Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

การวินิจฉัยสั่งการ

No description
by

Apisak Yodphut

on 22 July 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การวินิจฉัยสั่งการ

วิวัฒนาการของการวินิจฉัยสั่งการ

ได้มีนักวิชาการบางท่านได้แบ่งระยะเวลาแห่งการวิวัฒนาการของ
การวินิจฉัยสั่งการ ออกเป็น ๓ ระยะ เพื่อประโยชน์ในการศึกษา ดังนี้ คือ
สรุป
การวินิจฉัยสั่งการ (decision making) ซึ่งหมายถึงการคิดตัดสินใจทางการบริหารนั้นให้มีวิวัฒนาการมาเป็น ๓ ระยะ ตั้งแต่ยุคแรกจนถึงยุคปัจจุบัน ความรับผิดชอบในการวินิจฉัยสั่งการมีอยู่ทุกระดับของผู้ปฏิบัติงานในองค์การ แบบของการวินิจฉัยสังการโดยทั่วไปแยกได้เป็น ๒ แบบ คือ ใช้สามัญสำนึกกับใช้เหตุผล ส่วนกระบวนการวินิจฉัยสังการนั้นมีขั้นตอนตามความเห็นของนักวิชาการต่าง ๆ กัน ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่ว่าจะต้องมีการกำหนดขอบเขตของปัญหาที่เกิดขึ้น กำหนดทางเลือก และเลือกทางที่เห็นว่าดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการวินิจฉัยสั่งการและข้อผิดพลาดโดยทั่วไปในการวินิจฉัยสั่งการ ซึ่งจะต้องนำเอาเทคนิคอันเป็นอุปกรณ์ต่อการวินิจฉัยสั่งการเข้ามาช่วย พร้อมทั้งใช้ข้อควรคำนึงในการวินิจฉัยสั่งการที่ดีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์
รูปแบบของการวินิจฉัยสังการ
การวินิจฉัยสังการที่ดี เป็นความต้องการเบื้องต้นสำหรับการบริหารงานในทุก ๆองค์การ องค์การไม่สามารถเจริญเติบโตได้ถ้าขาดการวินิจฉัยสังการที่ถูกต้องและเหมาะสมการวินิจฉัยสั่งการที่ปฏิบัติกันอยู่ทั่วไปแยกได้ ๒ แบบ คือ
ความหมายของการวินิจฉัยสั่งการ
การการวินิจฉัยสั่งการ มีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ประเภทของการวินิจฉัยสั่งการ
ในการแบ่งประเภทของการตัดสินใจสามารถแบ่งไดดังนี้
การวินิจฉัยสั่งการ
ความสำคัญของการวินิจฉัยสั่งการ
การวินิจฉัยสั่งการเป็นกระบวนการของการแสวงหาทางเลือกที่มีอยู่จากทางเลือกต่างๆ และสามารถเลือกทางเลือกที่เป็นไปได โดยทั่วไปการวินิจฉัยสั่งการเป็นบทบาทหน้าที่ที่บ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างผู้บริหารกับผู้ปฏิบัติ ซึ่งผู้บริหารที่ทำการวินิจฉัยสั่งการนั้นจะต้องมีหลักการและเหตุผล มีเจตคติ และวิจารญาณที่ดี นอกจากนี้การวินิจฉัยสั่งการยังเป็นวิธีที่สามารถนำไปสูการบรรลุเป้าหมายองค์การดังนั้นผู้บริหารควรตระหนักอยู่เสมอว่าการตัด
สินใจมิใช่เป็นเป้าหมายในตัวของมันเองแต่เป็นเพียงแนวทางหรือเครื่องมือที่จะทำให้การบริหารสามารถประสบความสำเร็จลงได นอกจากนี้สิ่งสำคัญ
ของการตัดสินใจที่ผู้บริหารจะต้องเริ่มต้นคือการค้นหาวิธีการและแนวทางการปฏิบัติที่หลากหลาย ตลอดจนสามารถดำเนินการไดอย่างเป็นขั้นตอน จากนั้นจึงทำการกำหนดแนวทางหรือวิธีการที่เหมาะสมที่สุดมีการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ในการนำองค์การไปสูความสำเร็จต่อไป

ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการ
ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการเป็นการนำแนวความคิดที่มีเหตุผลที่ผู้บริหารใช้ในการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการจำแนกตามวิธีวินิจฉัยสั่งการ และทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการตามบุคคลที่ทำการวินิจฉัยสั่งการ
องค์ประกอบของการวินิจฉัยสั่งการ
การวินิจฉัยสั่งการมีองประกอบที่ต้องพิจารณา ๓ ประการคือ
ข้อจำกัดในการวินิจฉัยสั่งการ
ในการวินิจฉัยสั่งการนั้น มีข้อจำกัด อยู่หลายประการที่ทำให้การวินิจฉัยสั่งการผิดพลาดไปจากจุดมุ่งหมายหรือไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากนักบริหารทั้งหลายทำงานในสภาพที่เป็นจริงไมได้อยู่ในโลกที่จะทำงานได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ดั้งเติม ข้อจำกัดดังกล่าวได้แก่
ศิริพร พงศ์ศรีโรจน์
กล่าวว่า การวินิจฉัยสั่งการ หรือ การตัดสินใจหมายถึง การเลือกปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติหรือการเลือกทางดำเนินการที่
เห็นว่าดีที่สุดทางใดทางหนึ่ง จากทางเลือกหลายๆ ทาง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ หรือการวินิจฉัยสั่งการคือ การชั่งใจไตร่ตรองและตัดสินใจเลือกทางดำเนินงานที่เห็นว่าดีที่สุดทาง
ใดทางหนึ่งจากหลายๆ ทางเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการ
บรรยงค์ โตจินดา
กล่าวว่า การวินิจฉัยสั่งการหรือการตัดสินใจหมายถึง การที่ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาพิจารณาตัดสินใจและสั่งการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การวินิจฉัยสั่งการ หรือการตัดสินใจเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะการวินิจฉัยสั่งการจะเป็นการเลือกทางเลือก ดำเนินการที่ดีที่สุดในบรรดาทางเลือกหลายๆ ทาง
สมคิด บางโม
กล่าวว่า การวินิจฉัยสั่งการ หมายถึง การตัดสินใจเลือกทางปฏิบัติซึ่งมีหลายทางเป็นแนวปฏิบัติไปสู่เป้าหมายที่
วางไว้ การตัดสินใจนี้อาจเป็นการตัดสินใจที่จะกระทำการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
หรือหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อความสำเร็จตรงตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในทางปฏิบัติการตัดสินใจมักเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ยุ่งยากสลับซับซ้อน และมีวิธีการแก้ปัญหาให้วินิจฉัยมากกว่าหนึ่งทางเสมอดังนั้นจึงเป็นหน้าที่
ของผู้วินิจฉัยปัญหาว่าจะเลือกสั่งการปฏิบัติโดยวิธีใด จึงจะบรรลุเป้าหมายอย่างดีที่สุดและบังเกิดผลประโยชน์สูงสุด
แก่องค์การนั้น
บาร์นาร์ด (Barnard)
ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจไว้ว่า คือ "เทคนิคในการที่จะพิจารณาทางเลือกต่างๆ ให้เหลือทางเลือกเดียว" ไซมอน (Simon) ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจ เป็นกระบวนการของการหาโอกาสที่จะตัดสินใจ การหาทางเลือกที่พอเป็นไปได้ และทางเลือกจากงานต่าง ๆ ที่มีอยู่
มูดี (Moody)
ได้ให้ความหมายว่า การตัดสินใจเป็นการกระทำที่ต้องทำเมื่อไม่มีเวลาที่จะหาข้อเท็จจริงอีกต่อไป
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อใดถึงจะตัดสินใจว่าควรหยุดหาข้อเท็จจริง แนวทางแก้ไขจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัญหาที่ต้องการแก้ไข
ซึ่งการรวบรวมข้อเท็จจริง เกี่ยวพันกับการใช้จ่ายและการใช้เวลา
โจนส์ (Jones)
ได้ให้ความหมายของการตัดสินใจองค์การว่าเป็นกระบวนการ ที่จะแก้ไขปัญหาขององค์กร โดยการค้นหาทางเลือก และเลือกทางเลือกหรือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อบรรลุเป้าหมาย
ขององค์การที่ได้กำหนดไว้
การวินิจฉัยสั่งการ (Decision making) หมายถึง กระบวนการในการคัดเลือกเพื่อการปฏิบัติที่มีทางเลือกอยู่หลายทาง และผลลัพธ์ที่มีความแตกต่างกัน ในการวินิจฉัยสั่งการนี้จะมีขั้นตอนที่เริ่มต้นจากการที่ได้ตระหนักถึง
ปัญหา และขั้นตอนสุดท้ายจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
ยุคแรก
การวินิจฉัยสั่งการแบบดั้งเดิม หรือระยะแรกนี้ เป็นการตัดสินใจที่มุงยึดเอาระเบียบแบบแผนเป็นเกณฑ์ ในความพึงพอใจของผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการ แม้โดยปราศจากเหตุผลอันควรเป็นการถูกต้อง ประการต่อมาลักษณะการตัดสินใจเป็นไปในรูปของการรวมอำนาจมากที่สุด อย่างไรก็ดีแนวการวินิจฉัยสั่งการแนวคิดของยุคนี้ได้คลี่คลายในระยะต่อมา
ยุคกลาง
การวินิจฉัยสั่งการในช่วงระยะเวลานี้มีความโน้มเอียงไปในทางใช้วิจารณญาณ มีเหตุผลและมีการใช้ข้อมูลข่าวสาร ประกอบการวินิฉัยสั่งการมากขึ้น ทั้งลักษณะของการวินิจฉัยสังการก็มิได้รวมอำนาจมาไว้ในส่วนกลางแต่เพียงแห่งเดียว มีการกระจายอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการออกไป อันเป็นผลทำให้การบริหารรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การวินิจฉัยสั่งการในรูปแบบคณะกรรมการได้รับการยกย่องและนำมาใช้มากขึ้น ในยุคกลาง
ยุคปัจจุบัน
การศึกษาตามแนวนี้ เป็นการศึกษาที่มุ่งพิจารณาถึงพฤติกรรมของปัจเจกชน กลุ่มชนและองค์การ ในลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการวินิจฉัยสั่งการ องค์การนั้นนับได้ว่ามีลักษณะเคลื่อนไหวอยู่เสมอ กล่าวคือ มีลักษณะเป็นพลวัต และมีความซับซ้อนมากขึ้น การวินิจฉัยสั่งการจำต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการพิจารมากขึ้น นอกจากนี้ การวินิจฉัยสั่งการยังจำต้องอาศัยการไตร่ตรองใคร่ครวญและชั่งใจให้รอบคอบ ประกอบด้วยวิจารณญาณอันดี เพื่อหวังผลให้ตรงในการวินิจฉัยสั่งการนั้น ๆ การวินิจฉัยสั่งการในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยนำเอาเทคโนโลยี่และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มาช่วยในการวินิฉัยสั่งการมากขึ้น
