Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

ข้อวินิจฉัยการพยาบาลทารกแรกเกิด

No description
by

Tanapohn Tuamnate

on 23 December 2017

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ข้อวินิจฉัยการพยาบาลทารกแรกเกิด

ข้อวินิจฉัยที่ 1
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดออกซิเจน
เนื่องจากทางเดินลมเข้าปอดไม่สะดวก
วัตถุประสงค์ของการพยาบาล ทารกได้รับออกซิเจนที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
ข้อวินิจฉัยพยาบาลข้อที่ 2

กิจกรรมการพยาบาล
8.ควรทำให้มือและเครื่องใช้ต่างๆอุ่น
ก่อนที่จะสัมผัสร่างกายทารก
เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน

9.บันทึกอาการและการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อสามารถให้การพยาบาลได้อย่างต่อเนื่อง
เหมาะสมและใช้เป็นหลักฐานในการปฏิบัติการพยาบาล

ข้อวินิจฉัยพยาบาลข้อที่ 3

วัตถุประสงค์การพยาบาล ทารกไม่มีการติดเชื้อ
กิจกรรมการพยาบาล (ต่อ)
3.เช็ดตัวให้แห้งด้วยผ้า และใช้มือลูบหลัง ตบก้น
เกาฝ่าเท้า ถูเท้าหรือดีดเท้าทารก
เพื่อกระตุ้นให้ทารกร้อง ช่วยให้ปอดขยายและมีการหายใจได้ดีขึ้น

4.ให้ออกซิเจนทางหน้ากาก (mask) 4 – 6 ลิตรต่อนาที ในทารกที่มีการแสดงของการได้รับออกซิเจน
ไม่เพียงพอ เพื่อช่วยกระตุ้นการหายใจ และเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายจนกระทั้งอาการดีขึ้น

ข้อวินิจฉัยการพยาบาลทารกแรกเกิด
กิจกรรมการพยาบาล
1.ดูดน้ำคร่ำ เมือก เลือด ออกจากปาก คอและจมูก
ด้วยเลือดยางหรือสายยางเพื่อป้องกัน
การสูดสำลักสารคัดหลั่งเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
2.จัด Position ให้นอนราบตะแคงหน้า
หรือนอนศีรษะต่ำประมาณ 15 – 30 องศา เพื่อป้องกันการสูดสำลักของสารคัดหลั่ง
จากระบบทางเดินอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจ

กิจกรรมการพยาบาล (ต่อ)
5.สังเกตอาการ การหายใจ การเต้นของหัวใจกำลังกล้ามเนื้อ
สีผิว และการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ถ้าพบสิ่งผิดปกติ เช่น หน้าเขียว ตัวเขียว หายใจไม่สม่ำเสมอ
ให้การช่วยเหลือตามขั้นตอน พร้อมลงบันทึก


กิจกรรมการพยาบาล (ต่อ)
6.รายงานแพทย์ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น
เตรียมพร้อมทั้งเตรียมอุปกรณ์
ในการช่วยฟื้นคืนชีพให้พร้อมเพื่อ
สามารถให้การช่วยเหลือได้รวดเร็ว
ถ้าทารกอาการดีขึ้น จัดให้นอนในท่าตะแคง
และเปลี่ยนท่าทุก 4 ชั่วโมงหรือตามความเหมาะสม
สังเกตอาการต่ออีก 12 – 48 ชั่วโมง
เพื่อประเมินอาการทางระบบประสาท
และภาวะผิดปกตอื่นๆ
กิจกรรมการพยาบาล (ต่อ)
7. Keep warm ให้แก่ทารกโดยใช้ผ้าห่อตัว
หรือ radiant heater
ขณะปฏิบัติการพยาบาลทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย
8.บันทึกขอมูลเกี่ยวกับอาการ
และการปฏิบัติการพยาบาล

