Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

โรคที่เกิดกับผิวหนัง

No description
by

TON CH

on 12 June 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of โรคที่เกิดกับผิวหนัง

โรคสิว
โรคที่เกิดจากผิวหนัง
เสนอ
คุณครู จงรัก ศิริบุญ
สาเหตุของสิว
ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11-14ปีดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดการอุดตันจนเกิดสิว
แบคทีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว

การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิดสิว
การใช้เครื่องสำอางเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพผิวหนัง คนที่มีแห้งควรจะใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อน คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น

การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น ยาคุมกำเนิด
อาการของโรคสิว
จากจุดเริ่มต้นของการอุดตันของไขมันผสมกับผิวหนังจนกลายเป็น โคมมิโดน (COMEDONE)
และมีการซ้ำเติมจากเชื้อแบคทีเรีย จนกลายเป็นตุ่มสิวเล็กๆใต้ผิวหนัง ในระยะแรกที่เริ่มเป็นสิว เรามักจะพบสิวหัวดำหรือสิวหัวขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุดที่ขึ้นได้หลายตำแหน่ง อันได้แก่ที่บริเวณหน้าผากและแก้ม บางคนอาจขึ้นที่แผ่นอกและบริเวณหลังได้อีกด้วย ต่อมาเมื่อมีการอักเสบจะกลายเป็นตุ่มแดง สิวหัวดำหรือขาวจะเปลี่ยนสีเป็น สิวหัวแดง และภายใต้ตุ่มสิวนั้นก็จะคั่งเต็มไปด้วยหนอง ผ่านช่วงระทึกนี้ไปแล้วเมื่อหัวสิวยุบแล้ว สภาพผิวก้อจะค่อยๆราบลง แต่มักจะทิ้งร่องรอยเป็นรอยสีเข้ม อาจเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ ซึ่งมักจะอยู่ได้นานหลายเดือนกว่าจะค่อยๆจางลงไป
สิวอักเสบที่เป็นมากๆ จะมีอาการร้อน แดง บวมมากขึ้นๆที่จะดันผิวหนังกลายเป็นรอยปูดโปนขนาดใหญ่มาก
ที่เรียกกันว่า สิวหัวช้าง หรือถ้าเป็นมากๆสิวก็จะกลายเป็นถุงน้ำซิสต์ (CYST) ใหญ่ขนาดตั้งแต่ 0.5-1 เซนติเมตรเลยที่เดียว สิวแบบนี้เมื่อหายแล้วมักจะกลายเป็นหลุม หรือเป็นรอยแผลเป็น บางคนอาจกลายเป็น คีลอยด์ หรือแผลปูดโปน แต่ถ้าหากเป็นไม่มาก หัวสิวที่เกิดขึ้น อาจไม่มีการอักเสบ และจะค่อยๆยุบหายไปได้เอง แต่ก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นเล็กๆไวเเต่ก็มีวิธีป้องกัน
วิธีป้องกัน
1.ล้างหน้าอย่างนุ่มนวล
2.พยายามแตะผิวหน้าให้น้อยที่สุด
3.พยายามเลี่ยงแสงแดด
โรคผื่น
สาเหตุโรคผื่น
ยา ปฏิกิริยาการแพ้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผื่นได้
การติดเชื้อ การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือมีพยาธิ เป็นสาเหตุของผื่นได้ทั้งสิ้น
โรคระบบต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอย์
อิทธิพลทางกายภาพ ผู้ป่วยบางราย ผื่นอาจเป็นผลจากปฏิกิริยาของผิวหนังที่ตอบสนองผิดปกติต่อความร้อน ความเย็น น้ำหนักกดรัด แสงแดด การออกกำลังกาย เป็นต้น
การแพ้สารที่สัมผัส ผื่นเกิดขึ้นในตำแหน่งที่ผิวหนังสัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น การแพ้ยา (Iatex) ขนสัตว์ พืช หรืออาหารบางชนิด เป็นต้น
ปฏิกิริยาแพ้พิษแมลง เช่น ปฏิกิริยาที่เกิดจากผึ้ง ต่อต่อย

