Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรร

No description
by

Pariwat Kuankaew

on 1 June 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรร

การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา
โดย นายปริวัตร เขื่อนแก้ว
นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รหัสประจำตัวนักศึกษา 520251002

กรรมการที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
อาจารย์ ดร.ทิพย์รัตน์ นพฤทธิ์ ประธานคณะกรรมการ
รองศาสตราจารย์พิษณุ เจียวคุณ กรรมการ
อาจารย์ ดร.เจนสมุทร แสงพันธ์  กรรมการ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
1. พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติของนักศึกษาผู้ใหญ่ในระดับอุดมศึกษา
2. ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติของนักศึกษาผู้ใหญ่ในระดับอุดมศึกษา

กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้
คือ นักศึกษาผู้ใหญ่ที่เรียนในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่ลงทะเบียนเรียนกระบวนวิชาการวิจัยทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ(BCOM3201) ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557

ผู้ส่วนได้ส่วนเสีย
คือ อาจารย์ประจำสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ดูแลโครงงานของนักศึกษาและเป็นผู้สอนร่วมในกระบวนวิชาการวิจัยทางคอมพิวเตอร์ธุรกิจ(BCOM3201) สังกัดคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จำนวน 3 คน

วิธีดำเนินการวิจัย
ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research Method) ในทุกระยะ มี 4 ขั้นตอน คือ PAOR โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
ระยะที่ 3 สรุปผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้

ระยะที่ 1 ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ขั้นวางแผน(Plan) : สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
แนวคิดห้องเรียนแบบย้อนกลับ
การคิดเชิงสถิติ
การใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน
การจัดการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม
ทฤษฎีการศึกษาผู้ใหญ่
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธินิยม

การคิดเชิงสถิติ
การใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน
การจัดการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
แนวคิดห้องเรียนแบบย้อนกลับ

ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
ขั้นปฏิบัติ(Act) สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบที่ร่างขึ้นมา
แผนการจัดการเรียนรู้รายคาบแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
ส่วนที่ 1 สำหรับการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ก่อนเข้าชั้นเรียน
ส่วนที่ 2 สำหรับการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน
ส่วนที่ 3 สำหรับการจัดการเรียนรู้ออนไลนหลังเรียน
ขั้นปฏิบัติ(Act) สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา
2. แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา
3. เกณฑ์การประเมินระดับการคิดเชิงสถิติ
4. แบบบันทึกผลการประเมินระดับการคิดเชิงสถิติ
5. แบบบันทึกสนาม ใช้สำหรับบันทึกการสังเกต สัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มย่อยและการสะท้อนคิดของผู้เรียน การสะท้อนคิดของผู้สอน และจากการสนทนากลุ่มของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ขั้นทบทวน(Reflect) ปรับแก้ไขร่างรูปแบบ
นำเอาข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ มาทำการปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในเบื้องต้นให้มีความสมบูรณ์เพื่อนำไปทดลองใช้ต่อไป
ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้
นำรูปแบบไปใช้
Pre-online
Classroom
Post-online
แต่ละหน่วย/คาบ
ระยะที่ 3 สรุปรูปแบบการจัดการเรียนรู้
ผู้ที่มีทักษะที่เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” ประกอบด้วย 3 ทักษะสำคัญ คือ ทักษะชีวิตและการทำงาน ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม และทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี
วิจารณ์ พานิช (2556) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนย้อนกลับเป็นวิธีการที่เหมาะกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เป็นการเปลี่ยนรูปแบบวิธีการสอนจากแบบเดิมที่เริ่มจากครูเป็นผู้สอนในห้องเรียนแล้วให้นักเรียนกลับไปทำการบ้านส่งเป็นนักเรียนเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองผ่าน เทคโนโลยีที่ครูจัดหาให้ก่อนเข้าชั้นเรียนและมาทำกิจกรรมในชั้นเรียนโดยมีครูคอยให้คำแนะนำ
สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเรียนรู้ในห้องเรียน ครูจะต้องประเมินคุณค่าของเวลาช่วงนี้และออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นเวลาที่มีคุณค่าต่อการเรียนรู้สูงสุดของเด็กคือเกิดการเรียนรู้ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยงมากกว่าการเรียนแบบเดิม เวลาในการจัดกิจกรรมในห้องเรียนที่มีมากขึ้นทำให้มีเวลาให้ผู้เรียนมีโอกาสฝึกปฏิบัติมากขึ้น ช่วยเปิดโอกาสให้ได้ใช้เวลาในห้องเรียนเชื่อมโยงทฤษฎีหรือความรู้เหล่านั้นเข้ากับสถานการณ์จริงของโลก หรือสถานการณ์ในบ้านเมืองหรือในชุมชนใกล้ตัว
การเรียนรู้ของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องของพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้าเพียงเท่านั้น การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดจากการสะสมข้อมูล การสร้างความหมายและความสัมพันธ์ของข้อมูลและการดึงข้อมูลออกมาใช้ในการกระทำและการแก้ปัญหาต่างๆ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสติปัญญาของมนุษย์ในการที่จะสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ตนเองด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ซึ่งโลเวทและกรีนเฮาส์ (Lovett and Greenhouse, 2000) ได้เสนอหลักการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีพุทธปัญญาภายใต้บริบททางด้านสถิติศาสตร์ไว้ดังนี้
1. ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการฝึกและลงมือทำด้วยตนเอง
2. องค์ความรู้มีลักษณะเฉพาะตามบริบทที่เกิดการเรียนรู้
3. การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อผู้เรียนได้รับการประเมินและรับทราบข้อผิดพลาดของตนเองในทันที (Real-time feedback on errors)
4. การเรียนรู้เชื่อมโยงกับการบูรณาการความรู้ใหม่กับความรู้ที่มีอยู่เดิม
5. การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญาของผู้เรียน
ทฤษฏีการศึกษาผู้ใหญ่