มีโอกาสเกิดภาวะอุณหภูมิของร่างกายต่ำกว่าปกติเนื่องจากสูญเสียความร้อนของร่างกาย
วัตถุประสงค์การพยาบาล
ทารกสามารถควบคุมและคงไว้
ซึ่งอุณหภูมิปกติของร่างกายได้
กิจกรรมการพยาบาล
1. เตรียมอุปกรณ์สำหรับให้ความอบอุ่นแก่ทารก
ไว้ให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที ได้แก่
ผ้าห่อตัว ผ้าเช็ดตัว ตู้อบเครื่องทำความร้อน
หรือไฟตั้งส่องเพื่อให้เกิดความอบอุ่น เป็นต้น เนื่องจากทารกสูญเสียความร้อนได้ง่าย
กิจกรรมการพยาบาล
2.ปรับอุณหภูมิภายในห้องคลอดให้อยู่ในระดับที่
18 - 30 องศาเซลเซียส ถ้าสามารถปฏิบัติได้สำหรับห้องที่ใช้
เครื่องปรับอากาศบริเวณเตียงนอนทารกควรใช้ไฟตัง
หรือไฟเพดานเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น
ห้องควรมีความชื้นประมาณ 45 - 55 เปอร์เซ็นต์อาจใช้เครื่องทำความร้อนหรือต้มน้ำให้เดือดภายในห้องเพื่อช่วยให้อุณหภูมิห้องสูงขึ้นและเป็นการ
เพิ่มความชื้นภายในห้องอากาศ ควรถ่ายเทได้สะดวก
3. จัดให้ที่นอน เตียง ตู้อบ ควรตั้งอยู่ห่างจากผนังห้องพอควร โดยเฉพาะผนังห้องที่เป็นกระจก แม้ว่าทารกจะอยู่ในตู้อบก็อาจทำให้อุณหภูมิของผิวหนังทารกลดลงได้
กิจกรรมการพยาบาล
4. ใช้ผ้าแห้งเช็ด น้ำคร่ำที่ตัวทารกให้แห้ง ห่อตัวด้วยผ้าที่แห้งและอุ่น วางทารกบนที่นอนหรือตู้อบที่เตรียมให้อุ่นไว้เพราะร่างกายที่เปียกชื้น
ด้วยน้ำคร่ำหรือการสัมผัสกับอากาศเย็นจะทำให้ทารกสูญเสีย
ความร้อนออกจากร่างกายและมีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำส่งผล
ให้การไหลเวียนเลือดไม่สะดวก
5.ทำความสะอาดร่างกายและการพยาบาลต่างๆในห้องคลอดซึ่งมีอุณหภูมิห้องต่ำควรทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้นไม่จำเป็นต้องรีบเช็ดตัวหรืออาบน้ำให้ทารกควรรอให้ทารกมีระดับอุณหภูมิของร่างกายคงที่ก่อน จึงทำความสะอาดร่างกายด้วยการใช้น้ำอุ่นเช็ดตัวโดยควรทำอย่างรวดเร็ว
ในอุณหภูมิห้องที่ปกติไม่มีลมหรืออากาศเย็นเกินไปควรใช้ไฟส่องเครื่องทำความอบอุ่นหรือ
เครื่องให้ความร้อนตลอดเวลาเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจาก
ร่างกายจากนั้นรีบห่อตัวทารกหรือสวมเสื้อผ้าทันทีเมื่อทำความสะอาดเสร็จ
กิจกรรมการพยาบาล
6. จัดเตียงให้มีผนังกั้นโดยรอบไม่เปิดเผยร่างกายโดยไม่จำเป็นและใช้ผ้าปู
รองบนโต๊ะ เตียงหรือผ้ายางก่อนให้ทารกนอนเพื่อป้องกันการ
สูญเสียความร้อนออกจากร่างกายโดยการสัมผัสกับสิ่งของที่มีอุณหภูมิต่ำ
7. วัดอุณหภูมิของร่างกายทันทีแรกเกิดและวัดตามอาการของทารก