อาการโรคผื่น
เป็นการอักเสบของผิวหนังซึ่งเกิดจากสาเหตุหลายประการทั้งจากภายในร่างกาย และภายนอกร่างกาย ทำให้มีการอักเสบที่ผิวหนังชั้นนอก ผิวหนังจะมีผื่น บวมแดง
มีตุ่มน้ำใส หรือน้ำเหลืองเยิ้ม และมีสะเก็ด และมีอาการคันเป็นอาการสำคัญ เรียกว่าเป็นการอักเสบระยะเฉียบพลัน หากไม่รักษาปล่อยไว้เรื้อรังจะพบว่าผื่นประกอบไปด้วยตุ่มแดง papule มีขุย รอยเกาเป็นทางผิวหนาตัวขึ้น
วิธีป้องกัน
1.เมื่อรู้ว่าเกิดผื่นไม่ควรไปเกาและพบแพทย์
2.ไม่เกาตามผิวหนังอย่างรุนแรง
โรคหิด
สาเหตุโรคหิด
โรคหิด เกิดจากตัวหิด หรือ Scabies วงจรชีวิตของตัวหิดคือ เมื่อเราได้รับหิดตัวเมียที่มีไข่อยู่ในตัวมาจากคนอื่นแล้ว หิดก็จะคลานหาที่เหมาะสมและขุดเจาะผิวหนังจนเป็นโพรง แล้ววาง ไข่ในโพรงนี้วันละ 2-3ฟองต่อวัน หิดตัวเมียนี้จะขุดผิวหนังของเราต่อไปเรื่อยๆ วันละ 2-3 มิลลิเมตร (มม.) กลายเป็นโพรงหยึกหยักคล้ายงูเลื้อย โดยหิดจะขุดเฉพาะผิวหนังชั้นบนสุดที่เรียกว่า Stratum corneum เท่านั้น จะไม่ขุดผิวหนังชั้นที่ลึกไปกว่านี้ หิดตัวเมียจะวางไข่ไปได้เรื่อยๆตลอดอายุของมันซึ่งยาวนานประมาณ 1-2 เดือน ไข่ของหิดมีขนาด 0.1-0.15 มม. และจะใช้เวลาในการฟักตัว 3-4 วัน เมื่อตัวอ่อนฟักออกมาแล้ว ก็จะคลานออกจากโพรงมาอยู่บนผิวหนัง และหาที่เหมาะสมใหม่ ขุดเป็นรูเล็กๆ สั้นๆ บนผิวหนังชั้นบนสุด เรียกว่า Molting pouch

รูนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งแตกต่างจากโพรง หรือ Burrow
ที่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ตัวอ่อนของหิดที่เกิดมาจะมี 3 ขา เมื่อมีอายุได้ 3-4 วัน ตัวอ่อนจะลอกคราบ และจะกลายเป็นมี 4 ขา ต่อจากนั้นจะลอกคราบอีก 2 ครั้ง จนกระทั่งกลายเป็นหิดตัวเต็มวัย ซึ่งจะมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย หิดตัวผู้มีขนาด 0.25-0.35 มม. ส่วนหิดตัวเมียมีขนาด 0.30-0.45 มม. หิดตัวผู้จะคลานออกจากรู และคลานเข้าไปหารูที่ตัวเมียอยู่ เมื่อทำการผสมพันธุ์กันเสร็จแล้วตัวผู้ก็จะตาย ตัวเมียจะออกจากรูเดิม เดินหาบริเวณอื่นของผิวหนังที่เหมาะสม แล้วเจาะโพรงเตรียมพร้อมวางไข่ได้ตลอดชีวิตที่เหลือของมัน ซึ่งหากหิดตัวเมียนี้ติดต่อไปยังผู้อื่น ก็เป็นการเริ่มต้นวงจรชีวิตของมันใหม่ต่อไป
ตัวหิดไม่สามารถกระโดดได้ ซึ่งต่างจากหมัด หากหิดอยู่นอกร่างกายคน จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 วัน แต่ถ้าอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส มันจะมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น
อาการโรคหิด
ผู้ที่ติดหิดครั้งแรก จะเริ่มแสดงอาการเมื่อได้รับหิดมาแล้วเป็นเวลา
2-6 สัปดาห์ (ระยะฟักตัวของโรค) แต่ในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่มีอาการนี้ สามารถที่จะแพร่ตัวหิดให้ผู้อื่นได้
อาการที่เกิดจากหิดเกิดจากปฏิกิริยาของระบบภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกายที่มีต่อทั้งตัวหิด ไข่หิด และขี้ของหิด (Scybala) ปฏิกิริยานี้มีเรียกว่า Delayed-type IV hypersensitivity โดยร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆออกมา และมีการหลั่งสารเคมีต่างๆ เพื่อพยายามที่จะกำจัดหิด แต่สารเคมีต่างๆเหล่านี้นี่เอง กลับทำให้เกิดอาการขึ้นมา สำหรับผู้ที่ติดหิดซ้ำในครั้งหลังๆ อาการจะเกิดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันต้านทานของร่างกายได้มีการจดจำปฏิกิริยาที่มีต่อตัวหิดไว้แล้ว
วิธีป้องกัน
1.การใช้ยาฆ่าแมลงฉีดตามบ้านทั่วไป
2.ไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยโรคหิตไม่ควรสัมผัสร่างกายโดยตรง

