Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น (American His)

No description
by

Thep Boontanondha

on 13 July 2017

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of สหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น (American His)

ยุคสงครามเย็น: สหรัฐฯ กับการเป็นตัวแทนโลกเสรี
สงครามเย็น
- คำว่า "สงครามเย็น" (cold war) เป็นคำที่เกิดขึ้นโดยนักหนังสือพิมพ์ ชาวอเมริกันชื่อ Herbert swope เป็นการอธิบายสภาพความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไม่ใช่ทั้งสงครามและ สันติภาพ

- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง สหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ เริ่มต้นเผชิญหน้า ทางการเมือง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สหภาพโซเวียตพยายามเข้าไปมีอิทธิพลเหนือดินแดนในยุโรปตะวันออกที่โซเวียตเข้าไปปลดปล่อยชาติเหล่านั้นจากกองทัพเยอรมนีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

- ในค.ศ.1946 เชอร์ชิลล์ได้กล่าวสุนทรพจน์เมื่อครั้งที่เดินทางไปเยือนประเทศสหรัฐฯ ถึงภัยของคอมมิวนิสต์ โดยเปรียบเปรยการคุกคามของโซเวียตว่าเหมือน "ม่านเหล็ก" (iron curtain) ที่คลี่ออกมากั้นยุโรป

- จากสุนทรพจน์ดังกล่าวนี้เองทำให้ประธานาธิบดีทรูแมนของสหรัฐฯ เริ่มตระหนักถึงภัยของลัทธิ คอมมิวนิสต์ที่กำลังขยายตัวอยู่ในยุโรปและทำให้สหรัฐฯปรับเปลี่ยนนโยบายการต่างประเทศกับ โซเวียตในลักษณะที่มีความแข็งกร้าวมากยิ่งขึ้น
Joseph Stalin
Winston Churchill
Harry Truman
Herbert swope
- การเมืองโลกในยุคสงครามเย็นเป็นการเมืองระบบสองขั้วอำนาจ(bi-polar system) โดยมีสหรัฐเป็นผู้นำกลุ่มโลกเสรีที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ที่ตนมีในยุโรปตะวันตก ลาตินอเมริกา และเอเชีย กับฝ่ายสหภาพโซเวียต

- สงครามเย็นเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในค.ศ.1947 เมื่อประธานาธิบดีทรูแมน ของสหรัฐฯ ได้ออกคำประกาศทรูแมน (Truman doctrine) โดยมีเนื้อหาสำคัญคือการให้ความ ช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ถูกลัทธิคอมมิวนิสต์คุกคาม

- สหภาพโซเวียตได้ตอบโต้หลักการทรูแทนด้วยการก่อตั้งสำนักข่าวสารคอมมิวนิสต์ (Cominform) เพื่อเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์

- สงครามเย็นเป็นการแข่งขันด้านสมรรถนะทางการทหาร อวกาศ และการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และการใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อแสวงหาพันธมิตร

- ในค.ศ.1947 เพื่อฟื้นฟูยุโรปให้กลับมามีฐานะมั่นคงเพื่อที่จะเป็นกำำแพง
ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ สหรัฐฯ จึงได้ประกาศใช้แผนมาร์แชลล์ (Marshall plan) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศในยุโรป

- สหภาพโซเวียตได้ตอบโต้นโยบายของสหรัฐฯ ด้วย การก่อตั้งองค์การโคเมคอน (comecon) เพื่อให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิกในกลุ่มโลก คอมมิวนิสต์

- นอกจากการก่อตั้งองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแล้วกลุ่มโลกเสรียังได้ ก่อตั้งองค์กรนาโต้ขึ้น(์NORth atlantic treaty organization - nato) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ทางการทหารที่ต้องการสร้างความมั่นคงให้ กับประเทศในกลุ่มโลกเสรี

- ทำให้สหภาพโซเวียตได้ตอบโต้โดยก่อตั้งองค์การสนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw treaty organization - wto) ขึ้นในค.ศ.1955
ญี่ปุ่นหลังสงครามโลก
- Douglas McArthur ได้รับแต่งตั้งให้ปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นหลัง สงครามโดย McArthur ต้องการให้ญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีประชาธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
เพื่อรักษาดุลอำนาจในเอเชีย