แรกเกิดอาจวัดอุณหภูมิด้วยปรอททางrectumเพื่อประเมินเกี่ยวกับรูทวารหนักและอุณหภูมิร่างกายของทารก หล่อลื่นปรอทที่จะใช้วัดด้วย วาสลีนสำหรับหล่อลื่นยาวประมาณ 1 นิ้ว วัดนาน 3 นาที พบอุณหภูมิต่ำกว่า 36.5 องศาเซลเซียส ควรช่วยเหลือด้วยการให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายทารก ครั้งต่อต่อไปควรวัดทางรักแร้
การพยาบาลทารกแรกเกิดทันที
เสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากทารกมีภูมิต้านทานโรคต่ำ
กิจกรรมการพยาบาล
1.จัดสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจาย
ของเชื้อโรค ห้องทารกควรสะอาดอากาศถ่ายเทได้สะดวกและสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ถ้าเป็นไปได้ควรจัด
ให้ทารกอยู่ห้องละ 6 คนและไม่เกินและไม่ควรเกิน 16 คนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
2.เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับทารกให้สะอาดหรือปราศจากเชื้อพร้อมที่จะใช้งานได้ทันทีไม่วางสิ่งของไว้เกินความจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น
ละอองสะสมแยกอุปกรณ์เครื่องใช้ของทารกไว้
โดยเฉพาะทำความสะอาดโต๊ะเตียงฝาห้อง และพื้นห้องด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ
3.การดูแลตาทารกแรกเกิดทุกรายต้องได้รับการเช็ด
ตาทันทีด้วย 0.9% นอร์มอลซาไลน์ N S S และป้ายตาด้วย terramycin eye ointment ทั้งสองข้างแทน 0.1 % AgNO3 ก็ได้เพื่อป้องกันการติดเชื้อหนองในซึ่งอาจได้รับขณะคลอดยาที่ใช้ต้องไม่ขุ่นหรือหมดอายุเพราะจะทำให้เยื่อบุตาเกิดการอักเสบ (chemical conjunctivitis)
4.การดูแลสายสะดือภายหลังการตัดสายสะดือ ต้องสังเกตการมีเลือดออกทางสายสะดือเนื่องจากสายสะดือจะแห้ง
และเหี่ยวลงได้เรื่อยๆ เชือกที่ผูกไว้อาจหลวม และทำให้มีเลือดออกได้ ถ้ามีเลือดซึมออกมาต้องใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อเช่น 70% แอลกอฮอล์หรือ
0.5% ทิงเจอร์ไอโอดีน in 70% แอลกอฮอล์หรือ 0.1% โพวิดีนไอโอดีน
(betadine solution) หรือ 5% ของ chlorhexadine (hibitane) เช็ดสายสะดือและผูกใหม่ให้แน่นเพื่อป้องกันการเสียเลือดและ
การติดเชื้อทางสายสะดือโดยเฉพาะเชื้อบาดทะยัก
5.ควรป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคโดย
5.1 ผู้ดูแลทารกแรกเกิดต้องได้รับการตรวจเฉพาะก็ต้องได้รับการตรวจเชื้อ ต้องได้รับการตรวจเพาะเชื้อในคอและทวารหนักเป็นประจำถ้าพบว่ามีการ
ติดเชื้อเกิดขึ้นหรือเป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจมีอาการเจ็บคอ ท้องเดิน ติดเชื้อ herpes simplex หรือการติดเชื้ออื่นๆ ควรหยุดการดูแลทารกจนกว่าจะหายเป็นปกติเพราะอาจมีการแพร่เชื้อสู่
ทารกได้เนื่องจากทารกแรกเกิดมีภูมิต้านทานโรคในร่างกายต่ำ

