Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

นาฏศิลป์ไทยในรัชกาลที่ 9

No description

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of นาฏศิลป์ไทยในรัชกาลที่ 9

นาฏศิลป์ไทยในรัชกาลที่ 9
นาฏยศิลป์ประเภทต่างๆในรัชกาลที่ 9
สมัยสุโขทัย
เป็นการแสดงประเภทระบำ รำ ฟ้อน มีวิวัฒนาการมาจากการละเล่นของชาวบ้านเป็นการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากเสร็จงานหรือแสดงในงานบุญงานรื่นเริงประจำปีปรากฏในหนังสือไตรภูมิพระร่วงฉบับพระมหาราชาลิไทว่า“บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อนระบำบันลือ”แสดงให้เห็นรูปแบบของนาฏศิลป์ที่ปรากฏในสมัยนี้ คือ เต้น รำ ฟ้อน และระบำ



นาฏศิลป์ไทยเป็นศิลปะประจำชาติที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันและมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามยุคสมัยจนกระทั้งพัฒนามาเป็นนาฏศิลป์ระดับมาตรฐานที่มีแบบแผน และเป็นเอกลักษณ์ของไทย


นาฏศิลป์ไทยในรัชกาลที่ 9 รายวิชา...ประวัติศาสตร์นาฏศิลป์ไทย
สมัยอยุธยา
ได้พัฒนาการแสดงในรูปแบบของละครรำนับเป็นต้นแบบของละครรำแบบอื่นๆต่อมาคือละครชาตรีละครนอกและละครในสำหรับละครในเป็นละครผู้หญิงแสดงเฉพะในราชสำนักในราชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนิยมแสดงเรื่องนิเหนาซึ่งเจ้าพินทวดีได้สืบทอดท่ารำต่อมาจนถึงสมัยธนบุรี


สมัยธนบุรี
มีละครรำของหลวงที่มีผู้หญิงและผู้ชายแสดงและมีละครผู้หญิงของเจ้านครศรีธรรมราชส่วนนาฏศิลป์ที่เป็นการแสดงเพื่อสมโภชพระแก้วมรกต มีทั้งโขน ละครรำ ระบำ และมหรสพต่างๆ


สมัยรัตนโกสินท
ร์ระบำและรำมีความสำคัญต่อราชพิธีต่างๆในรูปแบบของพิธีกรรมโดยถือปฏิบัติเป็นกฎมณเฑียรบาลมาจนถึงสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น (สมัยรัชกาลที่1 – รัชกาลที่ 4 )

