Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

การบำบัดโดยทฤษฎี Cognitive Therapy

No description
by

Sada Pansri

on 21 September 2013

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of การบำบัดโดยทฤษฎี Cognitive Therapy

การบำบัดโดยทฤษฎี
Cognitive Therapy

1. ปัญหาของผู้ป่วยคืออะไร? เพราะเหตุใดนักศึกษาจึงมองว่าประเด็น
ดังกล่าวเป็นปัญหาของผู้ป่วย?
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยก็ยังรู้สึกว่า
ตนเอง
ยังไม่สมบูรณ์พร้อม
อย่างที่ตนเองต้องการ
แม่ชอบบ่นและว่าผู้ป่วยในเรื่องต่างๆทำให้รู้สึกว่าตนเองนั้นทำอะไรได้ไม่ค่อยดี รู้สึกว่าแม่รักน้องมากกว่าตนเองและถึงแม้ว่าตนจะพยายามทำทุกอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับจากแม่
พิจารณาเหตุเดิม (predisposing) โดยใช้หลักทฤษฎี Cognitive Therapy
ปัญหาของผู้ป่วยคือการม
ีความเชื่อที่ผิด ว่าคนที่เก่ง
ดีพร้อม ไม่มีข้อบกพร่องและจุดอ่อนเท่านั้นที่จะได้รับ
การยอมรับ
ทั้งจากทั้งครอบครัว คนรัก เพื่อน รวมทั้งบุคคลรอบข้างและไม่ถูกทอดทิ้ง นอกจากนี้
ผู้ป่วยเชื่อว่าเพราะตนยังไม่สมบูรณ์พร้อม
จึงยังไม่ได้รับการยอมรับ
สิ่งที่ทำให้กลุ่มของข้าพเจ้าคิดว่าประเด็นดังที่กล่าว
มานั้นเป็นปัญหา คือการที่
ผู้ป่วย
พยายามทำตัวเองให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้าน
เพื่อที่จะได้รับการยอมรับ
ด้านครอบครัว
ด้านการเรียน
ด้านความรัก
กิจกรรมกับชมรมนอกคณะ
ในด้านการเรียน ผู้ป่วยมีความเครียด กังวลและกลัวทุกครั้งที่ต้องนำเสนอ หน้าชั้นเพราะกลัวทำได้ไม่ดี กลัวถูกอาจารย์ตำหนิว่าทำงานไม่ดี และถึงแม้จะมีบางครั้งที่ได้รับคำชมจากอาจารย์แต่ผู้ป่วยก็ยังกังวลเสมอ เพราะมักนึกครั้งที่ตนเองทำได้ไม่ดีดังที่คาดหวังเอาไว้
เรื่องความรัก ผู้ป่วยมีความเครียดมากขณะคบกับแฟน เพราะต้องการจะรักษาผลคะแนนในด้านการเรียนเอาไว้ และอยากดูแลแฟนสาวให้ดี แต่เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผู้ป่วยโดนแฟนบอกเลิก โดยให้เหตุผลว่าอยู่กับผู้ป่วยแล้ว รู้สึกอึดอัด เพราะผู้ป่วยเจ้ากี้เจ้าการ จัดแจงสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้เองที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า
ตนเองยังไม่สมบูรณ์พร้อมตามที่ตนเองต้องการและ
ยังไม่ได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง
2. สาเหตุของปัญหาคืออะไร
พิจารณาโดยปัจจัย 4 ประการ ( 4 P's )
เหตุเดิม(predisposing)
เหตุส่งเสริม(precipitating)
เหตุคงอยู่(perpetuating factors)
ปัจจัยป้องกัน(protective factors)
ในส่วนของแนวคิด
Cognitive Behavioral Therapy (CBT)
ในการพิจารณาสาเหตุของความเชื่อที่ผิดของผู้ป่วย
ที่เชื่อว่าว่าคนที่เก่ง ดีพร้อมไม่มีข้อบกพร่องและจุดอ่อนเท่านั้น
ที่จะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างและไม่ถูกทอดทิ้ง และผู้ป่วยเชื่อว่าตนยังไม่สมบูรณ์พร้อมจึงยังไม่ได้รับการยอมรับ
ในกรณีศึกษานี้ ผู้ป่วยมีและความเชื่อที่ผิดว่าตนเอง
ไม่ถูกยอมรับ ผู้ป่วยจึงพยายามทำตัว
ให้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกๆด้านเพราะคิดว่าถ้าตนเอง
ไม่มีข้อบกพร่อง จะถูกคนรอบข้างยอมรับและไม่ถูกทอดทิ้ง
ซึ่งเป็น
ความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งสามารถอธิบายตามแบบ
Cognitive model ตามแบบของ Beck ได้ดังนี้
จาก model จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยเกิดการบิดเบือนทางความคิด
(Cognitive distortion)


