Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

อิศรญาณภาษิต

No description
by

Chonlamat Ngamlert

on 27 November 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of อิศรญาณภาษิต

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
หนังสือเรียนภาษาไทยชั้น ม.๓
อิศรญาณภาษิต
อิศรญาณชาญกลอนอักษรสาร
เทศนาคำไทยให้เป็นทาน โดยตำนานศุภอรรถสวัสดี
สำหรับคนเจือจิตจริตเขลา ด้วยมัวเมาโมห์มากในซากผี
ต้องหาม้ามโนมัยใหญ่ยาวรี สำหรับขี่เป็นม้าอาชาไนย
ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย
เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ
ผู้ใดดีดีต่ออย่าก่อกิจ ผู้ใดผิดผ่อนพักอย่าหักหาญ
สิบดีก็ไม่ถึงกับกึ่งพาล เป็นชายชาญอย่าเพ่อคาดประมาทชาย
รักสั้นนั้นอย่าให้รู้อยู่เพียงสั้น รักยาวนั้นอย่าให้เยิ่นเกินกฎหมาย
มิใช่ตายแต่เขาเราก็ตาย แหงนดูฟ้าอย่าให้อายแก่เทวดา
อย่าดูถูกบุญกรรมว่าทำน้อย น้ำตาลย้อยมากเมื่อไรได้หนักหนา
อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน
เห็นตอหลักปักขวางหนทางอยู่ พิเคราะห์ดูควรทึ้งแล้วจึงถอน
เห็นเต็มตาแล้วอย่าอยากทำปากบอน ตรองเสียก่อนจึงค่อยทำกรรมทั้งมวล
ค่อยดำเนินตามไต่ผู้ไปหน้า ใจความว่าผู้มีคุณอย่าหุนหวน
เอาหลังตากแดดเป็นนิจคิดคำนวณ รู้ถี่ถ้วนจึงสบายเมื่อปลายมือ

วิเคราะห์เนื้อหาของอิศรญาณภาษิต
สอนว่า
คนในสังคมเดียวกันต้องพึ่งพาอาศัยกัน

ดังสำนวนที่ว่า

" ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย "
ที่มาของ อิศรญาณภาษิต
ผู้แต่ง
ผู้ทรงนิพนธ์คือ หม่อมเจ้าอิศรญาณ กวีสำคัญในรัชสมันพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หม่อมเจ้าอิศรญาณเป็นพระโอรสพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงมหิศวรินทรามเรศ มีพระนามเดิมว่าอะไรนั้นไม่ปรากฏ มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งหม่อมเจ้าอิศรญาณ ทรงทำอะไรแปลกไป จนมีผู้ตำหนิให้รู้สึกน้อยพระทัย วรรณคดีเรื่องอิศรญาณภาษิต ซึ่งทรงนิพนธ์ขึ้นในเวลาต่อมาจึงแฝงด้วยน้ำเสียงบ่นแกมเสียดสี
ประชดประชัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อสั่งสอนเตือนใจให้ฉุกคิด
ก่อนที่จะทำสิ่งใดและสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อผู้อื่นในสังคม
เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
อิศร
ญา
ณภ
าษิต

ชั้น
มัธยม
ศึกษา
ปีที่ ๓

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
กระทรวงศึกษาธิการ
หม่อมเจ้าอิศรญาณ
เพชรอย่างดีมีค่าราคายิ่ง ส่งให้ลิงจะรู้ค่าราคาหรือ
ต่อผู้ดีมีปัญญาจึงหารือ ให้เขาลือเสียว่าชายนี้ขายเพชร
ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า ใครเลยเล่าจะไม่งามตามเสด็จ
จำไว้ทุกสิ่งจริงหรือเท็จ พริกไทยเม็ดนิดเดียวเคี้ยวยังร้อน
เกิดเป็นคนเชิงดูให้รู้เท่า ใจของเราไม่สอนใจใครจะสอน
อยากใช้เขาเราต้องก้มประนมกร ใครเลยห่อนจะว่าตัวเป็นวัวมอ
เป็นบ้าจี้นิยมชมว่าเอก คนโหยกเหยกรักษายากลำบากหมอ
อันยศศักดิ์มิใช่เหล้าเมาแต่พอ ถ้าเขายอเหมือนอย่างเกาให้เราคัน
บ้างโลดเล่นเต้นรำทำเป็นเจ้า เป็นไรเขาไม่จับผิดคิดดูขัน
ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน คนเหมือนกันหลอกกันเองกลัวเกรงนัก
สูงอย่าให้สูงกว่าฐานนานไปล้ม จะเรียนคมเรียนเถิดอย่าเปิดฝัก
คนสามขามีปัญญาหาไว้ทัก ที่ไหนหลักแหลมคำจงจำเอา

เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา
ใครทำตึงแล้วหย่อนผ่อนลงเอา นักเลงเก่าเขาไม่หาญราญนักเลง
เป็นผู้หญิงแม่ม่ายที่ไร้ผัว ชายมักยั่วทำเลียบเทียบข่มเหง
ไฟไหม้ยังไม่เหมือนคนที่จนเอง ทำอวดเก่งกับขื่อคาว่ากระไร
อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว
จงฟังหูไว้หูคอยดูไป เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ
หญิงเรียกแม่ชายเรียกพ่อยอไว้ใช้ มันชอบใจข้างปลอบไม่ชอบดุ
ที่ห่างปิดที่ชิดไชให้ทะลุ คนจักษุเหล่หลิ่วไพล่พลิ้วพลิก
เอาปลาหมอเป็นครูดูปลาหมอ บนบกหนออุตส่าห์เสือกกระเดือกกระดิก
เขาย่อมว่าฆ่าควายเสียดายพริก รักหยอกหยิกยับทั้งตัวอย่ากลัวเล็บ
มิใช่เนื้อเอาเป็นเนื้อก็เหลือปล้ำ แต่หนามตำเข้าสักนิดกรีดยังเจ็บ
อันโลภลาภบาปหนาตัณหาเย็บ เมียรู้เก็บผัวรู้ทำพาจำเริญ

ถึงรู้จริงนิ่งไว้อย่าไขรู้ เต็มที่ครู่เดียวเท่านั้นเขาสรรเสริญ
ไม่ควรกล้ำเกินหน้าก็อย่าเกิน อย่าเพลิดเพลินคนชังนักคนรักน้อย
วาสนาไม่คู่เคียงเถียงเขายาก ถึงมีปากเสียเปล่าเหมือนเต่าหอย
ผีเรือนตัวไม่ดีผีป่าพลอย พูดพล่อยพล่อยไม่ดีปากขี้ริ้ว
แต่ไม้ไผ่อันหนึ่งตันอันหนึ่งแขวะ สีแหยะแหยะตอกตะบันเป็นควันฉิว
ช้างถีบอย่าว่าเล่นกระเด็นปลิว แรงหรือหิวชั่งใจดูจะสู้ช้าง
ล้องูเห่าเล่นก็ได้ใจกล้ากล้า แต่ว่าอย่ายักเยื้องเข้าเบื้องหาง
ต้องว่องไวในทำนองคล่องท่าทาง ตบหัวผางเดียวม้วนจึงควรล้อ
ถึงเพื่อนฝูงที่ชอบพอขอกันได้ ถ้าแม้ให้เสียทุกคนกลัวคนขอ
พ่อแม่เลี้ยงปิดปกเป็นกกกอ จบแล้วหนอเหมือนเปรตเหตุด้วยจน
ถึงบุญมีไม่ประกอบชอบไม่ได้ ต้องอาศัยคิดดีจึงมีผล
บุญหาไม่แล้วอย่าหลงทะนงตน ปุถุชนรักกับชังไม่ยั่งยืน

สอนว่า
หากต้องการมีความรักอยู่ด้วยกันนานก็ให้รู้จักอภัย ในสิ่งที่ผิดพลาด ไม่โกรธเคืองกันแต่หากไม่สามารถตัดความโกรธเคือง
และให้อภัยได้ก็อาจจะรักกันได้ไม่นาน

ดังภาษิตที่ว่า

"รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ"
รักสั้นนั้นอย่าให้รู้อยู่เพียงสั้น รักยาวนั้นอย่าให้เยิ่นเกินกฎหมาย
สอนให้
พิจารณาข้อบกพร่องของตนเองเพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไข
เราควรสำรวจจิตใจของตนเองอยู่เป็นนิจ คิดทบทวนความสามารถของตนเอง ว่าคิดใฝ่ดีอยู่หรือไม่ เพื่อจะได้เตือนตนได้ทันการณ์

ดังบาทที่ว่า
"อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน"

ดังสำนวนไทยที่ว่า

"ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา"
สอนให้
รู้จักคิดใคร่ครวญ ไตร่ตรองก่อนจะพูดหรือทำสิ่งใด

ดังบทที่ว่า
"เห็นตอหลักปักขวางหนทางอยู่ พิเคราะห์ดูควรทึ้งแล้วจึงถอน
เห็นเต็มตาแล้วอย่าอยากทำปากบอน ตรองเสียก่อนจึงค่อยทำกรรมทั้งมวล "

