Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

กรณีศึกษา : Congestive Heart Failure

No description
by

Jay Nonk

on 16 June 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of กรณีศึกษา : Congestive Heart Failure

Patient Profile
หญิงไทยอายุ 58 ปีน้ำหนัก 42.1 kg สูง 162 cm
เข้ารับการรักษาวันที่ 20 พ.ค. 2557
กรณีศึกษา : Congestive Heart Failure
CC:
แน่นหน้าอกหายใจไม่สะดวกเสียงแหบล้างไตทางหน้าท้องอยู่
HPI:

ญาติให้ประวัติว่า 30 นาทีก่อนมาแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เสียงแหบ ล้างไตทางหน้าท้องอยู่ เมื่อมาถึงห้องฉุกเฉินได้รับยา Furosemide 80 mg iv stat then 80 mg iv q 8 hr และ Captopril 25 mg 1 tab stat และตามด้วยยาเดิมของผู้ป่วย
PMH:
DM x 10 ปี (with retinopathy and renal complications)
Dyslipidemia x 4 ปี
HTN x 4 ปี
CKD x 2 ปี

Meds:
Furosemide 40 mg 1 tab OD
Aspirin 81 mg 1 tab OD
Simvastatin 20 mg 1 tab HS
Glipizide 5 mg 1.5 tab OD
Fluimucil 2x3 pc
Folic acid 1 tab pc
Vitamin B complex 1x3 pc

Allergy:
Ciprofloxacin (MP rash)
FH:
-
SH:
-

Physical Examination

GA:
B4V5M6

HEENT:
-

Lungs:
Rhonchi BL

Abdomen:
-


Skin:
-
Chest:
-
Heart:
-
VS:
T 37oC, P 122 /min, RR 28 /min, BP 200/125 mmHg
Laboratory Test

Congestive heart failure

with acute on top
chronic kidney disease
Imp:
Subjective Data
แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
Objective Data
P 122 /min

RR 28 /min

BP 200/125 mmHg

Rhonchi lung

Assessment
Disease Assessment
2013 ACCF/AHA Guideline for
the Management of Heart Failure


กลุ่มอาการที่ยังผลมาจาก
โครงสร้างหรือการทำงานที่ผิดปกติ
ไป
ในการ
รับเลือด
ของหัวใจห้องล่าง หรือการ
บีบตัว
ของหัวใจ เพื่อขับเลือดออกไปเลี้ยงร่างกาย โดยมีลักษณะของกลุ่มอาการแสดง ที่บ่งบอกถึงภาวะหัวใจล้มเหลว
คือ “
หายใจลำบาก เหนื่อย มีขีดจำกัดในการออกกำลังกาย มีน้ำคั่ง
ซึ่งนำไปสู่ภาวะ pulmonary และ/หรือ
splanchnic congestion และ/หรือ peripheral edema”
- นิยามของภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
- จากอาการสำคัญของผู้ป่วยรายนี้ ระบุว่ามี
อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก
และมีประวัติการรักษาโรคเบาหวานความดัน และไขมันในอดีต และไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ จึงมีแนวโน้มว่าอาจเกิดการดำเนินไปของโรค จนกระทั่งเป็นสาเหตุของการมาโรงพยาบาลในครั้งนี้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงน่าจะมี
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
2013 ACCF/AHA Guideline for
the Management of Heart Failure
- การแบ่งประเภทของผู้ป่วยจากภาวะหัวใจล้มเหลวออกเป็น
2 กลุ่มโดยใช้
Ejection fraction
เป็นเกณฑ์ได้แก่ผู้ป่วยในกลุ่ม
Reduced EF (HFrEF)
และผู้ป่วยในกลุ่ม
Preserved EF (HFpEF)
แต่ผู้ป่วยรายนี้
ยังไม่ได้รับการตรวจ
ค่า Ejection fraction จึงยัง
ไม่สามารถประเมิน
ผู้ป่วยรายนี้ได้ว่าอยู่ในกลุ่มใด
- ในการจัดกลุ่มผู้ป่วยตาม ACCF/AHA stage of HF ผู้ป่วยรายนี้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม
ACCF/AHA stage C
เนื่องจากมีกลุ่มอาการ
แสดงของภาวะหัวใจล้มเหลว
และคาดว่าน่าจะมี
Structural heart disease
(ซึ่งต้องตรวจรอผลยืนยันต่อไป)
- ในการจัดกลุ่มผู้ป่วยตาม NYHA Functional Classifications คาดว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม
FC-III
ผู้ป่วยรายนี้น่าจะ
มีขีดจำกัด
ในการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน
ซึ่งเป็นผลมาจากโรคหัวใจที่ผู้ป่วยเป็น (ต้องทำการซักประวัติผู้ป่วยเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน)
2013 ACCF/AHA Guideline for
the Management of Heart Failure
- ผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการของภาวะหัวใจล้มเหลว จนต้องมารับการรักษา ในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน เป็นผู้ป่วยแบบ
Acute Decompensated Heart Failure ในกลุ่ม Warm and Wet
เนื่องจากผู้ป่วย
มีภาวะ Pulmonary edema (Wet)
และ
ไม่มีภาวะ Low perfusion (Warm)
- สำหรับปัจจัยกระตุ้น ที่ทำให้ผู้ป่วยมาโรงพยาบาล
ยังไม่ทราบแน่ชัด
ต้องทำการสัมภาษณ์ประวัติผู้ป่วยเพิ่มเติม โดยปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องได้แก่ การกินยาที่ทานประจำไม่ครบ ไม่ควบคุมปริมาณโซเดียม จำกัดปริมาณน้ำ, การทานยาที่เพิ่ม Sodium retention เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์, NSAIDS, การติดเชื้อ เป็นต้น
ผู้ป่วยรายนี้เป็น Acute Decompensated Heart Failure
(Warm and Wet) ACCF/AHA stage C NYHA FC-III
สรุป
Therapeutic Goal
Short term goal
Short term goal
LONG term goal
LONG term goal
- ผู้ป่วยกลับมา
หายใจได้ตามปกติ
ไม่มีอาการแน่นหน้าอก