กระบวนการคิดในการทำงานของผู้เรียนระหว่างการจัดกระทำกับข้อมูลในกระบวนการต่างๆ เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางสถิติ ตั้งแต่การกำหนดประเด็นปัญหา การเก็บรวบรวมข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายของข้อมูล รวมทั้งการรายงานผลการสรุปและนำข้อสรุปไปใช้เพื่อตัดสินใจในสถานการณ์ปัญหานั้นๆ ซึ่งทำให้การคิดเชิงสถิติต้องมีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลเป็นส่วนสำคัญ (Snee, 1990 ; Cobb and Moor,1997 ; Wild and Pfannkuck, 1999 ; Chance, 2002 ; Ben-Zvi and Garfield, 2004 ; Wild and Pfannkuck, 2004 ; Freund, 2004 ; Lane-Getaz, 2006 ; Noll, 2007 ; Shaughnessy, 2007 ; Slauson, 2008)
รามนรี ภูดีบุตร (2556) ได้พัฒนากรอบการคิดเชิงสถิติสำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม โดยทำการสังเคราะห์จากกรอบแนวคิดของวิลล์และพีแฟนคุก กรอบแนวคิดของโจนส์และคณะ กรอบแนวคิดของแลงรอลล์และมูนี่ กรอบแนวคิดของเบนซวี่และไฟรด์แลนเดอร์ และกรอบแนวคิดของบิกส์และคอลลิส ซึ่งกรอบแนวคิดของการคิดเชิงสถิติที่ได้ประกอบด้วย กระบวนการ 5 กระบวนการ ได้แก่ กระบวนการวางแผน(Process of Planning) กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล(Process of Collecting Data) กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล(Process of Analyzing Data) กระบวนการนำเสนอข้อมูล(Process of Presentation Data) และกระบวนการสรุปผล (Process of Summary)
กรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมช่วยกระตุ้นให้นักเรียนพัฒนาการคิดเชิงสถิติพร้อมทั้งพัฒนาทักษะทางสถิติ (Howell,2007 ; Chance, 2002 ; Pfannkuck and Wild, 2002 ; Binnie, 2002 ; Lane-Getaz, 2006 ; Pratt, 2008)
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผลดีกว่าการสอนปกติแบบบรรยาย (Julian et al , 2000) โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการหลากหลาย (สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคำ, 2551) และใช้กระบวนการแก้ปัญหา (Kim and Hannafin, 2008) เพื่อกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้อภิปรายกลุ่มย่อย เน้นการทำงานเป็นทีมมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง มีการเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนกับชีวิตจริงหรือการทำงาน
การผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน บนพื้นฐานของหลักการและวิธีการอย่างมีระบบ (Hannum, 1998) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ ทำให้เกิดการกระจายการศึกษา ไปสู่แหล่งด้อยโอกาส ช่วยอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการเรียน ที่ปราศจากปัญหาเรื่องของสถานที่และเวลา (Kent and Carlson, 1998 ; ใจทิพย์ ณ สงขลา, 2542)
ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Moodle ในการพัฒนาระบบการจัดการเรียนรู้
หลักการสำคัญของการจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ คือ การจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการและความสนใจ เป็นสถานการณ์เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ใหญ่ มีการวิเคราะห์ประสบการณ์เดิมของผู้เรียน ความต้องการเป็นผู้นำตนเองและความแตกต่างระหว่างบุคคล (สุวัฒน์ วัฒนชัย, 2544 ; Glickman, Gordon and Ross-Gordon, 1995)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงสถิติภายในประเทศ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการคิดเชิงสถิติต่างประเทศ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีในการสอนสถิติ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถทางสถิติของนักศึกษาระดับปริญญาตรีโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
ประสงค์ เลิศสมบัติพลอย (2553) ได้ทำศึกษาการส่งเสริมการคิดเชิงสถิติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เอกซ์เซลในการสอนของครูและให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมโดยให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งผลการศึกษาพบว่า การใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์เอกซ์เซลช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเปิดโอกาสให้นักเรียนมีโอกาสลงมือปฏิบัติสร้างแผนภูมิต่างๆ ได้ด้วยตัวของนักเรียนเอง อีกทั้งความสวยงามและง่ายต่อการสร้างทำให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนรู้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าหากนักเรียนไม่มีความรู้พื้นฐานในการใช้โปรแกรมหรือมีเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างยากลำบากส่งผลให้ในบางกิจกรรมนักเรียนไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ผู้วิจัยได้ตั้งไว้ได้และทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้มีระดับการคิดเชิงสถิติที่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก
ส่วน นริศรา โกแสนตอ (2553) ได้ทำการศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานคณิตศาสตร์เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งผลการศึกษาพบว่า โครงงานคณิตศาสตร์สามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้เป็นอย่างดีเนื่องจากขั้นตอนในการทำโครงงานสอดคล้องกับขั้นตอนกระบวนการทางสถิติ นอกจากนี้การทำโครงงานคณิตศาสตร์นั้นเป็นการเรียนรู้ที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ส่งผลให้นักเรียนเกิดความสนใจในการเรียนและเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย แต่ก็พบว่าระดับการคิดเชิงสถิติของนักเรียนในระหว่างจัดกิจกรรมและหลังกิจกรรมไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งผู้วิจัยกล่าวว่าสาเหตุอาจเกิดจากความไม่คุ้นเคย ในการตอบแบบทดสอบที่เป็นคำถามปลายเปิดของนักเรียน ความคงทนของความรู้ของนักเรียนและความไม่ต่อเนื่องในการจัดกิจกรรม
สวนีย์ จำเริญวงศ์ (2551) ได้ใช้สถานการณ์จำลองโดยใช้โปรแกรม MiniTab เป็นเครื่องทำการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงสถิติของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยประยุกต์ใช้กรอบเชิงสถิติของ Wild & Pfannkuch (2002) ซึ่งผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาทุกคนสามารถบอกถึงบริบทของข้อมูลที่ผู้วิจัยได้กำหนดขึ้น อีกทั้งตระหนักถึงความต้องการข้อมูล สามารถพิจารณาถึงความแปรปรวนที่มีผลต่อการทดสอบสมมติฐาน สามารถให้เหตุผลโดยใช้ตัวแบบสถิติแล้วนำเสนอข้อมูลเพื่ออธิบายความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับสถานการณ์จำลองในตัวแบบต่างๆได้
การใช้โปรแกรม STATA ซึ่งเป็นโปรแกรมทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล (Gould et al, 2006) ใช้โครงงาน(Binnie, 2002) และใช้สถานการณ์จริง เช่น สถิติการเกิดการตาย แผนที่ การเกิดโรค โบแลนด์ (Boland, 2003) หอเกียรติยศของกีฬาเบสบอล (Wang, 2007) ซึ่งจากการศึกษาโดยใช้วิธีการต่างๆ พบว่า โครงงานมีประโยชน์อย่างมาก โดยการที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติในประเด็นที่ครูกำหนดทำให้นักเรียนต้องคิดแล้วทำให้การเรียนรู้ของพวกเขาดีขึ้น ส่วนการใช้บริบทจริงจะช่วยให้นักเรียนเห็นความสำคัญของสถิติ โดยเมื่อจบการเรียนการสอนนักเรียนสามารถที่จะโต้เถียงและอภิปรายกันในเชิงสถิติ อีกทั้งยังเกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับข้อมูล และการใช้ข้อมูลจริงจะเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนสามารถหาข้อสรุปอีกทั้งการใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มีส่วนช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงานสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
พาวเวลล์ (Powell, 1994) พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐานนั้นผู้สอนสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความสามารถด้านการคิดในระดับสูงได้ และเหมาะกับการเรียนในเนื้อหาที่มีความต่อเนื่องกัน (Anderson and Christa, 1999) แต่จะไม่สามารถครอบคลุมการสอนให้ได้เนื้อหามากๆ เท่ากับวิธีการสอนแบบบรรยายที่นิยมใช้กัน ซึ่งผู้สอนจะต้องได้รับการอบรมในด้านการสอนวิธีนี้อย่างมีประสิทธิภาพเสียก่อน เนื่องจากผู้สอนส่วนใหญ่มักจะใช้ประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกของตนเองในการกำหนดหรืออภิปรายกรณีศึกษา (Moje and Wade 1997) ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับประสบการณ์ของผู้เรียน ดังนั้นจะต้องมีการศึกษาความต้องการของผู้เรียนเมื่อใช้วิธีกรณีศึกษาด้วย มีการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในแต่ละบทเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อที่จะแก้ปัญหาในแต่ละกรณีตัวอย่าง การอภิปรายในชั้นเรียนจะต้องให้ผู้เรียนมีการตอบสนองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในชั้น ทั้งนี้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการกรณีศึกษาทำให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ที่จะมีการแก้ปัญหา มีการคิดไตร่ตรองเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ยังเกิดปฏิสัมพันธ์ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ในการอภิปรายกลุ่มร่วมกัน ผู้เรียนจะต้องมีการนำ ความรู้ในเนื้อหาและทักษะการแก้ปัญหามาใช้ในการแก้ปัญหาในกรณีศึกษาด้วยจึงจะสมบูรณ์
การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น โปรแกรมเอกซ์เซล โปรแกรม Fanthom โปรแกรม TinkerPlots และ StatCrunch ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่น และเต็มไปด้วยพลังและความคิดสร้างสรรค์ โดยถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจ ความคิดรวบยอดที่เป็นนามธรรมและรวมไปถึงกระบวน การทางสถิติด้วย ช่วยให้นักเรียน สามารถสืบเสาะหาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสถิติ แล้วนำไปสู่การเรียนรู้ที่สะดวกสบายขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาความสามารถทางสถิติ ของผู้เรียนแล้วยังช่วยเสริมประสบการณ์ของครู ในการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Carr, 2002 ; Lock, 2002 ; Chance. Et al, 2007 ; Watson and Donne, 2009 ; West, 2009)
การเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตช่วยทำให้เกิดความสะดวกต่อกิจกรรมการเรียนของนักศึกษา (Gayle and Jay, 1998) และการใช้กรณีศึกษาช่วยให้การจัดกิจกรรม ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ ในการเรียนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถเรียนรู้ในระดับสูงได้ดีกว่าผู้เรียนที่ไม่มีประสบการณ์ (Peach, 1996) ทั้งนี้ผู้สอนจะต้องคอยช่วยเหลือแนะนำให้ผู้เรียน เข้าใจความคิดรวบยอดของกรณีศึกษาและแนะนำให้ผู้เรียนพิจารณาสภาวะที่เกี่ยวข้องกับ การแก้ปัญหาในกรณีศึกษานั้นๆ ด้วย (Stepich et al, 2001)
การนำกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ในการเรียนการสอนนั้นนอกจากจะช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ทางด้านการคิดด้านคณิตศาสตร์ของผู้เรียนแล้ว ยังช่วยให้ผู้สอนมีการปรับปรุงการสอน ของตนเองด้วย (สงกรานต์ พรหมวงศ์, 2552 ; สุรเชษ เหล่าจันตา, 2551 ; รัชภูมิ แซ่ใช้, 2546) ซึ่งในระดับอุดมศึกษา ปาริชาติ บัวเจริญ (2545) ได้ทำการศึกษาเพื่อปรับปรุงคุณภาพ การเรียนการสอนวิชาสถิติ 1 ในระดับปริญญาตรี ของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนของ กิตติพร ปัญญาภิญโญผล (2540) ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการวางแผน 2) ขั้นปฏิบัติและรวบรวมข้อมูล และ 3) ขั้นทบทวนและประเมินผลเพื่อปรับแผน มีการปฏิบัติต่อเนื่องกันเป็นวงจรจนสามารถแก้ปัญหา ของนักศึกษาได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาสถิติดีขึ้นและมีพฤติกรรมการเรียนดีขึ้น
ขั้นประเมิน(Observe) คุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้วิจัยและอาจารย์ที่ปรึกษา มีส่วนในการประเมิน เสนอแนะเพื่อปรับปรุงเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
Pre-online
สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย
ตรวจสอบการเข้าใช้ได้
Data
E-text book
Video tutorial
Multi Media
CAI
ประเมินและเสนอแนะทันที
การสื่อสารกับผู้เรียน
การวัดและประเมินระดับการคิดเชิงสถิติ
การวัดและประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้
วัดจากการสะท้อนความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และผู้สอน/ผู้วิจัยโดยทำการสัมภาษณ์หรือสนทนากลุ่มแบบออนไลน์ ทำประเมินโดยพิจารณาจากความคิดเห็นเชิงบวกหรือลบ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในคาบต่อไป
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 การรับรู้วัตถุประสงค์
ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย (วีดีทัศน์, แอนิเมชั่น, E-text book, โปรแกรมจำลอง เป็นต้น)
ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์กรณีศึกษา
ขั้นที่ 4 ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขั้นที่ 5 ขั้นวัดและประเมินผล
วัดโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด[Online] / วัดจากการใช้โปรแกรมต่างๆ[Online]
ทำการประเมินเบื้องต้นตามเกณฑ์การประเมินการคิดเชิงสถิติโดยผู้สอน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