- ยุบกองทัพญี่ปุ่น ปิดหน่วยงานทางทหารทุกหน่วย รวมทั้งตำรวจลับ พร้อมกับจัดตั้ง
ศาลทหารเพื่อพิจารณาคดีอาชญากรสงคราม นายทหารในกองทัพที่มีส่วนในการก่อ
สงคราม และก่ออาชญากรรม ถูกประหาร 720 คน

- ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยสาระสำคัญคือ การปฏิรูปญี่ปุ่นให้เป็น
ประชาธิปไตย

- ชาวญี่ปุ่นยกเลิกความเชื่อถือที่ว่าจักรพรรดิสืบเชื้อสายมาจากอะมะเตะระซุ
- ปี 1951 ญี่ปุ่นอนุญาตให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในประเทศ

- รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ของญี่ปุ่นได้กำหนดห้ามไม่ให้ญี่ปุ่นมีกองทัพ โดยให้มีกองกำลัง
ป้องกันตัวเอง (Japan Self-Defense Forces)

- มีหน้าที่ในการป้องกันประเทศอธิปไตยชาติเพียงอย่างเดียวและไม่ได้รับอนุญาต
ให้ปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศยกเว้นในสถานการณ์ที่เป็นการป้องกันตนเองใน ขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น

- ห้ามพัฒนาอาวุธในเชิงรุกเช่น เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ เครื่องบินทิ้งระเบิด
และเรือบรรทุกเครื่องบิน

- งบประมาณไม่เกิน 1% ของ GDP ($4.1 หมื่นล้าน / 143.9 ล้านล้านบาท)
ความหวัดกลัวคอมมิวนิสต์
- ปี 1950 มีกฎหมายความมั่นคงภายในประเทศแมกแคร์เรน - นิกสัน

- ห้ามจ้างงานคอมมิวนิสต์ทำงานในโรงงานผลิตอาวุธ

- ห้ามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวของกับองค์กรเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์เข้าประเทศ

- เนรเทศคนต่างด้าวที่มีต้องสงสัยว่ามีความสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์

- ห้ามสมาชิกหรืออดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เข้าประเทศ
สังคม และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในยุคสงครามเย็น
- ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ สร้างโรงงานขึ้นมาเป็นจำนวนมากเพื่อป้อน
ให้กับกองทัพ

- หลังสงครามยุติลงโรงงานต่าง ๆ ได้ถูกขายให้กับเอกชนในราคาถูก

- การรัดเข็มขัดตลอดช่วงสงคราม ทำให้หลังสงครามยุติลงประชาชนจึงกลับมาใช้จ่าย
ตามปกติ

- หลังทศวรรษ 1960 การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศพุ่งสูงขึ้น จากการรวม
กลุ่มเศรษฐกิจของยุโรป

- ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติคู่แข่งทางการค้าของสหรัฐฯ
- ช่วง 1970 สหรัฐฯ เผชิญหน้ากับวิกฤตเศรษฐกิจอีกครั้งจากการประกาศขึ้น
ราคาน้ำมันของกลุ่ม OPEC

- ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และการเข้ามาของสินค้าต่างชาติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ
ในสหรัฐฯ รายใหญ่ต้องปิดตัวเอง เช่น กรณีของบริษัทิไคส์เลอร์

- ช่วงหลัง 1970s สภาวะตึงเครียดระหว่างโลกเสรีกับโลกคอมมิวนิสต์ที่ลดลง
ทำให้สหรัฐฯ เปิดการค้ากับโซเวียต และจีน
- หลังสงครามโลกยุติลง ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 140 ล้านคน ในปี 1945
เพิ่มเป็น 190 ล้านคน ในปี 1950 การเพิ่มจำนวนประชากรจะค่อย ๆ ลดลงในช่วง
1970s

- จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้สังคมขยายตัวในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ
เด็ก และวัยรุ่น

- คนหนุ่มสาวชนชั้นกลางที่ต้องการมีที่อยู่เป็นของตัวเอง ทำให้เมืองขยายตัวออกไป
ในเขตชานเมือง มีการสร้างสาธารณูปโภค ห้างร้าน อุตสาหกรรมรถยนต์ก็กลับมา
ขยายตัวอีกครั้ง

- ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวที่มีบ้านของตัวเอง คนผิวสีอาศัยในเขตตัวเมืองที่แออัด
- ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา โทรทัศน์ได้ถูกนำเข้ามาในครัวเรือน และมีอิทธิพล
อย่างสูงต่อการรับวัฒนธรรมรูปแบบต่าง ๆ ในเวลาต่อมา

- mass cultural ทั้ง แฟชั่น โฆษณา ค่านิยมต่าง ๆ จะถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์
ซึ่งในเวลานั้นเกือบทุกครัวเรือนต่างมีโทรทัศน์เป็นของตัวเอง

- วัฒนธรรมที่ถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ได้กลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของสหรัฐฯ
และกลายเป็นสินค้าส่งออกอีกประเภทหนึ่ง

- การเกิดขึ้นของโทรทัศน์ทำให้ธุรกิจบันเทิงมีคู่แข่ง โดยเฉพาะละครบอร์ดเวย์

นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ
นโยบายผ่อนคลายความตึงเครียด
- ในทศวรรษ 1970 หลังการเผชิญหน้ากันมาอย่างยาวนานทำให้ ทั้งสองฝ่ายต่าง
พยายามหาทางผ่อยคลายความตึงเครียดระหว่างกัน

- ปี 1972 Richard Nixon ได้เดินทางไปเยือนประเทศจีนและเข้าพบกับ Zhou Enlai

- เกิดแถลงการณ์เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Communique) โดยสหรัฐฯ รับรองสถานะของ
PRC และส่งผลให้ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน และทำให้
ที่นั่งใน UN ของไต้หวันกลายเป็นของจีน

- Nixon Doctrine ให้ประเทศใน SEA กำหนดโชคชะตาของตัวเอง ทำให้สหรัฐฯ
สามารถถอนตัวจากเวียดนามได้

- Ping-pong diplomacy
- ในตะวันออกกลางสหรัฐฯ เอาตัวเองเข้าไปเผชิญกับปัญหา เนื่องจากการสนับ สนุนให้ชาวยิวตั้งประเทศอิสราเอลหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง

- สหรัฐฯ ยังสนับสนุนอิสราเอลในการทำสงครามกับชาติอาหรับมาตลอด เพราะต้อง
การให้ถ่วงดุลอำนาจในตะวันออกกลาง เนื่องจากชาติอาหรับส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์
ที่ดีกับโซเวียต

- กระทั่งในสมัย Jimmy Carter สหรัฐฯ พยายามทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจา
สันติภาพระหว่างอียิปต์กับอิสราเอล ที่แคมป์เดวิด

- แต่การเจรตาก็ไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะอิสราเอลไม่ยอมคืนดินแดนที่ยึด
ได้จากชาติอาหรับในสงครามหกวัน
Li Lanqing and Henry Kissinger played ping-pong
Menachem Begin
Anwar Sadat
- ในปี 1959 Fidel Castro ได้ก่อรัฐประหารขึ้น และนำคิวบาเป็นคอมมิวนิสต์
และตัดความสัมพันธ์กับ USA

- ปี 1961 John F. Kennedy ได้อนุมัติให้ใช้ปฏิบัติการอ่าวหมู (Bay of Pigs
Invasion) แต่ปฏิบัติการดังกล่าวล้มเหลว

- USSR ตอบโต้ด้วยการติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางพร้อมหัวรบนิวเคลียร์มาติดตั้ง ที่คิวบา

- สหรัฐฯ รู้ว่า USSR กำลังติดตั้งขีปนาวุธที่คิวบาเนื่องจากส่งเครื่องบินไป
สอดแนม
- JFK นำภาพที่ถ่ายได้จากเครื่องบินสอดแนมออกแถลงข่าว และสั่งปิดล้อมน่านน้ำของ
คิวบา โดยกองทัพเรือได้รับคำสั่งให้ยิงเรือทุกลำที่พยายามที่ไม่ยอมให้ตรวจค้นเรือ

- ในช่วง 6 วันระหว่างที่ JFK และคณะที่ปรึกษากำลังหาทางออกกับปัญหาดังกล่าว
ปรากฎว่าทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม ทำให้กลายเป็นช่วงเวลาที่วิกฤตที่
สุดตลอดช่วงสมัยของสงครามเย็น