โรคมะเร็งผิวหนัง
สาเหตุโรคมะเร็งผิวหนัง
1. แสงอัลตราไวโอเลต (UVA,UVB) พวกที่ต้องทำงานกลางแดด เล่นกีฬากลางแจ้ง ชอบอาบแดด จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
2. เชื้อชาติ คนผิวขาว ผมสีบลอนด์ ผิวไหม้แดดง่าย มีโอกาสเสี่ยงสูง เพราะมีเม็ดสีที่ผิวหนังน้อย ความสามารถในการป้องกันเซลล์ผิวหนังจากแสงอัลตราไวโอเลตจึงน้อยกว่าคนผิวคล้ำ คนที่เป็นโรคผิวหนัง Albinism ซึ่งมีความผิดปกติของการสร้างเม็ดสี จะพบมะเร็งผิวหนังได้บ่อย
3. การได้รับสารเคมีก่อมะเร็ง เช่น สารหนูที่ปนอยู่ในน้ำ ยาหม้อ ยาไทย ยาจีน ยาลูกกลอน
4. แผลเป็นจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลจากผื่นผิวหนังบางโรค เช่น DLE

5. มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งผิวหนัง
6. เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV ที่ทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ
7. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายไต
8. ผิวหนังในบริเวณที่เคยได้รังสีรักษา
9. คนที่สูบบุหรี่นานๆ จะเกิดมะเร็งในช่องปากได้

อาการของมะเร็งผิวหนัง
อาการที่พบบ่อยของโรคผิวหนัง คือ การมีตุ่ม หรือ ก้อนเนื้อ หรือแผลเรื้อรังที่ผิวหนัง พบได้ในทุกบริเวณ รวมทั้ง ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และหนังศีรษะ หรือไฝต่างๆที่โตเร็ว อาจเจ็บ แตกเป็นแผล มีเลือดออกเรื้อรัง อาจพบเพียงก้อนเนื้อเดียว หรือหลายๆก้อนเนื้อพร้อมๆกัน และเมื่อโรคลุกลาม อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงกับผิวหนังส่วนที่เกิดโรค โต คลำได้ เช่น ที่หน้าหู หรือลำคอ เมื่อมีแผล/ก้อนเนื้อที่หนังศีรษะ หรือใบหน้า ที่รักแร้ เมื่อมีก้อนเนื้อ/แผลที่มือ หรือแขน หรือที่ขาหนีบเมื่อมีก้อนเนื้อ/แผลที่เท้า หรือ ขา
วิธีป้องกัน
• หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลา 10.00 - 15.00 น.
• ใช้ครีมกันแดด ที่มีค่า SPF > 15
• หลีกเลี่ยงภาวะที่เสี่ยงต่อการระคายเคืองของผิวหนัง เช่น การสัมผัสสารเคมี