หมวดหนังใหญ่โขนละคร

มหรสพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของชาวไทยในสมัยโบราณอีกอย่างหนึ่ง ก็คือหนังซึ่งเราเรียกกันในภายหลังนี้ว่าหนังใหญ่เพราะมีหนังตะลุงซึ่ง
เป็นหนังตัวเล็กเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งจึงเติมคำเรียกให้แตกต่างกันออก
ไปตัวหนังนั้นเขาใช้แผ่นหนังวัวสลุสลักเป็นรูปตัวละครในเรื่องราม
เกียรติ์ด้วยลวดลายงดงามวิจิตรมิไม้ผูกทาบตัวหนังไว้ทั้งสองข้างเพื่อ
ให้ตัวหนังตั้งตรงไม่คดหรืองอและไม้ที่ผูกทายนั้นก็ทำให้มีคันยื่นยาว
พันลงมาใต้ตัวหนังสือเป็นสองข้างเพื่อใช้มือทั้งสองจับถือและยกได้
ถนัด (ดูรูป) สถานที่เล่นเขาปลูกโรงขึงจอโดยใช้ไม้ไผ่แทนก็ได้ปักเป็นเสา 4 ต้นและใช้ผ้าขาวดาดเป็นจอ ยาวราว 9 วา สูงราว 3 วา
เป็นที่น่าประหลาดว่า เหตุใดในระยะนั้นจึงไม่ปรากฏเรียกการเล่นดังกล่าวมาแล้วนี้ว่า “โขน”เพราะตลอดเวลาที่พูดถึงการเล่นในหลักฐานต่าง ๆ ดังกล่าวมา ไม่ปรากฏเรียกการเล่นเหล่านั้น “โขน” ทั้งไม่ปรากฏคำว่า “โขน” ในจารึกหรือเอกสารสมัยโบราณของไทยเลย และเรื่องที่ใช้สำหรับเล่นโขนของเรา ก็ปรากฏใช้แต่เรื่องรามเกียรติ์ซึ่งเป็นเรื่องที่มีกำเนิดเดิมมาจากรามายณะของฤษีวาลมิกิในประเทศอินเดีย มิได้เล่นตอนกวนน้ำอมฤตเหมือนที่กล่าวถึงในตำรานาฏยศาสตร์ หากแต่ในการเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ได้พรรณนาถึงผู้เล่นแต่งตัวเป็นเทวดา อสูร (ยักษ์) ลิง เหมือนกับโขนเล่นเรื่องรามเกียรติ์ ด้วยเหตุนี้ศิลปบางส่วนของการเล่นโขนอาจสืบเนื่องมาจากเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์บ้างก็ได้ ที่กล่าวมานี้เป็นการหาที่มาของมหานาฎกรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า “โขน” ของเรา
หนังใหญ่
โขน
เป็นศิลปะการร่ายรำที่เล่นเป็นเรื่องราว มีพัฒนาการมาจากการเล่านิทาน ละครมีเอกลักษณ์ในการแสดงและการดำเนินเรื่องด้วยกระบวนลีลาท่ารำ เข้าบทร้อง ทำนองเพลงและเพลงหน้าพาทย์ที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ มีแบบแผนการเล่นที่เป็นทั้งของชาวบ้านและของหลวงที่เรียกว่า ละครโนราชาตรี ละครนอก ละครใน เรื่องที่นิยมนำมาแสดงคือ พระสุธน สังข์ทอง คาวี อิเหนา อุณรุท นอกจากนี้ยังมีละครที่ปรับปรุงขึ้นใหม่อีกหลายชนิด การแต่งกายของละครจะเลียนแบบเครื่องทรงของพระมหากษัตริย์ เรียกว่า การแต่งการแบบยืนเครื่อง นิยมเล่นในงานพิธีสำคัญและงานพระราชพิธีของพระมหากษัตริย์
ละครรำ
วิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทย

ละครชาตรี นับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ และมีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่นๆ มีลักษณะเป็นละครเร่คล้ายของอินเดียที่เรียกว่า "ยาตรี" หรือ "ยาตราซึ่งแปลว่าเดินทางท่องเที่ยว ละครยาตรานี้คือละครพื้นเมืองของชาวเบงคลีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นละครเร่ นิยมเล่นเรื่อง "คีตโควินท์" เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ตัวละครมีเพียง ๓ ตัว คือ พระกฤษณะ นางราธะ และนางโคปี ละครยาตราเกิดขึ้นในอินเดียนานแล้ว ส่วนละครรำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นในสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา จึงอาจเป็นได้ที่ละครไทยอาจได้แบบอย่างจากละครอินเดีย เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมของอินเดียแพร่หลายมายังประเทศต่างๆในแหลมอินโดจีน เช่น พม่า มาเลเซีย เขมร และไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันอยู่มาก
ละครชาตรี
ละครนอก มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นละครที่แสดงกันนอกราชธานี แต่เดิมคงมาจากการละเล่นพื้นเมือง และร้องแก้กัน แล้วต่อมาภายหลังจับเป็นเรื่องเป็นตอนขึ้น เป็นละครที่ดัดแปลงวิวัฒนาการมาจากละคร "โนห์รา" หรือ "ชาตรี" โดยปรับปรุงวิธีแสดงต่างๆ ตลอดจนเพลงร้อง และดนตรีประกอบให้แปลกออกไป


ละครใน ละครในมีหลายชื่อ เช่น ละครใน ละครข้างใน ละครนางใน และละครในพระราชฐาน เป็นต้น สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ละครในแสดงมาจนถึงสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ หลังสมัยรัชกาลที่ ๖ มิได้มีละครในในเมืองหลวงอีก เนื่องจากระยะหลังมีละครสมัยใหม่เข้ามามาก จนต่อมามีผู้คิดฟื้นฟูละครในขึ้นอีก เพื่อแสดงบ้างในบางโอกาส แต่แบบแผน และลักษณะการแสดงเปลี่ยนไปมาก