5.2.แยกทารกแรกเกิดที่สงสัยว่ามีการติดเชื้ออื่นๆไว้ชั่วคราวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคเช่นเชื้อราทางช่องปากเริ่มจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีการ
ติดเชื้อเกิดขึ้น ส่วนทารกที่มีการติดเชื้อต้องจัดให้อยู่ในห้องแยกจนถึง
ระยะเวลาที่การแพร่เชื้อหมดไป
5.3.ล้างมืออย่างถูกวิธีก่อนและหลังการจับทารกทุกครั้งโดยล้างจากมือถึง
ข้อศอกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ antimicrobial สำหรับผิวหนังนานประมาณ 3 นาทีและเช็ดมือด้วยผ้าที่แห้งสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อและช่วยลดให้เชื้อโรคลดลง
ป้องกันการนำเชื้อโรคจากทารกคนหนึ่งไปยังทารกคนอื่นๆ

ข้อวิินิจฉัยพยาบาลข้อที่ 4

มีแนวโน้มภาวะเลือดออกได้ง่าย เนื่องจากมีสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดต่ำ (Vitamin K dependent factors)
วัตถุประสงค์การพยาบาล ทารกไม่เกิดภาวะเลือดออก

1. ฉีดวิตามินเค 1 (Vitamin K1) ขนาด 0.5-1 มิลลิกรัม
เข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นขาด้านหน้า (vastus lateralis muscle)
ของทารก หรือชนิดหยดทางปาก ขนาด 2 มิลลิกรัม
เพื่อช่วยในการสร้าง prothrombin ในตับ
ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดเร็วขึ้น ป้องกันเลือดออกผิดปกติ

กิจกรรมการพยาบาล
2. สังเกตเกี่ยวกับอาการตกเลือดของทารกแรกเกิด เช่น แผลที่ตัดสายสะดือมีเลือดออกไม่หยุด อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด การหายใจและการเคลื่อนไหวของทรวงอก ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากมีเลือดออกในปอด หรือพบทารกซึม มีรูปร่างของศีรษะผิดปกติอาจเนื่องจากมีเลือดออกในสมอง ดังนั้นถ้าพบอาการผิดปกติควรรายงานแพทย์เพื่อทำการตรวจ
3. ป้องกันภาวะ shok โดยสังเกตจำนวนเลือดที่ออก ประเมิน vital signs ตรวจสอบกรณีเลือดออกที่สายสะดือทุก 1 ชม. หลังเกิดถ้ามีเลือดออกให้ผูกสายสะดือใหม่ให้แน่นเพื่อป้องกันการเสียเลือดจากเส้นเลือดที่สายสะดือ และถ้ายังออกอีกควรรายงานแพทย์เพื่อพิจารณาทำการรักษา

4. บันทึกอาการและการปฏิบัติการพยาบาลเพื่อสามารถให้
การพยาบาลอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

1.เตรียมอุปกรณ์สำหรับให้ความอบอุ่น
แก่ทารกไว้ให้พร้อมที่จะใช้ได้ทันที ได้แก่ ผ้าห่อตัว ผ้าเช็ดตัว ตู้อบเครื่องทำความร้อน หรือไฟตั้งส่องเพื่อให้เกิดความอบอุ่น เป็นต้นเนื่องจากทารกสูญเสียความร้อนได้ง่าย
การวางแผนการพยาบาลทารกแรกเกิดประจำวัน
ข้อวินิจฉัยพยาบาลข้อที่ 1
มีโอกาสได้รับอาหารและสารน้ำไม่เพียงพอเนื่องจากไม่สามารถดูแลตนเองได้
วัตถุประสงค์ ทารกได้รับอาหารและน้ำอย่างถูกต้อง เพียงพอ
กิจกรรมการพยาบาล
1.แนะนำให้มารดาทราบถึงความต้องการสารอาหารของทารก คือ ทารกแรกเกิดต้องการน้ำประมาณวันละ 100-200 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว
1 กิโลกรัม เพื่อช่วยในขบวนการเผาผลาญของร่างกาย(metabolism) ทารกจะใช้พลังงาน 45-50 แคลอรี่ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ดังนั้นจึงควรให้ทารกดูดมารดา ซึ่งมีน้ำและสารอาหารต่างๆอยู่จำนวนมากเพียงพอกับความต้องการของทารก น้ำนมมารดาระยะนี้เป็นน้ำนมเหลือง(colostrum)ยังมีปริมาณน้อยและ
ทารกแรกเกิดยังดูดได้ไม่มาก การดูดนมครั้งแรกควรให้ทารกดูดข้างละ 5 นาที
รวม 10 นาทีต่อครั้ง จนมารดามีน้ำนมมากแล้ว หลังวันที่ 4 ให้ดูดเพิ่มเป็นข้างละ 10 นาที เนื่องจากทารกควรได้รับแคลอรี่เฉลี่ยวันละ 100-120 แคลอรี่ต่อกิโลกรัม โดยต้องการคาร์โบไฮเดรต 37% ไขมัน 30-35% และเนื่องจากน้ำนมมารดา 100 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 71 แคลอรี่ และในแต่ละวันทารกต้องการนมและน้ำแตกต่างกันตามอายุทารกโดยเฉลี่ยดังนี้
2.แนะนำวิธีการให้นมบุตรเพื่อให้บุตรได้รับนมมารดาอย่างถูกต้องเหมาะสม ร่วมทางมารดาเกิดความสุขสบายไม่มีความยุ่งยากหรือขัดแย้งทางจิตใจในการให้นมบุตร

