Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

เด็กที่มีบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Physically Handicapped)

No description
by

suwanan insuwan

on 7 September 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of เด็กที่มีบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Physically Handicapped)

เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
หมายถึง ผู้ที่มีร่างกายพิการ ผิดปกติทาง
แขนขาลำตัวรวมไปถึงศีรษะหรือผู้ที่มีปัญหา
ทางสุขภาพ ซึ่งทำให้ต้องได้รับการศึกษา
พิเศษรวมถึงการฝึกฝนวัสดุอุปกรณ์และ
บริการต่างๆเป็นพิเศษแต่ไม่หมายรวมถึง
ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาหรือการได้ยิน (Hallahan & Kauffiman,1994:386)
ประเภทของความพิการทางร่างกาย
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
(Physically Handicapped)

สุรินทร์ ยอดคำแปง (2544:41-43) ได้สรุปไว้ว่า อาการบกพร่องทางร่างกายที่มักจะพบบ่อยๆ ได้แก่
1. ซีพี (CP) หรือซีริบรัลพัลซี่ (Cerebral Palsy)
หมายถึง การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาท
ส่วนกลาง สมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่
กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอดระหว่างคลอดหรือ
หลังคลอดซึ่งทำให้เกิดกลุ่มอาการผิดปกติอย่างถาวร
ส่งผลให้การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
สูญเสียหรือบกพร่อง เช่น การเคลื่อนไหว
การพูดพัฒนาการล่าช้า

1.1 ประเภทของ Cerebral Palsy (CP)
1.1.1 แบ่งตามความสามารถในการใช้แขนขา มี 7 ประเภท คือ
(1) Hemiplegia เป็นอัมพาตครึ่งซีกอาจจะเป้มอัมพาตร่างกายซีกซ้าย
หรือซีกขวา ซีกใดซีกหนึ่ง อัมพาตประเภทนี้จะมีประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์
(2) Diplegia เป็นอัมพาตที่ขา 2 ข้าง คือ แขน 2 ข้างแต่มักจะเป็นอัมพาตที่
ขามากกว่าแขน มีคนเป็นอัมพาตประเภทนี้ประมาณ 1.-20 เปอร์เซ็นต์
(3) Quadriplegia เป็นอัมพาตที่ขา แขน ทั้ง 4 ข้างผู้ที่เป็นมีประมาณ 1.-20 %
(4) Paraplegia เป็นอัมพาตที่ขาทั้งสองข้าง ผู้ที่เป็นมีประมาณ 10-20%
(5) Monoplegia แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่งเป็นอัมพาต
(6) Triplegia แขน หรือขา 3 ข้างเป็นอัมพาต
(7) Double Hemiplegia เป็นอัมพาตทั้งสองซีก มักจะเป็นที่แขนมากกว่าขา

1.1.2 แบ่งตามความสามารถในการเคลื่อนไหว มี 6 ประเภท คือ
(1) Spasticity การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่ประสมประสารกัน ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
ตามที่ต้องการผู้ที่เป็นมีถึง 50%
(2) Athetosis ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อได้ มีอาการกระตุกหรือบิดไปบิด
มาโดยเฉพาะนิ้วมือและข้อมือจะมีอาการดังกล่าวตลอด ผู้ที่เป็นมีประมาณ 25%
(3)Ataxiaการทำงานของกล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อย่อยเป็นไปอย่างเชื่องช้างุ่มง่าม
การเคลื่อนไหวจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้างุ่มง่าม ขาดสมดุล ผู้ที่เป็นมีประมาณ 25%
(4) Rigidity กล้ามเนื้อตึงตัวตลอดเวลาทำให้เกิดอาการเกร็ง ตัวแข็ง ผู้ที่เป็นมีเพียงจำนวนน้อย
(5)Rtemorไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ต้องการได้จังหวะในการเคลื่อนไหว
ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ตัวสั่น มีผู้เป็นเพียงจำนวนน้อย
(6) Mixed มักจะเกิดอัมพาตแบบผสมเช่น เป็นอัมพาตชนิด Spasticity ที่ขาและ Rigidity ที่แขน เป็นต้น