ละครใน
ละครนอก
ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ กำเนิดขึ้น ณ บ้านเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ( ม.ร.ว. หลาน กุญชร ) โดยแสดง ณ โรงละครของท่านที่ตั้งชื่อว่า "โรงละครดึกดำบรรพ์" เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้เดินทางไปยุโรปเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๔ และมีโอกาสได้ชมละครโอเปร่า (Opera) ซึ่งท่านชื่นชมการแสดงมาก เมื่อกลับมาจึงคิดทำละครโอเปร่าให้เป็นแบบไทย จึงเล่าถวาย สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ก็โปรดเห็นว่าดี ในการสร้างละครดึกดำบรรพ์ครั้งนี้
ละครดึกดำบรรพ์
ละครพันทาง เป็นละครแบบผสม ผู้ให้กำเนิดละครพันทางคือ เจ้าพระยามหินทร์ศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่เพิ่งมาเป็นหลักฐานมั่นคงในรัชกาลที่ ๕ ซึ่งแต่เดิมก็แสดงละครนอก ละครใน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านไปยุโรปจึงนำแบบละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอกของท่าน ให้มีแนวทางที่แปลกออกไป ละครของท่านได้รับความนิยมมากในปลายรัชกาลที่ ๕ และสิ่งที่ท่านได้สร้างให้เกิดในวงการละครของไทย
ละครพันทาง
หมวดละครพื้นบ้านและฟ้อนพื้นเมือง

ลิเก เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ คำว่า ลิเก เพี้ยนมาจากคำว่า ซิเกร์ ในภาษาเปอร์เซีย ที่ยืมมาจากคำว่า ซิกรุ (Zakhur) ในภาษาอาหรับ อันหมายถึงการอ่านบทสรรเสริญเป็นการรำลึกถึงอัลลอหฺพระเจ้าในศาสนาอิสลาม พระครูศรีมหาโพธิคณารักษ์ก็ได้กล่าวถึงลิเกไว้ ว่า พวกมุสลิมนิกายชีอะห์ หรือเจ้าเซ็นจากเปอร์เซีย นำสวดลิเกที่เรียกว่า ดิเกร์ เข้า มาในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยกรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรง บันทึกว่า ยี่เกนั้น เพี้ยนมาจาก จิเกมีบันทึกว่า พวกแขกเจ้าเซ็นได้สวดถวายตัวในการบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อ พ.ศ. 2423 ต่อมาคิดสวดแผลงเป็นลำนำต่าง ๆ คิดลูกหมดเข้าแกมสวด ร้องเป็นเพลงต่างภาษา และทำตัวหนังเชิด โดยเอารำมะนาเป็นจอก็มี ลิเกจึงกลายเป็นการเล่นขึ้น ต่อมามีผู้คิดเล่นลิเกอย่างละคร คือ เริ่มร้องเพลงแขก แล้วต่อไปเล่นอย่างละครรำ และใช้ปี่พาทย์อย่างละคร

ลิเก

ซอ หมายถึง การร้องหรือการขับร้องเพลงพื้นบ้าน ของล้านนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ซอพื้นเมือง เป็นเพลง พื้นบ้านอย่างหนึ่งของชาวล้านนาไทยในเขต ๘ จังหวัด ภาคเหนือ และบางส่วนของจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ และ ตาก การซอมีทั้งการโต้ตอบกันในลักษณะบทเกี้ยวพาราสี ระหว่างชายหญิง หรือซอเดี่ยวเพื่อเล่าเรื่อง พรรณนา เหตุการณ์ มีเครื่องดนตรีพื้นบ้านบรรเลงประกอบ
ผู้ขับเพลงซอ หรือที่เรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “ช่างซอ” ที่ร้องโต้ตอบกันเรียกว่า “คู่ถ้อง” ช่างซอที่เป็น คู่ถ้องต้องเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบดีและได้รับการฝึกฝน จนชำนาญ เพราะต้องโต้ตอบกับอีกฝ่ายอย่างทันท่วงที ต้องมีความรู้รอบตัวและมีความจำดี เพราะสามารถนำสิ่ง รอบข้างมาใช้ในการซอได้ นอกจากนี้ต้องจำทำนองของ เพลงซอได้อย่างขึ้นใจ

