Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

อาณาจักร ตามพรลิงค์

No description
by

phussarat Suam

on 26 March 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of อาณาจักร ตามพรลิงค์

วัฒนธรรมและศาสนา

ศาสนาที่ปรากฏในตามพรลิงค์นั้นสามารถจำแนกได้ออกเป็นหลายความเชื่อและมีการเข้ามาเผยแผ่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน แต่ศาสนาทั้งหมดล้วนเป็นศาสนาที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย โดยผู้ที่เผยแผ่นั้นอาจเป็นชาวอินเดียเองหรือผู้คนในศรีลังกาหรือใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเอง
กำเนิดตามพรลิงค์
โครงสร้างทางภูมิศาสตร์
๑. มีพื้นที่ราบลุมชายฝั่งทะเล เหมาะแก่กาารเพาะปลูกเป็นจำนวนมาก มีแม่น้ำไหลผ่าน อุดมสมบูรณ์
พัฒนาการทางการเมือง

การปกครอง
เศรษฐกิจและสังคม

การสืบค้นข้อมูลนั้นสามารถสืบค้นได้จากบันทึกของต่างชาติเป็นหลัก ทั้งจีนและอินเดีย คือ

อาณาจักร ตามพรลิงค์
การค้า ตามพรลิงค์ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์การค้าที่สำคัญ ด้วยสภาพลักษณะทางภูมิศาสตร์นำมาสู่ความได้เปรียบทางทำเลที่ตั้งทั้งการเดินเรือและการค้า มีการติดต่อค้ารอบอ่าวไทย อีกทั้งยังค้าขายกับรัฐอื่นๆที่อยู่ห่างไกลด้วย ซึ่งความสามารถในการเดินเรือของชาวตามพรลิงค์นั้นเราอาจเห็นได้จากสงครามที่พระเจ้าจันทรภาณุยกทัพไปตีลังกาถึง 2 ครั้ง
เศรษฐกิจ

ตามบันทึกจีนนั้น บันทึกว่า ศูนย์กลางการค้าต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างติดต่อค้าขายกับตามพรลิงค์
ส่วนสินค้าที่ส่งไปจีนนั้นมี งาช้าง ไม้ฝาง จันทน์ ไม้หอมทั้งหลาย เครื่องเทศ ไข่มุก
มีสินค้าพื้นเมืองหลายอย่าง ทั้งขี้ผึ้ง ไม้กฤษณา ไม้จันทน์หอม ไม้มะเกลือ การบูร งาช้าง นอแรด เงิน กระดองเท่า หัวนกเงือก ในตัวเมืองเองนั้นมีสภาพเป็นตลาดนัดแล้ว
สินค้านำเข้า เครื่องลายคราม กลอง ไหม เหล้า ข้าว เกลือ น้ำตาล โดยเครื่องเคลือบ ผ้า เครื่องโลหะเป็นสินค้าที่นิยมต้องการของชาวเมืองมาก

ตามพรลิงค์นั้นมีที่ราบเนิน มีพื้นที่ทำนามาก มีการเก็บข้าวสำรองเอาไว้ มีการนำน้ำทะเลมาต้มเป็นเกลือ นำข้าวเม็ดเล็กๆมาทำเป็นเหล้า
พลเมืองนั้นมีการขี่ควาย เกล้าม้วนผมไว้ข้างหลัง เจาะหู เดินเท้าเปล่า บ้านเรือนของชนชั้นสูง สร้างด้วยไม้จริงแบบเรือนเครื่องสับ ส่วนสามัญชนทั่วไป ก็เป็นเรื่องเครื่องผูกธรรมดา นอกจากนี้ยังกล่าวถึงอาหารการกิน การแต่งกาย แต่งงาน การปลงศพ ตลอดจนกล่าวถึงงานเลี้ยงรับรองที่จัดขึ้น

วิถีชีวิตความเป็นอยู่
พบเทวรูปพระวิษณุที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีเพียง 4 องค์ ที่นครศรีธรรมราช 2 องค์ อายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 4-5

ศาสนาพราหมณ์นิกายไวษณพ
นิกายไศวะ
ปรากฏในตามพรลิงค์ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6-11 ซึ่งมีหลักฐานเป็นจารึกหุบเขาช่องคอย ในควนลำแพน บ้านคลองท้อน ตำบลควนเกย อำเภอจุฬาภรณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า
ความเชื่อเองพระเจ้าสูงสุด
ความเชื่อเรื่องอาตมัน
ความเชื่อเรื่องกรรม
ความเชื่อทางไสยศาสตร์
ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งสูงสด-การหลุดพ้น

พัฒนาการรัฐตามพรลิงค์ภายใต้ลัทธิไศวนิกาย
การสร้างศาสนสถาน
การปฏิบัติศาสนกิจ
การประกอบพิธีกรรม
การเขียนหนังสือ อักษรปัลวะ-ภาษาสันสกฤต

1.2 วิทยาการด้านการศึกษา
สถาปนาผู้ครองรัฐเป็นพระอิศวร โดยกลุ่มพราหมณ์
ใช้หลักธรรมของวรรณะกษัตริย์กับผู้ครองตามพรลิงค์

