Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

JC302 เค้าโครงงานวิจัย

No description
by

Athiwat Kochapoom

on 19 February 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of JC302 เค้าโครงงานวิจัย

เค้าโครงงานวิจัย
ยุทธวิธีการสื่อสารประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณี
จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70 เพื่อสร้างความรู้
ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมของนักศึกษา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บทที่ 1
บทนำ
บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
บทที่ 3
ระเบียบวิธีวิจัย

สมาชิกกลุ่ม
นางสาวพรภัทรา ภาณุนันทน์ 5407520062
นายอธิวัฒน์ คชภูมิ 5407520104
นางสาวชโลธร พิชิตพรชัย 5407610046
นางสาวปวันรัตน์ สุคนธ์ภัทร 5407610053
นางสาวอนงค์นาถ เผือกเพ็ชร์ 5407610632
นางสาวพิชญาภรณ์ ฤทธิเดช 5407611770

วส. 302 ความรู้เบื้องต้นทางการวิจัยการสื่อสาร
1) แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
1.1) ความหมายการประชาสัมพันธ์
1.2) ลักษณะของการประชาสัมพันธ์
1.3) ประเภทของการประชาสัมพันธ์
2) แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP)
3) งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
4) กรอบแนวคิดของงานวิจัย

แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP)
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ความหมายของการประชาสัมพันธ์
การประชาสัมพันธ์ มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษ คือ Public Relations ถ้าแปลความหมายแล้ว การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) หมายถึง การสัมพันธ์กับคนหมู่มาก เอ็ดเวิร์ด แอล.เบอร์เนส์(Edward L. Bernays) ให้ความหมายการประชาสัมพันธ์ ไว้ 3 ประการ ได้แก่
1.เป็นการเผยแพร่ ชี้แจงให้ประชาชนทราบ
2.เป็นการชักจูงใจให้ประชาชนมีส่วนร่วม และเห็นด้วยกับวัตถุประสงค์ ตลอดจนวิธีการดำเนินงานของสถาบัน หรือหน่วยงาน
3.เป็นการผสมผสานความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้อง ให้เข้ากับจุดมุ่งหมายและวิธีการดำเนินงานของสถาบัน