ละครซอ
หุ่นไทย คือ รูปแบบจำลอง ทำคล้ายของจริง ประดิษฐ์ด้วยวิธีปั้น หรือแกะสลัก ใช้ในการเล่นมหรสพ เคลื่อนไหวด้วยการปักหรือเชิด บังคับให้เคลื่อนไหวเพื่อแสดงเป็นเรื่องราว การนำหุ่นมาแสดงระยะแรกยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้มาก เป็นลักษณะหุ่นนิ่ง ต่อมาดัดแปลงแก้ไขจนสามารถเคลื่อนไหวเลียนแบบการเคลื่อนไหวของคนหรือสัตว์
ประวัติการสร้างหุ่นมีหลักฐานว่ามีตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ไม่เรียกว่า "หุ่น" เรียกว่า "กทำยนตร"[ต้องการอ้างอิง] คำว่า "หุ่น" มาปรากฏในสมัยอยุธยาตอนต้นช่างที่ทำหุ่น เรียกว่า "ช่างหุ่น" เป็นช่างหนึ่งในช่างสิบหมู่ และมีหลักฐานการเชิดหุ่นในสมัยอยุธยาตอนกลางแต่ยังไม่มีเสียง การเคลื่อนไหวไม่แนบเนียน มาเริ่มแพร่หลายชักหุ่นเชิดในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ ราวรัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 7 การสร้างตัวหุ่น นิยมสร้างโดยจำลองจากตัวละครในวรรณคดี หรือจำลองจากตัวโขนในเรื่องรามเกียรติ์ เลียนแบบตั้งแต่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตลอดจนลีลาท่ารำ

หุ่นไทย

หนังตะลุง คือ ศิลปะการแสดงประจำท้องถิ่นอย่างหนึ่งของภาคใต้ เป็นการเล่าเรื่องราวที่ผูกร้อยเป็นนิยาย ดำเนินเรื่องด้วยบทร้อยกรองที่ขับร้องเป็นสำเนียงท้องถิ่น หรือที่เรียกกันว่าการ "ว่าบท" มีบทสนทนาแทรกเป็นระยะ และใช้การแสดงเงาบนจอผ้าเป็นสิ่งดึงดูดสายตาของผู้ชม ซึ่งการว่าบท การสนทนา และการแสดงเงานี้ นายหนังตะลุงเป็นคนแสดงเองทั้งหมด
หนังตะลุงเป็นมหรสพที่นิยมแพร่หลายอย่างยิ่งมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในยุคสมัยก่อนที่จะมีไฟฟ้าใช้กันทั่วถึงทุกหมู่บ้านอย่างในปัจจุบัน หนังตะลุงแสดงได้ทั้งในงานบุญและงานศพ ดังนั้นงานวัด งานศพ หรืองานเฉลิมฉลองที่สำคัญจึงมักมีหนังตะลุงมาแสดงให้ชมด้วยเสมอ

หนังตะลุง

เป็นการแสดงที่ปรับปรุงมาจากการแสดงโขนให้เรียบง่ายขึ้นเป็นแบบชาวบ้าน ลดแบบแผนทั้งท่ารำการแต่งกาย การขับร้อง คำพากย์ และเจรจา โดยประสมการแสดง ๓ ชนิด คือ โขน หนังตะลุง และลิเก โดยผู้แสดงเป็นผู้พูดเจรจาเองและไม่ต้องสวมหัวโขนคลุมหน้า

โขนสด

เป็นศิลปะการฟ้อนของชาวพื้นเมืองเหนือที่ได้รับอิทธิพลมาจากชนชาติไทยใหญ่ ฟ้อนกันทั่วไปแถบ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดเชียงใหม่ที่มีชาวพื้นเมืองที่สืบเชื้อสายมา
จากชนชาติไทยใหญ่มาแต่เดิม ซึ่งมีการฟ้อนโดยทั่วไปทั้งชายและหญิง