เช่น การใช้เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์ และสมองอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น การนำเอาวิทยาการและเครื่องจักรกลสมัยใหม่มาใช้ ทำให้การวินิจฉัยสั่งการรวดเร็ว ประหยัด และแม่นยำถูกต้องมากขึ้นขึ้น
๑. ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการจำแนกตามวิธีวินิจฉัยสั่งการ
สามารถจำแนกทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการตามวิธีวินิจฉัยสั่งการออกเป็น ๓ วิธีดังนี้
มีการใช้เทคนิคการคาดการณและการพยากรณเข้ามาประกอบการวินิจฉัยเช่นการพยากรณโดยใช้แนวโน้มเป็นต้น
เป็นการใช้กระบวนการวิจัยเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย ดังนั้นผู้วิจัยจะต้องมีการพิสูจนและเห็นจริงจึงจะดำเนินการวินิจฉัยได บางครั้งเรียกการวินิจฉัยสั่งการแบบนี้ว่าการวินิจฉัยทางวิทยาศาสตร์
๑.๒ ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการโดยการพรรณนา
๑.๑ ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการโดยการคาดการณ
๑.๓ ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการโดยการกำหนดความ
เป็นทฤษฎีที่คำนึงถึงว่าแนวทางวินิจฉัยสั่งการควรจะเป็นหรือน่าจะเป็นอย่างไรจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ต้องการวินิจฉัยสั่งการได้
๒. ทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการตามบุคคลที่ทำการวินิจฉัยสั่งการ
สามารถจำแนกทฤษฎีการวินิจฉัยสั่งการโดยการจำแนกตามบุคลที่วินิจฉัยสั่งการได้เป็น ๒ ลักษณะดังนี้
๒.๑ การวินิจฉัยสั่งการโดยคนเดียว
เป็นการตัดสินใจโดยคนๆ เดียวจะทำให้เกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจ มักจะใช้ในธุรกิจขนาดย่อมที่มีผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการและเป็นผู้ที่ใกล้ชิดปัญหาและทราบข้อมูลไดดีกว่า
๒.๒ การวินิจฉัยสั่งการโดยกลุม
เป็นการวินิจฉัยสั่งการที่ยึดทีมงาน และคณะกรรมการเป็นผู้ร่วมวินิจฉัยสั่งการเป็นการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เมื่อใดก็ตามที่ต้องการความร่วมมือ ผู้บริหารจึงควรให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมในการวินิจฉัยสั่งการจึงจำเป็นสำหรับองค์การในอนาคต
๑. การวินิจฉัยสั่งการแบบโครงสร้าง
บางครั้งเรียกว่าแบบกำหนดไว้ล้วงหน้าเป็นการตัดสินใจที่เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ จึงมีมาตรฐานในการวินิจฉัยเพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้ว โดยวิธีการในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น การหาระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสมหรือการเลือกกลยุทธ์ในการลงทุนที่เหมาะสมที่สุด เมื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดหรือเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด การวินิจฉัยสั่งการแบบโครงสร้างนี้จึงมักใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ความรู้ทางด้านวิทยาการจัดการ การวิจัยเพื่อการดำเนินงานเข้ามาใช้ เป็นต้น ตัวอย่างของการการวินิจฉัยสั่งการ ได้แก่ การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับสินค้าคงคลัง การวิเคราะห์งบประมาณ การตัดสินใจด้านการลงทุน ระบบการจัดส่งเป็นต้น
๒. การวินิจฉัยสั่งการแบบไม่มีโครงสร้าง
เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่มีรูปแบบไม่ชัดเจนหรือซับซ้อน จึงไม่มีแนวทางแก้ปัญหาที่ไม่มีการระบุวิธีแก้ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง การตัดสินใจกับปัญหาลักษณะนี้ จะไม่มีเครื่องมือ
๓. การวินิจฉัยสั่งการแบบกึ่งโครงสร้าง
เป็นการตัดสินใจแบบผสมระหว่างโครงสร้างและไม่เป็นโครงสร้าง ปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างนี้จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบมาตรฐานและการพิจารณาโดยมนุษย์รวมเข้าไว้ด้วยกัน คือ มีลักษณะเป็นกึ่งโครงสร้าง แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขั้นตอนจึงไม่ชัดเจนว่าจะมีขั้นตอนอย่างไร ปัญหาบางส่วนเขียนเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้ แต่ปัญหาบางส่วนไม่สามารเขียนออกมาในรูปแบบจำลองได้ เช่น การทำสัญญาทางการค้าการกำหนดงบประมาณทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
๑. ผู้ทำการวินิจฉัยสั่งการ
เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะการสั่งการจะดีหรือไม่ขึ้นกับบุคลผู้สั่งการเป็นสำคัญ ดังนั้นผู้สั่งการจำเป็นต้องมีข้อมูล มีเหตุผล มีค่านิยมที่ถูกต้องสอดคล้องต่อการบรรลุเป้าหมายขององค์การ แต่ในบางครั้งถ้าผู้สั่งการขาดข้อมูลที่ถูกต้อง ขาดเหตุผลและมีค่านิยมที่มาสอดคลองแลวจะทำให้ผลของการสั่งการไมดีพอได ผู้สั่งการบางเรื่องต้องมุ่งสูการตัดสินใจเป็นกลุ่มบางเรื่องบางกรณีก็วินิจฉัยสั่งการโดยคนๆ เดียว ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ถูกต้อง
๒. ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยสั่งการ
เป็นองค์ประกอบที่สองที่ต้องให้ความสำคัญ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยสั่งการนั้นจำแนกไดหลายประการ เช่น จำแนกตามโรคโครงสร้างและระบบงานบกพรองโรคพฤติกรรมบกพรอง และโรคเทคโนโลยีและวิทยาการบกพรอง เมื่อกำหนดปัญหาได้ชัดว่าเป็นปัญหาเรื่องอะไรก็สามารถหาแนวทางแกไขปัญหาได้ถูกต้อง
๓. ทางเลือกต่างๆ ที่บรรลุเป้าหมายได้
เป็นองค์ประกอบที่สามที่ต้องคำนึงผู้บริหารต้อง
พยายามที่จะค้นหาทางเลือกที่ดีกว่าอยู่เสมอและสร้างทางเลือกให้มากกกว่า ๒ ทางเลือก ในปัจจุบันการบริหารองค์การมุ่งสูการสร้างทางเลือกสูการผลิตสินค้าและบริการที่ถูกกว่า มีคุณภาพสูงกว่า มีความรวดเร็วมีการบริการที่ประทับใจมากกว่านอกจากนี้ควรจะสร้างทางเลือกเพื่อมุ่งสูการเรียนรูและสร้างนวัตกรวมด้านผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อองค์การอีกด้วย

