Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

วิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทยวิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทย

No description
by

Pumitin Slipperz

on 31 January 2016

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of วิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทยวิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทย

สมัยธนบุรี
มีละครรำของหลวงที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายแสดง และมีละครผู้หญิงของเจ้านครศรีธรรมราช สมัยนี้ เป็นช่วงต่อเนื่องจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ. 2310 เหล่าศิลปินได้กระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ เพราะผลจากสงคราม บางส่วนก็เสียชีวิต บางส่วนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่พม่า ครั้งพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบ ได้ภิเษกไปในพ.ศ. 2311 ทรงได้พื้นฟูการละครขึ้นใหม่และรวมศิลปินตลอดทั้งบทละครเก่าๆที่กระจัดกระจาย ไปให้เข้ามาอยู่รวมกัน
ตลอดจนพระองค์ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ ขึ้นอีก 5 ตอน คือ หนุมานเกี้ยวนางวานริน ตอนท้าวมาลีราชว่าความ ตอนทศกัณฑ์ตั้งพิธีทรายกลด (เผารูปเทวดา) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท ตอนปล่อยม้าอุปการ มีคณะละครหลวง และเอกชนเกิดขึ้นหลายโรง เช่น ละคร หลวงวิชิตณรงค์ ละครไทยหมื่นเสนาะภูบาล หมื่นโวหารภิรมย์ นอกจากละครไทยแล้วยังมีละครเขมรของ หลวงวาทีอีกด้วย
สมัยรัตนโกสินทร์
สมัยสุโขทัย
สันนิษฐานได้จากหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงหลักที่ 1 กล่าวถึง การละเล่นในเทศกาลกฐิน เกี่ยวกับการดนตรีและนาฏศิลป์ว่า “เมื่อจักเข้าเวียงเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นท่วมหัวลาน ดบํงคํกลอย ด้วย เสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเอื้อน เสียงขับ ใครจักมันเหล้น เหล้น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื้อน เลื้อน"
แสดงให้เห็นรูปแบบของนาฏศิลป์ที่ปรากฏในสมัยนี้ คือ เต้น รำ ฟ้อน และระบำ
สมัยอยุธยา
ได้พัฒนาการแสดงในรูปแบบของละครรำ นับเป็นต้นแบบของละครรำแบบอื่นๆต่อมา คือ ละคร โนราชาตรี ละครนอก และละครใน สำหรับละครในเป็นละครผู้หญิง แสดงเฉพาะในราชสำนัก
ในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนิยมแสดงเรื่อง “อิเหนา” ซึ่งเจ้าพินทวดีได้สืบทอดท่ารำต่อมา ละครรำสมัยนี้มีต้นกาเนิดมาจากการเล่นมโนห์ราและละครชาตรี ละครที่เล่นกันสมัยนี้เล่นกัน 3 ประเภท คือ ละครชาตีซึ่งเป็นละครแบบเดิม ละครนอกปรับปรุงมาจากละครชาตรีและละครในซึ่งใช้ผู้หญิงแสดง
การแสดงประเภท ระบำ รำ ฟ้อน วิวัฒนาการมาจากการละเล่นของชาวบ้านเพื่อเป็นการพักผ่อน ดังปรากฏข้อความในหนังสือไตรภูมิพระร่วงของพระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย) กล่าวว่า “ บ้างเต้น บ้างรา บ้างฟ้อน ระบำบรรลือ” สมัยนี้ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับละครนัก เป็นสมัยที่เริ่มมีความสัมพันธ์กับชาติที่นิยมอารยธรรมของ อินเดีย เช่น พม่า มอญ ขอม และละว้า เมื่อไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการละครของอินเดียเข้ามา ศิลปะแห่งการละเล่นพื้นเมืองของไทย คือ รำ และระบำ ก็ได้วิวัฒนาการขึ้นมีการกำหนดแบบแผนแห่ง ศิลปะการแสดงทั้ง 3 ชนิดไว้เป็นที่แน่นอน และบัญญัติคำเรียกศิลปะแห่งการแสดงดังกล่าข้างต้นว่า
“โขน ละคร ฟ้อนรำ”