ฟ้อนไต
ในปี พ.ศ.2522 วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ได้จัดตั้งขึ้นเป็นวิทยาลัยนาฏศิลป์แห่งแรกในภาคอีสาน เปิดทำการเรียนการสอนด้านวิชาสามัญ และดนตรีนาฏศิลป์ทั้งที่เป็นของราชสำนักและพื้นบ้านอีสาน โดยเฉพาะศิลปะพื้นบ้านอีสานได้เชิญหมอลำฉวีวรรณ ดำเนิน มาสอนหมอลำ อาจารย์ทองคำไทยกล้า สอนเป่าแคน อาจารย์ทรงศักดิ์ ประทุมศิลป์ สอนโปงลาง โหวดและพิณ และอาจารย์ทองจันทร์ สังฆะมณี เป็นผู้สอนการฟ้อนรำ ในปีพ.ศ. 2523 นายชวลิต มณีรัตน์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด
ฟ้อนแม่ท่าอิสาน
หมวดละครพูดละครเพลง

ละครร้องเป็นศิลปการแสดงแบบใหม่ที่กำเนิดขึ้นในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเล้าเจ้าอยู่หัว ละครร้องได้ปรับปรุงขึ้นโดยได้รับอิทธิพลจากละครต่างประเทศ ละครร้องนั้นต้นกำเนิดมาจากการแสดงของชาวมลายู เรียกว่า "บังสาวัน" (Malay Opera) ได้เคยเล่นถวายรัชกาลที่ ๕ ทอดพระเนตรครั้งแรกที่เมืองไทรบุรี และต่อมาละครบังสาวันได้เข้ามาแสดงในกรุงเทพฯ โรงที่เล่นอยู่ข้างวังบูรพา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงแก้ไขปรับปรุงเป็นละครร้องเล่นที่โรงละครปรีดาลัย (เดิมสร้างอยู่ในวังของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ถนนตะนาว) คณะละครของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์นี่ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเรียกชื่อว่า "ละครหลวงนฤมิตร" บางครั้งคนยังนิยมเรียกว่า "ละครปรีดาลัย" อยู่ ต่อมาเกิดคณะละครร้องแบบปรีดาลัยขึ้นมากมายเช่น คณะปราโมทัย ปราโมทย์เมือง ประเทืองไทย วิไลกรุง ไฉวเวียง เสรีสำเริง บันเทิงไทย และนาครบันเทิง เป็นต้น ละครนี้ได้นิยมกันมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ โรงละครที่เกิดครั้งหลังสุด คือ โรงละครนาคบันเทิงของแม่บุนนาค กับโรงละครเทพบันเทิงของแม่ช้อย

ละคระร้อง
เป็นรูปแบบของละครที่นำดนตรี เพลง คำพูด และการเต้นรำ รวมเข้าด้วยกัน การแสดงอารมณ์ ความสงสาร ความรัก ความโกรธ รวมไปถึงเรื่องราวที่บอกเล่าผ่านละคร ผ่านคำพูด ดนตรี การเคลื่อนไหว เทคนิคต่าง ๆ ให้เกิดความบันเทิงโดยรวม ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 การแสดงละครเพลงบนเวทีจะเรียกว่าง่าย ๆ ว่า มิวสิคัล (musicals)
ละครเพลง

คำว่า “สังคีต” หมายถึง การรวมเอาการฟ้อนรำและการละคร พร้อมทั้งดนตรีทางขับร้อง และดนตรีทางเครื่องด้วย ละครสังคีตหมายถึง ละครที่มีทั้งบทพูดและบทร้องเป็นส่วนสำคัญเสมอ จะตัดอย่างไรอย่างหนึ่งออกไม่ได้
ละครสังคีตเป็นละครที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มขึ้น โดยมีวิวัฒนาการจากละครพูดสลับลำ ต่างกันที่ละครสังคีตมีบทสำหรับพูด และบทสำหรับตัวละครร้องในการดำเนินเรื่องเท่า ๆ กัน