สรุปได้ว่า การประชาสัมพันธ์ หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงาน หรือองค์กรและกลุ่มประชาชนเป้าหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจอันถูกต้องในอันที่จะสร้างความเชื่อถือ ศรัทธา และความร่วมมือตลอดจนความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานของหน่วยงานนั้นๆ บรรลุเป้าหมาย
ลักษณะของการประชาสัมพันธ์
1. การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารสองทาง (Two-way communication)
2. การประชาสัมพันธ์อาจมีกลุ่มเป้าหมายหลายกลุ่ม (Multiple target group)
3. การประชาสัมพันธ์เป็นการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจ
4. การประชาสัมพันธ์เป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
5. การประชาสัมพันธ์เป็นการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ
ประเภทของการประชาสัมพันธ์
1. การประชาสัมพันธ์ภายใน (Internal Public Relations) คือ การสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มบุคคลภายในสถาบันเอง
2. การประชาสัมพันธ์ภายนอก (External Public Relations) คือ การสร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนภายนอก กลุ่มต่าง ๆ อันได้แก่ประชาชนทั่วไป และประชาชนที่องค์การสถาบันเกี่ยวข้อง
ทฤษฎีนี้ เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวแปร 3 ตัว คือ ความรู้ (Knowledge) ทัศนคติ (Attitude) และ การยอมรับปฏิบัติ (Practice) ของผู้รับสารอันอาจมีผลกระทบต่อสังคมต่อไป จากการรับสารนั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงทั้งสามประเภทนี้ จะเกิดขึ้น ในลักษณะต่อเนื่อง กล่าวคือ เมื่อผู้รับสารได้รับสารก็จะทำให้เกิดความรู้ เมื่อเกิดความรู้ขึ้น ก็จะไปมีผลทำให้เกิด ทัศนคติ และขั้นสุดท้าย คือ การก่อให้เกิดการกระทำ
แนวคิดเรื่องความรู้
ความรู้ (Knowledge)เป็นการรับรู้เบื้องต้น ซึ่งบุคคลส่วนมาก จะได้รับผ่าน ประสบการณ์ โดย การเรียนรู้ จาก การตอบสนองต่อสิ่งเร้า (S-R) แล้วจัด ระบบเป็นโครงสร้าง ของ ความรู้ ที่ผสมผสานระหว่าง ความจำ (ข้อมูล) กับ สภาพจิตวิทยา ด้วยเหตุนี้ ความรู้จึงเป็นความจำ ที่เลือกสรร ซึ่งสอดคล้อง กับ สภาพจิตใจ ของตนเอง
แนวคิดเรื่องทัศนคติ
สรุป ทัศนคติ ในงานที่นี้เป็นเรื่องของจิตใจ ท่าที ความรู้สึกนึกคิด และความโน้มเอียงของบุคคล ที่มีต่อข้อมูลข่าวสาร และการเปิดรับ รายการกรองสถานการณ์ ที่ได้รับมา ซึ่งเป็นไปได้ทั้งเชิงบวก และเชิงลบ ทัศนคติ มีผลให้มีการแสดง พฤติกรรม ออกมา จะเห็นได้ว่า ทัศนคติ ประกอบด้วย ความคิดที่มีผลต่ออารมณ์ และความรู้สึกนั้น ออกมาโดยทางพฤติกรรม
ความสัมพันธ์ระหว่าง ทัศนคติ กับ พฤติกรรม (Attitude and Behavior)
ทัศนคติ กับพฤติกรรมมีความสัมพันธ์ มีผลซึ่งกันและกัน กล่าวคือ ทัศนคติ มีผลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ในขณะเดียวกัน การแสดงพฤติกรรมของบุคคลก็มีผลต่อ ทัศนคติ ของบุคคลด้วย
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติ เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เกิดพฤติกรรม ทั้งนี้เพราะ เทรียนดิส ( Triandis,1971 ) กล่าวว่า พฤติกรรมของบุคคล เป็นผลมาจาก ทัศนคติ บรรทัดฐานของสังคม นิสัย และผลที่คาดการเปลี่ยนแปลง ทัศนคติ โดย การสื่อสาร (Attitude Change: Communication)

แนวคิดเรื่องพฤติกรรม
พฤติกรรม (Behavior) คือ กริยาอาการที่แสดงออกหรือปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเผชิญกับสิ่งเร้า (Stimulus) หรือสถานการณ์ต่าง ๆ อาการแสดงออกต่าง ๆ เหล่านั้น อาจเป็นการเคลื่อนไหวที่สังเกตได้หรือวัดได้ เช่น การเดิน การพูด การเขียน การคิด การเต้นของหัวใจ เป็นต้น ส่วนสิ่งเร้าที่มากระทบแล้วก่อให้เกิดพฤติกรรมก็อาจจะเป็นสิ่งเร้าภายใน (Internal Stimulus) และสิ่งเร้าภายนอก (External Stimulus)
สำหรับการศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้รับสารนั้น ในงานวิจัยนี้ได้ดูพฤติกรรมผู้รับสารผ่านพฤติกรรมที่มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งจะทำให้เราทราบถึงประสิทธิภาพของสารและสื่อที่ได้วางแผนสื่อสารออกไป ว่าสามารถสร้างความตระหนักรู้ เปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้รับสารได้มากน้อยเพียงใด สื่อประชาสัมพันธ์มีส่วนทำให้นักศึกษาธรรมศาสตร์ตัดสินใจ และมีแนวโน้มจะไปร่วมงานฟุตบอลประเพณีมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถศึกษาและวัดผลได้จากพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายนั่นเอง
การศึกษา วิเคราะห์และประเมินผลการรับทราบสื่อสาธารณะเกี่ยวกับโรคและภัยสุขภาพ ปี 2554