บทละครนอกที่ใช้แสดงในสมัยอยุธยา คือ การะเกด คาวี ไชยทัต พิกุลทอง ไกรทอง มโนห์รา โคบุตร พิมพ์สวรรค์ โสวัต พิณสุริยวงศ์ ไชยเชษฐ์ มณีพิชัย โม่งป่า สังข์ทอง ศิลป์สุริวงศ์ สังข์ศิลป์ชัย สุวรรณศิลป์ สุวรรณหงส์ และพระรถเสน บทละครใน นอกจากเรื่อง รามเกียรติ์ อุณรุท ดาหลังหรืออิเหนาใหญ่ อิเหนาหรืออิเหนาเล็ก ซึ่ง ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องของวีรบุรุษคนเดียวกัน
วิวัฒนาการนาฏศิลป์ไทย
นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะประจำชาติที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน และมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามยุคสมัย จนกระทั้งพัฒนามาเป็นนาฏศิลป์ระดับมาตรฐานที่มีแบบแผน และเป็นเอกลักษณ์ของไทย
จากหลักฐานการค้นคว้าพบว่า ในสมัยน่านเจ้ามีละครเรื่องมโนห์รา ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีอยู่และยังมี นิยายของพวกไตซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่ทางใต้ของประเทศจีน เรื่องนามาโนห์ราซึ่งเพี้ยนไปเป็น นางมโนห์รา ก็รู้จักกันดีนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีการแสดงระบาเป็นการละเล่นของพวกไต ได้แก่ ระบำหมวก ระบำนกยูง อีกด้วย
สมัยน่านเจ้า
ละครนอก เรื่อง มณีพิชัย ตอน ชุบนางจันทรเทวี
ละครใน เรื่องอิเหนา ตอน "สึกชี"
ท้าวมาลีวราชว่าความ
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)
ได้มีการรวบรวมตำราการฟ้อนรำและเขียนภาพท่ารำแม่บทบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
มีการพัฒนาโขน เป็นรูปแบบละครใน มีการปรับปรุงระบำสี่บท ซึ่งเป็นระบำมาตรฐาน สมัยนี้ได้เกิดนาฏศิลป์ขึ้นหลายชุด เช่น “ระบำเมขลา – รามสูร” ในพระราชนิพนธ์เรื่อง รามเกียรติ์ “ระบำย่องหงิด” ในพระราชนิพนธ์เรื่อง อุณรท การแสดงชุด “แม่บทนางนารายณ์” ในบทพระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ การแสดง “ชุดรำโคม” จาก การเล่นโคมญวนของพวกญวน บทพระราชนิพนธ์ที่เกิดขึ้นโดยพระราชดำริในฐานะพระประมุขของกวี มี 4 เรื่อง คือ รามเกียรติ์ อุณรุท อิเหนา ดาหลัง ทรงพัฒนาโขนโดยนำละครในเข้ามาผสมผสานในการดาเนินเรื่อง ได้เพิ่มบทร้อง ปรับปรุงเครื่องแต่งตัวและศิราภรณ์ โดยให้ผู้แสดงเปิดหน้าและสวมมงกุฎหรือชฎาเหมือนละครใน ในตอนปลายรัชกาลที่ 1 พระเจ้ากรุงกัมพูชาได้ให้ครูละครไทยไปฝึกหัดละครหลวงในราชสำนักกัมพูชา ซึ่งนับว่าเป็นเกียรติประวัติของละครไทยที่ประชาชนคนไทยควรภาคภูมิใจ
เมขลา-รามสูร
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2)
เป็นสมัยที่วรรณคดีรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงสนพระทัยในการละครเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องใดก็โปรดเกล้าฯให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งเป็นผู้รอบรู้ในกระบวนรำไปลองรำดูก่อน ถ้า ตอนใดรำแล้วขัดไม่งดงาม ก็ทรงแก้ไขบทใหม่จนกว่าจะกลมกลืนงดงาม พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ไว้ทั้งบทละครในและบทละครนอก พระองค์ทรงพัฒนาละครนอกโดยให้ละครผู้หญิงของหลวงฝึกท่ารำให้ ประณีตงดงามขึ้น และเปลี่ยนแปลงการแต่งกายเป็นแบบยืนเครื่องแบบละครใน พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่อง อิเหนา ซึ่งเป็นบทละครที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็น ยอดของบทละครรำ คือ การแสดงครบองค์ห้าของละครดี ได้แก่ ตัวละครงาม รำงาม ร้องเพราะ พิณพาทย์เพราะ กลอนเพราะ นับว่าเป็นยุคทองแห่งวรรณคดี
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ถวายพระเกียรติคุณแด่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยในฐานะบุคคลสาคัญที่มีผลงาน ดีเด่นทางวัฒนธรรมโลก

