Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

ทฤษฎีการเรียนรู้

No description
by

aroya yooyangket

on 20 November 2013

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ทฤษฎีการเรียนรู้

กลุ่มแนวปัญญานิยม

นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมมีแนวคิดว่าการเรียนรู้ หรือการแก้ปัญหาเกิดจากความสามารถใน
การรับรู้ (Perception)
และ
การหยั่งรู้(Insight)
ซึ่งเป็นกระบวน การทางสมอง มิใช่เป็นเรื่องของการวางเงื่อนไขหรือการ เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (S) กับการตอบสนอง (R) ดังที่กลุ่มพฤติกรรมนิยมกล่าวไว้การศึกษาพฤติกรรมจะต้องศึกษาถึงกระบวนการคิด การตัดสินใจซึ่งจะนำไปสู่ การเกิดพฤติกรรมด้วย
กลุ่มพฤติกรรมนิยม

นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีหลายท่าน เช่น
พาฟลอฟ(Pavlov) ธอร์นไดด์(Thorndike)วัตสัน(Watson)สกินเนอร์(Skinner)
กลุ่มนี้สนใจเฉพาะองค์ประกอบที่สามารถสังเกตเห็นได้โดยเชื่อ ว่าการเรียนรู้คือการเชื่อมโยงระหว่าง
สิ่งเร้า (Stimulus)
กับ
การตอบสนอง (Response)
และมี
ตัวเสริมแรง (Reinforce)
เป็นสิ่งกระตุ้นหรือจูงใจ กลุ่มนี้จึงมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น Associationismหรือกลุ่ม S-RTheoriesและเนื่องจากกลุ่มนี้เห็น ว่ากระบวนการทางสมอง เช่น การเรียนรู้การคิดเป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็นจึงไม่ให้ความสำคัญการทดลองของกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้อง ทดลองกับมนุษย์แต่เลือกที่จะทดลองกับสัตว์
กลุ่มมนุษยนิยม

นักจิตวิทยากลุ่มมนุษย์นิยมมีแนวคิดพื้นฐานจากการมองโลก ในแง่ดี ให้ความสำคัญกับอารมณ์ ความรู้สึกและคุณค่า ของความเป็นมนุษย์เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดีงาม มีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเอง (Good Active) มีคุณค่า มีความสามารถ มีความรับผิดชอบสามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม บทบาทหน้าที่ของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้เกี่ยวข้อง คือต้อง
ส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เต็มศักยภาพ ของแต่ละบุคคล ด้วยการเอาใจใส่ ให้ความรัก
การยอมรับ และเข้าใจอารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการของเด็กตลอดจน ให้เสรีภาพในการคิดการตัดสินใจและฝึกให้รับผิดชอบต่อ พฤติกรรมของตนเอง
ความหมาย

การเรียนรู้หมายถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งเป็นผลเนื่อง มาจากประสบการณ์ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือจากการฝึกหัดรวมทั้งการเปลี่ยนปริมาณความรู้ของผู้เรียนงานที่สำคัญของครูก็คือช่วยนักเรียนแต่ละคนให้ เกิดการเรียนรู้หรือมีความรู้และทักษะตามที่หลักสูตรได้ วางไว้ครูมีหน้าที่จัดประสบการณ์ในห้องเรียนเพื่อจะช่วย ให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ของแต่ละ บทเรียนนักจิตวิทยาได้พยายามทำการวิจัยเกี่ยวกับการ เรียนรู้ของทั้งสัตว์และมนุษย์และได้ค้นพบหลักการที่ใช้ ประยุกต์เพื่อการเรียนรู้ในโรงเรียนได้
ทฤษฎีการเรียนรู

(learning theory)
พาฟลอฟ (Pavlov)
ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก

พาฟลอฟสังเกตเห็นปรากฏการณ์บางอย่างคือในบาง ครั้งสุนัขน้ำลายไหลโดยที่ยังไม่ได้รับอาหารเพียงแค่เห็นผู้ทดลอง ที่เคยเป็นผู้ให้อาหารเดินเข้ามาในห้องนั้นสุนัขก็น้ำลายไหลแล้วทำ ให้พาฟลอฟคิดการทดลองว่าเพราะอะไรสุนัขจึงน้ำลายไหลทั้งๆที่ ยังไม่ได้รับอาหารพาฟลอฟเริ่มการทดลองโดยเจาะต่อมน้ำลาย ของสุนัขและต่อสายรับน้ำลายไหลออกสู่ขวดแก้วสำหรับวัดปริมาณ น้ำลาย จากนั้นพาฟลอฟก็เริ่มการทดลองโดยก่อนที่จะให้อาหาร แก่สุนัขจะต้อง สั่นกระดิ่งก่อน แล้วตามด้วยอาหาร(ผงเนื้อ) ทำอย่างนี้อยู่ 7–8 วัน จากนั้นให้เฉพาะแต่เสียงกระดิ่ง สุนัขก็น้ำลายไหลปรากฏการณ์เช่นนี้เรียกว่าสุนัขเกิดการ เรียนรู้การวางเงื่อนไขเบบคลาสสิก