3. ประเมินการเจริญเติบโตโดยการชั่งน้ำหนักทุกวันขณะอยู่โรงพยาบาลซึ่งตามปกติใน
2-3 วันแรกเกิดทารกจะมีน้ำหนักลดลงจากการถ่ายปัสสาวะอุจจาระและการขับน้ำออกทางเหงื่อ ประกอบกับความต้องการอาหารของทารกยังมีน้อยโดยทั่วไปน้ำหนักทารกจะลดลงประมาณร้อยละ
6 – 10 หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มขึ้น อัตราการลดและการเพิ่ม
จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับจำนวนนมและน้ำที่ทารกได้รับ
ถ้าได้รับนมและน้ำเร็วน้ำหนักจะลดลงน้อย และน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นเท่ากับ
เมื่อแรกเกิด ประมาณวันที่ 10
ต่อจากนั้นจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราคงที่ประมาณ 25 กรัมต่อวัน
การชั่งน้ำหนักควรชั่งใน เวลาเดียวกัน เพราะเวลาที่แตกต่างกันอาจจะ
พบน้ำหนักเปลี่ยนแปลงมากเนื่องจาก มีการขับถ่ายหรือการรับอาหารที่แตกต่างกัน



วัตถุประสงค์การพยาบาลข้อที่ 2
ทารกได้รับความสุขสบาย
กิจกรรมการพยาบาล
1.ทำความสะอาดร่างกาย โดยการอาบน้ำหรือเช็ดตัว และสระผมให้ทารกทุกวัน วันละ 1 ครั้ง เพื่อขจัดสิ่งสกปรก ออกจากร่างกาย และช่วยให้มีความสุขสบายเพิ่มขึ้น
2.การทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ เพื่อเช็ดคราบสิ่งสกปรกออก ป้องกันการติดเชื้อที่ตา ใบหู จมูกและปาก โดยใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก
หรือ 0.9% nss หมาดๆ เช็ดจากหัวตาไปหางตาทั้งสองข้าง ส่วนหู จมูกและปากใช้ไม้เล็กๆ พันสำลีชุบน้ำต้มสุกหรือ 0.9% nss พอหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด ถ้าทารกมีความผิดปกติที่ตา หู จมูกและปาก ต้องให้การพยาบาลตามอาการที่เกิดขึ้น
และรายงานแพทย์ ทราบ
3.ทำความสะอาดสะดือ โดยใช้สำลีชุบ 70% Alcohol หรือ 0.5 % Tincture iodine in 70% Alcohol เช็ดรอบๆ ขั้วสะดือลงมาหาโคนสะดือ ทุกครั้งเมื่อเกิดการเปียกและภายหลังการอาบน้ำ อาจใช้ Triple dry หรือ isopropyl alcohol ทาสายสะดือ เพื่อช่วยให้แห้งเร็ว และลดการติดเชื้อแบคทีเรีย แนะนำบิดา มารดาและญาติให้ทราบว่า การที่สะดือจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เนื่องจากเกิด Dry gangrene สายสะดือค่อยๆแห้งและหลุดภายใน 7 - 10 วัน เมื่อขั้วสะดือหลุด ไม่ควรปิดแผลเพราะการปล่อยให้สัมผัสอากาศจะช่วยให้
บริเวณนั้นแห้งเร็วขึ้น ให้สังเกตลักษณะสะดือ คือ สะดือปกติ รอยแผลบริเวณขั้วสะดือจะแห้ง ไม่มีเลือดหรือหนองออกมา ไม่มีกลิ่นเหม็นและหายสนิทภายใน 2-3 สัปดาห์
4.ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก แนะนำให้ทำความสะอาดทุกครั้งที่ทารกถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
เนื่องจากอุจจาระและปัสสาวะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อ
ผิวหนังบริเวณนั้น
5.ดูแลเล็บโดยจะพบว่าทารกแรกเกิดมีเล็บยาว
แต่ยังติดกับผิวหนังมากจึงยังไม่ควรตัดเพราะอาจตัดถูกผิวหนัง
ทำให้เลือดออก ควรป้องกันการช่วยเหลือตนเองของทารก
โดยการใส่ถุงมือที่มีชายเรียบไม่มีเศษผ้า
หรือเศษด้ายรุ่งริ่ง ซึ่งอาจถูกนิ้วมือทารกอยู่ภายในถุงมือ ทำให้นิ้วมือบริเวณนั้นขาดเลือดไปเลี้ยงได้
ข้อวิินิจฉัยพยาบาลข้อที่ 3
เสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อเนื่องจากภูมิต้านทานโรคต่ำ
วัตถุประสงค์การพยาบาล ทารกมีภูมิต้านทาน
1. ให้ภูมิต้านทานวัณโรค โดยฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค หรือวัคซีน บี.ซี.จี (Bacillus Calmette Guerin Vaccine) 0.1 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในหนัง (intracutaneous) ส่วนล่างของกล้ามเนื้อต้นแขน(Deltiod muscle) เพื่อให้วัคซีนป้องกันวัณโรคไปสร้างภูมิคุ้มกันโรคภายในร่างกาย
2. ให้ภูมิต้านทานไวรัสตับอักเสบบี
3. แนะนำบิดา มารดา ให้ดูแลผิวหนังบริเวณที่ฉีดภูมิคุ้มกันวัณโรคให้สะอาด เนื่องจากระหว่างสัปดาห์ที่2-3หลังฉีด จะมีตุ่มแดงๆเกิดขึ้น ตุ่มจะโตขึ้นช้าๆกลายเป็นฝี และจะแตกออกเอง มีปากแผลกว้างประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ห่ามบ่มตุ่มหนองหรือฝี และไม่ต้องใส่ยาหรือปิดแผล ฝีที่แตก ควรดูแลโดยใช้สำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วหรือน้ำสะอาดเช็ดรอยแผล
ให้สะอาด เท่านั้น
4. แนะนำให้สังเกตอาการผิดปกติที่อาจพบหลังฉีดวัคซีนโรคตับอักเสบบี ซึ่งมักพบใน 1-2 วันหลังฉีด เช่น พบมีต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียงที่ฉีดวัคซีนอักเสบโตขึ้นและเป็นฝี ให้มาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา
วัตถุประสงค์การพยาบาลที่ 4
ทารกได้รับ การสร้างสัมพันธภาพสัมพันธ์รักใคร่ผูกพัน
กับบิดามารดาและสมาชิกในครอบครัว
กิจกรรมการพยาบาล
1.จัดให้มารดาและทารกอยู่ใกล้ชิดกัน เพื่อช่วยสร้างความรักใคร่ผูกพัน ระหว่างมารดาและทารกได้อย่างเต็มที่
2.แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับทารกที่มีอาการผิดปกติ ซึ่งต้องแยกไปให้การดูแลรักษาเป็นพิเศษ ให้บิดามารดาทราบเป็น
ระยะๆ เนื่องจากไม่สามารถนำทารกออกมาพบบิดามารดาได้ และเพื่อช่วยให้บิดามารดามีความรักใคร่ผูกพันกับทารก ได้รับทราบอาการและการรักษาพยาบาลที่ทำให้ทารกอย่างต่อเนื่อง อาจอนุญาตให้บิดามารดาเข้าเยี่ยมทารกได้ด้วยตนเอง โดยการให้เปลี่ยนเสื้อผ้าและปฏิบัติตามระเบียบการเยี่ยม

