Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

แนวคิดและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง

No description
by

welwan ruksakaew

on 14 November 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of แนวคิดและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยภายนอก
1. สภาวะเศรษฐกิจ
2.คู่แข่งขัน
3.เทคโนโลยี
4.การเมืองและกฎหมาย
5.สังคมและประชากร


ความก้าวหน้าของระบบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ และความซับซ้อนในการแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบัน ทำให้องค์กรต่างต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
เวลาเพื่อความอยู่รอด ความมั่นคงและการเจริญเติบโต
อย่างต่อเนื่อง พยายามปรับตัวในเชิงรุกโดยคาดการณ์
ในอนาคตเพื่อทำการวางแผนและสร้างการเปลี่ยนแปลง
ล่วงหน้า ถ้าปรับตัวไม่ทันหรือไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง
และองค์กรให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็จะทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันและไม่สามารถที่จะทำให้องค์กรอยู่รอด หรือเจริญก้าวหน้าในอนาคตได้
แนวคิดและทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
ปัจจัยภายใน
1.โครงสร้าง
2.กลยุทธ์
3.กระบวนการตัดสินใจ
4.กระบวนการทำงาน
5.เทคโนโลยี
6.วัฒนธรรม
7.บุคลากร
สาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลง
1. เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น 
2. รสนิยมและความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนไป
3. นโยบายและการดำเนินงานของคู่แข่งที่ฉับไว และกล้าที่จะเสี่ยง
4. กฎหมายใหม่ในทางการค้าและสิ่งแวดล้อม
5. ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐศาสตร์ การเงิน และการลงทุน 
แนวคิดพื้นฐานการจัดการ
การเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีเปลี่ยนไป
มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากขึ้น
คอมพิวเตอร์
โทรศัพท์มือถือ แอพพลิเคชั่นต่างๆ
Google
รสนิยมและความต้องการ
ของผู้บริโภคเปลี่ยนไป
ready meal
ผัก hydroponics
อาหารญี่ปุ่น
นโยบายและการดำเนินงาน
ของคู่แข่งที่ฉับไว และกล้าที่จะเสี่ยง
ไอโฟนกับซัมซุง
รายการข่าวช่องต่างๆ
กฎหมายใหม่ในทางการค้า
และสิ่งแวดล้อม
การเปลี่ยนแปลงนวัตกรรม
นวัตกรรม หมายถึง ระบบการผลิตที่แตกต่างจากระบบเดิมขององค์การ เพื่อแสวงหาโอกาสทางการตลาดในอนาคต เป็นการปรับเปลี่ยนระบบการจัดการในองค์การ และการปรับเปลี่ยนนโยบายและวิธีการทำงานในองค์การ นวัตกรรมนั้นอาจทำให้องค์การมีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นในการบริหาร
งานกลยุทธ์ในการทำให้องค์การประสบความสำเร็จในการ
จัดการนวัตกรรม คือ ต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์
โอกาสในการคิดค้นนวัตกรรม และมีความเป็นผู้นำด้าน
นวัตกรรมที่ชัดเจน การคิดค้นนวัตกรรมนั้นควรมีความ
เหมาะสมกับเทคโนโลยีการผลิตขององค์การ การวิจัยถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการคิดค้นนวัตกรรม
การยกเว้นภาษีขายสำหรับสินค้าส่งออก เพื่อกระตุ้นการส่งออก
การเปลี่ยนแปลงภายในองค์การโดยส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้นได้
เนื่องมาจากผู้บริหารระดับสูง