นาฏศิลป์ไทยในสมัยนี้ท่ารำงดงามประณีตตามแบบราชสำนัก
มีการฝึกหัดทั้งโขน ละครใน ละครนอก นอกจากนี้นาฏศิลป์ไทยยังได้รับอิทธิพลจากนาฏศิลป์เอเชีย ได้มีการนำลีลาท่ารำท่าเต้นของแขก ฝรั่ง และจีน มาใช้ในการแสดง ชุดฝรั่งรำเท้า และยังเกิดระบำดาวดึงส์ ลงสรงโทน บุษบาชมศาล รจนาเสี่ยง พวงมาลัย เป็นต้น
อิเหนาลานางจินตหรา
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3 )

โปรดให้ยกเลิกละครหลวง ทำให้นาฏศิลป์ไทยเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ประชาชน และเกิดการแสดงเอกชนขึ้นหลายคณะ ศิลปินที่มีความสามารถได้สืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่เป็นแบบแผนกัน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 4 )
โปรดเกล้าให้มีละครหลวงขึ้นใหม่ ให้ตั้งภาษีมหรสพขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกว่า ภาษีโขนละคร ซึ่งแต่เดิมละครในจะแสดงได้เฉพาะในวังเท่านั้น โปรดให้มีละครรำผู้หญิงในราชสำนักตามเดิมและให้เอกชนมี
การแสดงละครผู้หญิงและผู้ชายได้ ด้วยเหตุที่ละครแพร่หลายไปสู่ประชาชนจึงมีการบัญญัติข้อห้ามในการ แสดงละครที่มิใช่ละครหลวงคือ 1. ห้ามฉุดบุตรชาย-หญิงผู้อื่นมาฝึกหัดละคร
2. ห้ามใช้รัดเกล้ายอดเป็นเครื่องประดับศีรษะ 3. ห้ามใช้เครื่องประดับลงยา
4. ห้ามใช้เครื่องประกอบการแสดงที่เป็นพานทอง หีบทอง 5. ห้ามเป่าแตรสังข์
6. หัวช้างที่เป็นอุปกรณ์ในการแสดงห้ามใช้สีเผือก ยกเว้นช้างเอราวัณ ในสมัยนี้มีบรมครูทางนาฏศิลป์ได้ชาระพิธีไหว้ครู โขนละคร ทูลเกล้าฯ ถวายตราไว้เป็นฉบับหลวง และมีการดัดแปลงการรำเบิกโรงชุดประเลงมาเป็น “รำกิ่งไม้เงินทอง”
รำฉุยฉายกิ่งไม้เงินทอง
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 5 )
การละครในสมัยนี้พัฒนาขึ้นอย่างมาก มีการรับเอาวัฒนธรรมของตะวันตกเข้ามาผสมผสานกับ นาฏศิลป์และการละครของไทยเกิดเป็นละครชนิดใหม่ขึ้น เช่น ละครพันทาง ละครดึกดาบรรพ์ ละครร้อง ละครพูด ลิเก เป็นต้น อีกทั้งพระองค์ยังทรงยกเลิกการเก็บภาษี โขนละคร ละครร้องซึ่งเป็นละครที่ใช้ ศิลปะในการร้องดาเนินเรื่อง เรียกว่า ละครปรีดาลัย เป็นต้นแบบของละครร้องในสมัยต่อมา ในสมัยนี้มีทั้งอนุรักษ์และพัฒนานาฏศิลป์ไทยเพื่อให้ทันสมัย เช่น มีการพัฒนาละครในมาเป็นละคร ดึกดาบรรพ์ พัฒนาละครรำที่มีอยู่เดิมมาเป็นละครพันทางและละครเสภา และได้กำเนิดนาฏศิลป์ที่เป็นบท ระบำแทรกอยู่ในละครเรื่องต่างๆ เช่น ระบำเทวดา-นางฟ้า ในเรื่องกรุงพานชมทีป ระบำบุษบาชมศาล ใน เรื่องอิเหนา ระบำไก่ในเรื่องพระลอ ระบำนางกอย ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง เงาะป่า เป็นต้น
ระบำนางกอย
ระบำบุษบาชมศาล
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 6 )
เป็นสมัยที่โขน ละครปี่พาทย์เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
พระองค์ทรงเป็นราชาแห่งศิลปิน
สมัยนี้เกิดคำเรียกโขนหลวงว่า “โขนบรรดาศักดิ์” และโขนเอกชนว่า “โขนเชลยศักดิ์” นอกจากนี้ยังตั้งโรงเรียนฝึกหัด ศิลปะในกรมมหรสพ เรียกว่า “โรงเรียนทหารกระบี่หลวง” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนพรานหลวง “
ทรงตั้งกองเสือป่าในกรมมหรสพเป็นเสือป่ากองพิเศษ เรียกว่า “ทหารกระบี่” โปรดเกล้าฯให้จัดพิมพ์ตำราฟ้อนรำ ซึ่งนับว่าเป็นตำราฟ้อนราเล่มแรกที่สมบูรณ์ และได้พระราชนิพนธ์ละครนอก ได้แก่ พระร่วง ท้าวแสนปม ศกุนตลา เป็นสมัยที่ศิลปะทางด้านนาฏศิลป์เจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น มีการทำนุบำรุงศิลปะโขน ละคร และดนตรีปี่พาทย์ ทำให้ศิลปินได้รับการฝึกหัดอย่างมีระเบียบแบบแผน และโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงเรียนฝึกหัดนาฏฺศิลป์ในกรมมหรสพ นอกจากนี้ยังได้มีการปรับปรุงวิธีการแสดง โขนเป็นละครดึกดาบรรพ์ เรื่อง รามเกียรติ์ และได้เกิดโขนบรรดาศักดิ์ที่พวกมหาดเล็กแสดงคู่กับโขนเชลยศักดิ์ที่เอกชนแสดง
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 7 )

เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจจึงได้มีการยกเลิกกรมมหรสพ ได้รวบรวมกรม มหาดเล็กและกรมมหรสพเข้าอยู่ในกระทรวงวัง โอนไปสังกัดกรมศิลปากร จึงเป็น “โขนกองศิลปากร”
เกิดละครแบบใหม่ขึ้น คือละครเพลง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ละครจันทโรภาส” และ “ละครหลวงวิจิตรวาทการ” ทรงพระกรุณาโปรดให้มีการจัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นแทนกรมมหรสพที่ถูกยุบไป ทำให้ศิลปะโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ยังคงปรากฏอยู่ เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์และพัฒนาสืบต่อไป
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ( รัชกาลที่ 8 )

หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีของกรมศิลปาการ ได้ก่อตั้งโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ขึ้นมา เพื่อปกกันไม่ให้ศิลปะทางด้านนาฏศิลป์สูญหายไป
ในสมัยนี้ได้เกิดละครวิจิตร ซึ่งเป็นละครปลุกใจให้รักชาติ และเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาสนใจนาฏศิลป์ไทย และได้มีการตั้งโรงเรียนนาฏศิลป์แทนโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ ซึ่งถูกทำลายตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นสถานศึกษานาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์ของทางราชการ และเป็นการทุบำรุง เผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้เป็นที่ยกย่องนานาอารยประเทศ
หลวงวิจิตรวาทการ
นาฏศิลป์ ละคร ฟ้อน รำ ได้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล ได้มีการส่งเสริมให้ผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ไทยคิดประดิษฐ์ท่ารำ ระบำชุดใหม่ ได้แก่ ระบำพม่าไทยอธิษฐาน ปัจจุบันได้มีการนำนาฏศิลป์นานาชาติมาประยุกต์ใช้ในการประดิษฐ์ท่ารำ รูปแบบของการแสดง มีการนำเทคนิคแสง สี เสียง เข้ามาเป็นองค์ประกอบในการแสดงชุดต่างๆ ปรับปรุงลีลาท่ารำให้เหมาะสมกับฉาก บนเวทีการแสดงมีการติดตั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัย ทั้งระบบม่าน ฉาก แสง ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มีระบบเสียงที่สมบูรณ์ มีเครื่องฉายภาพยนตร์ประกอบการแสดง และเผยแพร่ศิลปกรรมทุกสาขานาฏศิลป์ และสร้างนักวิชาการและนักวิจัยในระบบสูง โดยมีการเปิดสอนนาฏศิลป์ไทยในระดับปริญญาเอกอีกหลายแห่ง

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ( รัชกาลที่ 9 )
Full transcript