1.3 วิทยาการด้านการปกครอง
2.1การสถาปนาระบบตีรถะ
2.2การสถาปนาเทวาลัย
-บนภูเขา
-บนที่ราบ
2.3การสถาปนาระบบมัณฑละ(ศาสนสถาน)

2.บทบาทในฐานะของเจ้าแห่งป่า
3.1การสถาปนามัณฑละของพระศิวะ
3.2การสถาปนาเทพแห่งรัฐ
เทพเจ้าสูงสุด
เทพเจ้าชั้นรอง

3.บทบาทในฐานะของเจ้าแห่งเทพ
1.บทบาทในฐานะของเจ้าแห่งวิทยาการ
1.1วิทยาการด้านระบบความเชื่อ
เข้ามาในช่วงที่ตามพรลิงค์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของศรีวิชัย ซึ่งเป็นรัฐที่นับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
ซึ่งก็ได้เข้ามามีอิทธิพลในนครศรีธรรมราชในช่วงนี้เท่านั้น และที่สำคัญคือจำกัดและนิยมอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูงของตามพรลิงค์เท่านั้น

ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน
1.พุทธเจดีย์แบบศรีวิชัย
2.พทุธสถาน
3.พระโพธิสัตว์และพระพุทธรูป
4.พระพิมพ์ดินดิบและดินสุก

หลักฐาน
เจดีย์วัดแก้ว อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี
สมัยพระเจ้าจันทรภาณุยกทัพไปตีลังกา ราวๆคริสตศตวรรษที่ 13

พุทธศาสนาลังกาวงศ์
ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๑๔ มีอิทธิพลครอบคลุมบรรดาหัวเมือง และแว่นแคว้นอื่น ๆ ทั่วแหลมมลายู แต่ภายหลังได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ อาณาจักรสุโขทัย และต่อมาถูกรวมเข้ากับอาณาจักรอยุธยา ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๓๕o คำว่า "ตามพร" เป็นภาษาบาลี แปลว่า ทองแดง ส่วน "ลิงค์"
ถือเป็นแคว้นที่เก่าที่สุดแคว้นหนึ่งบนแหลมมลายู ก่อตั้งและมีความเจริญติดต่อกันมาหลายสมัย
ตั้งแต่ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ ๒ ครั้นในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ เมืองตามพรลิงค์ได้เปลี่ยนชื่อเป็น นครศรีธรรมราช
เป็นเครื่องหมายบอกเพศ เขียนเป็นอักษรภาษาอังกฤษว่า Tambalinga หรือ Tanmaling หรือ Tamballinggam จีนเรียก ตันเหมยหลิว
หรือโพ-ลิง หรือโฮลิง(แปลว่าหัวแดง) บางทีเรียกว่า
เชียะโท้ว(แปลว่าดินแดง)

ตัวเมืองแรกเริ่มเดิม เล่ากันว่าตั้งอยู่ที่เขาวัง
เรื่องของกำเนด นั้นมี หลักฐาน เก่าแก่สุดคือ คัมภีร์บาลีมหานิทเทศ
ดินแดนแถบนี้ถือได้ว่ามีหลักฐานทางโบราณคดีรับรองมากว่า เป็นเมืองที่ศาสนาพราหมณ์เจริญแพร่หลายมาก พบซากเทวะสถาน กระจายอยู่ทั่วไป
มีหลักฐานเป็นศิลาจารึกและจดหมายเหตุจีน รับรองถูกต้องตรงกันว่า เป็นเมืองตามพรลิงค์
หรือเมือง นครศรีธรรมราช

ตำบลลานสกา อำเภอลานสกา ต่อมาจึงย้ายมาที่
หาดทรายแก้ว เมื่อแผ่นดินงอก และมีภูเขาล้อมรอบ เหมาะแก่การตั้งเมือง
๒. ด้านหลังตัวเมืองเป็นเทือกเขา อุดมไปด้วยทรัพยากรณ์ธรรมชาติ
๓. ลมมรสุม กำหนดฤดูการและการประกอบอาชีพแก่ชาวพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็น ชาวนา ชาวประมง และชาวสวนทั้ง ๒ ฝากฝั่งทะเล