ดังสำนวนที่ว่า
"พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง"

สอนให้
รู้จักอดทนลำบาก หมั่นขวนขวายหาความรู้ เมื่อเติบใหญ่จะสบาย

ดังบาทที่ว่า
" เอาหลังตากแดดเป็นนิจคิดคำนวณ รู้ถี่ถ้วนจึงสบายเมื่อปลายมือ "

ดังสำนวนที่ว่า
"อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" และ "หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน"
สอนว่า
การให้ของดีมีค่า กับผู้ที่ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นการให้ที่สูญเปล่า

ดังบาทที่ว่า
"เพชรอย่างดีมีค่าราคายิ่ง ส่งให้ลิงจะรู้ค่าราคาหรือ"

ตรงกับสำนวนที่ว่า
"ยื่นแก้วให้วานร"

สอนว่า
การกระทำที่เป็นการขัดจังหวะของเหตุการณ์หนึ่งหรือ
ขัดอารมณ์ของคนอื่น ที่มีผลกระทบรุนแรงก็อาจส่งผลให้คนที่เข้าไป
ขัดจังหวะ เกิดอันตรายขึ้นได้ และจะเป็นภัยแก่ตนหรือผู้อื่น.

ดังบทที่ว่า
"ของสิ่งใดเจ้าว่างามต้องตามเจ้า ใครเลยเล่าจะไม่งามตามเสด็จ
จำไว้ทุกสิ่งจริงหรือเท็จ พริกไทยเม็ดนิดเดียวเคี้ยวยังร้อน"

ดังสำนวนที่ว่า
"น้ำเชี่ยวอย่าขวางเรือ"


สอนให้
หมั่นพิจารณาใจของตน เพื่อว่าหากมีข้อผิดพลาดใด
ก็จะได้แก้ไขเสีย

ดังบาทที่ว่า
"เกิดเป็นคนเชิงดูให้รู้เท่า ใจของเราไม่สอนใจใครจะสอน "

สอนให้
รู้จักพิจารณาการกระทำของผู้อื่น ว่าการกระทำนั้น
อาจไม่ใช่ความจริงใจทั้งหมด จึงควรแยกแยะให้ได้ ไม่ควรหลงใหล
กับคำป้อยอซึ่งอาจจะถูกหลอกลวงได้

ดังบทที่ว่า
"อันยศศักดิ์มิใช่เหล้าเมาแต่พอ
ถ้าเขายอเหมือนอย่างเกาให้เราคัน
บ้างโลดเล่นเต้นรำทำเป็นเจ้า เป็นไรเขาไม่จับผิดคิดดูขัน
ผีมันหลอกช่างผีตามทีมัน คนเหมือนกันหลอกกันเองกลัวเกรงนัก"

สอนให้เห็น
ความสำคัญของปัญญาแต่อย่าอวดรู้ ให้เป็นคนใฝ่รู้ แต่ให้เก็บความรู้ไว้ใช้เมื่อถึงเวลาสมควร

ดังวรรคที่ว่า
"จะเรียนคมเรียนเถิดอย่าเปิดฝัก"

ตรงกับสำนวนที่ว่า
"คมในฝัก"

สอนให้
เคารพและให้ความสำคัญแก่ผู้อาวุโส ให้ทำตามผู้ใหญ่ คนที่เกิดก่อนย่อมมีประสบการณ์มากกว่า ถ้าปฏิบัติตามคำสอน
ผู้ใหญ่จะทำให้ไม่มีผู้ใดว่าได้และจะไม่เกิดความเสียหายในภายหลัง

ดังวรรคที่ว่า
"คนสามขามีปัญญาหาไว้ทัก ที่ไหนหลักแหลมคำจงจำเอา "
หรือ "เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด ไปพูดขัดเขาทำไมขัดใจเขา "

ดังสำนวนที่ว่า
"เดินตามรอยผู้ใหญ่หมาไม่กัด"

สอนให้
มีใจหนักแน่น ไม่หลงเชื่อคำพูดยุยงโดยง่าย ให้รู้จักไตร่ตรองให้ดีเสียก่อนที่จะคล้อยตามคำพูดของคนอื่น

ดังบทที่ว่า
" อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว
จงฟังหูไว้หูคอยดูไป เชื่อน้ำใจดีกว่าอย่าเชื่อยุ "

ดังสำนวนที่ว่า
"ฟังหูไว้หู"
สอนว่า
การคิดจะทำการใหญ่แต่กลัวว่าจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย มัวแต่คิดเล็กคิดน้อยจนทำให้เสียงานเสียได้ หรือทำการใหญ่ไม่ควรตระหนี่