ใช้วิธีการรวบรวม ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม การวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากพื้นที่ภาคต่างๆ รวม 4 ภูมิภาคได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคใต้ ด้วยการสนทนากลุ่มจากตัวแทนประชาชนในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ ผู้สูงวัย วัยกลางคน วัยหนุ่มสาว อาสาสมัครสาธารณสุข ประจําหมู่บ้าน
ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบแนวทางในการมีส่วนร่วมของชมุชนในรูปของชมรมที่จําแนกตามกลุ่มวัยต่างๆ โดยมีผู้ปฏิบัติการ อย่างเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน (อสม.) เป็นผู้ช่วยสําคัญ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างแข็งขันในการทําให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ หันมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง อสม. จึงเป็นตัวอย่างของกลุ่มเป้าหมายที่มีความรู้และสามารถนําความรู้ไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและเผยแพร่ พฤติกรรมสุขภาพไปยังผู้อื่น อย่างไรก็ตาม พบว่าข่าวสารแพร่กระจายเร็วทําให้ประชาชนมีการป้องกันตัวได้ดี เช่น พฤติกรรม ป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ผ่านมา ทําให้เกิดพื้นฐานการปฏิบัติตัวเพื่อการป้องกันได้แก่ การล้างมือ ซึ่งสามารถป้องกันโรคอื่นๆ ที่ นอกเหนือจากไข้หวัดใหญ่ได้ และการรวมกลุ่มออกกําลังกาย การรณรงค์ให้รับประทานผักผลไม้เพื่อแก้ปัญหาโรคเรื้อรัง แต่หากมี ข่าวลือไม่ดี เช่น การตายจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัด กรมควบคุมโรคต้องเร่งระดมอย่างแข็งขันเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งคาดการณ์สถานการณ์อันไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นขณะทําการเผยแพร่ข่าวสารโรคและภัยสุขภาพอย่าง เป็นเชิงรุกด้วย

การศึกษาวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์เพื่อการสร้างภาพลักษณ์แก่องค์กร กรณีศึกษาโครงการโรงเรียนในฝันของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน)”

มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์การเปิดรับข่าวสารและความคิดเห็นของประชาชนชุมชนบ้านบางโหนด ต่อโครงการโรงเรียนในฝัน (โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด) ของบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (in-depth interview) ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ และใช้การวิจัยเชิงสํารวจ (survey research) โดยใช้แบบสอบถาม จํานวน 400 ชุด เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในเขตชุมชนบ้านบางโหนด ตําบลขนอม อําเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช
จากผลการศึกษาพบว่ากลยุทธ์การประชาสัมพนธ์ของโครงการโรงเรียนในฝันเน้นกลยุทธ์การใช้สื่อประชาสัมพันธ์ โดยจะใช้สื่อแบบผสมผสานแต่จะเน้นไปที่สื่อบุคคล ซึ่งได้แก่ ผู้นําทาง ความคิด ซึ่งเป็นบุคคลในท้องถิ่นเดียวกันถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารทําให้มีความเข้าใจถ่องแท้ เพื่อ เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย และเน้นสื่อกิจกรรมเพื่อให้กลุ่ม เป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมของโครงการฯ
การเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนในฝัน (โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนในฝันจากสื่อบุคคล ในระดับสูงสุด รองลงมาคือ สื่อโทรทัศน์และสื่ออินเทอร์เน็ต สรุปได้ว่า การใช้กลยุทธ์การ ประชาสัมพันธ์กับการเปิดรับข่าวสารของประชาชนชุมชนบ้านบางโหนด มีความสอดคล้องกัน โดยการเลือกใช้สื่อบุคคลเป็นสื่อหลัก
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนในฝัน (โรงเรียนชุมชนบ้านบางโหนด) พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการโรงเรียนในฝันว่า เป็นโครงการที่ทําให้ คุณภาพการศึกษาของเยาวชนในชุมชนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนในชุมชนบ้านบางโหนด ได้รับประโยชน์จากโครงการโรงเรียนในฝัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพด้านการศึกษาของชุมชนที่ดีขึ้น ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องทุนการศึกษามากขึ้น สําหรับนักเรียนผู้ที่ด้อยโอกาส เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ให้ประชาชนในชุมชนเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อบรษัทปตท.จํากัด (มหาชน)เป็นองค์กร ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน และเป็นองค์กรที่จัดโครงการดีๆ เพื่อตอบแทนสังคม นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนชุมชนบ้านบางโหนดมีความต้องการให้องค์กรเข้ามาช่วยสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้ประชาชนในชุมชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ที่มาและความสำคัญ
งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทั้งสองมหาลัยมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน
การประชาสัมพันธ์งานก็เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกมหาลัยซึ่งผู้ที่เป็นตัวแทนในการประชาสัมพันธ์งานคือทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นตัวแทนมหาลัย