ผู้บริหารระดับสูงจะมีหน้าที่สำคัญในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยทั่วไปหน้าที่ของนักบริหาร คือ
1. นักบริหารต้องทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลง (Change) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจากการแข่งขันที่ไร้พรมแดน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วงจรชีวิตของสินค้าจะมีระยะ
เวลาสั้นลง เทคโนโลยีต่างๆ เกิดขึ้นรวดเร็วและเทคโนโลยีใหม่
เข้ามาแทนที่เทคโนโลยีเก่า ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมานั้นมีความ
ล้าสมัยอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อนักบริหารเข้าใจถึงการ
เปลี่ยนแปลงแล้ว ก็จะสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยทั่วไปแล้วการเปลี่ยนแปลงจะหมายถึง การปรับแต่งหรือ
เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้แตกต่างจากเดิม ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้างใหม่ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายขอบเขตในการดำเนินงาน เป็นต้น โดยการเปลี่ยน
แปลงจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาและมีผลกระทบกับองค์การ สิ่งสำคัญที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การปล่อยให้เกิดความคลุมเครือ
ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง และไม่มีการ
สื่อสารถึงความจำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากผู้บริหารอาจจะคิดว่าทุกคนในองค์การเข้าใจดีแล้ว
2. นักบริหารต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง (Change Intervention) หมายถึง แผนปฏิบัติการในการ
ปรับแต่งสิ่งต่างๆ ให้แตกต่างจากเดิม โดยอาจจะกระทำ
อย่างรวดเร็ว หรือกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป การบริหารความเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องอาศัยการวาง
แผนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ แล้วจึงนำไปปฏิบัติตาม
แผนที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกคน
ในองค์การ โดยนักบริหารจะต้องมีการเสริมแรงให้กับ
ความเปลี่ยนแปลง โดยการชี้แจงให้บุคลากรในองค์การ
ทราบถึงความเปลี่ยนแปลง และแสดงความขอบคุณต่อ
บุคคลที่เกี่ยวข้อง และมีส่วนช่วยให้เกิดความ เปลี่ยนแปลง แล้วจึงทำการประเมินผลต่อไป นอกจากนั้น
ผู้บริหารระดับสูงจะต้องทำงานเป็นทีม เพราะว่าองค์การ
ต้องการผู้บริหารที่มีทักษะในการทำงานหลายด้าน และผู้บริหารแต่ละคนจะต้องมีทักษะในการตัดสินใจที่ดี
3. นักบริหารต้องเป็นตัวแทนความเปลี่ยนแปลง (Change Agent) หมายถึง การเป็นผู้นำการ
เปลี่ยนแปลง หรือมีหน้าที่ในการจัดกระบวนการ
เปลี่ยนแปลงภายในองค์การเพื่อพัฒนาองค์การ และสร้างโอกาสในการเอาชนะคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น
การใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ต้นทุนต่ำ
ที่สุดแต่ได้ผลผลิตสูงสุด หรือการสนองตอบความ
ต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวต่อเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ใช้ความ
ถนัดขององค์การให้เกิดประโยชน์ในการแข่งขัน เป็นต้น ในบางครั้งผู้บริหาร เข้าใจถึงสาเหตุที่ต้อง
มีการเปลี่ยนแปลงแต่อาจจะมองข้ามหรือขาดความ
เอาใจใส่เพราะคิดว่าคู่แข่งก็ประสบปัญหาแบบเดียวกัน ดังนั้นนักบริหารต้องรู้จักกระตุ้นให้ผู้ที่เกี่ยว
ข้องเกิดความตระหนัก และเตรียมพร้อมที่จะเผชิญ
กับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งวิธีที่จะกระตุ้นในเกิดการ
เปลี่ยนแปลงอาจทำได้ดังนี้
• การสร้างวิกฤตการณ์ย่อย ๆ โดยการไม่แก้ไขปัญหาจนกระทั่งลุกลามเป็นปัญหาโดยเฉพาะปัญหาทางด้านการเงิน เป็นต้น เพื่อก่อให้เกิดการตื่นตัว
• การ กำหนดเป้าหมายให้สูงกว่าเดิม เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักว่าวิธีการที่ใช้ปฏิบัติแบบเดิม ๆ จะไม่สามารถ
บรรลุเป้าหมายได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนหาแนวทางที่เหมาะสมเพื่อให้บรรลุ
หรือสอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ที่ตั้งไว้
• เน้นผลการปฏิบัติงานโดยส่วนรวม มากกว่าการเน้นไปที่ผลงานของ
แต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการทำงานที่ประสานกันของทุกหน่วยงาน เนื่องจากวิธีการทำงานแบบเดิมจะทำให้องค์การไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย
โดยรวมได้
• ให้บุคลากรในองค์การรับรู้ถึงผลการดำเนินงานขององค์การ เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์และวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่องค์การเผชิญอยู่ เช่น ผลกำไร จุดแข็ง จุดอ่อน ข้อเสียเปรียบคู่แข่ง และระดับความพึงพอใจของ
ลูกค้า โดยมีการส่งเสริมให้บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสพูดคุยกับ
ลูกค้า ผู้ถือหุ้น เป็นต้น
• กระตุ้นให้พนักงานตระหนักถึงโอกาสดีที่จะได้รับจากการเปลี่ยนแปลง และผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากองค์การไม่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับกับ
โอกาสนั้น


1. การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนบางส่วนขององค์การเพื่อให้สามารถอยู่รอดใน
สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งแบ่งเป็น
• แบบปฏิกิริยาโต้ตอบ (Reactive) เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว และองค์การจึงมีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทั้งนี้เพื่อให้มีแนวทางเดียว
กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น การเลือกใช้รูปแบบตอบสนอง
การเปลี่ยนแปลงนี้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้าง
คงที่ไม่รุนแรง
• แบบเตรียมพร้อม (Proactive Change) องค์การจะมีการเตรียมตัวล่วงหน้า และมีการคาดคะเนถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น แล้วปรับเปลี่ยนตัวเพื่อให้
สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การเลือกใช้
รูปแบบเตรียมความพร้อมนี้เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันกันอย่าง
รุนแรง การปรับตัวหลังจากความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นชัดเจนแล้ว หรือการ
ปรับตัวล่าช้าไม่ทันเหตุการณ์จะทำให้องค์การเสียโอกาสในการแข่งขันได้
2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในองค์การ ให้มีความสอดคล้องและ
ดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน และเหมาะสม เพราะถ้าหากพฤติกรรมของคน
ในองค์การไม่สอดคล้องกัน และขัดแย้งกับเป้าหมายในการดำเนินงาน
ขององค์การ จะทำให้เกิดอุปสรรคต่อการบริหารงานขององค์การได้
1. การละลาย (Unfreezing) คือการเปลี่ยนแปลงที่พยายามเอาชนะแรงต้านจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง (Resistance) การพยายามลดความรุนแรงของ
แรงต่อต้านนั้น นักบริหารจะต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพราะ
การต่อต้านมักจะปรากฏให้เห็นเสมอเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง
2. การเคลื่อนย้าย (Movement) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องเพื่อที่จะผลักดันให้ระบบที่ถูกทำให้ละลายแล้วเข้ามาแทนที่ระบบเดิม ซึ่งผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความ
สำคัญมากที่จะทำให้องค์การตื่นตัวที่จะรับความเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยความสามารถในการแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะปัญหาที่ไม่
ได้คาดหมายไว้ล่วงหน้า
3. การทำให้คงตัว (Refreezing)
เป็น การพยายามรักษาความสมดุลของแรงสองแรงระหว่าง
แรงผลักเพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ปัจจุบันที่
เป็นอยู่ กับแรงต่อต้านความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึง

แนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
ความสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
ตัวอย่างเช่น ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจดีการลงทุนภาค
เอกชนเพิ่มขึ้น ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอย
มากขึ้น ผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่
ก็มักจะดีขึ้นราคาหุ้นของบริษัทก็มีโอกาส
ปรับตัวสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา การลงทุนภาคเอกชนมีน้อย กำลังซื้อของประชาชนลดลง ผลประกอบการของบริษัทแย่ลง
ราคาหุ้นก็อาจปรับตัวลดลง
ความเปลี่ยนแปลงทาง
เศรษฐศาสตร์
การเงิน และการลงทุน
http://www.manager.co.th/iBizchannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000158410
"10 สุดยอดธุรกิจนวัตกรรม 56"
โชว์กึ๋นผู้ประกอบ
http://welwan.wordpress.com/2014/11/02/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%88-%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4/
โคโค่ อีซี่
Full transcript