- เรือบรรทุกขีปนาวุธของโซเวียตตัดสินใจหันหัวกลับในวันที่ 26 ตุลาคม 1962

- ครุสชอฟได้ยื่นข้อเสนอว่าให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมคิวบา ส่วนโซเวียตจะถอนฐาน
ขีปนาวุธของตนออก
Nikita Khrushchev
สงครามเกาหลี
- เกาหลีอยู่ใต้การปกครองของญี่ปุ่นตั้งแต่ทศวรรษ 1910 ด้วยเหตุนี้หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น ทำให้เกาหลีได้รับเอกราชอย่างไรก็ตามในระหว่างที่รอให้มีการเลือกตั้งภายใน
ประเทศ ทางสหภาพโซเวียตและสหรัฐฯ ได้แบ่งเกาหลีออกเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่ง

- เกาหลีทั้งสองส่วนต่างสถาปนาประเทศขึ้นมา และเข้าสู่ภาวะการเผชิญหน้า และกลายเป็นสงครามตัวแทน (proxy) ระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียต

- สงครามเกาหลีเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มิถุนายน 1950 เมื่อ กองทหารของเกาหลีเหนือได้บุก ลงมายังเกาหลีใต้ ทำให้สหรัฐฯ ขอมติจากองค์การสหประชาชาติให้ส่งทหารเข้าไปแทรกแทรงการรุกราน
ของเกาหลีเหนือ

- ในระยะแรกของสงครามเกาหลีนั้นฝ่ายเกาหลีเหนือเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบเป็นอย่างมากจนเกือบจะสามารถ ยึดครองเกาหลีใต้ได้ทั้งประเทศ แต่เมื่อกองกำลังของสหประชาชาติเข้ามาช่วยเกาหลีใต้รบ ก็สามารถผลักดัน
ทหารเกาหลีเหนือจนเกือบถึงแม่น้ำยาลู ซึ่งเป็นพรมแดนติดกับประเทศจีนทำให้จีนตัดสินใจส่งทหาร เข้าช่วยเหลือเกาหลีเหนือ
- หลังจากที่กองทัพจีนยกทัพลงมาช่วยกองทัพเกาหลีเหนือ ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องถอยลงมาอยู่ที่ดินแดนของเกาหลีใต้

- จวบจนกระท่ังในค.ศ.1953 ได้มีการสงบศึกระหว่างทั้งสอง
ฝ่ายและได้มีการจัดตั้งเขตปลอดทหารขึ้นเพื่อเป็นแนวกันชน
ระหว่างทั้งสองชาติ
Douglas MacArthur
สงครามเวียดนาม
- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ฝรั่งเศสที่ต้องเสียเวียดนามให้กับกองทัพญี่ปุ่นได้พยายามกลับ เข้ามาปกครองเวียดนามอีกครั้ง ทำำให้เวียดมินห์ลุกขึ้นต่อต้านฝร่ังเศส

- ความพยายามรักษาสถานะเจ้าอาณานิคมทำให้ฝรั่งเศสมีความคิดที่จะจัดตั้ง "สหพันธ์อินโดจีน" โดยจะสิทธิในการปกครองตนเองแก่ชาติในสหพันธ์อินโดจีน แต่อยู่ภายใต้สหภาพฝรั่งเศส

- อย่างไรก็ตามทางเวียดมินห์ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว และยังคงสู้รบกับฝร่ังเศสต่อไปจนกระทั่ง ในค.ศ.1954 หลังจากที่ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายศูนย์เสียกำลังทหารเป็นจำนวนมาก จึงได้มีการทำข้อตกลง
เจนีวาเพื่อยุติสงครามระหว่างฝรั่งและเวียดนาม