ที่มาและความสำคัญ
ในปี2556นั้นเป็นปีแรกที่มีการตั้งตำแหน่ง แม่ทัพเชียร์ธรรมศาสตร์ประจำงานฟุตบอลประเพณี ซึ่งแม่ทัพเชียร์มีหน้าที่เป็นผู้นำในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและภายนอกมหาวิทยาลัยจนเกิดความรู้เกี่ยวกับข้อมูลของ งาน ทัศนคติที่ดีของงาน จวบจนไปถึงมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมงาน และยังเป็นผู้ถือไมค์ นำการร้องเพลงเชียร์และเอนเตอร์เทนชาวธรรมศาสตร์บนแสตนเชียร์ในวันแข่งขันฟุตบอล ประเพณีด้วย
คณะผู้จัดทำได้นำแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) มาเป็นแนวทางในการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ว่ากระบวนการการประชาสัมพันธ์ส่งผลต่อความรู้เกี่ยวกับงานฟุตบอลประเพณีและสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับงานจนส่งผลให้เกิดแนวโน้ม พฤติกรรมการเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่70หรือไม่

ปัญหาการนำวิจัย
การสื่อสารประชาสัมพันธ์มีผลต่อความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 70 หรือไม่
วัตถุประสงค์การวิจัย
ศึกษาอิทธิพลของการประชาสัมพันธ์ที่มีต่อความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมของผู้รับสาร
เป็นศึกษาการสื่อสารประชาสัมพันธ์โดยเลือกศึกษากรณีการสื่อสารประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์ครั้งที่ 70 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีการศึกษาผู้รับสาร จากการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อทราบถึงความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
ข้อมูลสำหรับการศึกษา
ในการวิจัยครั้งนี้มีข้อมูลพื้นฐานต่างๆที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ผู้รับสาร เช่น แนวคิดเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) โดยมีแหล่งข้อมูล ดังนี้
1. การสำรวจวรรณกรรม
1.1 แหล่งข้อมูลจากตำรา เอกสาร และงานวิจัย ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
1.2 แหล่งข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต คณะวิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าของทฤษฎีเกี่ยว กับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม (KAP) จากเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง
2. แหล่งข้อมูลจากกลุ่มผู้จัดงานบอล คณะวิจัยได้ค้นคว้าข้อมูลจากกลุ่มผู้จัดงานบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70 เช่น ชุมนุมเชียร์ แม่ทัพเชียร์ ฯลฯ เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการจัดงานบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70
3. แหล่งข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยผู้ศึกษาใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกตัวอย่างจำนวน 10 คน
ประชากร
เป็นการศึกษาด้วยการวิเคราะห์ผู้รับสารโดยมีประชากรเป็นผู้รับสารเพศชายและหญิง ที่เป็นนักศึกษาหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน
กลุ่มตัวอย่าง
ผู้ศึกษากำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 10 คน โดยมีแนวทางในการเลือกกลุ่ม ตัวอย่างด้วยการคัดเลือกตามความสะดวก (Convenience Sampling) ซึ่งเป็นวิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น (Non-Probability Sampling) จากบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่
1. เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน
หลังจากนั้นจะใช้คำถามคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายให้มีจำนวนตรงตามกลุ่มที่ ต้องการ โดยจะแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบันที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และศิษย์ปัจจุบันที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ท่าพระจันทร์