ละครสังคีต

ละครร่วมสมัย (contemporary drama) หรือละครกระแสหลัก (main stream)ในปัจจุบันมีหลายประเภท เช่น ละครเพลง (musical) บทละครและรูปแบบการแสดง ได้รับการขัดเกลาให้มีความงาม สุนทรียทางศิลปะ ส่วนใหญ่จะรับบทบาทโดยนักแสดงของมะขามป้อม ละครร่วมสมัย มีเป้าหมายหลักในการสื่อสารประเด็นทางสังคมกับผู้ชม สร้างความสั่นสะเทือนทางอารมณ์ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมรู้สึกร่วมกับเรื่องราว และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ละครร่วมสมัย
หมวดนาฏศิลป์ทางสากลและมหกรรมทางศิลปวัฒนธรรม

เป็นศิลปะการเต้นรำแขนงหนึ่ง ที่มีประวติความเป็นมายาวนานนับศตวรรษ โดยมีจุดกำเนิดครั้งแรก ณ ประเทศ อิตาลี ในยุคสมัยที่เรียกว่า เรเณซอง หรือ ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ ศิลปะการเต้นบัลเล่ต์ในยุคแรกเริ่ม ถือว่าเป็นกิจกรรมทางสังคม ของราชสนักอิตาลี ที่ถือกำเนิดขึ้น และมักนิยมจัดการแสดงโดยเหล่าขุนนางชายเป็นส่วนใหญ่ โดยสาเหตุหนึ่งเกิดขึ้นจากความแต่งต่างของเครื่องแต่งกาย ที่เหล่าขุนนางชายสวมใส่ ชุดที่มีความกระชับและง่ายต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย มากกว่าเหล่าขุนนางฝ่ายหญิง ที่สวมกระโปรงสุ่มขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงกว่างได้ว่าศิลปะการเต้นบัลเล่ต์ บุตรตรีแห่งตระกูลเม ดิซีในประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นตระกูลหนึ่งที่มีความสำคัญในการปกครองประเทศอิตาลีในขณะนั้น ในเวลาต่อมาพระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี ได้นำศิบปะการเต้นบัลเล่ต์ เข้าไปเผยแพร่สู่ราชสำนักฝรั่งเศส ภายหลังการอภิเษกสมรสกับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 แห่งฝรั่งเศส

บัสเล่ต์
นาฏยศิลป์สร้างสรรค์ : ระบำ
ระบำในรายงานฉบับนี้หมายถึง การแสดงนาฏยศิลป์ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ด้วยวัตถุประสงค์ใดวัตถุประสงค์หนึ่งมีการดำเนินกระบวนฟ้อนรำตั้งแต่ต้นจนจบในเวลาอันสั้นประกอบด้วย ดนตรีอาจมีบทร้อง มีอุปกรณ์การฟ้อนรำ ไม่มีตัวดำเนินเรื่องส่วนระบำที่แสดงด้วยตัวละครในท้องเรื่องของโขน
และละคร ก็นับรวมอยู่ในรายงานฉบับนี้ด้วยนอกจากนี้การแสดงนาฏยศิลป์ที่มีชื่อ
เฉพาะ และไม่ได้เรียกว่า ระบำมาตั้งแต่เดิม อาทิ ระเบง มงครุ่ม กุลาตีไม้ ฯลฯ ก็นับรวมอยู่ในบทที่ว่าด้วยระบำนี้เช่นเดียวกัน
ลักษณะเด่นของนาฏยศิลป์รัชกาลที่ 9
โขนละครในรัชกาลนี้คงมีลักษณะเด่นคือการแสดงยังคงรักต่างแบบเห็นทั่งเตรียมเอาไว้อย่างครบถ้วนแต่ปรับกระบวนการแสดงให้กระชับโดยลดกระบวนการท่ารำที่ซ้ำกันลงแต่ยังคงคุณภาพคุณลักษณะและความหมายเดิมเอาไว้
เนื้อหาในแต่ละตอนก็ปรับให้ดำเนินเรื่องกระชับขึ้นโดยเน้นบทบาทของตัวเองและอารมณ์ของตัวละครมาก
กว่าการพรรณนาลดลงส่งแต่ละองค์ทรงเครื่องแต่ยังคงใจความของเรื่องไว้อย่างสมบูรณ์
ฉากโขนและละครรำในรัชกาลปัจจุบันมีการจัดหาปราณีตสอดรับกับความต้องการผมด้านการแสดงเป็นอย่างดีที่สำคัญคือเป็นฉากที่ดูสมจริงตามธรรมชาติแต่ส่วนประเภทของฉาก เช่น ลวดลายทางสถาปัตยกรรมตลอดจนดอกไม้ในป่านิยมให้มีลวดลายวิจิตรแบบเดียวกับวิกิจกรรมฝาผนังจึงทำให้ฉากกับเครื่องแต่งกายโขนละครรำมีความกลมกลืนกันดียิ่งนอกจากนี้ยังทำหน้าที่แทนบทพรรณนาฉากได้
อย่างดี
การฟ้อนรำในลักษณะที่มีการปรับวุฒิองค์ประกอบต่างๆของการแสดงโขนละครรำให้กระทัดรัดจะมีการเพิ่มความประการตาในการฟ้อนรำโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมระบำชุดต่างๆลงไปในการแสดงโขนละครโดยจัด
ให้ระบำเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินเรื่องซึ่งต่อมาก็สามารถแยกระบำแต่ละชุดออกมาเป็นเอกเทศได้รูปแบบของการฟ้อนรำในระบำเหล่านี้ยังคงอยู่ในกรอบของแบบแผนดั้งเดิม

