Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

แพะ เหยื่อบริสุทธิ์

No description
by

Jane Janejira

on 5 November 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of แพะ เหยื่อบริสุทธิ์

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทด แทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดี อาญา พ.ศ.2544
1. ผู้เสียหายจากการกระทำความผิดอาญา

2. จำเลย ที่ถูกขังในระหว่าง พิจารณาคดี และต่อมา อัยการถอนฟ้อง หรือปรากฏภายหลังว่าศาลยก ฟ้อง เนื่องจากมิใช่ผู้กระทำความผิดหรือการกระทำไม่เป็น ความผิด
จำเลยในคดีอาญา
ผู้ที่ถูกดำเนินคดีโดยพนักงานอัยการและถูกคุมขังระหว่างการพิจารณาคดี ต่อมาภายหลังปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด มี การถอนฟ้องระหว่างการดำเนินคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่ได้กระทำ ความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เพื่อเป็นการบรรเทาความ เสียหายแก่จำเลยหรือทายาท จึงมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น และสมควรจากรัฐ
กรณีศึกษาการตกเป็น แพะรับบาปในสังคมไทย
ความหมายและแนวคิดเหยื่อวิทยา
ทฤษฎีการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
Hans Von Hentig
ได้อธิบายเหยื่ออาชญากรรม เปรียบเทียบเหมือนช่างปั้นอาชญากร อาชญากรรมเหมือนคนล่าเหยื่อ (Predator) และเหยื่อเหมือนผู้ถูกล่า (Prey)
Stephen Schafer ได้ศึกษาตัวเหยื่อและได้เสนอแนวคิดว่าตัวเหยื่อได้ยั่วหรือกระตุ้นให้ผู้
กระทำผิดทำผิด
ที่มาของคำว่า “แพะรับบาป”
" พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้อธิบายว่าเป็นสำนวน ซึ่งหมายถึง คนที่รับเคราะห์กรรมแทนผู้อื่นที่ทำกรรมนั้น ส่วนที่มาของสำนวนนี้ พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล
ที่มาของคำว่าแพะรับบาปปรากฏในคัมภีร์ภาคพันธะสัญญาเดิมซึ่งเป็นคัมภีร์ ของชาวอิสราเอลผู้มีภูมิหลังเป็นผู้มีอาชีพเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะแพะรับบาปเป็นพิธีปฏิบัติในวันลบบาปประจำปีของชาวอิสราเอลเริ่มต้นด้วยปุโรหิตถวายวัวเป็น เครื่องบูชาไถ่บาปของตนเองและครอบครัวเมื่อเสร็จพิธีแล้วปุโรหิตจะนำแพะ ๒ ตัวไปถวายพระเป็นเจ้าที่ประตูเต็นท์นัดพบ และจับสลากเลือกแพะ ๒ ตัวนั้น

"แพะ" เหยื่อบริสุทธิ์
การศึกษาศาสตร์ว่าด้วยเหยื่อวิทยานั้นในปัจจุบันจะพยายามเจาะลึก เฉพาะกรณีเหยื่ออาชญากรรมเท่านั้นน่าจะมีเหตุผลดังต่อไปนี้
1.สังคมมีกฎหมายในการควบคุมสังคมอย่างเป็นทางการเมื่อมีการฝ่าฝืนหรือล่วงละเมิดขึ้นแล้วผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายจะมีผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะมีพฤติกรรมที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบของสังคม
แนวคิดเกี่ยวกับการตกเป็นเหยื่อในปัจจุบันสามารถกล่าวแบ่งเป็นทฤษฎีได้ดังต่อไปนี้
1. ทฤษฎี Victim Precipitation (การมีส่วนร่วมของเหยื่อ) โดย Marvin Wolfgang อธิบายว่า เหยื่อบางคนเป็นตัวกระตุ้นทำให้ตัวเองเผชิญกับเหตุการณ์ที่นำไปสู่ การบาดเจ็บหรือความตายได้ซึ่งตัวเหยื่ออาจมีพฤติกรรมที่แสดงออก หรือนิ่งเฉยก็ได้
“คดีเชอร์รี่แอน ดันแคน"
สลากที่่ ๑
เป็นสลากสำหรับแพะที่ถวายพระเป็นเจ้าอีกสลากหนึ่งเป็นสลากสำหรับแพะรับ บาปหากสลากแรกตกแก่แพะตัวใดแพะตัวนั้นจะถูกฆ่าและถวายเป็นเครื่องบูชาเพื่อไถ่บาป ของประชาชน เรียกว่า "แพะรับบาป"
สลากที่ ๒
หากตกแก่แพะตัวใด แพะตัวนั้นเรียกว่า "แพะรับบาป" ซึ่งปุโรหิตจะถวายพระเป็นเจ้า ทั้งยังมีชีวิตอยู่ แล้วใช้ทำพิธีลบบาปของประชาชน โดยยกบาปให้ตกที่แพะตัวนั้นเสร็จแล้วก็จะปล่อยแพะตัวนั้นให้นำบาปเข้าไปในป่าลึกจน แพะและบาปไม่สามารถกลับมาอีก