• Selective abstraction
คือ ผู้ป่วยเลือกรับรู้แต่สิ่งที่ตนเองเชื่อ จดจำสิ่งเลวร้าย
ทุกรายละเอียด เช่น จำได้ว่าในวัยเด็กถูกพ่อแม่ทอดทิ้งให้
อยู่กับตายาย และตั้งคำถามว่าทำไมตนจึงเป็นคนที่ถูกทิ้ง
• Setting yours self up to failure
คือ ผู้ป่วยมาพบนักจิตวิทยาเพื่อให้นักจิตวิทยาช่วยพัฒนาให้
เขาเป็นคนเก่งและดีพร้อมช่วยลดข้อบกพร่องและจุดอ่อน
ทั้งหมดออกไป จะได้ไม่ต้องกังวลในการเรียนหรือทำงาน และไม่ต้องถูกทอดทิ้งอีก ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายหรือ
ความคิดที่ยากต่อการประสบความสำเร็จ
กลุ่มของข้าพเจ้าจึงเลือกบำบัดโดยการไปจัดการกับองค์ประกอบ
ที่จัดการได้ นั่นก็คือ
Negative automatic thought
โดยเชื่อว่าจะทำให้องค์ประกอบอื่น ๆ ดีขึ้นตาม

3. การช่วยเหลือผู้ป่วยทำได้อย่างไร?
วิธีการดังกล่าวช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างไร?
เมื่อผู้ป่วยได้ปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ว่าตนเองนั้นมีข้อดี และไม่จำเป็นที่จะต้องสมบูรณ์แบบก็สามารถทำให้
ผู้อื่นยอมรับได้ จะไปส่งผลให้ความเศร้าลดลง
พฤติกรรมก็จะดีขึ้นตาม สามารถปรับตัวอย่างเหมาะสม
และดำเนินชีวิตประจำวันที่เป็นปกติได้ต่อไป
เมื่อเราทำการ
ปรับ Negative automatic thought
ของผู้ป่วยในหลายๆ session แล้ว
ก็จะสามารถทำให้
Core beliefs
ของผู้ป่วยเริ่มเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยเช่นกัน
เนื่องจากไม่มีเหตุการณ์ที่มาตอกย้ำความเชื่อนั้นๆ ซึ่งจะ
ช่วยให้ผู้ป่วยมีความคิดใหม่ที่สมเหตุสมผลมากขึ้น
โดยมุ่งเข้าไปจัดการกับปัญหาในประเด็น
เรื่องความคิดของผู้ป่วย โดยใช้แนวทางบำบัดด้วย CBT ซึ่งเชื่อว่าความคิดที่บิดเบือนไปจาก
ความเป็นจริง (dysfunctional thinking)
ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของมนุษย์
แนวทางในการบำบัด คือ ถ้าสามารถประเมิน (evaluate)
ความคิดให้ถูกต้องตามความเป็นจริง
หรืออยู่ในโลกของความเป็นจริงได้ (realistic)
อาการเกี่ยวกับ emotion, behavior ของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น
โดยขั้นตอนคือ
การทํา ให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อนว่าความคิดนั้น
มีความ dysfunctional อย่างไร
แล้วให้ประเมินและแก้ไขให้ดีขึ้น