กรณีศึกษามี 4 ประเภท
ประเภทที่ 1
กรณีศึกษาที่เป็นวิทยานิพนธ์หรือการค้นคว้าแบบอิสระ หรือโครงงานทางคอมพิวเตอร์ ที่ผู้สอน/ผู้วิจัยกำหนดให้ผู้เรียนเลือก ซึ่งผู้วิจัยเลือกตามเงื่อนไขการทำวิจัยของสาขาวิชา ได้แก่ งานวิจัยเชิงทดลอง งานวิจัยเชิงพัฒนา และงานวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ [C1]
ประเภทที่ 2
กรณีศึกษาที่ผู้สอน/ผู้วิจัยสร้างขึ้นมาเอง [C2]
ประเภทที่ 3
กรณีศึกษาที่ผู้เรียนสร้างขึ้นเองโดยอิงกับประสบการณ์การทำงาน ปัญหาสังคมรอบตัวหรือปัญหาที่เกิดขึ้นในใช้ชีวิตประจำวัน [C3]
ประเภทที่ 4
กรณีศึกษาที่กลุ่มผู้เรียนร่วมกันสร้างขึ้นมาตามความสนใจ หรือตามความสอดคล้องของประเด็นปัญหา [C4]
[C1]
[C2]
[C3,C4]
[C1]
Classroom
[C3,C4]
Post-online
[C2]
เรียนรู้ด้วยตนเองตามระดับการคิดเชิงสถิติของผู้เรียน
สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย
ตรวจสอบการเข้าใช้ได้
ประเมินและเสนอแนะทันที
การสื่อสารกับผู้เรียน
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 3 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 การรับรู้ระดับการคิดเชิงสถิติของตนเอง
ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย (วีดีทัศน์, แอนิเมชั่น, E-text book, โปรแกรมจำลอง เป็นต้น)
ขั้นที่ 3 ขั้นวัดและประเมินผลการเรียนรู้
การวัดและประเมินระดับการคิดเชิงสถิติ
การวัดและประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้
วัดโดยใช้คำถามแบบปลายเปิด[Online] / วัดจากการใช้โปรแกรมต่างๆ[Online]
ทำการประเมินตามเกณฑ์การประเมินการคิดเชิงสถิติโดยผู้สอน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
มีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้
ขั้นที่ 2. วิเคราะห์กรณีศึกษา
ขั้นที่ 3 อภิปรายประเด็นปัญหาและหาทางเลือก
ขั้นที่ 4 อภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหา
ขั้นที่ 5 วิเคราะห์สรุปและแลกเปลี่ยนเรียนรู้
ขั้นที่ 6 วัดและประเมินผลการเรียนรู้
การวัดและประเมินระดับการคิดเชิงสถิติ
การวัดและประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้
วัดโดยการสังเกตุการทำกิจกรรมกลุ่มและการนำเสนอหน้าชั้นเรียน(บันทึกภาพเคลื่อนไหว) วัดจากกรณีศึกษาที่ผู้เรียนสร้างขึ้นรายคนและรายกลุ่ม วัดโดยใช้คำถามปลายเปิด ทำการประเมินตามเกณฑ์การประเมินการคิดเชิงสถิติโดยผู้เรียน ผู้สอน/ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
เน้นการอภิปรายกลุ่มย่อย ทำงานเป็นทีมมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง มีการเชื่อมโยงเนื้อหาการเรียนกับชีวิตจริงหรือการทำงาน
- สรุปรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
- สรุปผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
• ระดับการคิดเชิงสถิติ
• ความคิดเห็นของผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
วัดจากการสะท้อนความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และผู้สอน/ผู้วิจัยโดยทำการสัมภาษณ์หรือสนทนากลุ่ม หรือบันทึกในแบบบันทึกสะท้อนความคิดเห็น ทำประเมินโดยพิจารณาจากความคิดเห็นเชิงบวกหรือลบ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในคาบต่อไป
วัดจากการสะท้อนความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
และผู้สอน/ผู้วิจัยโดยทำการสัมภาษณ์หรือสนทนากลุ่ม หรือบันทึกในแบบบันทึกสะท้อนความคิดเห็น ทำประเมินโดยพิจารณาจากความคิดเห็นเชิงบวกหรือลบ เพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในคาบต่อไป
ขั้นวางแผน(Plan) เตรียมข้อมูลเพื่อทำการร่างสรุปผล
รวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกระดับการคิดเชิงสถิติ ความคิดเห็นของผู้เรียน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายคาบ และภาพรวม เอกสาร ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว คลิปเสียง ฐานข้อมูล
ขั้นปฏิบัติ(Act) และขั้นประเมิน(Observe)
ผู้วิจัยสรุปผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้
และวิพากษ์รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม การสะท้อนคิด และการสนทนากลุ่มแบบออนไลน์
ขั้นทบทวน(Reflect) : ทบทวนปรับปรุงแก้ไขและจัดทำรูปแบบที่สมบูรณ์
สรุปผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา
ส่วนที่ 1 ที่มาของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย

เป้าหมายของรูปแบบ :
ส่งเสริมความสามารถในการคิดเชิงสถิติ
ข้อตกลงเบื้องต้น :
สำหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ในระดับอุดมศึกษา เข้าถึงการใช้อินเตอร์เน็ตได้ง่าย
หลักการสำคัญ :
1) จัดสภาพแวดล้อมให้มีความยืดหยุ่น 2) ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองให้แก่ผู้เรียน 3) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหา 4) ผู้สอนต้องลงมือปฏิบัติอย่างมืออาชีพ และ 5) พัฒนาผู้เรียนเป็นรายบุคคล
ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา
ส่วนที่ 2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้
1. ขั้นตอนของรูปแบบ : การจัดการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่
1.1 การจัดการเรียนรู้ออนไลน์ก่อนเข้าชั้นเรียน มี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การรับรู้วัตถุประสงค์ ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย ขั้นที่ 3
การวิเคราะห์กรณีศึกษา ขั้นที่ 4 ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ ขั้นที่ 5 ขั้นวัดและประเมินผล
1.2 การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน มี 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้ ขั้นที่ 2. วิเคราะห์กรณีศึกษา ขั้นที่ 3 อภิปรายประเด็นปัญหาและหาทางเลือก
ขั้นที่ 4 อภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหา ขั้นที่ 5 วิเคราะห์สรุปและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขั้นที่ 6 วัดและประเมินผลการเรียนรู้
1.3 การจัดการเรียนรู้ออนไลน์หลังเข้าชั้นเรียน มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 การรับรู้ระดับการคิดเชิงสถิติของตนเอง ขั้นที่ 2 การเรียนรู้ผ่านสื่อที่หลากหลาย
ขั้นที่ 3 ขั้นวัดและประเมินผลการเรียนรู้
2. ระบบสังคม : ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง ร่วมกับเพื่อน โดยมีผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวก
3. หลักการตอบสนอง : วัดและประเมินผล และให้ข้อเสนอแนะพร้อมกับแจ้งผลให้ผู้เรียนทราบทันที
4. ระบบสนับสนุน : ระบบการจัดการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ส่วนที่ 3 การนำรูปแบบการจัดการเรียนการสอนไปใช้ :
เหมาะกับเนื้อหาวิชาที่เกี่ยวกับสถิติเพื่อการวิจัยในระดับอุดมศึกษา
ส่วนที่ 4 ผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการสอนและสิ่งส่งเสริมการเรียนรู้ :
นอกจากพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงสถิติแล้วยังช่วยส่งเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วย
ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบแนวคิดของ จอยซ์และเวลล์ (Joyce and weil, 2009, p.9) ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 ส่วน ดังนี้
ช่วงที่ 1 ช่วงร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยทำการบันทึกในแบบบันทึกสนาม
ช่วงที่ 2 ช่วงการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ ในการดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนแต่ละหน่วยการเรียนรู้ผู้วิจัยจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินระดับการคิดเชิงสถิติโดยใช้วิธีการประเมินแบบสามเส้าและบันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกผลการประเมินความสามารถในการคิดเชิงสถิติ และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต สัมภาษณ์แบบกึ่งทางการและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ การสนทนากลุ่มย่อยและการสะท้อนคิดของผู้เรียน การสะท้อนคิดของผู้สอน และจากการสนทนากลุ่มแบบออนไลน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยทำการบันทึกในแบบบันทึกสนาม
ช่วงที่ 3 ช่วงสรุปผลการการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยจะทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่มกับนักศึกษาและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกครั้งโดยทำการบันทึกในแบบบันทึกสนาม
วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ การสนทนากลุ่มย่อยและการสะท้อนคิดของผู้เรียน การสะท้อนคิดของผู้สอน และจากการสนทนากลุ่ม(Focus group) ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ที่สอดคล้องกับผู้เรียนในศตวรรษที่21 เพื่อส่งเสริมการคิดเชิงสถิติในระดับอุดมศึกษา จะนำมาทำการวิเคราะห์โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) และทำการตีความเพื่อสร้างข้อสรุป

ส่วนการวิเคราะห์ผลการประเมินระดับการคิดเชิงสถิติจะใช้การวิเคราะห์ความถี่ ร้อยละ เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการของระดับการคิดเชิงสถิติของผู้เรียนในช่วงก่อนเรียนในชั้นเรียน ระหว่างเรียนในชั้นเรียนและหลังเรียนในชั้นเรียน โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูล
โลกในศตวรรษที่ 21
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
การจัดการเรียนรู้แบบย้อนกลับ
การคิดเชิงสถิติ
การจัดการเรียนรู้โดยใช้กรณีศึกษาเป็นฐาน
การจัดการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
Full transcript