- ข้อตกลงเจนีวาที่ทำขึ้นหลังสงครามกับฝรั่งเศสนี้เองได้เป็นชนวนของสงครามเวียดนามในเวลา ต่อมา เมื่อมีข้อตกลงที่จะแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน และให้มีการรวมประเทศหลังการเลือกตั้ง ซึ่งในที่สุดแล้วเวียดนามใต้ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ก็คว่ำบาตรการเลือกตั้งดังกล่าว
Ho Chi Minh
v0 nguyen giap
- สงครามเวียดนามเป็นสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างเวียดนามใต้ซึ่งได้รับการ สนับสนุนจากฝ่ายสหรัฐฯ กับเวียดนามเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนและ
สหภาพโซเวียต ซึ่งเร่ิมต้นขึ้นในค.ศ. 1955 - 1975

- การที่สหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ก็เพื่อต่อต้านมิให้เวียดนามเหนือซึ่งเป็น คอมมิวนิสต์สามารถรวมเวียดนามใต้ได้ อันจะเป็นการเผยแพร่อิทธิพลของ
ลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามทฤษฎีโดมิโน

- ในระยะแรกของสงครามสหรัฐฯ ทำหน้าที่เพียงแค่่ส่งที่ปรึกษาทางการทหาร มาช่วยเวียดนามใต้ทำรบ แต่ต่อมาเมื่อสงครามทวีความรุนแรงมากขึ้น สหรัฐฯ จึงได้ส่งทหารรวมแล้วกว่า 5 แสนนายเข้าร่วมรบในสงครามเวียดนาม
- นอกจากสงครามในประเทศเวียดนามแล้ว สหรัฐฯ ยังได้ขยายขอบเขตของ สงครามไปยังประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลัทธิคอมมิวนิสต์กำลัง เติบโตอย่างรวดเร็ว

- ประเทศไทยได้กลายเป็นฐานทัพใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้งในฐานะของสนามบินและ เป็นแหลงพักผ่อนของทหารสหรัฐฯ ที่เดินทางมาทำสงครามเวียดนาม

- การที่สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามเป็นเวลานานและศูนย์เสียทหารเป็นจำนวน มากทำให้เกิดการเคลื่อนไหวภายในประเทศเพื่อต่อต้านการทำสงครามในครั้งนี้

- ในค.ศ.1973 สหรัฐฯ ได้เริ่มถอนทหารออกจากเวียดนามหลังจากตระหนักแล้วว่า ไม่สามารถปกป้องเวียดนามใต้จากการรุกรานของเวียดนามเหนือได้และในที่สุดกรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ก็ถูกยึดในค.ศ.1975 และปีต่อมาจึงมีการรวมเวียดนามทั้งสอง
การแข่งขันทางอวกาศ
- พัฒนาการทางอวกาศมีจุดเริ่มต้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเยอรมนีได้เริ่ม พัฒนาจรวด V - 2 (Vergeltungswaffe) เพื่อใช้ในการทหาร เนื่องจากไม่มีข้อห้ามในสนธิสัญญาแวร์ซาย ด้วยเหตุนี้เยอรมนีจึงเร่งพัฒนาจรวด V-2 และใช้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จรวด V-2 ได้กลายเป็นต้นแบบของกระสวยอวกาศ

- หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง กองทัพสหรัฐฯ สามารถควบคุมตัว เวอร์เฮอร์ ฟอน บราวน์ (Wernher von Braun) หัวหน้าโครงการวิจัยจรวด V-2 ไว้ได้ รวมทั้งทีมวิจัย และเพื่อแลกับการที่ไม่ต้องขึ้นศาลอาชญากรสงคราม สหรัฐฯ ได้ยื่นเงื่อนไขให้ ฟอน บราวน์ มาทำงานกับกองทัพสหรัฐฯ

- บราวน์เข้าร่วมใน "ปฏิบัติการคลิปหนีบกระดาษ" (Operation Paperclip) เพื่อทดลองส่งจรวดขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ
wernher von Braun
- สำหรับโซเวียต โครงการพัฒนาด้านอวกาศเริ่มต้นขึ้นหลัง
จากที่ทหารโซเวียตสามารถยึดศูนย์วิจัยและโรงงานสร้าง
จรวดได้ระหว่างบุกเยอรมนี

- โซเวียตจึงกวาดต้อนวิศวกรชาวเยอรมนีกว่า 2 พันคนที่
มีส่วนร่วมในการพัฒนาจรวดไปทำงานในฐานะที่ปรึกษา