-
หาสาเหตุ/ปัจจัยกระตุ้น
ที่ทำให้ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลในครั้งนี้

- ควบคุม
BP < 120/80 mmHg

- ควบคุมระดับ
LDL-C 30- 50%
ของค่า baseline

- ควบคุมระดับ
HbA1C 7.0-8.0%

- ตรวจหาค่า
Ejection fraction
และทำการวินิจฉัย
ว่าเป็น Heart failure แบบใด เพื่อให้การรักษา ในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป

- ทำให้ผู้ป่วยตระหนักถึงความสำคัญ ข้อควรระวัง และวิธีที่ถูกต้องของ
การล้างไตทางช่องท้อง
(Peritoneal Dialysis) และเลือกใช้ยาที่เหมาะสม กับผู้ป่วยรายนี้

- ลดอัตรา
การรุดหน้าของโรคแทรกซ้อน
(Complications) ที่มีความสัมพันธ์กับโรคเบาหวานความดันไขมัน

- ลดอัตราการ
เสียชีวิต

- ผู้ป่วยสามารถ
ใช้ชีวิตประจำวัน ได้อย่างปกติ
ลดจำนวนการ เข้า-ออกโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาแบบฉุกเฉิน

Pharmacotherapeutic assessment
Acute Decompensated Heart Failure
2013 ACCF/AHA Guideline for
the Management of Heart Failure
แนะนำให้ผู้ป่วย ADHF ที่มีภาวะ Fluid overload ใช้
Intravenous loop diuretics
เนื่องจากมี
ประสิทธิภาพ
ในการขับปัสสาวะ จึงทำให้ผู้ป่วยมี
อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
อาจใช้ร่วมกับ
Intravenous nitroglycerin
เป็น adjuvant ในการเสริมฤทธิ์ร่วมกับ diuretics ด้วย
- ยาในกลุ่ม Loop diuretics มี
ประสิทธิภาพในการขับน้ำออกมากที่สุด
ในกลุ่มขับปัสสาวะโดยยาในกลุ่มที่มีข้อบ่งใช้ในการรักษา Heart failure
มี 2 ตัวคือ
furosemide
และ
torsemide
- พิจารณาเลือกใช้
Furosemide IV
ในผู้ป่วยรายนี้ดังตารางที่ 1 เนื่องจาก Furosemide มีในรูปแบบ
iv injection ออกฤทธิ์ได้เร็ว
ภายใน 5 นาที ช่วยลดอาการที่เกิดจากการมีน้ำคั่ง ในร่างกาย นอกจากนี้ การให้ยาทางหลอดเลือดดำ ยัง
ลดปัญหาการดูดซึมยา
จากการบวมของลำไส้ได้อีกด้วย