โรคสะเก็ดเงิน
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน
การเสียดสี การกระทบกระแทกแกะเกา บาดแผล ปัจจัยทางจิตใจและสังคมเช่น ความเครียด การดื่มเหล้า โรคติดเชื้อ คออักเสบ สารเคมีบางอย่าง เช่น ยาลดความดันชนิดด้านเบต้า ยาจิตเวช เช่น ยาต้านมาเลเรีย เป็นต้น
อาการของโรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบบ่อย ลักษณะรอยโรคเป็นผื่นแดงนูนหนา มีสะเก็ดสีขาวลอกเป็นขุยจำนวนมาก เป็นๆหายๆ ตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ หนังศีรษะ ผิวหนังที่มีการเสียดสี แกะเกาเช่น ศอก เข่า ลำตัว ก้นกบแต่ก็สามารถพบได้ทุกแห่งของร่างกาย
การรักษาโรคสะเก็ดเงิน
วิธีการรักษาโรคสะเก็ดเงินใช้วิธีทายาเป็นหลัก ใช้ยาทากลุ่มน้ำมันดิบ ยาทากลุ่มสดีรอยด์ หรือใช้ยากิน เช่น ยาที่ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังคือยาเมโทร-เทรกเสด (methotrexate) ซึ่งเป็นยาที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะอาจทำให้เกิดตับอักเสบละตับแข็งได้ หากได้ยาตัวนี้อยู่ต้องงดยางาน 2-3 ปีจึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัยการกินยารักษาโรคสะเก็ดเงินต้องอยูภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนังเท่านั้น มีอีกวิธีที่ได้ใช้กันมากคือรักษาด้วยการฉายแสง แต่ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าจะให้รักษาด้วยวิธีใดเพราะอาการของแต่ละคนมากน้อยไม่เท่ากัน
การป้องกันโรคสะเก็ดเงิน
พยายามทำจิตใจให้เบิกบานเข้าไว้ นอนหลับพักผ่อนมากๆ
ฝ้า
สาเหตุ
ฮอร์โมน
แสงแดด แสงแดดจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีผลิตเม็ดสีขึ้นมามากขึ้น ทำให้เกิดฝ้า ผู้ที่เป็นฝ้าหรือกำลังรักษาฝ้า จึงต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ยากันแดดทุกวัน ไม่ว่าจะโดนแดดหรือไม่
ความร้อน ความร้อนทำให้ฝ้าเข้มขึ้นได้ เช่น เข้าห้องอบซาวน่า โดนไอร้อน หรือเป็นแม่ครัวอยู่หน้าเตาไฟทุกวัน
อาการ
ผิวหนังที่มีสีเข้มข้น เป็นแผ่นสีน้ำตาลบนใบหน้า พบบ่อยบริเวณโหนกแก้ม, เหนือริมฝีปาก, เหนือคิ้ว มักเป็น 2 ข้างใบหน้าเท่าๆกัน ฝ้าพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สาเหตุเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีออกมามาก
การรักษา
1.ใช้ยาทาเพื่อลดการสร้างเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสีมียาทาหลายชนิดที่สามารถลดการสร้างเม็ดสีและทำให้ฝ้าจางลง จะหยุดยาเองไม่ได้ เพราะฝ้าอาจจะหมองคล้ำขึ้นได้ ต้องให้แพทย์ค่อยๆ ปรับสูตรยา เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรหาซื้อยาฝ้ามาทาเอง และไม่ควรทายาไปนานๆ โดยไม่ได้พบแพทย์เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากทายาได้

2. พยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้า คือ หยุดรับประทานยาคุมกำเนิด งดยาที่มีส่วนประสมของฮอร์โมน

3. หลีกเลี่ยงแสงแดดและใช้ยาทากันแดด ถ้าจำเป็นต้องโดนแดด ต้องใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่มและทายากันแดด โดยต้องทายาทุกวันตอนเช้าไม่ว่าจะโดนแดดโดยตรงหรือไม่
การป้องกัน
1. ทายากันแดดทุกวันอย่างสม่ำเสมอ และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดด
2. ทายาฝ้าบางๆ และน้อยที่สุด อย่าใช้ยาเปลือง ห้ามนวด ห้ามขยี้
3. มาพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด ห้ามทายาไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้มาพบแพทย์ และห้ามหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรับสูตรยา
4. งดยาคุมกำเนิด ทายาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน
โรคน้ำกัดเท้า
สาเหตุของโรคน้ำกัดเท้า
การเกิดเชื้อส่วนใหญ่มักมาจากการใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว รองเท้า หรือว่ายน้ำในสระสาธารณะหรือเดินย่ำน้ำบ่อยๆ ในช่วงฤดูฝนในบริเวณที่มีอุทกภัย หรือน้ำท่วมขัง การระคายเคืองอาจเกิดมากขึ้นถ้าไม่สามารถรักษาความสะอาด

อาการของโรคน้ำกัดเท้า
อาการของโรคเชื้อราที่เท้า คือ คันตามซอกนิ้วเท้าและผิวหนังลอกออกเป็นขุยๆ เป็นผื่นที่เท้าผิวหนังที่เท้าเกิดผุพองนิ้วเท้าหนาและแตกที่เป็นมากและพบบ่อยจะเกิด
ตรงซอกนิ้ว แต่ก็สามารถเกิดที่ส้นเท้าไดเช่นกัน

การป้องกันโรคน้ำกัดเท้า
ควรใส่ถุงเท้าและรองเท้าที่แห้ง เช็ดเท้าให้แห้งโดยเฉพาะซอกเท้าหลังอาบน้ำ ใส่ถุงเท้าที่ทำด้วยขนสัตว์ดีกว่าผ้าฝ้ายเพราะผ้าขนสัตว์ช่วยซับความชื้นจากเท้า ควรมีรองเท้า 2 คู่ใส่สลับกัน ไม่ควรใส่รองเท้าคู่เดิมทุกวัน
Full transcript