๑) การวินิจฉัยสั่งการโดยใช้สามัญสำนึก
สำนึก ประสบการณ์และความรู้สึกต่าง ๆ การวินิจฉัยสั่งการแบบนี้เป็นการตัดสินใจโดยไม่มีหลัก เพราะเพียงแต่คิดอะไรเหมาะสมหรือเห็นว่าควรจะเป็นอะไรก็วินิจฉัยสังการไปตามนั้น ซึ่งบางที่เป็นลักษณะการวินิจฉัยสั่งการโดยปราศจากการไตร่ตรอง และมักจะอาศัยสามัญสำนึก ความรู้สึกสังหรณ์ใจ หรือสัญชาตญาณ เป็นสำคัญบางครั้งที่เป็นการวินิจฉัยสั่งการโดยอารมณ์หรือตามอารมณ์
๒) การวินิจฉัยสั่งการด้วยการใช้เหตุผลไตร่ตรอง
การวินิจฉัยสั่งการแบบนี้เป็นวิธีการวินิจฉัยสั่งการโดยการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ
เป็นการวินิจฉัยสั่งการโดยการใช้หลักการ เหตุผล และวิธีการที่เหมาะสมเข้าช่วย เพื่อให้
เกิดผลในทางที่ดี และถูกต้องที่สุด