วิธีการเก็บข้อมูล
1. กำหนดแนวคำถามสำหรับสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง
โดยแนวคำถามรวมทั้งหมด .... โดยแบ่งการสัมภาษณ์เป็น 2 ขั้นตอน
ขั้นตอนแรก ทำความรู้จักกับกลุ่มตัวอย่าง เริ่มจากการแนะนำตนเองสำหรับผู้สัมภาษณ์ และสร้างบรรยากาศการสัมภาษณ์ที่ผ่อนคลาย จากนั้นจึงเริ่มถามคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับลักษณะ
ทางประชากรศาสตร์ ได้แก่ อายุ รายได้ คณะที่ศึกษา ชั้นปี ที่พักอาศัย กลุ่มเพื่อน กิจกรรมใน
เวลาว่าง ฯลฯ

ขั้นตอนที่ 2 คำถามเจาะลึกที่เกี่ยวกับประเด็นหัวข้อทางการวิจัย
โดยมีคำถามในการสัมภาษณ์ดังต่อไปนี้
ส่วนที่ 1 พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
ส่วนที่ 2 พื้นฐานความรู้เกี่ยวกับประสบการณ์จริง
ส่วนที่ 3 ความรู้เกี่ยวกับงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70
ส่วนที่ 4 ทัศนคติที่มีต่องานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70
ส่วนที่ 5 แนวโน้มพฤติกรรมการเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70
วิธีการเก็บข้อมูล
2. นำแนวคำถามที่ได้ร่างไว้ปรึกษากับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการประชาสัมพันธ์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนทุกประเด็น และสามารถใช้ได้จริงในการสัมภาษณ์
3. การเตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ ผู้ศึกษาเตรียมตัวเพื่อให้พร้อมสำหรับการสัมภาษณ์ ดังนี้
3.1 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกลุ่มตัวอย่างที่จะเข้าไปสัมภาษณ์ ได้แก่ อายุ การศึกษา สภาพความเป็นอยู่ ความสนใจทั่วๆไป เพื่อให้สามารถสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่างได้รวดเร็วมากขึ้นในการสัมภาษณ์
3.2 ทบทวนข้อคำถามและแนวคิดทางด้านการประชาสัมพันธ์ก่อนการเข้าสัมภาษณ์ในแต่ละครั้ง เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลที่ต้องการได้ครบถ้วนในการสัมภาษณ์
3.3 จัดเตรียมเอกสาร และอุปกรณ์ที่จำเป็นในการสัมภาษณ์ ได้แก่ สมุดจดบันทึก อุปกรณ์บันทึกเสียง อันเป็นอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้บันทึกเนื้อหาสารในระหว่างการสัมภาษณ์
กลุ่มตัวอย่าง
4. ติดต่อกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอเข้าสัมภาษณ์ในประเด็นปัญหาด้านการวิจัยดังกล่าว และนัดหมาย
วันเวลาที่จะสัมภาษณ์

5. สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง โดยเริ่มจากการสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มตัวอย่างด้วยการเปิดการสนทนาจากเรื่องทั่วไป จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการสัมภาษณ์ให้เป็นไปตามแนวคำถามที่ได้เตรียมมา (ข้อที่ 1) ซึ่งแนวคำถามดังกล่าวเป็นเพียงคำถามที่ใช้สำหรับตรวจสอบประเด็นจากคำตอบ เพื่อให้ได้คำตอบที่ครบตรงตามประเด็น ซึ่งคณะวิจัยไม่ได้ถามในทุกคำถาม เพราะ บางคำตอบนั้นครอบคลุมในหลายๆคำถามแล้ว โดยเพิ่มเติมประเด็นอื่นๆที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์กับการวิเคราะห์ผู้รับสารในระหว่างการสัมภาษณ์
6. รวบรวมคำตอบ และ สรุปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาการสัมภาษณ์
7. นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและสรุปมาวิเคราะห์ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้รับสาร

วิธีการเก็บข้อมูล

1. แนวคำถามที่ไว้สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง จำนวน…..ข้อ
2. สมุดบันทึก คณะวิจัยใช้สมุดบันทึกในการจดบันทึกข้อมูลที่มีเนื้อหาไม่มาก เพื่อเตือนความจำ
3. เทปบันทึกเสียง คณะวิจัยใช้เทปบันทึกเสียงเป็นอุปกรณ์หลักในการบันทึกข้อมูลประเภทเสียงที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง สำหรับเตือนความจำและเก็บรายละเอียดในส่วนของน้ำเสียง และข้อมูลอื่นๆ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างให้สัมภาษณ์