การเมืองการปกครอง
กษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช
ความสัมพันธ์กับภายนอก
ความสัมพันธ์เมืองตามพรลิงค์ กับ ลังกา
ความสัมพันธ์กับ จีน
การสิ้นสุดของเมืองตามพรลิงค์
สาเหตุของการสิ้นสุด ตามพรลิงค์
ประวัติศาสตร์ของตามพรลิงค์ ในยุคสุดท้าย นอกจากจะได้จากเอกสารของจีนแล้ว ก็ได้จากหนังสือมหาวงศ์ พงศาวดารลังกา จากศิลาจารึกของปัณฑยะในอินเดียตอนใต้และจากหนังสือชินกาลมาลินีปกรณ์ของไทย ฝ่ายเหนือและตำนานอื่นๆ ซึ่งได้กล่าวไว้ในสมัยของพระเจ้าจันทรภาณุในหลักศิลาจารึกที่ ๒๔ซึ่งพบที่ไชยา ว่าพระองค์ทรงยกทัพไปรบลังกาถึง ๒ ครั้ง ถึงกับมีอาณานิคมของตามพรลิงค์ เลยทีเดียว และในศิลาจารึกของพวกปัณฑยะแห่งอินเดียฝ่ายใต้เรียกพระนามของพระองค์ว่า “Savakan” ในขณะที่ทางลังกาเรียกพระนามของพระองค์ว่า “Javakas”อวสานของอาณาจักรตามพรลิงค์ ไม่ค่อยกระจ่างนักแต่พอสรุปได้ว่า อาณาจักรนี้อยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรทะเลใต้อย่างหลวมๆ แม้แต่อาณาจักรกัมพูชาก็ไม่ได้ผูกพันธ์แน่นแฟ้นแต่อย่างใด คงมีสภาพเป็นเมืองประเทศราชเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงง่ายต่อการประกาศเอกราชจากการปกครองในทันทีที่ประเทศที่เคยควบคุมอ่อนแอลง และเป็นเช่นนี้บ่อยๆ อีกประการหนึ่งอาณาจักรตามพรลิงค์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรไทยทาง ฝ่ายเหนือในช่วงต่อมาอีกประมาณ ๒๐ ปีหลังจาก พ.ศ.๑๗๗๓ เนื่องจากเป็นอาณาจักรไทยด้วยกัน และประการสุดท้ายอาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจและแผ่อิทธิพลไปตลอดแหลมมลายู ตามพรลิงค์ จึงต้องรับในการปกครองนั้นด้วยและในที่สุดก็รวมตัวเป็นอาณาจักร เดียวกันกับอาณาจักรไทยดังกล่าว จนเป็นปึกแผ่นตั้งแต่นั้นมา
ที่ตั้งของตัวเมืองหลวงของอาณาจักรตามพรลิงค์ มีการโยกย้ายหลายครั้ง จากหลักฐานทางโบราณคดี แสดงให้เห็นลักษณะการตั้งเมืองดังนี้
1. เมืองบ้านท่าเรือ
เป็นที่ตั้งเมืองในยุคแรก(ไม่นับในสมัยที่บ้านเมืองเดิมตั้งอยู่ที่สูงในเขต อำเภอลานสกา) เมืองบ้านท่าเรือตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะต่อการติดต่อ ค้าขายทางทะเล มีลำน้ำออกสู่ทะเลได้สะดวก เรือเดินทะเลขนาดเล็กสามารถเดินเข้ามาถึงตัวเมืองบ้านท่าเรือได้โดยสะดวก
2. เมืองพระเวียง
มีขนาดใหญ่กว่าเมืองในยุคแรก ลักษณะของเมืองมีกำแพงใหญ่แข็งแรงล้อมรอบ
ทางทะเลได้ดีกว่าเมืองในยุคแรก
โบราณวัตถุที่พบในเมืองพระเวียง มีอายุอยู่ในสมัยของ อาณาจักรศรีวิชัยตอนกลางหรือตอนปลาย และมี
มีที่ทำการเพาะปลูกมากกว่าเมืองในยุคแรกที่สำคัญคือ อยู่ในชัยภูมิที่สามารถป้องกันเมืองจากศัตรูหรือโจรสลัด
โบราณวัตถุถัดต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้นด้วย
3. เมืองนครศรีธรรมราช
เป็นที่ตั้งเมืองยุคที่ ๓ คือบริเวณศาลากลาง
จังหวัดในปัจจุบันนี้
เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมากกว่าเมืองในยุคแรกๆ คงสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย หรืออยุธยาตอนต้นๆ
เหตุที่ย้ายจากเมืองพระเวียงเพราะถูกพวกมลายูรุกรานเข้ามาทำลายเมือง อีกประการหนึ่งข้าศึกทางทะเลมารุกรานอยู่เสมอ
และเส้นทางที่ออกทะเลของเมืองใหม่นี้ก็สะดวก โดยใช้คลองท่าซัก และยังสามารถติดต่อกับชุมชนที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง
ซึ่งสะดวกต่อการปกครอง เช่นเมืองสิชล เมืองเทพราช
อนึ่งกษัตริย์ที่ปกครองนครศรีธรรมราชนั้น ชาวบ้านมักจะไม่ค่อยทราบพระนามจริงของท่านทุกพระองค์ จึงมักเรียกพระนามเหมือนกันทุกพระองค์ว่า “พระยาศรีธรรมาโศกราชบ้างพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชบ้าง” ด้วยมีเค้ามูลที่ฟังสืบต่อกันมาว่า พระยาศรีธรรมาโศกราชนั้น ท่านได้นำราษฎรเข้าสู่วัดไปถืออุโบสถ (คือการถือศีล ๘ ในวันพระชั่วระยะเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง) ตามแบบอย่างของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย ชื่อนี้จึงเป็นอิสริยยศที่ชาวเมืองยอมรับและพร้อมใจกันมอบหมายให้เป็นชื่อ ของกษัตริย์ทุกองค์ที่มาครองนครศรีธรรมราช