การบำบัดที่นำมาใช้ เป็นการบำบัดที่
ใช้การผสมผสานระหว่างเทคนิคการปรับความคิด
และการปรับพฤติกรรม ซึ่งในการรักษา
ต้องชี้แนะ
ให้ผู้ป่วยได้เข้าใจรูปแบบต่างๆ
ของความคิดที่เบี่ยงเบนและพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยการอภิปรายโต้แย้งความคิดที่ผิดปกติอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการให้ผู้ป่วยฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นการบ้าน
เพื่อช่วยให้เขาประเมินปรับเปลี่ยนความคิดที่เบี่ยงเบน
และพฤติกรรมที่ผิดปกติด้วยตนเอง หากสามารถเข้าใจ
และแก้ไขความคิดดังกล่าวได้
อาการของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น
แต่ถ้าหากแก้ไขได้ในระดับของความเชื่อก็ยิ่งจะทํา
ให้อาการดีขึ้นอย่างคงทนยืนนาน

แผนการบำบัด
ช่วงต้น :
ในขั้นนี้จะมีการสร้างสัมพันธภาพ
โดยการยอมรับ ให้ความเข้าใจและแสดง
ความรู้สึกที่แท้จริงต่อผู้ป่วย
เพื่อให้ผู้ป่วยไว้วางใจในตัวผู้ให้การบำบัด
รวมถึงจะร่วมกันสำรวจปัญหาของผู้ป่วย
เพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือต่อไป
ระยะกลาง :
ในขั้นนี้จะมีการใช้เทคนิคต่างๆ
ในการปรับเปลี่ยนความคิด อารมณ์ พฤติกรรม
รวมถึงการฝึกทักษะต่างๆโดยใช้
Cognitive techniques
โดยการ
guided discovery
ซึ่่งในการปรับเปลี่ยน
ความคิดนี้ต้องให้ผู้ป่วย monitor ความคิดของตัวเอง
และ instruct ตนเอง ซึ่งเทคนิคที่จะนำมาใช้ได้แก่
• Examining evidence
โดยจะให้ผู้ป่วยได้สำรวจว่าผู้ป่วยมี
หลักฐานอะไรไหมที่ยืนยันและขัดแย้งความคิดของตน
-“เหน่งเคยทำอะไรบางอย่างแล้วรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่สมบูรณ์
100 เปอร์เซ็นต์ไหม”
- “เหน่งเคยทำอะไรบางอย่างแล้วได้รับคำชมจากคุณแม่บ้างไหม”
• Challenge absolute วิธีนี้จะใช้การตั้งคำถามเกี่ยวกับความคิดที่สุดโต่ง
เช่น การใช้คำว่า “ไม่เคย” “ไม่มี” “เสมอ” “ทุกครั้ง” เป็นต้น
- “คนที่จะได้รับการยอมรับ จะต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเสมอไปหรอ”
-“รู้ได้อย่างไรว่าถ้าเป็นคนที่สมบูรณ์แบบแล้วจะไม่ถูกทอดทิ้ง”
• Turning adversity to advantage
เป็นการให้มุมมองทางบวกเพิ่มเติมแก่ผู้ป่วย
-“เหน่งคิดว่าการที่แม่บ่นเหน่งแม่บ่นเพราะแม่หวังดีกับเหน่งไหม”

guided discovery
ระยะท้าย :
ในขั้นนี้จะเป็นการยุติการให้การบำบัด โดยจะมีสรุปถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในการบำบัด รวมถึงการติดตามผลการบำบัดไปซักระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกลับสู่สภาวะเดิม
ผู้จัดทำ
นางสาวนิศาชล ปงธิยา 540110343
นางสาวภัทริกา รัตนะสิิมากูล 540110356
นางสาวศดานันท์ ปั้นศรีทอง 540110362
ชื่อ-สกุล
นายเหน่ง(นามสมมุติ)
เพศ
ชาย
อายุ
22


สถานภาพ
โสด
การศึกษา
ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 คณะสังคมศาสตร์
อาชีพ
นักศึกษา

อาการสำคัญ/ ปัญหา
มีอารมณ์เศร้า ซึม แยกตัว
และไม่ไปเรียน



กรณีศึกษา
Full transcript