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
ระยะเวลาการเก็บข้อมูล
ผู้ศึกษากำหนดระยะเวลาการเก็บข้อมูล ดังนี้
ช่วงที่ 1 วันที่ 4 – 28 กุมภาพันธ์ 2557 วางแผนด้านการวิจัย ตลอดจนพัฒนาเค้าโครงงานวิจัย โดยในระหว่างนั้นทางคณะวิจัยเตรียมร่างแนวคำถามรวมทั้งประสานงานติดต่อขอสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่าง
ช่วงที่ 2 วันที่ 1 – 16 มีนาคม 2557 ดำเนินการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างทั้ง 10 คน
ช่วงที่ 3 วันที่ 17 – 30 มีนาคม 2557 สรุปและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์


หลังจากสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างเรียบร้อย คณะวิจัยได้นำข้อมูลจากคำตอบมาวิเคราะห์และนำเสนอในรูปแบบการบรรยายและพรรณนาเนื้อหา (Description) โดยแบ่งการนำเสนอข้อมูล ดังนี้
บทที่ 4 ยุทธวิธีการสื่อสารประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 70 เพื่อสร้างความรู้ ทัศนคติ และแนวโน้มพฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แบ่งออกเป็นหัวข้อต่างๆดังนี้
1) ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง
1.1) ข้อมูลทั่วไป
1.2) ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม

2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม
2.1) แนวคิดเรื่องความรู้ (Knowledge)
2.2) แนวคิดเรื่องทัศนคติ (Attitude)
2.3) แนวคิดเรื่องพฤติกรรม (Practice)
3) การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาธรรมศาสตร์
บทที่ 5 บทสรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ


การวิเคราะห์และการนำเสนอข้อมูล
1) ท่านเคยศึกษา หรือมีความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์บ้างหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
2) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์มีความสำคัญหรือมีส่วนเกี่ยวข้องต่อองค์กร หรือกิจกรรมขององค์กรอย่างไร และมีความสำคัญต่อองค์กรของท่านหรือไม่
3) ท่านเคยชมสื่อประชาสัมพันธ์ที่สามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันหรือไม่ ยกตัวอย่าง
4) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์ส่งผลต่อความรู้ของท่านหรือไม่ อย่างไร
5) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์ส่งผลต่อทัศนคติของท่านหรือไม่ อย่างไร
6) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์ส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของท่านหรือไม่ อย่างไร
7) ท่านคิดว่าเวลาที่ชมสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ป้ายไวนิล วิดีโอประชาสัมพันธ์ มีผลกระทบอย่างไรกับท่านบ้าง

8) ท่านเคยเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ – ธรรมศาสตร์หรือไม่ และหากเคยเข้าร่วมได้เข้าร่วมทุกปีหรือไม่
9) ท่านทราบข่าวการจัดงานบอล หรือข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับงานบอลจากช่องทางใด
10) ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรต่องานฟุตบอลประเพณี (งานสำคัญประจำปี,ควรเข้าร่วม)
11) อะไรที่ส่งผลให้ท่านตัดสินใจเข้าร่วมในปีที่ผ่านมา
12) ท่านประทับใจสิ่งใดในงานฟุตบอลประเพณี
13) ท่านได้เข้าร่วมงาน Yellow Red Countdown หรือไม่