ธอร์นไดด์ (Thorndike)
๑) ลักษณะการเรียนรู้แบบ
ลองผิดลองถูก (Trial and Eror)
๒) กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดด์

๑.กฎแห่งความพร้อม
กฎข้อนี้มีใจความสรุปว่า
- เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วได้ทำ เขาย่อมเกิดความพอใจ
- เมื่อบุคคลพร้อมที่จะทำแล้วไม่ได้ทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ
- เมื่อบุคคลไม่พร้อมที่จะทำแต่เขาต้องทำ เขาย่อมเกิดความไม่พอใจ

๒.กฎแห่งการฝึกหัด
แบ่งเป็น ๒ กฎย่อย คือ
- กฎแห่งการได้ใช้ (Law of Use)มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนองจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อได้ทำบ่อย ๆ
- กฎแห่งการไม่ได้ใช้ (Law of Disuse) มีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและ การตอบสนองจะอ่อนกำลังลงเมื่อไม่ได้กระทำอย่างต่อเนื่องมีการขาดตอนหรือไม่ได้ทำบ่อยๆ

๓.กฎแห่งความพอใจ
กฎข้อนี้นับว่าเป็นกฎที่สำคัญและได้รับความสนใจจากธอร์นไดด์ มากที่สุดมีใจความว่าพันธะหรือตัวเชื่อมระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนองจะเข้มแข็งหรืออ่อน กำลังย่อมขึ้นอยู่กับผลต่อเนื่องหลังจากที่ได้ตอบสนองไปแล้วรางวัลจะมีผลให้พันธะสิ่งเร้า และการตอบสนองเข้มแข็งขึ้น ส่วนการทำโทษนั้นจะไม่มีผลใด ๆ ต่อความเข้มแข็ง หรือการอ่อนกำลังของพันธะระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง

การทดลองของจอห์น บี วัตสัน (John B Watson)
สกินเนอร์ (Skinner)
สกินเนอร์กล่าวว่าการวางเงื่อนไขจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยการเสริมแรง
1. การให้แรงเสริมต่อเนื่องทุกครั้ง (Continuous)
2. การให้แรงเสริมตามเวลาตายตัว (Fixed-interval)
3. แบบกำหนดเวลาไม่ตายตัว (Variable interval)
4. แบบกำหนดอัตราส่วนจำนวนครั้งคงที่ (Fixed ratio)
5. แบบกำหนดอัตราส่วนจำนวนครั้งไม่ตายตัว (Variable ratio)
เกสตอลท์ (Gestalt Psychology)

1.“การหยั่งรู้”
หมายถึงการที่บุคคลมองเห็นความสัมพันธ์ ของสิ่งเร้าหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาได้กระจ่างชัดเจนและ มองวิธีแก้ปัญหาขึ้นมาทันที

2.“การรับรู้”
หมายถึง การที่บุคคลสัมผัสสิ่งเร้าแล้วใช้ ประสบการณ์เดิมแปลความหมายของสิ่งที่สัมผัสนอกจากนี้ นักจิตวิทยากลุ่มเกสตอลท์ยังได้อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ การรับรู ้ของมนุษย์ว่าในการรับรู้สิ่งเร้าต่างๆมนุษย์มีแนวโน้มที่จะจัดหมวดหมู่ของสิ่งเร้าให้เป็นภาพที่มีความหมาย มีความ
สมบูรณ์ในตัวแม้ภาพในความเป็นจริงอาจจะยังไม่สมบูรณ์
ก็ตาม
เพียเจต์ (Piaget)
พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆเป็นลำดับขั้นดังนี้
1.ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส
เป็นขั้นพัฒนาการในช่วง 0-2 ปี เด็กในวัยนี้จะ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และยังไม่สามารถเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่น
2.ขั้นก่อนปฎิบัติการคิด
เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 2-7 ปี เด็กวัยนี้ยังขึ้นอยู่ กับการับรู้เป็นส่วนใหญ่และสามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้การใช้ภาษาแบ่ง เป็นย่อยๆ 2 ขั้นคือ