Benjamin Mendelsohn
ผู้บุกเบิกวิชาเหยื่อวิทยา ได้ให้ความหมาย คำว่า Victimology ว่าเป็นการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเหยื่อทุกประเภทไม่ใช่เฉพาะเหยื่ออาชญากรรมเท่านั้น (Elias,1986 : 195) โดย Mendelsohn ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อและเสนอแนวคิดว่าเหยื่อเป็นผลผลิต ของโครงสร้างทางสังคม การเมือง เทคโนโลยีสมัยใหม่ อุบัติภัยต่างๆ รวมถึงปัญหาอาชญากรรม
Hans Von Hentig
ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิชาเหยื่อวิทยาได้กำหนดขอบเขตของความหมาย ของคำว่า เหยื่อวิทยา ให้แคบลง โดยจำกัดความหมายเฉพาะเหยื่ออาชญากรรม (Elias, 1986 : 18) หลังจาก Von Hentig ได้เสนอแนวคิดนี้ Henri Ellenberger เห็นด้วยว่า ศาสตร์ว่าด้วยเหยื่อวิทยา ควรหมายถึง เหยื่ออาชญากรรม ทั้ง VonHentig และEllenbergerเสนอแนวคิดว่าลักษณะของอาชญากรมีความสัมพันธ์ กับเหยื่ออาชญากรรม โดย Von hentig ได้เขียนหนังสือเรื่อง The Criminal and His Victim และ Ellenberger ได้เขียนหนังสือ เรื่อง Relations psychologiques entre le criminal et savictime (Ellenberger, 1954 : 1) จากแนวคิดนี้ได้นำไปสู่การจำแนกประเภทของเหยื่ออาชญากรรม
Margery Fry ได้ศึกษาเหยื่ออาชญากรรมโดยรวบรวมข้อมูลทางวิจัยเกี่ยวกับความสูญเสียของเหยื่อ และได้พยายามเสนอโครงการการชดเชยค่าเสียหายแก่เหยื่อ (Fry, 1957 : 8)
Marvin Wolfgang
นักอาชญาวิทยาชาวอเมริกันได้กล่าวไว้ว่า ในการศึกษา เหยื่ออาชญากรรมควรพิจารณาถึงความหุนหันของเหยื่อที่ ผลักดันให้เหตุการณ์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น Wolfgang ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเหยื่ออาชญากรรมในคดีฆาตกรรมซึ่ง ปรากฏว่าเหยื่อได้มีส่วนยั่วยุทำให้ตนเองตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม (Wolfgang, 1958)
Walter C. Reckless
นักอาชญาวิทยาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ การศึกษาวิชาเหยื่ออาชญากรรมว่าควรพิจารณาถึงสาเหตุ ของการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมดัชนีความสูญเสียที่เกิดขึ้น แก่บุคคลและทรัพย์สินและการชดเชยค่าเสียหายให้แก่ผู้ตก เป็นเหยื่อ (Reckless, 1973 : 90-91)
Frank E. Hagan
นักอาชญาวิทยาอีกท่านกล่าวว่าการศึกษาศาสตร์ว่า ด้วยเหยื่อวิทยา หมายถึง การศึกษาเหยื่ออาชญากรรมหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกระบบงานยุติธรรมทอดทิ้ง (Hagan, 1986 : 169)
2.นักคิดส่วนใหญ่ที่ศึกษาด้านเหยื่อวิทยาเป็นนักอาชญาวิทยาซึ่งคุ้นเคยต่อการศึกษา เกี่ยวกับผู้กระทำผิดซึ่งผิดในที่นี้คือผิดกฎหมายอาญาเมื่อมาศึกษาถึงตัวเหยื่อจึงมุ่ง ศึกษาเหยื่อที่มาจากอาชญากร
3.เหยื่ออาชญากรรมเป็นภาพที่คนส่วนใหญ่ในสังคมรู้และเข้าใจมีตัวตนที่จะนำเอาผู้ที่ทำความเดือดร้อนให้แก่เหยื่อคือผู้กระทำผิด หรือ อาชญากรมาลงโทษได้
2. ทฤษฎี Live Style (รูปแบบของวิถีชีวิต) นักอาชญาวิทยา Gary Sensen & David Brownfield เชื่อว่ารูปแบบของวิถีชีวิตของคนทำให้ตนเป็น เหยื่ออาชญากรรมได้จากข้อมูลสถิติปรากฏว่า สาเหตุ การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมเกิดจาก การอยู่เป็นโสด การคบค้ากับชายหนุ่ม ไปเที่ยวตามสวนสาธารณะยามวิกาลและ อาศัยอยู่แถบชานเมือง