นาฏยศิลป์ดั้งเดิม

ลักษณะเด่นในนาฏยศิลป์ที่เกิดขึ้นใหม่ในรัชกาลนี้มี 2 ประเภทคือ 1 การแสดงประเภทใหม่ๆและ 2 รูปแบบของการฟ้อนรำ

นาฏยศิลป์ที่เกิดใหม่
1. การแสดงประเภทใหม่ๆมีลักษณะที่โดดเด่นและมีอิทธิพลต่อการแสดง
จนเกิดรูปแบบใหม่คือบัลเล่ต์ผสมพลาสติกกับรำไทยหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าบบัลเล่ต์ไทยกับการพัฒนาเพลงพื้นเมืองเป็นละครพื้นเมืองคือหมอลำเครื่องและละครปอรวมทั้งละครร่วมสมัยที่นำวรรณคดีการละครและรูปแบบการแสดงของเดิมมาปรับใหม่ให้เป็นปัจจุบันสมัย


2. รูปแบบของการฟ้อนรำพัฒนาการฟ้อนรำในรัชกาลนี้มี 2 แนวทางคือการผสมผสานไทยกับตะวันตกและการสร้างสรรค์จากของเดิม
การผสมผสานไทยกับตะวันตกเป็นกระแสผมโลกาภิวัตน์ซึ่งดำเนินมาเป็น
เวลานานเพราะประเพณีไทยเป็นเมืองเปิดมีเสรีภาพในการแสดงออกทางศิลปะนาฏยศิลป์ที่มีลักษณะผสมเช่นรำไทยประสมกับบัลเล่ต์รำไทยประสมกับ moderndog รำไทยประสมกับ content หรือรำพื้นเมืองภาคต่างๆกับนาฏยศิลป์ตะวันตก ก็มีมานานและยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้อิทธิพลจากบัลเล่ต์
เรื่องมโนราห์


นาฏยศิลป์ฟื้นฟูการฟื้นฟูนาฏยศิลป์ดั้งเดิมที่แทบจะสูญหายไปแล้วคือการที่มีบุคคลของกลุ่มบางจำพวกที่ ในนาฏยศิลป์บางประเภทซึ่งใกล้จะสูญหายไปจากวงการนาฏศิลป์ของไทยก็ได้พยายามรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่แต่การรื้อพื้นนั้นย่อมต้องมีการปรับแต่งด้วย
รสนิยมของบุคคลนั้นหรือคณะนั้นๆลงไปให้ดูงดงามตามแบบของตนซึ่งแน่นอนก็ย่อมแตกต่างไปจากต้นแบบดั้งเดิมบ้างไม่มากก็น้อย

นาฏยศิลป์ฟื้นฟู


จบการนำเสนอครับ/ค่ะ
จัดทำโดย

นายเฉลิมเกียรติ แป้นเส้ง

นางสาวอนงนาฏค์ ตี๋กุล


นักศึกษาปริญญาตรีปีที่3
ปีการศึกษา 2559 ภาคเรียนที่ 2
Full transcript