ยง
ต่อการเกิดสึนามิได้มีการติดตั้งระบบเตือนภัย
เพื่อพยากรณ์ และตรวจจับการเกิดขึ้นของคลื่นยักษ์นี้
แม้การป้องกันไม่ให้คลื่นสึนามิเกิดขึ้นจะยังทำไม่ได้ ในบางประเทศได้มีการสร้างเครื่องป้องกันและลดความ
เสียหายในกรณีที่คลื่นสึนามิจะเข้ากระทบฝั่ง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นได้มีการสร้างกำแพงป้องกันสึนามิที่มี
ความสูงกว่า 4.5 เมตร ด้านหน้าของชายฝั่งบริเวณ
ที่มีประชากรหนาแน่น บางที่ได้มีการสร้างกำแพงกันน้ำท่วม
และทางระบายน้ำเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางของคลื่น และลดแรงกระแทกของคลื่น ถึงแม้ว่า ในกรณีของคลื่น
สึนามิที่เข้ากระทบเกาะฮอกไกโดที่มักมีความสูง
มากกว่าเครื่องกีดขวางที่ได้สร้างขึ้น กำแพงเหล่านี้อาจช่วยลดความเร็วหรือความสูง
ของคลื่นแต่ไม่สามารถที่จะป้องกันการ
สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้

สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547
(ค.ศ. 2004) หลังจากที่คลื่นสึนามิที่เกิดจาก
แผ่นดินไหวใต้น้ำเข้ากระทบชายฝั่งทางใต้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาตรการป้องกันภัย
จากคลื่นสึนามิ เพื่อเตือนประชาชนให้ป้องกัน
ตัวโดยไม่ต้องรอประกาศจากทางราชการ
บทที่ 3 :
วิธีการดำเนินงาน

การจัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาวิดีโอเพื่อการศึกษา
เรื่อง สึนามิและภาวะโลกร้อน มีขั้นตอนการดำเนินโครงงานตามขั้น
ตอนต่อไปนี้
1.วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือหรือโปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา
1.1.เครื่องคอมพิวเตอร์ พร้อมเชื่อมต่อเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
1.2.โทรศัพท์
1.3.กล้องดิจิตอล
1.4.หูฟัง
1.5.ดินน้ำมัน
1.7.โปรแกรมที่ใช้ในการดำเนินงาน ได้แก่
1.โปรแกรม Sony Vegas Pro
2.โปรแกรม Adobe Photoshop CS6
3.โปรแกรม Wave Pad



1.คิดหัวข้อเรื่องโครงงานเพื่อนำเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน
2.ค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสึนามิและภาวะโลกร้อน
โดยค้นคว้าจากเว็บไซต์ต่างๆแล้วทำการจัดเก็บข้อมูลต่อไป
3.ศึกษาการทำ
Stop motion
จากโปรแกรม
Sony Vegas Pro
และจากเอกสารและเว็บไซต์ต่างๆที่เสนอเทคนิค และวิธีสร้าง
4.จัดทำร่างของโครงงานเพื่อนำเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน
5.จัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์สื่อการพัฒนาการเรียนรู้ เรื่องสึนามิและภาวะโลกร้อน โดยจัดทำตามแบบโครงร่างที่นำเสนอ
ครูที่ปรึกษาโครงงาน

2.ขั้นตอนในการดำเนินงาน
6.นำเสนอรายงานความก้าวหน้าให้ครูที่ปรึกษาโครงงาน
ได้ตรวจสอบซึ่งครูที่ปรึกษาโครงงานจะได้เสนอแนะต่างๆ
เพื่อจัดทำเนื้อหาให้มีความสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เมื่อได้รับคำ
แนะนำแล้วก็นำมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้น
7.จัดทำเอกสารรายงานโครงงานคอมพิวเตอร์
8.ประเมินผลงานโดยให้ครูที่ปรึกษาโครงงานและเพื่อน
ที่สนใจโครงงานร่วมประเมิน

ตารางการดำเนินงาน
บทที่4
: ผลการศึกษาโครงงาน
จากการศึกษาเรื่อง สึนามิและภัยธรรมชาติโดยจัดทำให้ขอบเขต
หัวข้อ ดังนี้
1. เพื่อเป็นการศึกษาและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในเรื่องของสึนามิและ
ภาวะโลกร้อน
2. เพื่อเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำความเข้าใจได้เองแบบง่ายๆ
3. เพื่อทำเป็นเอกสารเพื่อการศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม
4.เพื่อเป็นสื่อที่น่าสนใจให้กับผู้เรียนแทนการเรียนในตำราอย่างเดียว

ปัญหาที่พบ
1.ในการทำโครงงานในครั้งนี้พบว่าปัญหาเป็นการรวบรวม
ข้อมูลและต้องทำการวิเคราะห์เนื้อหาที่จะทำโครงงานระบบ
สุริยะ เพื่อให้ข้อมูลตรงกบความเป็นจริงมากที่สุด
2.การร่วมงานของสมาชิกทุกคนเป็นไปได้ลำบาก
เพราะบ้านอยู่ไกลกันไม่สามารถทำงานได้อย่าง
สะดวก
3.ความสามารถทางการตัดต่อวิดีโอยังไม่
ชำนาญมากนัก

บทที่่5 : สรุปผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา :
ในการจัดทำวิดีโอแบบ
Stop Motion
เรื่อง โครงงานเรื่อง
สึนามิและภัยธรรมชาติ ทางผู้จัดทำสอดแทรกสาระความรู้
เรื่องสึนามิและภัยธรรมชาติ ที่ทางผู้จัดทำได้ทำขึ้นมาเพื่อเป็นแบบ
จำลองสาเหตุการเกิดและการจัดโครงงานเรื่องสึนามิและภัยธรรม-ชาติ สามารถนำความรู้ที่ได้มาใช้เป็นสื่อเพื่อนการเรียนการสอน
ได้อีกด้วย
* จากการดำเนินงานเรื่องดังกล่าว
สามารถสรุปผลการดำเนินงานได้ ดังนี้
1.ได้รับความรู้ว่าการเกิดของ
สึนามิกับภาวะโลกร้อนเป็นอย่างไร
2. นำไปเป็นสื่อการเรียนการสอนได้
3. เกิดความเพลิดเพลินในการรับชม
4. เพิ่มความรู้ในตัว

"ข้อเสนอแนะ"
1. เพื่อให้นักเรียนภายในกลุ่มทำการตัดต่อวิดีโอและ
สามารถพัฒนาวิดีโอสั้นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. การจัดทำวิดีโอนับว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ให้
นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มความ
สามารถในการตัดต่อวิดีโอ มีโอกาสนำเสนอ
แนวคิดออกสู่สังคมภายนอก

Full transcript