- แนะนำให้เริ่มต้นใช้ในขนาด 1-1.5 เท่าของผู้ป่วยที่เคยใช้มาก่อนแล้ว และ
ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
ของอาการและประสิทธิภาพ ในการขับปัสสาวะระหว่างการฉีดแบบ
continuous infusion
และ
intermittent bolus


- จากประวัติผู้ป่วยรายนี้พบว่าเคยใช้
Furosemide 40 mg 1 tab OD
จึงควรเริ่มต้นใช้ในขนาด
40-60 mg
แล้วจึงค่อยๆปรับขนาดยา หากมีการตอบสนองที่ไม่เหมาะสม
DOSE TRIAL
Chronic Heart Failure
เมื่ออาการดีขึ้นภายหลังจากการใช้ Furosemide รวมไปถึงเมื่อผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล
พิจารณาให้ยา
เพื่อ
ควบคุมและบรรเทาอาการ


ตาม 2013 ACCF/AHA Guideline for the Management of Heart Failure ในผู้ป่วย Stage C จะมีแนวทางในการรักษาที่
แตกต่างกัน
ระหว่างผู้ป่วยในกลุ่ม
Reduced EF (HFrEF)
และผู้ป่วยในกลุ่ม
Preserved EF (HFpEF)
โดยในผู้ป่วยในกลุ่ม
Reduced EF (HFrEF)
จะแนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม
Diuretics, ACEIs/ARBs, Beta-blockers และ Aldosterone antagonist
เป็นยาประจำ

ผู้ป่วยในกลุ่ม
Preserved EF (HFpEF)
จะมุ่งเน้นในค้นหา
โรคร่วม
ที่ทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลว และรักษาโรคร่วมนั้นๆของผู้ป่วย

แต่เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ยังไม่ได้รับการตรวจค่า
Ejection fraction
จึง
ยังไม่สามารถประเมิน
ผู้ป่วยรายนี้ได้ ว่าอยู่ในกลุ่มใด จึงยังพิจารณาได้เพียงแค่ยา ที่ใช้ในโรคร่วมก่อน
ยาที่ใช้โรคร่วมต่างๆ
ประเมินการใช้ยา Simvastatin 20 mg 1 tab HS
ผู้ป่วยที่มีอายุ 40-75 ปีที่เป็นโรคเบาหวาน และมีระดับ LCL-C 70-189 mg/dL จะแนะนำให้ใช้
Moderate-intensity statin
ซึ่งมีความสามารถในการลดระดับ

LCL-C เฉลี่ยประมาณ 30-50% ของ baseline
ได้แก่
Atorvastatin 10 (20) mg, Rosuvastatin (5) 10 mg,
Simvastatin 20–40 mg,Pravastatin 40 (80) mg, Lovastatin 40 mg, Fluvastatin XL 80 mg, Fluvastatin 40 mg bid
และ Pitavastatin 2–4 mg


2013 ACC/AHA Guideline on the Treatment of Blood Cholesterol to Reduce Atherosclerotic
Cardiovascular Risk in Adults

จากข้อมูลของผู้ป่วยพบว่ามีค่า
LDL-C baseline ประมาณ 163 mg/dL
ดังนั้นค่า
LDL-C เป้าหมายจึงอยู่ที่ 83-114 mg/dL
เมื่อคำนวณหาค่าประมาณของค่า LDL-C จากผลจากทางห้องปฏิบัติการครั้งที่ผ่านมา
พบว่า มีค่าเท่ากับ
70 mg/dL
ซึ่งสามารถควบคุมอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติได้
จึงพิจารณาใช้ Simvastatin 20 mg 1 tab HS ต่อไป
ประเมินการใช้ยา Glipizide 5 mg 1 tab OD
จากผลทางห้องปฏิบัติการวันที่ 21 เมษายน 2557
(1 เดือนก่อนมาโรงพยาบาลในครั้งนี้)
พบว่าผู้ป่วยมีระดับ
FBS = 181 mg/dL และมี HbA1C = 7.4%

จากแนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2554 แนะนำให้ให้ผู้ป่วยสูงอายุที่เคยมีภาวะหัวใจล้มเหลว ให้
ควบคุมระดับไม่เข้มงวด
(FBS < 130 mg/dL, HbA1C = 7.0-8.0%)
เนื่องจากหากเกิดระดับน้ำตาลต่ำในเลือดอาจมีอันตรายได้
ผู้ป่วยรายนี้มีลักษณะ
ขาดอินซูลิน และมี BMI < 23 kg/m2
จึงแนะนำให้ใช้ยาในกลุ่ม
Sulfonylurea
เพราะยาในกลุ่ม Sulfonylurea ช่วยกระตุ้นการหลั่ง insulin โดยยาในกลุ่ม Sulfunylurea ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยได้แก่
Glibenclamide, Gliclazide, Glimepiride และ Glipizide
ยาในกลุ่ม Sulfonylureas ที่ Equipotent dose มีประสิทธิภาพในการลดระดับน้ำตาลเท่ากัน จึงมาพิจารณาที่ safety เนื่องจากยาผู้ป่วยรายนี้ควบคุมระดับไม่เข้มงวด เนื่องจากหากเกิดระดับน้ำตาลต่ำในเลือดอาจมีอันตรายได้ ดังนั้นควรเลือกยาที่ที่มี
โอกาสการเกิด Hypoglycemia น้อยที่สุด นั่นคือ Glipizide
เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ยัง
ไม่สามารถควบคุม
ระดับน้ำตาล
ในเลือดตามเกณฑ์ จึงพิจารณาเพิ่มการใช้เป็น
Glipizide 5 mg BID
ต่อไป
ประเมินการใช้ยา Aspirin 81 mg 1 tab OD
Aspirin low dose ป้องกันการเกิด Heart Attack ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจ
จึงพิจารณาใช้ Aspirin 81 mg 1 tab OD ต่อไป
ประเมินการใช้ยา Furosemide 40 mg 1 tab OD
Furosemide ยังมีประโยชน์ในคนไข้รายนี้
ที่มีภาวะ ESRD ร่วมด้วย
จึงพิจารณาใช้
Furosemide 40 mg 1 tab OD ต่อไป

ประเมินการใช้ Fluimucil 2x3 pc
เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ต้องมีการควบคุมปริมาณน้ำที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันให้เหมาะสม เนื่องจากมีภาวะหัวใจล้มเหลว

ดังนั้นการใช้ Fluimucil ซึ่งเป็นยาละลายเสมหะชนิดผงละลายกับน้ำ ประกอบกับการใช้ในขนาดที่สูง
จึงไม่เหมาะสม
เพราะทำให้การจำกัดปริมาณน้ำที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันยากขึ้น จึง
พิจารณาหยุดยาดังกล่าว
หากจำเป็น เ
ปลี่ยนเป็น Bromhexine 8 mg 1x3 pc
ซึ่งเป็นยาละลายเสมหะชนิดเม็ดแทน
Plan
Therapeutic Plan
Acute Decompensated Heart Failure
- ให้
Furosemide 40 mg IV bolus
ถ้าผลการตอบสนองไม่เป็นที่พอใจ ให้ฉีดยาในขนาดเดิมหรือเพิ่มขนาดยา 20 mg หลังจากการฉีดครั้งก่อนหน้า 1-2 ชั่วโมง
(max dose: 200 mg/dose) ร่วมกับ

-
Nitroglycerin infusion เริ่มต้นด้วยขนาด
5-10 mcg/min
และค่อยๆเพิ่มขึ้นทุกๆ 5-10 mcg/min เมื่อผู้ป่วยมี Pulmonary Artery Occlusion Pressure (PAOP) อยู่ในช่วง 15-18 mmHg แล้วจึงรักษา
อาการ chronic ต่อไป

Chronic Heart Failure
ตรวจค่า Ejection fraction
ของผู้ป่วยเพื่อพิจารณายาที่ใช้ทำการรักษา Heart Failure
ยาที่ใช้ในโรคร่วม
-
Hyperlipidaemia:
Simvastatin 20 mg 1 เม็ดก่อนนอน
-
DM:
Glipizide 5 mg 1 เม็ดครึ่ง วันละ 1 ครั้ง
-
Heart Attack Prophylaxis
: Aspirin 81 mg 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง
-
Kidney Disease:
Furosemide 40 mg 1 เม็ด วันละ 1 ครั้ง
-
หยุดยา Fluimucil
(หากจำเป็นพิจารณาเปลี่ยนเป็น Bromhexine 8 mg 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง)