3. Routive Activities นักทฤษฎี Lawrence Cohen & Marcus Felson ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของคนทำให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้ จากแนวคิดที่ว่าทุกวันนี้คนหลายหลาก อยากฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อแก้แค้น ความโลภ และแรงจูงใจอื่น ๆ อาชญากรรมล่าเหยื่อ (Predatory Crime) คือ ประเภทอาชญากรรมที่รุนแรงต่อบุคคล หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของแต่ละบุคคลทำให้เกิด
ตารางแสดงความสัมพันธ์ของปัจจัยที่ทำให้เกิดการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม
ประเภทของเหยื่ออาชญากรรม
นักเหยื่อวิทยาได้แบ่งประเภทของเหยื่ออาชญากรรมไว้หลายรูปแบบทั้งนี้เนื่องจากแนวคิดของนักคิดแต่ละท่านที่ให้ความหมายคำว่า“เหยื่ออาชญากรรม”ว่าอย่างไร บางท่านนำหลักการมีส่วนร่วมหรือการมีส่วนร่วมหรือการมีส่วนรับผิดชอบต่อการเกิดอาชญากรรมเป็นหลัก บางท่านจำแนกโดยนำปัจจัย ทางกายภาพ จิตวิทยา และสังคมวิทยามาเป็นหลักในขณะที่บางท่านนำความรุนแรงของการกระทำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งประเภทเหยื่ออาชญากรรม ทั้งนี้อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังต่อไปนี้
1. ผู้เยาว์ คือ พวกที่อ่อนแอขาดประสบการณ์ ง่ายต่อการถูกหลอก เช่น กรณีเด็กตกเป็นเหยื่อของพ่อค้ายาเสพติด
2. ผู้หญิง เป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่สามารถต่อสู้กับเพศชายได้ ในกรณีผู้หญิงถูกข่มขืนและถูกทำร้ายร่างกาย
3. คนชรา ในที่นี้คือ ผู้สูงอายุ ซึ่งรวมทั้งเพศหญิงและชาย คนชรา เป็นผู้ที่อ่อนแอทั้งทางร่างกายและจิตใจมักตกเป็นเหยื่อ เกี่ยวกับทรัพย์
4. ผู้ที่เป็นโรคจิตหรือจิตบกพร่อง นอกจากตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมแล้วยังเป็นเหยื่อที่กระทำผิดต่อ ตนเองด้วย (Self victimizing victim) เนื่องจากบุคคลประเภทนี้ จิตใจไม่สมประกอบ ไม่มีการพิจารณาถึงเหตุและผลของการกระทำ
5. คนที่อพยพมาจากถิ่นอื่น เนื่องจากคนเหล่านี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมใหม่ซึ่งไม่คุ้นเคยมักตกเป็นเหยื่อของเจ้าของถิ่นฐานในด้านการหาผลประโยชน์และด้าน ความสัมพันธ์
6. ชนกลุ่มน้อย คนกลุ่มนี้มีสถานภาพคล้ายคลึงกับคนที่อพยพมาจากถิ่นอื่น มักได้รับความไม่เป็นธรรมทั้งด้านกฎหมายและความจริง
7. คนโง่โดยกำเนิด พวกนี้เกิดมาเพื่อตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยเฉพาะ
8. คนที่มีจิตใจหดหู่ พวกนี้จะตกเป็นเหยื่อ เนื่องจากสภาวะทางจิตใจอันหดหู่ของเขาเอง พวกไม่สมหวังในชีวิต คนหดหู่มักมีอาการที่เฉยเมย และจำยอมต่อการกระทำใดๆ ที่อาจ จะเกิดขึ้น
9. คนโลภ จัดอยู่ในประเภทพวกมีกิเลส ไม่รู้จักความพอดี ความเพียงพอ การตกเป็นเหยื่อ อาชญากรรมของเขา มีสาเหตุมาจากความโลภนั่นเอง
10. คนเสเพล พวกไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักควบคุมตัวเอง มีชีวิตอยู่ในสภาพการณ์ที่ล่อ แหลม มีภาวการณ์เสี่ยงในการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมตลอดเวลา
11. คนเปล่าเปลี่ยวและคนอกหักพวกนี้ต้องการเพื่อนและความสุขทำให้ตกเป็นเหยื่อของ คนจิตใจลามกได้
12. คนที่ตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน พวกที่ตกเป็นทาสของสิ่งเสพติดทั้งหลาย เช่น สุรา หรือ พวกที่มีร่างกายป่วย เจ็บ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น อัมพาต ทำให้บุคคล เหล่านี้ตกเป็น ภาระรับผิดชอบของคนอื่นในครอบครัว การเป็นภาระในบางขณะสามารถ นำไปสู่ชนวนระเบิดที่ นำไปสู่การตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้ในที่สุด
13. คนที่ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี คนพวกนี้มักถูกก้าวร้าวก่อนและไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีของตน


ผู้มีสิทธิได้รับค่าคุ้มครองแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ผู้เสียหายในคดีอาญา
ผู้ที่ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ จากการกระทำ ความผิดอาญาของผู้อื่นโดยผู้เสียหายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิดนั้น และไม่มีโอกาสได้รับการบรรเทาความเสียหายโดยวิธีอื่นใด เช่น ไม่สามารถจับตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ หรือจับได้แต่ผู้กระทำ ความผิด ไม่มีทรัพย์สินใดจะมาชดใช้ความเสียหายให้ เพื่อเป็นการบรรเทา ความเสียหายที่เกิดขึ้นผู้เสียหายหรือทายาทจึงมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนที่ จำเป็นและสมควรจากรัฐ
ค่าตอบแทนผู้เสียหายในคดีอาญา แบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีเสียชีวิต
- ค่าตอบแทนตั้งแต่ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- ค่าจัดการศพ จำนวน 20,000 บาท
- ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู ไม่เกิน 30,000 บาท
- ค่าเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควรแต่ไม่เกิน 30,000 บาท

2. กรณีทั่วไป
- ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ ไม่เกิน 30,000 บาท
- ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ ไม่เกิน 20,000 บาท
- ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการ งานได้ตามปกติจ่ายในอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท เป็นระยะเวลา ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ตามปกติ
- ค่าตอบแทนความเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา แบ่งเป็น 2 กรณี
1. กรณีเสียชีวิต
- ค่าทดแทน จำนวน 100,000 บาท
- ค่าจัดการศพ จำนวน 20,000 บาท
- ค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู จำนวนไม่เกิน 30,000 บาท
- ค่าเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