2.1 ขั้นก่อนเกิดความคิดรวบยอด
เป็นขั้นพัฒนากรในช่วง 2-4 ปี

2.2 ขั้นการคิดด้วยความเข้าใจของตนเอง
เป็นพัฒนากรในช่วง 4-7 ปี
3. ขั้นการคิดแบบรูปธรรม
เป็นขั้นพัฒนากรในช่วงอายุ 7-11 ปี เป็นขั้นที่เด็กไม่เพียงรับรู้จากรูปร่างเท่านั้นเด็กสามารถสร้างภาพในใจและมีความ เข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของตัวเลขและสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
4. ขั้นการคิดแบบนามธรรม
เป็นพัฒนาการในช่วงอายุ 11-15ปีเด็กสามารถ คิดสิ่งที่เป็นนามธรรมได้
วัตสันได้นำแนวคิดของพาฟลอฟมาทดลองกับมนุษย์ ทำให้ทฤษฎีการเรียนรู้ของพาฟลอฟเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเขาเชื่อ ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและได้ทำการทดลอง กับเด็กโดยทำให้เด็ก กลัวอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นกลัวหนูขาวเด็กก็จะกลัว สิ่งที่คล้ายกับหนูขาว คือกลัวเสื้อขนสัตว์สีขาวกลัวสัตว์อื่นที่มีขนสีขาว ซึ่งเป็นลักษณะการเรียนรู้แบบแผ่ขยาย(Generalization)ผลการทดลอง ทำให้วัตสันเชื่อว่า การวางเงื่อนไขสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ได้ และเขาสามารถสร้างเด็กให้เป็นอะไรก็ได้โดยอาศัยการวางเงื่อนไข
มาสโลว์เขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น“สัตว์ที่มีความต้องการ”และเป็นการ
ยากที่มนุษย์จะไปถึงขั้นของความพึงพอใจอย่างสมบูรณ์
ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ เรียงจากขั้นล่างสุดไปสู่ขั้นสูงสุด
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย
( Physiological needs )
2. ความต้องการความปลอดภัย
( Safety needs )
3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ
( Belongingness and love needs )
4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง
( Esteem needs )
5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง
( Self-actualization needs )
มาสโลว์ (Maslow)
แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ดีหากอยู่ในสภาวะที่ ผ่อนคลายและเป็นอิสระ การจัดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเอื้อต่อการเรียนเรียนรู้และเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์ กลาง โดยครูเป็นผู้ชี้แนะและทำหน้าที่อำนวยความสะดวก ในการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนและการเรียนรู้จะเน้นกระบวนการเป็นสำคัญ
โรเจอร์ส
(Carl R Rogers)
บรูเนอร์มีความเชื่อว่า
“การเรียนรู้เป็นกระบวนการทางสังคมที่ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองทั้งนี้โดยมีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์หรือความรู้เดิม ”
บรูเนอร์ได้จัดลำดับขั้นพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กเป็น 3 ขั้น

1. Enactive representation
(แรกเกิด – 2 ขวบ ) ในวัยนี้ เด็กจะมีการพัฒนาการทางสติปัญญาโดยใช้การกระทำเป็นการเรียนรู้

2. Iconic representation
ในพัฒนาการขั้นนี้ จะเป็นการใช้ความคิด เด็กสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดจากการมองเห็น การสัมผัส โดยการนึกมโนภาพ

3. Symbolic representation
ในพัฒนาการทางขั้นนี้ บรูเนอร์ถือว่าเป็นการพัฒนาการขั้นสูงสุดของความรู้ความเข้าใจเช่น การคิดเชิงเหตุผล หรือการแก้ปัญหา
บรุเนอร์ (Brunner)
ออซูเบล (Ausubel)

ออซูเบลเน้นความสำคัญของการเรียนรู้อย่างมีความเข้าใจ และมี ความหมายการเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือผู้เรียน ได้เชื่อมโยงสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ใหม่หรือข้อมูลใหม่กับความรู้เดิมที่มีมาก่อน

ออซูเบล ได้แบ่งการเรียนรู้ออกเป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้
- การเรียนรู้โดยการรับอย่างมีความหมาย
- การเรียนรู้โดยการรับแบบท่องจำโดยไม่คิดหรือ แบบนกแก้วนกขุนทอง
- การเรียนรู้โดยการค้นพบอย่างมีความหมาย
- การเรียนรู้โดยการค้นพบแบบท่องจำโดยไม่คิด

เชื่อว่าความรู้สึกของผู้เรียนมี ความสำคัญต่อการเรียนรู้มาก เพราะ ความรู้สึกและเจตคติของผู้เรียนมี อิทธิพลต่อกระบวนการเรียนรู้ของผู้ เรียน
โคมส์ (Combs)
1. ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้มากหากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
2.การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นกระบวนการภายในอยู่ในความควบคุม ของผู้เรียนแต่ละคนผู้เรียนจะนำประสบการณ์ความรู้ทักษะและค่านิยม ต่างๆเข้ามาสู่การเรียนรู้ของตน
3.มนุษย์จะเรียนรู้ได้ดีหากมีอิสระที่จะเรียนในสิ่งที่ตนต้องการและด้วย วิธีการที่ตนพอใจ
4.มนุษย์ทุกคนมีลักษณะเฉพาะตนความเป็นเอกัตบุคคลเป็นสิ่งที่มีคุณ ค่ามนุษย์ควรได้รับการส่งเสริมในการพัฒนาความเป็นเอกัตบุคคล ของตน
5.มนุษย์เป็นผู้มีความสามารถและเสรีภาพที่จะตัดสินใจ และเลือกกระ ทำสิ่งต่างๆตามที่ตนพอใจและรับผิดชอบในผลของการกระทำนั้น
โนลส์(Knowles)
Full transcript