ADR Monitoring
-
Dehydration
- เนื่องจากมีการใช้ยาในกลุ่ม diuretics จึงต้องให้ผู้ป่วยสังเกตอาการขาดน้ำของตัวเอง เช่น ผิวหนังแห้ง และ สูญเสียความยืดหยุ่น ปากแห้ง อ่อนเพลีย หากทดสอบโดยการดึงผิวหนังขึ้น จะพบว่าผิวหนังไม่คืนกลับสภาพเดิม แก้ไขโดยการให้สารน้ำทดแทน

-
Hypotension
- เนื่องจากผู้ป่วยได้รับยาในกลุ่ม diuretics จึงต้องติดตามวัดระดับความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ

-
Electrolyte imbalance
- การให้ diuretics อาจะทำให้เกิด electrolyte imbalance จึงควรติดตามระดับ electrolyte

-
Monitor ค่า AST, ALT
- เนื่องจากมีการใช้ยาในกลุ่ม statins ซึ่งอาจมีผลต่อตับ

-
Rhabdomyolysis
- เนื่องจากมีการใช้ยาในกลุ่ม statins จึงอาจทำให้มีผลต่อกล้ามเนื้อได้

-
Monitor ค่า FBS
- เนื่องจากผู้ป่วยรายนี้ได้รับยา Glipizide อาจทำให้เกิด Hypoglycemia ได้

-
Bleeding
– เนื่องจากผู้ป่วยได้รับยา Aspirin อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกได้

-
Hypersensitivity
- หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ ภายหลังการใช้ยา เช่น ผื่นแดง หายใจขัด ให้หยุดยา และนำส่งโรงพยาบาลทันที

Therapeutics Monitoring
- อาการบวม
pitting edema ควรดีขึ้น

- สังเกตอาการเหนื่อย หายใจไม่อิ่ม โดยอาจประเมิน
อัตราการหายใจ
หรือวัดค่า
%Oxygen sat.
ว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่

- หากมีอาการเจ็บหน้าอก ให้วัดระดับ
Cardiac enzymes (Troponin,
CK-MB)
เพื่อดูว่ามีการเกิด MI หรือไม่

- วัดค่า BP ของผู้ป่วยดูว่าสามารถควบคุมให้อยู่ในระดับปกติได้หรือไม่ ควรให้
ความดันโลหิตไม่เกิน 120/80 mmHg

- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด โดยดู LDL ว่าลดลงหรือไม่
ควรให้ระดับ 83-114 mg/dL

- ควบคุมระดับ
HbA1C 7.0-8.0%

Future Plan
- ให้ Furosemide 40 mg IV bolus ถ้า
ผลการตอบสนองไม่เป็นที่พอใจ
ให้ฉีดยาในขนาดเดิมหรือเพิ่มขนาด
ยาอีก 20 mg หลังจากการฉีดครั้งก่อนหน้า 1-2 ชั่วโมง

- ในกรณีที่ %Oxygen sat. ของผู้ป่วย ลดต่ำลงกว่า 90% ควร
พิจารณาการให้ Oxygen
กับผู้ป่วย

-
ตรวจค่า Ejection fraction
ของผู้ป่วยเพื่อพิจารณายาที่ใช้ทำการรักษา
Heart Failure

-
หาปัจจัยกระตุ้น
ที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในครั้งนี้ พร้อมแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าวอีก

- สอบถามผู้ป่วยถึงวิธีการล้างไตทางช่องท้อง
(Peritoneal Dialysis)
ย้ำวิธีการที่ถูกต้อง
ในการล้างไต เพื่อ
หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ หรือภาวะบวมน้ำ
ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถกระตุ้น
ให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้
**กฎพื้นฐาน 5 ข้อ**
1. จัดเตรียมสถานที่สำหรับเปลี่ยนน้ำยาให้เหมาะสม
2. จัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้ครบก่อนทำการเปลี่ยนน้ำยาเสมอ
3. ล้างมือให้สะอาดและถูกวิธี
4. สวมผ้าปิดปากและจมูกก่อนเปลี่ยนน้ำยาทุกครั้ง
5. เปลี่ยนถ่ายน้ำยาตามลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องอย่างครบถ้วน