2. กรณีทั่วไป
- ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท หากความเจ็บป่วยนั้นเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี
- ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ให้จ่ายเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท หากความเจ็บป่วยนั้นเป็นผลโดยตรงจากการถูกดำเนินคดี
- ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในระหว่างถูกดำเนินคดีอัตราวันละไม่เกิน 200 บาท นับแต่วันที่ไม่สามารถประกอบกิจการงานได้ตามปกติ
- ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินคดี ได้แก่ ค่าทนายความเท่าที่จ่ายจริงในอัตรา ไม่เกินกฎกระทรวงกำหนดค่าใช้จ่ายอื่นเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท โดยยื่นคำขอตามแบบและเอกสารภายในกำหนดเวลา ดังนี้
1. ในกรณีผู้เสียหาย ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายได้รู้ถึงการกระทำความผิด
2. ในกรณีจำเลย ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องเพราะ ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือวันที่มีคำพิพากษา อันถึงที่สุดในคดีนั้นว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด


กรณีผู้เสียหายหรือจำเลยในคดีอาญาไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตน เองได้ ให้ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้อนุบาล ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นหนัง สือจากผู้เสียหายหรือจำเลย สามารถยื่นคำขอแทนได้ หากบุคคลใดยื่น คำขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย โดยแสดง ข้อความ หรือพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนต้องอยู่ใน ประเภทความผิดดังต่อไปนี้

1. ความผิดเกี่ยวกับเพศ
2. ความผิดต่อชีวิต
3. ความผิดต่อร่างกาย
4. ความผิดฐานทำให้แท้งลูก
5.ความผิดฐานทอดทิ้งเด็ก

เอกสารจำเป็นที่ผู้เสียหายต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีขอรับค่าตอบแทน
เอกสารจำเป็นที่จำเลยต้องยื่นต่อเจ้าหน้าที่ในกรณีขอรับค่าทดแทนและค่าใช้จ่าย
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ของผู้เสียหายและผู้ยื่นคำขอ)
3. สำเนาทะเบียนสมรส
4. สำเนาสูติบัตร
5. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ / สกุล
6. หนังสือมอบอำนาจ
7. หนังสือให้ความยินยอมของทายาทอื่นในการยื่นคำขอรับค่าตอบแทนผู้เสียหาย กรณีมีทายาทผู้มีสิทธิ ยื่นคำขอในกรณีเดียวกันหลายคน
8. ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาล
9. สำเนาใบรับรองแพทย์
10. รายงานการสอบสวนของสถานีตำรวจ และบันทึกประจำวันการแจ้งความ
11. สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย)
12. สำเนาใบชันสูตรแพทย์ หรือใบชันสูตรพลิกศพ
13. หลักฐานการมีรายได้ในกรณีประกอบอาชีพ
14. หลักฐานการได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากหน่วยงานอื่น

1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ของผู้เสียหายและผู้ยื่นคำขอ)
3. สำเนาทะเบียนสมรส
4. สำเนาสูติบัตร
5. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ / สกุล
6. หนังสือมอบอำนาจ
7.หนังสือให้ความยินยอมของทายาทอื่นในการยื่นคำขอรับค่าทดแทนและค่า ใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญากรณีมีทายาทผู้มีสิทธิยื่นคำขอในกรณีเดียวกัน หลายคน
8. ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลและอื่นๆถ้ามี
9. สำเนาใบรับรองแพทย์
10.คำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำ ผิด หรือการกระทำของจำเลย ไม่เป็นความผิด หรือปรากฏหลักฐานชัดเจน ว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิดและมีการถอนฟ้องในระหว่าง ดำเนินคดี
11. หมายขังและหมายปล่อย
12. หนังสือรับรองคำพิพากษาถึงที่สุด
13. สัญญาจ้างว่าความหรือหนังสือรับรองว่าจ้างว่าความ
14. สำเนาใบแต่งทนาย (รับรองโดยเจ้าหน้าที่ศาล)
15. สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีจำเลยถึงแก่ความตาย)
16. สำเนาใบชันสูตรแพทย์
17. หลักฐานการมีรายได้
18. หลักฐานการได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากทางอื่น