3.สนับสนุนมารดาในการให้นมตนเองแก่ทารก เพราะขณะมารดาอุ้มทารกให้ดูดนมจะทำให้เกิดความรักใคร่
ผูกพันกันมากขึ้น การสัมผัสตัวทารกเป็นการกระตุ้นให้มารดาเกิดความรู้สึกเป็น
เจ้าของ รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสำคัญ มีความเชื่อมั่นและสำนึกในความเป็นมารดาที่จะเลี้ยงดูบุตรต่อไป
4.แนะนำให้บิดามารดาเกี่ยวกับการดูแล บุตรด้วยตนเองโดยพยาบาลคอยช่วยเหลือ และให้กำลังใจเปิดโอกาสให้พูดคุยซักถามปัญหาหรือความรู้สึกกลัววิตกกังวลต่างๆ เพื่อช่วยให้บิดามารดาได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ มีโอกาสสร้างสัมพันธภาพกับทารกได้ดียิ่งขึ้น
5.แนะนำเกี่ยวกับการสร้างสัมพันธภาพและความรักใคร่ระหว่าง พี่กับทารกโดยการเปิดโอกาสให้บุตรคนที่ได้มีส่วนร่วมช่วย
ในการดูแลน้องใหม่เท่าที่สามารถทำได้เช่น หยิบแป้ง หรือผ้าห่อตัวให้ เป็นต้น บิดามารดาต้อง เสริมสร้างความมั่นใจในความรักและเอาใจใส่บุตรคนพี่ด้วยการแบ่ง เวลาให้อย่างเพียงพอ ไม่สนใจแต่เฉพาะทารกแรกเกิด จนทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทุกน้องแย่งความรักและตนเองถูกทอดทิ้ง
6.เปิดโอกาสให้ญาติและเพื่อนๆเข้าเยี่ยมมารดาและทารกได้ ตามความเหมาะสมโดยไม่รบกวนมารดาและทารกมากนัก เพื่อเป็นการให้กำลังใจแก่มารดา ในการสร้างสัมพันธภาพกับทารก จากการร่วมแสดงความยินดีของบุคคลเหล่านั้น
วัตถุประสงค์การพยาบาลที่ 5 ทารกมีความปลอดภัยจากอาการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ
กิจกรรมการพยาบาล
1. สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างละเอียดรอบคอบ
2. บันทึกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และรายงานแพทย์เกี่ยวกับอาการเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นอันตราย
ต่อทารก เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ป้องกันการเกิดภาวะ
แทรกซ้อนที่รุนแรง
ข้อวินิจฉัยการพยาบาลข้อที่ 6
เสี่ยงต่อการดูแลอย่างต่อเนื่องไม่ถูกต้องที่บ้านเนื่องจากบิดามารดาขาดความรู้ในการดูแลทารกแรกเกิด
วัตถุประสงค์การพยาบาล ทารกได้รับการดูแลต่อเนื่องอย่างถูกต้องที่บ้าน
กิจกรรมการพยาบาล
แนะนำบิดา มารดาเพื่อให้สามารถดูแลทารกได้อย่างถูกต้อง
เหมาะสม เกี่ยวกับ
1. การจัดสถานที่สำหรับทารก ในบ้านควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี
ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป จัดที่นอนเฉพาะตัวของทารกโดยไม่ปะปนกับผู้อื่น มีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุและอันตรายอื่นๆ
2. เครื่องใช้สำหรับทารกต้องสะอาดและเหมาะสมกับสภาพของอากาศ
3. การทำความสะอาดร่างกาย
4. อาหารสำหรับทารก

5. การขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ
6. การนอนหลับและท่านอนของทารก
7. การป้องกันการติดเชื้อและการรับภูมิคุ้มกันโรค
8. ความต้องการของทารกเกี่ยวกับการสัมผัส อุ้ม
การกอดและความสุขสบายอื่นๆ

9. สังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นและการดูแล ได้แก่ ก้นเป็นแผล ผื่นตามผิวหนัง อาการอาเจียน ท้องผูก ตัวเหลือง ไข้ นมคัดและประจำเดือนเทียม
10. สังเกตอาการผิดปกติเกี่ยวกับการติดเชื้อ ได้แก่ ตาอักเสบ ฝ้าในปาก สะดืออักเสบ การติดเชื้อทางเดินหายใจ ตุ่มหนองตามผิวหนัง ท้องเดิน เป็นต้น ถ้าพบควรนำทารกมารับการตรวจรักษาเพื่อไม่ให้เกิดอาการรุนแรงและ
เป็นอันตรายต่อทารก

11. การตรวจสุขภาพตามนัดของโรงพยาบาล ควรนำทารกมารับการตรวจตามวัน เวลา และสถานที่เพื่อตรวจภาวะสุขภาพของทารกในด้านของ
การเจริญเติบโตและพัฒนาการ การตรวจหาภาวะผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นภายหลังและ
การให้ภูมิคุ้มกันโรคโดยแนะนำให้บิดามารดาทราบและ
อธิบายถึงความสำคัญของการมาตรวจตามนัด
วิธีการแก้ไขเมื่อไม่สามารถมาตรวจตามนัดได้
12. การรับสูติบัตร แนะนำให้ทราบถึงขั้นตอนการรับสูติบัตรตามระเบียบ
ของโรงพยาบาลรวมทั้งการแจ้งเกิดและแจ้งย้ายเข้า
ในเขตท้องที่ของบิดาหรือมารดาซึ่งควรทำภายใน 15 วันหลังทารกเกิด
Full transcript