- ให้ผู้ป่วย
ออกกำลังกาย
โดยให้เดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน้อยจาก 2-5 นาทีต่อวันเป็นเวลา
1 สัปดาห์แล้วเพิ่มเป็น 5-10 นาทีต่อวัน
หลีกเลี่ยง isometric exercise
เช่น การเบ่งการยกของหนักกว่า 10 กิโลกรัม หรือการออกแรงมากเกินจนฝืนความรู้สึกตนเอง
ควรงดการออกกาลังกาย
ในวันที่รู้สึกไม่ค่อยสบาย เป็นหวัด อ่อนเพลีย นอนไม่พอเพียง หรือมีอาการเหนื่อย ใจสั่น แน่นหน้าอก มากขึ้น

- จำกัดปริมาณการบริโภค
โซเดียม
และอาหารที่มี
ไขมัน

- ให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยให้
หมั่นสังเกตอาการ
ของตัวเอง
รับประทานยาให้ครบ
ตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ และ
ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
โดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน

- ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคม มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น เพื่อสร้าง
สุขภาพจิตที่ดี

References:
[1] Yancy, CW et al. 2013 ACCF/AHA Guideline for the Management of Heart Failure
the American College of Cardiology Foundation and the American Heart Association, Inc.; 2013.
[2] Drug facts&Comparisons. Las Vegas: Wolters Kluwer Health; 2012.
[3] Drug Information Handbook. 22th ed. Hudson, Ohio: Lexi-Comp, Inc.;2013.
[4] รายการยาโรงพยาบาลศิริราช. 2553: [72 screens]. Available at: http://www.si.mahidol.ac.th/th/department/pediatrics/admin/news_files/109_2_1.pdf. Accessed
February 8,2014.
[5] Stone NJ, et al. 2013 ACC/AHA Guideline on the Treatment of Blood Cholesterol to Reduce Atherosclerotic Cardiovascular Risk in Adults. http://circ.ahajournals.org/content/early/2013/11/11/01.cir.0000437738.63853.7a.full.pdf [accessed 11 June 2014]. Read more: http://www.ukessays.co.uk/tool/vancouver-referencing-generator/#ixzz34KzMy5zg
[6] สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี,สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย, กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน พ.ศ. 2554 [Internet]. [cited2014 Feb 7]. Read more http://www.pharmyaring.com/download/DM_guideline_thai_pdf.pdf
[7] Alexander JF, Al-Jazairi A, Alqadheeb N, Alvarez W,AquilanteCL,Baughman VL. Drug information handbook with international trade names index 22th ed. The United States :Lexi- Comp ;2013.p927-3
[8] DiPiro J, Talbert R, Yee G, Matzke G, Wells B, Posey LM. Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach. 8thed. Chaina:McGraw-Hill Education; 2011.p.1274-1277
[9] Triplitt CL, ReasnerCA.DiabetesMellitus.In: Dipiro JT, Talbert RL, Yee GC, Matzke GR, Wells BG, Posey LM, editors.Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach. 8thed. Chaina: McGraw-Hill Education; 2011. p.1255-1299
[10] Cornish B. Antihyperglycemic Agents Comparison Chart. [Internet],2013[cited 2014 Feb 10]; .Available from: http://www.hivclinic.ca/main/drugs_extra_files/Antihyperglycemic%20Agents%20Comparison%20ChCha.pdf
[11] Bennett WL, Wilson LM, Bolen S, Maruthur N, Singh S, Chatterjee R, et al. Oral Diabetes
Medications for Adults With Type 2 Diabetes: An Update. Comparative Effectiveness Review No. 27
[Internet]. 2011 [cited 2014 Feb 10]. Read more http://www.effectivehealthcare.ahrq.gov/ehc/products/155/644/CER27_OralDiabetesMeds_20110623.pd
[12] Fresenius Medical Care. Peritoneal Dialysis. http://www.sknhospital.go.th/Webskn/news_skh/HRD/PRINT%20PD%20FLIPCHART.pdf (accessed 11 June 2014). Read more: http://www.ukessays.co.uk/tool/vancouver-referencing-generator/#ixzz34L2qUp89

โดย นศภ.นนทชัย กีรตินวนันท์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Full transcript