กษัตริย์มหาราชแห่งนครศรีธรรมราช
กษัตริย์ที่ครองนครศรีธรรมราช มีด้วยกันหลายองค์ซึ่งทั้งมีตัวตนอยู่ทั้งในตำนาน ประวัติศาสตร์ตลอดจนในจดหมายเหตุของชนต่างชาติ และในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนรับรองไม่ได้ว่าจะมีตัวตนอยู่จริงๆในยุคนั้นหรือไม่

แต่ก็มีชื่อปรากฎอยู่ตามหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้ว จำนวนกษัตริย์ตามที่ได้นำมาเสนอนี้จะมีจำนวนเท่าไดไม่สามารถจะทราบได้ แต่ปรากฎชื่อตามหลักฐานดังกล่าวแล้ว ในจำนวนนี้มีกษัตริย์ที่กล่าวได้ว่าเป็นกษัตริย์มหาราชตามความคิดของผู้ เรียบรวมอยู่ด้วยหลายองค์ ซึ่งน่าจะได้แก่กษัตริย์ดังต่อไปนี้

๑. พระยาอนุรุธธรรมิกราช กษัตริย์องค์นี้ได้ขยายอิทธิพลของนครศรีธรรมราช ไปจนถึง กรุงละโว้ และอาจจะขยายไปจนถึงอาณาจักรล้านนาด้วย

๒. พระยาวรราช กษัตริย์องค์นี้ได้ขยายและแผ่อิทธิพลไปจนถึงกรุงละโว้เช่นกัน และมีเชื้อสาย ของพระองค์ได้ปกครองละโว้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง และเชื้อสายของพระองค์นั่นแหละ ได้แผ่อิทธิพล มารุกรานไทยในเวลาต่อมา เพราะมันเป็นคนละยุค ต่างยุคต่างวาระกันแล้ว

๓.พระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์องค์นี้ได้แผ่อิทธิพลไปจนถึง ปากน้ำโพ ( ธานยปุระ ) และอาจจะแผ่อิทธิพลไปถึงอาณาจักรล้านนาด้วย

๔. พระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์องค์นี้เป็นที่รู้จักดีของชาวนครศรีธรรมราช ท่านได้ยกทัพ ไปตีลังกาถึง ๒ ครั้ง ตลอดจนเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการนำพระพุทธ สิหิงค์มาสู่ประเทศไทย และนอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่ประกาศอิสระภาพจากอาณาจักรศรีวิชัย ทำให้นครศรีธรรมราช เป็นอิสระได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

๕. เจ้าพระยานครน้อย กษัตริย์องค์นี้นับได้ว่าเก่งกล้าในการรบเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ยกทัพไปตี ไทรบุรีหลายครั้ง และสามารถรักษาพระราชอาณาเขตเอาไว้ได้ และนอกจากนั้นท่านยังเป็นนักการฑูต ที่เก่งและสามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้ อย่างถูกทิศทาง สามารถยุติกรณี พิพาทต่างๆลงได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ

การติดต่อกับประเทศลังกา เริ่มติดต่อมีความสัมพันธ์ตั้งแต่ พ.ศ. 1700 แล้ว เพราะศาสนาพุทธในลังกามีความเจริญรุ่งเรือง ชาวลังกา ได้นำมาเผยเเพร่ถึงเเหลมมาลายู โดยมีเมืองตามพรลิงค์เป็นศูนย์กลางทำให้ประเทศทั้งสองติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เมืองตามพรลิงค์ได้รับคตินิยมความเชื่อถือมาจากลังกามาก พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เจริญแทนที่พุทธมหายาน แบบเดิม โดยสิ้นเชิง คำว่า "สรี" หรือ "ศรี" อันเป็นคำนำหน้า และพระนาม "ศรีธรรมราช" ได้เเสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจันทรภาณุ ทรงรับถือ และอุปถัมภ์ พุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์แท้ เพราะ มีคติความเชื่อที่ว่ากษัตริย์พระองค์ใดส่งเสริมบำรุงพุทธศาสนา มีทศพิธราชธรรม ย่อมจะเป็นกุศลและมีพระเกียรติเลื่องลือ ดังนั้นถ้าพระราชาปฏิบัติตัวเช่นนั้นก็จะได้รับการถวายพระนามอิสริยยศว่า "ศรีธรรมราช" เป็นคติความเชื่อ ที่ชาวลังการับมาจากอินเดียและนำมาเผยเเพร่ต่อ ซึ้งได้รับความนิยมสูงสุดในเมืองตามพรลิงค์เป็นเเห่งแรก
หลักฐานทั้งฝ่ายไทยและลังกาพ้องกันว่า สมัยพระเจ้าจันทรภานุเมืองนครศรีธรรมราชได้ติดต่อรับคติ ทางพระพุทธศาสนาจากลังกา โดยตรง ในหนังสือมหาวงศ์พงศาวดารลังกาทวีปกล่าวว่า พระองค์ทรงยกกองทัพเรือไปรุกรานเกาะลังกาในสมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในราว พ.ศ.1790-1793 และครั้งที่2 เป็นเวลาหลังจากนั้นอีกราว 2-3ปี โดยได้รับความช่วยเหลือจากทหารที่เกณฑ์ มาจาก ราชอาณาจักรปาณฑยะ และบรรดาประเทศทมิฬในอินเดียใต้ ผู้สำเร็จราชการเกาะลังกา ชื่อ วีรพาหุ สามารถต่อต้านการรุกรานทั้งสองครั้ง ของพระเจ้าจันทรภานุไว้ได้ เมื่อตรวจสอบหลักฐานเรื่องศักราชที่พระเจ้าจันทรภานุยกกองทัพไปรุกรานเกาะลังกาทั้ง 2 ครั้ง จากฝ่ายอินเดียใต้และของฝ่ายไทยแล้วก็มีความแตกต่างกันไป
หนังสือ Sung-Shin ได้ระบุว่าเจ้าเมืองตามพรลิงค์ ได้ส่งคณะฑูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจีน พร้อมเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งประกอบด้วย ไม้ฝางถึง ๑๐,๐๐๐ ชั่ง เมื่อปี พ.ศ.๑๕๔๔ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. ๑๕๓๕ ซึ่งคณะฑูตได้นำไม้ฝางไปเป็นเครื่องบรรณาการเพียง ๔,๔๒๓ ชั่ง คณะฑูต ตามพรลิงค์ ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากจีน และในปีเดียวกันนี้ทางกัมพูชาโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่๑ได้ส่งราชฑูตไปเชื่อม สัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนด้วย ทั้ง ๒ เมืองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะทางตามพรลิงค์ ได้รับพระราชสาส์นจากจีนมาถวายเจ้าผู้ครองนครตามตามพร ลิงค์ด้วย (ฑูตของขอมและตามพรลิงค์ คงไม่ไปพร้อมกัน)
สาเหตุที่ทำให้อาณาจักรตามพรลิงค์ ส่งคณะฑูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจีนในปี พ.ศ. ๑๕๔๔ ท่านศาสตราจารย์ ยอร์ชเซเดส์ ได้ให้ความเห็นว่าเวลานั้นกำลังเกิดวิกฤติทางการเมือง คือตามพรลิงค์กำลังขยายอำนาจ และขณะนั้น (พ.ศ.๑๕๔๔) พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมันที่ ๑ได้ครองกำพูชาอยู่และพระเจ้าสุริยวรมันที่๑กำลังต้องการความเป็นใหญ่ซึ่งใน ที่สุดพระเจ้าสุริยวรมันที่๑ก็สามารถแย่งราชสมบัติได้สมประสงค์และได้สถาปนา พระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ ครองกัมพูชา ได้สำเร็จในปีถัดไป ดังนั้นอาจจะวิเคราะห์ได้ว่า พระองค์กำลังต้องการความเป็นใหญ่ ซึ่งในที่สุดก็สามารถแย่งราชสมบัติได้ และได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกัมพูชาได้สำเร็จในปีถัดไป คณะฑูตจากตามพรลิงค์ และฑูต จากพระเจ้าสุริยวรมันที๑ จากกัมพูชา ส่งฑูตไปเจริญพระราชไมตรีกับจีนนั้น มีวัตถุประสงค์ดังนี้
๑. เป็นความพยายามที่หวังจะได้รับความพึงพอใจ และได้รับการสนับสนุนจากจีน เพื่อพระองค์ครองกัมพูชา ได้สมประสงค์และครองได้นานๆ และก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมรัฐต่างๆในแถบเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องส่งฑูตไปบรรณาการกับจีน
๒. อีกความเห็นหนึ่งจาก Dr.Bosch ได้กล่าวว่า ในช่วงที่พระเจ้าสุริยวรมันที่๑ กำลังขับไล่พระเจ้าอุทัยทิตย์ที่๑ ในพ.ศ.๑๕๔๔นั้นมีเรื่องทางชวา เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คือก่อนหน้านั้น พวกชวาได้ยกทัพมาตีกัมพูชา พระเจ้าสุริยวรมันที่๑จึงเห็นสมควร ส่งฑูตไปจีนเป็นการล่วงหน้า ด้วยเกรงว่าชวากำลังมีอำนาจเหนือศรีวิชัยมากขึ้นทุกที จะทำการขัดขวางในการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในกัมพูชา เพราะฉะนั้นพระองค์ จึงต้องการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตามพรลิงค์ และ ศรีวิชัย โดยทั้ง ๓ อาณาจักรตกลงร่วมมือกันในการค้าทางทะเล ซึ่งกองทัพเรือของตามพรลิงค์ จะมีบทบาทมากขึ้น จากศิลาจารึกที่ตันซอร์ได้กล่าวถึงตามพรลิงค์ว่า กองทัพเรือของตามพรลิงค์ มีความเข้มแข็งและสามารถในการสงครามเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นพวกโจฬะจึงถือว่า ศรีวิชัย ตามพรลิงค์ และกัมพูชาเป็นพวกเดียวกัน สัมพันธมิตรของโจฬะคงมีแต่ชวาตะวันออกเท่านั้น
๓. เมื่อเป็นเช่นนี้การส่งฑูตไปเมืองจีนของทั้งตามพรลิงค์ และกัมพูชา ในปี พ.ศ.๑๕๔๔ ก็เพื่อจะไม่ต้องไม่กังวลว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อมา และอาจ จะพิจารณาได้ว่าเหตุการณ์ในช่วงปี พ.ศ.๑๕๕๙ ตามพรลิงค์ ยังคงเป็นเอกราชอยู่ (ภายใต้อิทธิพลของกัมพูชา) และอาจได้รับสิทธิพิเศษจากกัมพูชา ให้ปกครองตนเอง เทียบเท่ากษัตริย์ ต่อมาในปี พ.ศ.๑๕๖๘ อาณาจักรโจฬะโดยพระเจ้าราเชนทร์ที่๑ ได้ยกทัพมาตีตามพรลิงค์จนแตก ในขณะที่กัมพูชายังคุ้มครองตามพรลิงค์อยู่ ซึ่งสงครามในครั้งนี้พวกโจฬะต้องการทำลายศรีวิชัย แต่ทำไมต้องมาโจมตี ตามพรลิงค์ด้วย เหตุผลนี่โจฬะต้องการทำลายเมืองท่าของคู่แข่งขัน ทางเศรษฐกิจ ทั้งหมด ไม่ว่าจะ เป็นใคร เพื่อทำลายอิทธิพลของศรีวิชัยลงให้ได้ อีกประการหนีง ตามพรลิงค์ ก็เคยตกอยู่ในอิทธิพลของศรีวิชัยมาก่อน และอิทธิพลของศรีวิชัย ก็ใช่ว่าจะหมดสิ้นไปเลยเสียทีเดียว ดังนั้นการโจมตีของโจฬะ จึงไม่ผิดเป้าหมาย ไปมากนัก และการยึดครองตามพรลิงค์ของโจฬะ ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
การเปลี่ยนเเปลงราชวงศ์ คือพระราชาผู้ปกครองประเทศตามพรลิงค์อันมีพระนามเดิมว่า "จันทรภานุ"นั้นเป็นกษัตริย์ใน "ปทุมวงศ์" มิใช่กษัตริย์ในราชวงศ์ ศรีวิชัย - ไศเลนทร ซึ่งขึ้นมาจากอนาจักรทะเลใต้เหมือนหลักก่อนๆ เเสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองนั้นเป็นกษัตริย์ชาวพื้นเมืองซึ่งครอบครองดินเเดนแหลมมลายู และ แสดงให้เห็นอีกว่านับถือพระพุทธศาสนา รับมาจากลังกา เป็นกษัตริย์ที่รับคติทางพระพุทธศาสนามาอย่างแรงกล้า เพราะใช้สัญลักษณ์ ในศาสนามาตั้งเป็นชื่อราชวงศ์
กษัตริย์จันทรภานุทรงมีอำนาจเเผ่ไพศาล ทรงเดชานุภาพ บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทั้งยังมีความสามารถในนิติศาสตร์ การสร้างศิลาจารึกให้คนทั่วไปทราบก็เป็นการประกาศเอกราชเช่นกัน เพราะถ้าหากตกเป็นเมืองขึ้นย่อมไม่สามารถทำได้ แสดงให้รู้ว่า เมืองตามพรลิงค์เป็นเอกราชอย่างเต็มตัวไม่ตกอยู่ใต้อำนาจใคร
ความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัย
กล่าวได้ว่า มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-19 เมื่อพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ได้เผยแพร่เข้ามา สู่ประเทศไทย อย่างแพร่หลาย โดยการผ่านจากเมืองนครศรีธรรมราชก่อน แล้วจึงเดินทางก่อขึ้นไปยังเมืองสุโขทัย ทำให้เมืองทั้งสอง มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน ดังข้อความที่ปรากฏในหนังสือตำนานต่างๆ และในศิลาจารึก ความเจริญทางพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์ ในเมืองนครศรีธรรมราชนี่แหละ เป็นต้นเหตุให้เมืองสุโขทัยกับเมืองนครศรีธรรมราชมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
กรณีที่พระธรรมมิกราชแห่งกรุงสุโขทัยพระนามไสยรงค์(พระร่วง) เสด็จลงไปยังเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อขอให้ เจ้าพระยาศรีธรรมราชติดติ่เมืองลังกาขออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานประจำสุโขทัย นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็น เป็นอย่างดีว่า บทบาทความสำคัญทางพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์เป็นสื่อให้เกิดไมตรีระหว่างสองนครอย่างแน่นแฟ้น