- โดยหัวหน้าคณะวิศวกรวิจัยจรวดของโซเวียตคือ
เซเกย์ โคโรเลฟ (Sergei Korolev)
sergei korolev
- หลังจากที่เริ่มพัฒนาจรวด V-2 ที่ยึดได้จากเยอรมนีสหรัฐฯ และโซเวียต ก็สามารถสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลได้ จนเริ่มเข้าสู่ภาวะสงครามเย็นที่ทั้ง สองฝ่ายต่างมีอาวุธที่กำลังทำลายล้างรุนแรงไว้ในครอบครอง

- การต่อสู้ทางอาวุธได้เปลี่ยนเป็นการต่อสู้ทางอวกาศสหภาพโซเวียตเป็น ฝ่ายประสบความสำเร็จก่อนด้วยการส่งดาวเทียมสปุตนิค 1 (Sputnik -1) ขึ้นไปสู่วงโคจรของโลกในค.ศ.1957

- ต่อมาในปีเดียวกันโซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุตนิค 2 ขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับ สุนัขชื่อ "ไลกา" (Laika) ซึ่งเป็นจุดเร่ิมต้นของการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ในเวลาต่อมา
- หลังจากที่โซเวียตประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมทั้งสองดวงแล้ว ในค.ศ.1958 โซเวียตก็สามารถพัฒนา ขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile - ICBM) ได้สำเร็จทำให้โซเวียตสามารถโจม ตีเมืองสำคัญทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ได้ทั้งหมด

- สหรัฐฯ พยายามส่งจรวดขึ้นไปบนอวกาศแต่ก็ประสบความล้มเหลว เป็นส่วนใหญ่ กระทั่งค.ศ.1958 สหรัฐฯ ได้ส่งดาวเทียมเอ็กพอเรอร์ (Exploror I) ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ และเป็นจุดเริ่มต้นในเวลาต่อมาได้
ก่อตั้งองค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติ (NASA)

- แต่โซเวียตก็ยังคงนำหน้าสหรัฐฯ อยู่ด้วยการส่งยานอวกาศไปยังดวงจันทร์ โดยยานลูนา 1 (Luna I) ในค.ศ.1959 และความสำเร็จครั้งสำคัญของโซเวียตคือการส่งมนุษย์คนแรกขึ้นไปบนอวกาศคือ ยูรี กาการิน (Yuri Gagarin) ในค.ศ.1961

- ความสำเร็จของโซเวียตทำให้สหรัฐฯ เร่งพัฒนาโครงการอวกาศโดยมีเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ โครงการอพอลโล (Apollo project) จึงเริ่มต้นขึ้นในค.ศ.1970 แต่ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังเร่ิมโครงการอพอลโล โซเวียตได้ส่ง "วาเลนตินาา เทเรสโกวา" (Valentina treshkova) นักบินอวกาศผู้หญิงคนแรกขึ้นไปโคจรรอบโลก
yuri gagarin
Valentina treshkova
- ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มโครงการอพอลโล ทางโซเวียตก็ได้เริ่มโครงการโซยุต (Suyuz) เพื่อส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์เช่นกัน ความพยายามแข่งขันทั้งสองชาติต้องแลกมา ด้วยชีวิตของนักบินอวกาศหลายคน หนึ่งในบินอวกาศโซเวียตคนสำคัญที่เสียชีวิตจาก
การแข่งขันทางอวกาศคือ วลาดิเมียร์ โคมารอฟ (Vladimir Komarov) มนุษย์คนแรก ที่เสียชีวิตการสำรวจอวกาศ

- ในค.ศ.1969 สหรัฐฯ ก็ประสบความสำเร็จในการส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์เป็นผลสำเร็จ
ด้วยยาน อพอลโล 11 โดยนีล อาร์มสตอง (Neil Armstorng) กลายเป็นมนุษย์คนแรก ที่เดินบนดวงจันทร์

- การแข่งขันทางอวกาศระหว่างทั้งสองชาติยังคงดำเนินเรื่อยมา จนกระทั่งในค.ศ.1972 โซเวียตและสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลง "จำกัดอาวุธยุทธศาสตร์ครั้งที่ 1" (SALT I)
Vladimir Komarov
apollo II
neil armstorng
Yasukuni Shrine
Full transcript