คดี "ซีอุย" ฆาตกรวิปริตหรือแพะรับบาป
คดีฆ่าโหดสาวใน มช. มัดศพติดต้นไม้
คดีส้มเกลี้ยง สร้อยพลาย ค่อมผู้น่าสงสาร
บทวิเคราะห์การตกเป็นแพะรับบาป กับความผิดพลาดของกระบวนการ ยุติธรรมไทย
จากการศึกษาข้างต้นทำให้ทราบว่า กระบวนการทำ ให้ กลายเป็น “แพะรับบาป” ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวของ กระบวนการยุติธรรมนั้น มักจะเกิดขึ้นจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้
1. เกิดขึ้นในชั้นของการสืบสวนสอบสวนและการเก็บพยานหลักฐานของตำรวจ

การสืบสวนสอบสวนและการเก็บพยานหลักฐาน เป็นการแสวงหาข้อเท็จจริงและ พยานหลักฐานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะทำให้ทราบรายละเอียดแห่งความผิดที่เกี่ยว กับคดีนั้นๆซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวน และเก็บพยานหลักฐานคือเจ้าหน้าที่ ตำรวจ หากเกิดความผิดพลาดในการเก็บพยานหลักฐาน ก็จะส่งผลต่อกระบวนการ พิสูจน์หลักฐานโดยความผิดพลาดดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักฐานที่นำมาพิสูจน์ เพราะหลักฐานต่างๆที่นำมาพิสูจน์เพื่อหาข้อเท็จจริงนั้นจะต้องเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้อง กับเหตุแห่งความผิดหรือเป็นเบาะแสที่สามารถนำไปสู่การไขคดี หากพยานหลักฐานที่นำ มาพิสูจน์ไม่ถูกต้องก็จะทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปและอาจส่งผลให้จับตัวคนร้ายผิดคนได้ ซึ่งความผิดพลาดนี้อาจจะพบในกระบวนการของชั้นแพทย์ เช่น การตรวจพิสูจน์ DNA ร่องรอยบาดแผล กระบวนการพิสูจน์เอกสาร หรือกระบวน การอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับคดี

2. เกิดจากตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
2.1 เกิดจากประสบการณ์ทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
สำหรับในด้านการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นอาจต้อง อาศัยประสบการณ์และไหวพริบในการทำงานพอสมควร เนื่องจากการค้นหาข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานจะต้องมีความ แม่นยำและต้องเกี่ยวข้องกับรูปคดีโดยตรง ซึ่งหากเป็นเจ้าหน้าที่ ตำรวจที่อ่อนประสบการณ์อาจจะจับคนร้ายผิดตัว เนื่องจาก ไม่ได้พิจารณาให้รอบคอบเกี่ยวกับพยานหลักฐานหรือปัจจัย อื่นๆ ส่งผลให้คนที่ถูกจับมานั้นกลายเป็นแพะรับบาปแทน
คนร้ายตัวจริง
2.2 เกิดความคิดผิดชั่ววูบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เนื่องจากความโลภที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของบุคคล กล่าวคือ เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับสินบนโดยวิธีการอันทุจริตหรือวิธีการอันผิดกฎหมาย หรือโดยอำนาจของผู้มีอิทธิพล จึงมีการจับตัวผู้บริสุทธิ์แล้วนำมากล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ ความผิดและทำให้ผู้กระทำความผิดตัวจริงกลายเป็นผู้ บริสุทธิ์
2.3 เกิดความกดดันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องใช้ความ สามารถต่างๆเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง และหาก เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถหาพยานหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องได้นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจก็อาจได้รับความ กดดันจากสังคม หรือจากผู้บังคับบัญชาของตน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหาบุคคลอื่นมารับเคราะห์เป็นผู้กระทำความผิดแทน เพื่อต้องการที่จะปิดคดี โดยเร็ว
Full transcript