ความสัมพันธ์ระหว่างนครศรีธรรมราชกับสุโขทัย ทำให้เกิดผลทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง โดยเมืองสุโขทัยได้รับอิทธิพลสืบต่อไปจากเมืองนครศรีธรรมราช ดังต่อไปนี้
เมืองนครศรีธรรมาราชเป็นเมืองท่าสำคัญทางการค้าขายระหว่างนานาชาติมาแต่เดิมแล้ว เมื่อรวมตัวเข้ากับสุโขทัยก็ยังคงเป็นเมืองท่า ค้าขายสำคัญกับคาบสมุทรมลายู และมีฐานะเป็นหัวเมืองเอก ทางการปกครองของไทยฝ่ายใต้ เมืองนครศรีธรรมราช จึงเปรียบเป็น เมืองหลวงเอกทางการปกครองของไทยฝ่ายใต้ เป็นเมืองหลวงที่ทำหน้าที่ปกป้องพระราชอาณาจักรไทย รักษาผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจการค้า ทเลสถานที่ตั้งก็เป็นเหมือนประตูทางเข้าออก เป็นเมืองหน้าด่าน นอกจากด้านการค้าขายแล้ว ทางการศาสนา การทูต และการเมือง ตลอดจนการขยายพระราชอาณาจักรมีอิทธิพลครอบคลุมเกือบตลอดแหลมมลายู
ด้านการค้า
นายมาวิน บราวน์ ได้เสนอความเห็นว่า ภาษาสุโขทัยมีตกค้างอยู่ทางภาคใต้ ภาษาสุโขทัยเป็นภาษาราชสำนักได้แผ่กระจายทั่วภาคใต้ คนปักษ์ใต้เลยพูดภาษาสุโขทัยสืบมา
ด้านภาษา
1. อาจเป็นไปได้ว่า การที่พระเจ้าจันทรภานุทรงส่งกองทัพเรือไปรุกรานเกาะกาครั้งที่ 2 และต้องปราชัยยับเยิน อาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เมืองตามพรลิงค์อ่อนแอลง
2. เมืองนครศรีธรรมราช เป็นไมตรีกับพวกไทยแห่ง อาณาจักรสุโขทัยที่กำลัง มีอำนาจมากขึ้นทุกที เกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากในหลายด้าน
3. เมื่ออาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจ แผ่ลงมาปกคลุมตลอดแหลมมลายู เมืองนครศรีธรรมราชได้ยอมรับ ในอำนาจปกครองด้วย ในที่สุดจึงได้รวมตัวเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกันเป็นปรึกแผ่นมั่นคง
ระบอบการปกครองตามแบบพราหมณ์-ฮินดู(คริสต์ศตวรรษที่ 5 -10)
-มีการสถาปนา “ตีรถะ” ซึ่งสัมพันธ์กับแหล่งน้ำและภูมิประเทศอันศักดิ์สิทธิ์
-จากความสัมพันธ์ด้านตำแหน่งของตีรถะ จะพบว่าเกาะกันเป็นกลุ่มหรือมัณฑละ
-โดยตีรถะหลายๆแห่งมารวมกันเป็นมัณฑละขนาดใหญ่ๆ โดยมีตีรถะที่มีขนาดใหญ่หรือสำคัญที่สุดเป็นศูนย์กลาง
โดยมีตีรถะที่มีความสำคัญรองลงมาเรียงรายอยู่รอบๆ