14) ท่านทราบหรือไม่ว่างานฟุตบอลประเพณีในปีนี้ จัดขึ้นวันใด
15) ท่านทราบหรือไม่ว่างานบอลปีนี้ มีการเลื่อนวันจัดงาน และท่านทราบหรือไม่ว่ากำหนดการเดิมคือวันที่เท่าไหร่
16) ท่านทราบหรือไม่ว่า หากจะเข้าร่วมบนแสตนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านจะเข้าเข้าประตูใดและเวลาใด
17) ท่านทราบธีมงานฟุตบอลประเพณีครั้งที่ 70 หรือไม่ หากทราบธีมดังกล่าวคือธีมอะไร
18) ท่านทราบว่ามีการจัดงาน Yellow Red Countdown หรือไม่ หากทราบงานดังกล่าวเป็นงานเกี่ยวกับอะไร
19) ท่านทราบหรือไม่ว่า แม่ทัพเชียร์ในปีนี้เป็นใคร และทำหน้าที่อะไร
20) ท่านทราบข่าวงานบอลผ่านการประชาสัมพันธ์ช่องทางใด
21) ท่านพบเห็นการประชาสัมพันธ์งานบอลผ่าน Social Media บ้างหรือไม่ หากพบท่านพบทางช่องใด
22) ท่านทราบหรือไม่ว่า หน่วยงานใดในมหาวิทยาลัย เป็นผู้ประสางานจัดงานบอลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
23) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์มีผลต่อการรับรู้เพียงใด
24) ท่านพบเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ในจุดใดบ้าง

25) ท่านคิดว่าบรรยากาศงานฟุตบอลประเพณีปีนี้จะเป็นอย่างไร
26) ท่านคิดว่างานฟุตบอลประเพณีปีนี้ จะมีความน่าสนใจมากน้อยเพียงใด และมีอะไรที่น่าสนใจ
27) ท่านชอบอะไรและไม่ชอบอะไรในงานฟุตบอลประเพณี
28) ท่านคิดว่าสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ป้ายประชาสัมพันธ์ มีความเหมาะสมหรือไม่
29) ท่านคิดว่าสารประชาสัมพันธ์ เช่น เนื้อหาข้อมูลในป้ายประชาสัมพันธ์ มีความเหมาะสมหรือไม่
30) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีในปีนี้ มีมากน้อยเพียงใด และเพียงพอแล้วหรือไม่
31) ท่านคิดว่านักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญกับงานฟุตบอลประเพณีมากเพียงใด
32) ท่านคิดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีในปีนี้มากแค่ไหน เพราะเหตุใด
33) ท่านคิดว่างานฟุตบอลประเพณีจะสามารถสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่าง 2 มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

34) ท่านเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีในปีนี้หรือไม่ ถ้าไม่ไปเพราะเหตุใด
35) อะไรที่ส่งผลให้คุณตัดสินใจไปร่วมงานฟุตบอลประเพณี
36) ท่านคิดว่าการประชาสัมพันธ์ส่งผลให้ท่านตัดสินใจเข้าร่วมงานมากน้อยเพียงใด
37) หากมีการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณีมากขึ้น ท่านคิดว่าจะส่งผลให้มีจำนวนผู้เข้าร่มงานมากขึ้นหรือไม่
38) ข้อเสนอแนะต่อการประชาสัมพันธ์งานฟุตบอลประเพณี

ข้อสันนิษฐาน
อิทธิพลของสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆนั้นส่งผลต่อผู้รับสาร แต่แตกต่างกันที่ระดับผลกระทบว่าจะสามารถสร้างให้เกิดแนวโน้มพฤติกรรม สร้างทัศนคติที่ดี หรือทำได้เพียงการสร้างการรับรู้
ขอบเขตการศึกษา
ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์ในด้านของผู้รับสาร เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งที่เป็นศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 10 คน
นิยามศัพท์
งานฟุตบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์
แม่ทัพเชียร์
ผู้นำเชียร์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทูตกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การประชาสัมพันธ์
สื่อประชาสัมพันธ์
ความรู้
ทัศนคติ
พฤติกรรม
แนวโน้มพฤติกรรม
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
สร้างความเข้าใจในผู้รับสารจากการรับสื่อประชาสัมพันธ์ว่าการรับสารการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบใดที่มีอิทธิพลสร้างให้เกิดความรู้ ทัศนคติ ตลอดจนสามารถจูงใจให้ผู้รับสารเกิดพฤติกรรมตอบสนองได้ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการจัดสรรการเลือกใช้สื่อประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องและได้ประสิทธิผลสูงสุดกับกลุ่มผู้รับสาร และความเข้าใจในกระบวนการสร้างความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม
Full transcript