Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)

No description

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)

Expectancy Theory
ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory)
ทฤษฎีความคาดหวัง
(Expectancy Theory)
วิกเตอร์ วรูม (Victor Vroom)
Motivation
=
Expectancy
x
Valence
ความคาดหวัง (Expectancy)
การรับรู้ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ
ทฤษฎีความคาดหวังถูกนำเสนอโดย Victor Vroom
ได้เสนอรูปแบบของความคาดหวังในการทำงานซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในการอธิบายกระบวน
การจูงใจของมนุษย์ในการทำงานโดย Vroom มีความเห็นว่าการที่จะจูงใจให้พนักงานทำงานเพิ่มขึ้นนั้นจะต้องเข้าใจกระบวนการทางความคิด
และการรับรู้ของบุคคลก่อนโดยปกติเมื่อคนจะทำงานเพิ่มขึ้นจากระดับปกติเขาจะคิดว่าเขาจะได้
อะไรจากการกระทำนั้นหรือการ คาดคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเขาได้แสดง
ระดับของ แรงจูงใจเป็นไปตามระดับความต้องการที่
คนเรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และระดับความเป็นไปได้ที่เขาจะได้รับสิ่งนั้น
การรับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติ การกระทำหรือพฤติกรรมกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือต่อผลตอบแทนที่จะได้รับ
คุณค่าของผลลัพธ์ (Valence)
หมายถึงคุณค่า หรือความสำคัญที่บุคคลรับรู้ต่อผลตอบแทนหรือรางวัลที่ได้รับ
Vroom ได้เสนอรูปแบบของความคาดหวังในการทำงานเรียกว่า
VIE Theory ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในการอธิบายกระบวนการจูงใจของมนุษย์ในการทำงาน
V=Valance
ระดับความรุนแรงของความต้องการของบุคคลในเป้าหมายรางวัลคือคุณค่าหรือความสำคัญของรางวัลที่บุคคลให้กับรางวัลนั้น
I = Instrumentality
หมายถึง ความเป็นเครื่องมือของผลลัพธ์ (Outcomes)
หรือรางวัลระดับที่ 1 ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ 2 หรือรางวัลอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นการรับรู้ในความสัมพันธ์ของผลลัพธ์ที่ได้(เชื่อมโยงรางวัลกับผลงาน)
E= Expectancy
ความคาดหวังถึงความเป็นไปได้ของการได้ซึ่งผลลัพธ์หรือรางวัลที่ต้องการ
เมื่อแสดงพฤติกรรมบางอย่าง (การเชื่อมโยงระหว่างผลงานกับความพยายาม)
ตามหลักทฤษฎีความคาดหวังจะแย้งว่า
ผู้บริหารจะต้องพยายามเข้าไปแทรกแซงใน
สถานการณ์การทำงาน เพื่อให้บุคคลเกิดความคาดหวังในการทำงาน, คุณลักษณะที่ใช้เป็นเครื่องมือ และคุณค่าจากผลลัพธ์สูงสุด

ซึ่งจะสนับสนุนต่อวัตถุประสงค์ขององค์การด้วยโดย
1. สร้างความคาดหวังโดยมีแรงดึงดูด

2. ให้เกิดความเชื่อมโยงรางวัลกับผลงาน



3.ให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างผลงานกับความพยายามซึ่งเป็นคุณค่าจากผลลัพธ์ที่เขาได้รับ
รางวัล
(rewards)

1. รางวัลภายนอก (Extrinsic rewards)
เป็นรางวัลที่นอกเหนือจากการทำงาน
เช่น การเพิ่มค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่ง
หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆ
2. รางวัลภายใน (Intrinsic rewards)
เป็นรางวัลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน
ประกอบด้วย ความรับผิดชอบ ความท้าทาย หรือเป็นผลลัพธ์ของการทำงานที่มีคุณค่าเชิงบวก
ซึ่งบุคคลได้รับโดยตรงจากผลลัพธ์ของการทำงาน
แนวทางในการจัดสรรรางวัล
1.
ระบุถึงพฤติกรรมที่พึงพอใจให้ชัดเจน

2.
ธำรงรักษาการให้รางวัลที่มีศักยภาพ

ที่จะช่วยให้เกิดการเสริมแรงเชิงบวก

3.
คิดเสมอว่าบุคคลจะมีความแตกต่างกัน

จึงต้องให้รางวัลที่มีคุณค่าเชิงบวกสำหรับ

แต่ละบุคคล

4.
ให้แต่ละบุคคลรู้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เขาจะต้องปฏิบัติ

เพื่อให้ได้รับรางวัลที่ต้องการ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

และให้ข้อมูลป้อนกลับในการปฏิบัติงาน

5.
การจัดสรรรางวัลให้อย่างทันทีทันใด

เมื่อเกิดพฤติกรรมที่พึงพอใจ

6.
จัดสรรรางวัลให้ตามตารางที่กำหนด

เพื่อให้เกิดการเสริมแรงเชิงบวก


การใช้ทฤษฎีความคาดหวังในการจูงใจ
ทฤษฎีความคาดหวังสามารถใช้ทำนายความพยายาม
ในการทำงาน ระดับความพอใจงาน และระดับการปฏิบัติงาน ของพนักงานได้อย่างชัดเจน
แต่มีข้อแม้ว่าต้องกำหนดค่าต่างๆ ลงในสูตรให้ถูกต้อง
หากจะใช้ทฤษฎีนี้ในการจูงใจการปฏิบัติงานของบุคคล

จะต้องสอดคล้องกับเงื่อนไข


1. ต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจน

2.ผลตอบแทนหรือรางวัลจะได้ต้องสอดคล้องกับระดับความสำเร็จ
ในการปฏิบัติงานเท่านั้น

3.ผลตอบแทนหรือรางวัลที่ให้ต้องเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพนักงาน

4.พนักงานมีความเชื่อถือในข้อตกลงที่กำหนดกัน หัวหน้างานต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพนักงาน

ทฤษฎีความคาดหวังจะใช้ได้ผลดีกับผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีลักษณะ
การควบคุมจากภายใน (Internal locus of control) เพราะพนักงานเหล่านี้เชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนกำหนดแนวทาง
ชีวิตของตนเองได้ความพยายามและความสามารถของเขาจะนำไป สู่ความสำเร็จในการทำงาน แต่ทฤษฎีนี้ไม่เหมาะจะใช้จูงใจบุคคลที่มีลักษณะการควบคุม
จากภายนอก เพราะพวกนี้เชื่อถือในเรื่องดวง โชควาสนา
ความบังเอิญ และสิ่งภายนอกอื่นๆไม่เชื่อในความสามารถ
และความพยายามของตัวเองว่าจะทำให้พบความสำเร็จได้
Full transcript