ดังวรรคที่ว่า
"เขาย่อมว่าฆ่าควายเสียดายพริก รักหยอกหยิกยับทั้งตัวอย่ากลัวเล็บ "

ดังสำนวนที่ว่า
"ฆ่าควายเสียดายพริก"
สอนว่า
ถ้าเป็นสามีภรรยากันควรช่วยกันทำมาหากิน

ดังวรรคที่ว่า
"อันโลภลาภบาปหนาตัณหาเย็บ เมียรู้เก็บผัวรู้ทำพาจำเริญ "

ดังสำนวนที่ว่า
"ผัวหาบเมียคอน หรือ ชายหาบหญิงคอน"

สอนว่า
คนที่จะรักเราชอบเรานั้นมีปริมาณน้อยกว่า คนที่ไม่ชอบเราหรือเกลียดเราเป็นเรื่องธรรมดา

ดังวรรคที่ว่า
"ไม่ควรกล้ำเกินหน้าก็อย่าเกิน อย่าเพลิดเพลินคนชังนักคนรักน้อย "

ดังสำนวนที่ว่า
"คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ"
สอนว่า
ผู้ที่ไม่มีอำนาจหรือต่ำต้อยกว่าแต่อาจหาญไปต่อกร
หรือสู้กับคนที่มีอำนาจเหนือกว่า ก็จะมีแต่เสียหายหรือ
ได้รับอันตรายและกระทำการไม่สำเร็จ

ดังบทที่ว่า
" แต่ไม้ไผ่อันหนึ่งตันอันหนึ่งแขวะ สีแหยะแหยะตอกตะบันเป็นควันฉิว
ช้างถีบอย่าว่าเล่นกระเด็นปลิว
แรงหรือหิวชั่งใจดูจะสู้ช้าง "

ดังสำนวนที่ว่า
"ไม้ซีกงัดไม้ซุง"
สอนว่า
ไม่ควรทําำสิ่งที่เสี่ยงต่ออันตราย

ดังบทที่ว่า
"ล้องูเห่าเล่นก็ได้ใจกล้ากล้า แต่ว่าอย่ายักเยื้องเข้าเบื้องหาง
ต้องว่องไวในทำนองคล่องท่าทาง ตบหัวผางเดียวม้วนจึงควรล้อ "

ดังสำนวนที่ว่า
"จับงูข้างหาง"
สอนว่า
ให้ทำความดี หากมีบุญแต่ไม่ทำความดี ก็ไม่เกิดผลดีแก่ตัว เมื่อวันใดที่หมดบุญแล้ว ก็จะไม่เป็นที่รักของคนทั้งปวงได้

ดังบทที่ว่า
"ถึงบุญมีไม่ประกอบชอบไม่ได้ ต้องอาศัยคิดดีจึงมีผล
บุญหาไม่แล้วอย่าหลงทะนงตน ปุถุชนรักกับชังไม่ยั่งยืน "
อาขยานบทหลัก อิศรญาณภาษิต
ชายข้าวเปลือกหญิงข้าวสารโบราณว่า น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าอัชฌาสัย
เราก็จิตคิดดูเล่าเขาก็ใจ
รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ

ผู้ใดดีดีต่ออย่าก่อกิจ ผู้ใดผิดผ่อนพักอย่าหักหาญ
สิบดีก็ไม่ถึงกับกึ่งพาล เป็นชายชาญอย่าเพ่อคาดประมาทชาย

รักสั้นนั้นอย่าให้รู้อยู่เพียงสั้น รักยาวนั้นอย่าให้เยิ่นเกินกฎหมาย
มิใช่ตายแต่เขาเราก็ตาย
แหงนดูฟ้าอย่าให้อายแก่เทวดา

อย่าดูถูกบุญกรรมว่าทำน้อย น้ำตาลย้อยมากเมื่อไรได้หนักหนา
อย่านอนเปล่าเอากระจกยกออกมา ส่องดูหน้าเสียทีหนึ่งแล้วจึงนอน

การอ่านทำนองเสนาะบทอาขยาน อิศรญาณภาษิต
จัดทำโดย
นางสาวชลมาศ งามเลิศ (หนิง)
รหัสนักศึกษา ๕๖๔๑๐๑๐๐๗
ค.บ. ๒ สาขาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
จบแล้วค่ะ...
ยินดีต้อนรับสู่บทเรียนภาษาไทย
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ.(๒๕๕๕).วรรณคดีวิจักษ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๓.กรุงเทพฯ.สกสค ลาดพร้าว.

สืบค้นวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๓.๐๐ น.
Full transcript