กลุ่มมัณฑละ ทั้ง 11 กลุ่ม
มีกลุ่มมัณฑละแห่งราชธานี อยู่ในภูมิประเทศที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของตามพรลิงค์ อยู่บริเวณหาดทรายแก้ว มีตีรถะล้อมรอบ 18 แห่ง
กลุ่มมัณฑละคลองท้อน กลุ่มมัณฑละคลองโมคลาน กลุ่มมัณฑละคลองกลาย กลุ่มมัณฑลคลองท่าทน กลุ่มมัณฑละคลองท่าควาย กลุ่มมัณฑละคลองท่าเรือรี กลุ่มมัณฑละแม่น้ำตาปี กลุ่มมัณฑละคลองท่าชนะ กลุ่มมัณฑละทะเลสาบสงขลา กลุ่มมัณฑละแม่น้ำตะกั่วป่า
นอกจากผลในทางด้านความมั่งคงทางสังคม ยังมีผลต่อความมั่นคงทางการเมือง การปกครองและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ
ด้านเศรษฐกิจ ในตีรถะทุกแห่งและมัณฑละทุกกลุ่มเป็นศูนย์กลางที่ประชากรเข้ามารวมตัวกัน ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานและทำมาหากินอย่างหนาแน่น
ด้านการเมือง ด้วยเหตุที่ผู้นำตามพรลิงค์เป็นพระศิวะ จึงเป็นผู้นำในทางศาสนาของรัฐด้วย เป็นผู้นำในทางศาสนาทุกระดับ ทุกมัณฑละ ทุกตีรถะ
ผลจากความสัมพันธ์ทั้งทางความเชื่อทางศาสนา การปกครอง และเศรษฐกิจ
-เมืองรอง หรือ เมืองลูกหลวง
1.เมืองไชยา จากหลักฐานในศิลาจารึกระบุว่า ไชยาขึ้นกับอาณาจักรตามพรลิงค์ ในฐานะที่เป็น
เมืองอุปราช
2.เมืองสทิงพระ เดินเป็นเมืองพัทลุงโบราณนั่นเอง
-เมืองบริวาร ได้แก่บรรดาเมือง 12 นักษัตร
-เมืองขึ้น ได้แก่บรรดาหัวเมืองมลายู