(๑) ผู้ที่ทำการวินิจฉัยสั่งการแต่ละคนมีเวลาจำกัดในการคิดตัดสินใจวินิจฉัยสังการ
(๒) ผู้ที่ทำการวินิจฉัยสั่งการแต่ละคนสามารถคิดชั่งน้ำหนักและพิจารณาข่าวสารประกอบการพิจารณา
ได้เพียงจำนวนจำกัดในแต่ละครั้ง
(๓) หน้าที่ของผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่นั้นมีกิจกรรมมากเกินกว่าจะคิดตัดสินใจในการทำงาน
ได้พร้อม ๆ กัน ดังนั้น จึงให้ความสนใจเพียงส่วนเดียวของงานทั้งหมดที่ต้องทำในขณะที่งานส่วนที่เหลือยังคงตกค้างอยู่
(๔) จำนวนข่าวสารที่จำเป็นต้องใช้ในการวินิจฉัยสั่งการแต่ละปัญหานั้น คงได้เพียงส่วนน้อยของข่าวสารทั้งหมดที่ควรจะต้องนำมาใช้
(๕) ข่าวสารที่จะนำมาใช้เพิ่มเติมในการวินิจฉัยสั่งการปัญหาใดปัญหาหนึ่งนั้นอาจจัดหามาได้ก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดหาข่าวสารเพิ่มเติมและการนำมาใช้ประโยชน์นั้นอาจจะเพิ่มขึ้นโดยรวดเร็วพร้อม ๆ กับที่จำนวนข้อมูลเพิ่มขึ้น
(๖) ในด้านที่สำคัญของปัญหาจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ข่าวสารซึ่งไม่สามารถจัดหามาเดิมได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ในอนาคต ดังนั้น การวินิจฉัยสั่งการมากหลายจึงต้องกระทำโดยไม่แน่ใจในเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่อาจคาดหมายได้
Full transcript