1.2 กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy) เกิดจากประสาทสมองส่วนที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้น ๆ
เสื่อมสลายตัว ทำให้กล้ามเนื้อแขนขาค่อยๆ อ่อนแรง
เด็กจะเดินหกล้อมบ่อย เดินแขย่งปลายเท้าขาไม่มีแรงยืน
หรือเดินไม่ตรง
1.3 โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic) ที่พบบ่อยได้แก่
1.3.1 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Foot)
กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน กระดูกไขสันหลังผิดปกติ (Spina Bifida) ซึ่งทำให้เส้นประสาทสำคัญถูกทำลายไปบางส่วนจึงทำให้เส้นประสาททำงานผิด
ปกติไปด้วย
1.3.2 ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ เช่น วัณโรค กระดูก
หลังโก่ง กระดูกหมู เป็นต้น
1.3.3 กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักแสบ มีความพิการเนื่องจากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องหรือทันท่วงทีภายหลังได้รับบาดเจ็บ

1.4 โปลิโอ (Poliomyelitis)
1.5 แขนขาด้วนแต่กำเนิด (Limb Deficiency) รวมถึงเด็กที่เกิดมาด้วยลักษณะของอวัยวะที่มีความเจริญเติบโต
ผิดปกติ เช่น นิ้วมือติดกัน 3-4 นิ้ว มีแค่แขนท่อนบนต่อกับนิ้วมือ
ไม่มีข้อศอก หรือเด็กที่แขขาด้วนเนื่องจากประสบอุบัติเหตุ
และการเกิดอันตรายในวัยเด็ก
1.6 โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesisi Imperfecta)
เป็นความผิดปกติของกระดูก กระดูกไม่สมบูรณ์และไม่เจริญเติบโตเต็มที่
ตัวเตี้ย ลักษณะของกระดูกผิดปกติกระดูกยาวบิดเบี้ยวนอกจากนี้กระดูก
ยังเปราะและหักง่ายกว่ากระดูกของคนทั่วไป
2.ความบกพร่องทางสุขภาพ
2.1 Asthma เป็นโรคปอดชนิดหนึ่งและพบบ่อยในเด็ก
อาการที่ปรากฏชัด ได้แก่ ระบบหายใจอักแสบ
ทางเดินของลมหายใจถูกปิดกั้นทำให้หายใจลำบาก




2.2 Epilepsy(โรคลมชัก)การชักของเด็กอาจเกี่ยวข้อง
กับความบกพร่องทางร่างกาย เช่น อัมพาตทางสมอง
หรือเนื้องอกในสมอง การชักเกิดจากเซลล์ประสาทในสมอง
ได้รับการกระตุ้นมากเกินไป


2.3 Hemophiliaมักจะเป็นกับเด็กผู้ชายหากเด็กได้รับบาดแผล
เลือดจะไหลและไม่หยุดง่ายๆ




2.4 Cardiac Comditions สภาพของหัวใจไม่ปกติ เด็กบางคนมีหัวใจพิการมาแต่กำเนิด

2.5โรคเบาหวาน(Diabetes)อาจเกิดจากกรรมพันธ์หรือตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอจึงไม่สามารถเผาผลาญน้ำตาลได้ตามปกติ






2.6Cancer(โรคมะเร็ง)โรคมะเร็งในเด็กส่วนมากที่พบเป็นมะเร็ง
ในเม็ดโลหิต และเนื้องอกในดวงตา สมอง กระดูกและไตเด็กอาจมี
ปัญหาทางอารมณ์ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดลงมากในเวลาอันรวดเร็ว ปวดศีรษะบ่อยๆเป็นต้นเนื่องจากเด็กต้องเข้ารับการรักษาในสภาพ
พยาบาลอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นอุปสรรคต่อการเรียนของเด็กในโรงเรียนปกติ