ระบบการปกครองหัวเมืองของตามพรลิงค์

เมืองสิบสองนักษัตร
1. เมืองสายบุรี ปีชวด ถือตราหนู
2. เมืองปัตตานี ปีฉลู ถือตราวัว
3. เมืองกลันตัน ปีขาล ถือตราเสือ
4. เมืองปาหัง ปีเถาะ ถือตรากระต่าย
5. เมืองไทรบุรี ปีมะโรง ถือตรางูใหญ่
6. เมืองพัทลุง ปีมะเส็ง ถือตรางูเล็ก
7. เมืองตรัง ปีมะเมีย ถือตราม้า
8. เมืองชุมพร ปีมะแม ถือตราแพะ
9. เมืองบันไทยสมอ ปีวอก ถือตราลิง
10. เมืองสะอุเลา ปีระกา ถือตราไก่
11. เมืองตะกั่วถลาง ปีจอ ถือตราสุนัข
12. เมืองกระบุรี ปีกุน ถือตราหมู
เนื่องจากเมืองขึ้นของตามพรลิงค์ตั้งอยู่ทั่วทั้งคาบสมุทร ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงส่งผลให้การเมืองการปกครองของรัฐนครศรีธรรมราชในช่วงนี้แข็งแกร่งและเกรียงไกลตามไปด้วย
ระบบเมือง 12 นักษัตร
-หนังสือ Sung Shih
-จดหมายเหตุราชทูตเสียง จุ่น
-บันทึกของหวังต้าหยวน
-บันทึกการเดินทางของนักเดินทางอื่นๆ
รั้วกำแพงแพงเมืองเป็นรั้วเพนียดไม้ พระราชวังมีประตู 3 ชั้น มีทหารเฝ้า กล่าวถึงอาคารต่างๆในวัง การแต่งกายของพระเจ้าแผ่นดิน บุคลากรต่างๆในวัง ที่สำคัญยังกล่าวถึงพราหมณ์ในราชสำนัก การเข้าเฝ้าในท้องพระโรงและเครื่องประกอบต่างๆ อีกทั้งยังกล่าวถึงตำแหน่งขุนนางชั้นสูงไว้อีกด้วย


เมือง
กลุ่มที่สอง ขึ้นบกที่เขต จ.กระบี่ ไปช่องเขาพนม คลองสินปูน ออกแม่น้ำหลวง เมืองเวียงสระ ไปยังอ่าวบ้านดอน อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี
หรือ ขึ้นบกที่เขต ปากแม่น้ำ ใน จ.ตรัง ไปเวียงสระ ผ่านช่องเขาใน อ.ทุ่งสง ไปยังนครศรีธรรมราช

เส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทร
กลุ่มแรก ขึ้นบกที่ตะกั่วป่า จ.พังงา ไปตามลำน้ำตะกั่วป่า ข้ามเขาสก ไปสู่ลำน้ำพุมดวงหรือคีรีรัฐ ไปยังอ่าวบ้านดอน อ.ไชยา จ.สุราษฏร์ธานี
กลายมาเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาบนคาบสมุทรไทยและคลี่คลายไปสู่ชื่อใหม่ คือ “ศรีธรรมราช” หรือ “นครศรีธรรมราช” สถาปนาเมือง 12 นักษัตร โดยมีหน้าที่ในการสร้างและทำนุบำรุงพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชอีกด้วย

หลักฐาน
โบราณวัตถุและโบราณสถาน
จากการศึกษาทางโบราณคดีเราได้ค้นพบจำนวนมากถึง 50-60 แห่ง อยู่ใน 4 อำเภอของนครศรีธรรมราช คือ อำเภอสิชล อำเภอเมือง อำเภอท่าศาลา และอำเภอขนอน
สระน้ำโบราณ เนื่องในศาสนาพราหมณ์ พบควบคู่กับแหล่งโบราณคดีทั้ง 26 แห่ง หลักการสร้างและการวางรูปแบบทิศทางตามคัมภีร์ศตปถะพราหมณะ
เมื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างที่ตั้งโบราณสถานและทางน้ำโบราณ จะพบว่าใช้เพื่อการบริโภค อุปโภค สัญจรและประโยชน์ในการดำรงชีวิต โดยศาสนสถานทุกแห่งจะต้องมีลำน้ำโบราณไหลผ่าน(ซึ่งอาจสอดคล้องกับคำว่า “ตีรถะ”)

โบราณสถาน
โบราณวัตถุในศาสนาพราหมณ์
ค้นพบ 10 ประเภท โยนิ ศิวลึงค์ พระวิษณุ พระพิฆเนศวร์ พระศิวนาฏราช พระอุมา พระพรหม พระหริหระ พระอิศวรและหงส์
ประติมากรรมที่มีอายุสูงสุด คือ พระวิษณุ ราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 ซึ่งมีอายุที่เก่าแก่ที่สุดในแประเทศไทยและใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
ประติมากรรมส่วนใหญ่ที่ค้นพบจะมีอายุในราว คริสต์ศตวรรษที่ 6-8
วัสดุที่ใช้มีเพียง 4 ประเภทเท่านั้น คือ ศิลา สำริด ปูนปั้น และควอร์ทซ โดยสร้างด้วยศิลามากที่สุดและ รองลงมาด้วยสำริด ที่สร้างด้วยศิลามากคงเป็นเพราะสร้างในยุคแรกๆและยุคหลังๆจะเลิกสร้างเพราะจะกลายเป็นพุทธ ศาสนา

โบราณวัตถุ
Full transcript