ลักษณะบางอย่างของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพที่พอสังเกตได้แบ่งเป็น (สุรินทร์ ยอดคำแปง,2547 : 49-50)
1. ลักษณะของเด็กบกพร่องทางกาย มีดังนี้
1.1 แสดงความผิดปกติทางร่างกายเป็นที่น่าสังเกตอย่างเด่นชัด
1.2 มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
1.3 เท้าบิดผิดรูป
1.4 กระดูกสันหลังโค้งงอ
1.5 กลไกเคลื่อนไหวมีปัญหา
1.6 ท่าเดินคล้ายกรรไกร คือ เข่าชิดปลายเท้าแยกจากกัน
1.7 สวมรองเท้าขาเหล็ก หรือเบรส
1.8 สูญเสียการควบคุมกล้ามเนื้อหรือการประสานงานของร่างกาย
1.9 อาการเคลื่อนไหวสั่นหรือกระตุก
1.10 การทรงตัวของร่างกายทั้งสองข้างไม่สมดุลกัน
1.11 เดินขากะเผลกหรืออึกอาดเชื่องช้า

2. ลักษณะของเด็กบกพร่องทางสุขภาพ มีดังนี้
2.1 มีอาการเหนื่อยง่าย
2.2 ชักช้าและขาดความคล่องแคล่ว
2.3 มักหายใจขัดหลังการออกกำลังกาย
2.4 มีอาการชักบ่อยๆ
2.5 เป็นลมง่าย
2.6 มักมีอาการเจ็บภายในแขน/ขาหรือข้อต่อ
2.7 อาการไข้ต่ำ ๆ เป็นหวัดบ่อย
2.8 ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
2.9 หน้าแกงง่ายมีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปาก/ปลายนิ้ว
2.10 บ่นปวดหลังบ่อยๆ

ลักษณะทางจิตวิทยาและพฤติกรรมของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย
1. เชาวน์ปัญญา เชาวน์ปัญญาของเด็กที่มีความบกพร่องทางกายจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับว่าเขามีความพิการ
เกี่ยวกับระบบสมองด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ เชาวน์ปัญญาของเขาจะไม่แตกต่างไปจากคนปกติ
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เด็กที่ร่างกายพิการอาจมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างไปจากเด็กปกติหากเขาไม่มีความพิการทางระบบประสาทหรือสมองร่วมด้วยและมีโอกาสได้เข้าโรงเรียนและได้รับการสอนที่เหมาะสมก็
อาจจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเด็กปกติก็ได้
3. บุคลิกภาพ จากการศึกษาไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กที่มีความพิการทางกายจะมีบุคลิกภาพแบบใด บุคลิกภาพของเขาจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาที่สังคมและครอบครัวมีต่อเขา และที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง คือ เด็กมีความรู้สึกและปฏิกิริยาอย่างไรต่อตัวของเขาเอง เด็กที่ยอมรับความบกพร่องของตน ก็จะเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเองให้เหมาะสมกับสภาพของตน มีเป้าหมายของตนเองและพยายามทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อนให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

การจัดการศึกษาและการให้บริการเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
ในการจัดให้การศึกษาแกเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพควรพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
1. หลักสูตรสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง พิการทางกาย จุดมุ่งหมายและเนื้อหาของหลักสูตรจะขึ้นอยู่
กับระดับความพิการของเด็ก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน 3 ประการ คือ
1.1 ให้เด็กมีทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวันและทักษะในการเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหว ให้เด็กช่วยเหลือตนเองมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
1.2 ให้เด็กมีทักษะพื้นฐานทางวิชาการ
1.3 ให้เด็กได้รับการศึกษาสูงขึ้นไป และมีทักษะทางอาชีพ
2. การบำบัดเด็กที่มีความบกพร่องทางกาย มีหลายวิธี เช่น
2.1 การรักษาทางยา
2.2 กายภาพบำบัด เป็นการฝึกให้เด็กสามารถใช้กล้ามเนื้อได้อย่างประสานกัน อาจบำบัดโดยการใช้ความร้อน ความเย็น การนวด และการออกกำลังกาย
2.3 อาชีวบำบัด เป็นการฝึกให้เด็กมีนิสัยในการทำงานและฝึกทักษะทีจำเป็นในการประกอบอาชีพ
2.4 จิตบำบัด เพื่อให้สามารถปรับตัวได้
2.5 อรรถบำบัด ให้การบำบัดแก้ไขปัญหาการพูด ให้สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการพูดและการสื่อสาร
3. การฝึกทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยการฝึกใช้อวัยวะเทียม หรืออุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
4. การดัดแปลงพฤติกรรม ใช้หลักจิตวิทยาเข้ามาช่วยปรับและเสริมกำลังใจเพื่อให้เด็กสามารถทำพฤติกรรมที่เหมาะสมได้

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการทางร่างกายและสุขภาพ
1. หลักสูตรการเรียนการสอน ใช้หลักสูตรปกติ อาจเปลี่ยนแปลงกิจกรรมในบางวิชา เช่น พลศึกษาควรเปลี่ยนแปลงกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพความพิการของเด็กแต่ควรให้เด็กได้เลนกีฬา
โดยเน้นให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อออกกำลังกาย นันทนาการเช่นเด็กปกติ
2. การจัดชั้นเรียน
2.1เด็กที่มีความพิการน้อยสามารถจัดให้เข้าเรียนร่วมในโรงเรียนปกติโดยมีเครื่องช่วยในการเรียนเช่นอุปกรณ์ที่ดัดแปลงให้เด็กสามารถเรียนรู้สะดวกขึ้น ได้แก่ โต๊ะเก้าอี้ ที่ดัดแปลงแล้ว มีเครื่องช่วยในการเขียนหนังสือ และมีเครื่องช่วยในการเคลื่อนไหวเป็นต้น
2.2 เด็กที่มีความพิการมากระดับปานกลาง ซึ่งต้องการสถานที่เรียนเหมาะสมกับสภาพความพิการ อาจจัดเป็นชั้นพิเศษเฉพาะในโรงเรียนปกติ ซึ่งเด็กสามารถทำกายภาพบำบัดในห้องเรียนได้ มีครูการศึกษาพิเศษที่มีความรู้เฉพาะดูแล และทำการสอนร่วมกับครูทั่วไป
2.3 เด็กที่มีความพิการระดับรุนแรง อาจจัดเป็นโรงเรียนพิเศษเฉพาะ ซึ่งมีครูการศึกษาพิเศษ ทำการสอน และมีนักกายภาพบำบัด ดูแลเด็กด้วย
2.4 สำหรับเด็กที่มีปัญหาทางสุขภาพอาจจัดเป็นชั้นพิเศษในโรงพยาบาลหรือสถาบัน หรือมีครูเดินสอนตามเตียง เพื่อมิให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา

โรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางร่างกายสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน คือ
1) โรงเรียนศรีสังวาล
โครงการจัดชั้นพิเศษในโรงพยาบาล ได้แก่
1) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์
2) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล ศิริราช
3) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล เลิศสิน
4) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล เด็ก
5) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล ราชวิถี
6) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล ขอนแก่น
7) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล มหาราชนครเชียงใหม่
8) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล ธัญญารักษ์
9) โครงการสอนเด็กเจ็บป่วยโรงพยาบาล ศรีนครินทร์

การแนะแนวผู้ปกครองของเด็กพิการทางร่างกายและสุขภาพ
เนื่องจากเด็กมีความต้องการการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายนอกจากการ
ทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัดและพ่อแม่
ควรได้รับคำแนะนำจากครูที่ได้รับการอบรมจากนักกายภาพบำบัดหรือได้รับคำแนะนำ
จากนักกายภาพบำบัดโดยตรง เพื่อนำมาช่วยเหลือและทำกายภาพบำบัดที่บ้าน เด็กจึงได้รับการบำบัดจากหลายแรง และได้รับการบำบัดเกือบตลอดเวลา สิ่งที่ พ่อ
แม่ ควรรู้ และควรช่วยเหลือเด็กที่บ้าน คือช่วยเหลือเด็กในการปรับท่าทางโดยการ
ใช้ไม้ค้ำยัน ให้เครื่องพยุง ใช้รองเท้าพิเศษ และอื่นๆ พ่อ แม่ ต้องไม่โอ๋หรือระมัดระวัง
เกินเหตุ ควรให้เด็กรู้จักช่วยตัวเองบ้าง เช่น ควรให้เด็กได้ใช้ความ
พยายามในการเดินเอง มีหกล้มบ้าง เหมือนเด็กทั่วไป เพื่อนให้รู้จัก
ลุกขึ้นยืนเอง รู้จักระมัดระวังมากขึ้น เรียนรู้สภาพการณ์ที่เป็นจริง
ที่สุด และจะให้ช่วยตัวเองได้ในอนาคต
Full transcript