Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในขุนช้างขุนแผน

No description
by

LaDa Anne

on 17 November 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of ความเชื่อทางไสยศาสตร์ในขุนช้างขุนแผน

ความเชื่อทางไสยศาสตร์
ในขุนช้างขุนแผน

ไสยศาสตร์ในสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีที่สะท้อนให้เห็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึง
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้อย่างชัดเจน เพราะอิทธิพลของสงคราม
ชายไทยนิยมกันว่าชายชาตรีจะต้องมีลักษณะเช่นเดียวกับขุนแผน
คือเป็นชายชาติทหาร มีความรู้ทางไสยศาสตร์ ใช้เวทย์มนตร์คาถาเป็น
อยู่ยงคงกระพัน

ประเภทของไสยศาสตร์ 4ประเภท ได้แก่
ก. เวทมนตร์คาถา
ข. ภูตผีปิศาจ
ค. เครื่องรางของขลัง
ง. การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์

เวทมนตร์คาถา
ภูติผีปิศาจ
เรื่องขุนช้างขุนแผนกล่าวถึงภูตผีปิศาจมาก ทั้งการปลุกเสกเรียกผีขึ้นมาเป็นบริวาร ให้ทำงาน หรือนำมาเป็นเครื่องรางคุ้มตัว ขุนแผนเรียนวิชานี้ตั้งแต่ยังเป็นเณร ขุนช้างเองไม่ได้สนใจไสยศาสตร์นักก็ยังเลี้ยงนางพรายไว้เฝ้าบ้าน ผีที่ยอมอยู่ในอำนาจแล้ว มันก็จะติดตามเจ้านายไปทุกหนทุกแห่ง เป็นพาหนะ เป็นผู้คุ้มครอง ระแวดระวังอันตรายและคอยหลอกหลอนศัตรูที่เข้ามาใกล้
ตัวละครที่เป็นภูตผีปิศาจที่มีบทบาทเด่นในเรื่องขุนช้างขุนแผนได้แก่โหงพรายและกุมารทองซึ่งต่างก็มีหน้าที่ติดตาม
คุ้มครองขุนแผนทั้งคู่

เครื่องรางของขลัง
เรื่องขุนช้างขุนแผนกล่าวถึงเครื่องรางของขลังบ่อยครั้ง และกล่าวควบคู่ไปกับตัวละครฝ่ายชาย เช่น ขุนแผน ขุนช้าง พลายงาม พลายชุมพล ผู้แต่งขุนช้างขุนแผนได้สร้างให้ขุนแผนเป็นพระเอกที่มีความสามารถในการรบ การชิงชัย การเกี้ยวพาราสี นอกจากความสามารถส่วนตัวเป็นทุนเดิมแล้ว เมื่อรวมกับการใช้ไสยศาสตร์ก็ช่วยให้ทำการใดๆสำเร็จได้
โดยง่าย เครื่องรางที่สำคัญของขุนแผน คือ กุมารทอง ดาบ และม้าสีหมอก


การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ในที่นี้ก็คือการแสดงฤทธิ์เดชต่างๆแต่มักแสดงเพื่อให้สิ่งนั้นไปทำร้ายผู้อื่นเหมือนในการรบกัน หรือเพื่อแก้ไขหักล้างสิ่งที่ผู้อื่นแสดงมา เช่น การล่องหนหายตัว ให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความรู้ ความสามารถ
1. คาถาที่ใช้สำหรับตวาดข้าศึกศัตรูให้ตกตะลึง

คาถาอำนาจครุฑอำนาจยักษ์คาถามหาจังงังคาถานี้ใช้ภาวนาสำหรับให้ศัตรู
ทำอันตรายแก่เราไม่ได้ พูดไม่ออก ขยับกายไม่ได้ ดุจดังถูกสะกดจิตไว้
ตัวอย่างคาถาอีกบทหนึ่งที่ขุนแผนใช้คาถามหาจังงัง ใช้กับพวกพ้องบริวารของขุนช้างซึ่งติดตามวันทองไป

ตวาดด้วยพระเวทวิเศษมนตร์ ผู้คนตื่นวิ่งทิ้งปืนผา
ดาบถือหลุดมือตะลึงวาง ขุนช้างแข็งง่าตั้งท่าทวน
ถูกมนตร์จังงังทั้งนายไพร่ ต่างเกรงฤทธิ์ไกรใจปั่นป่วน
ขุนช้างตกประหม่าเห็นมาจวน ยิ่งสวนสำทับขับพลมา

ขุนแผนใช้คาถานี้กับพวกพ้องบริวารของขุนช้างทำให้พวกพ้องของขุนช้างไม่มีแรง
จับอาวุธไม่สามารถขยับตัวได้และเกิดความเกรงกลัวต่อขุนแผนเป็นอย่างมาก




คาถาแบบนี้ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหลงรักหรือนิยมชมชอบตามเรื่องขุนช้างขุนแผนมักเป็นผู้ชายใช้กับผู้หญิง
ดังตอนที่นางลาวทองถูกต้องมนตร์เทพรัญจวนของขุนแผนทำให้หลงรักขุนแผน ลืมความอายตามประสาหญิง และมีจิตใจจงรักภักดีต่อขุนแผนทันที

พี่เลี้ยงรับหมากมายื่นให้ เจ้าลาวทองรับไว้ไม่เงยหน้า
ไม่กินกลัวจะไม่ให้ไคลคลา ครั้นกินหมากมนตราให้เสียวใจ
ตั้งแต่ยามเย็นนางมาอยู่ หาได้ดูหน้าตาเจ้าพลายไม่
ครั้นต้องหมากมนตร์เคี้ยวประเดี๋ยวใจ ก็อาลัยลอบเหลือบ
ชำเลืองตา
เห็นเจ้าพลายนายทัพขยับยิ้ม ปิ้มประหนึ่งจะคลา
นเข้าไปหา
เจ้าพลายแก้วแว่วเห็นกิริยา ก็รู้ว่าต้องเทพรัญจ
วนใจ

นอกจากนี้คาถาที่รู้จักกันมากที่สุดในเรื่องนี้คือคาถามหาละลวย หรือมนตร์มหาละลวย
ซึ่งทำให้ชายหญิงเคลิบเคลิ้ม และยังใช้กับบุคคลอื่นได้ด้วยดังตอนที่พระไวยขอเข้าเฝ้าพระพันวษาเพื่อ
ทูลขออภัยโทษให้นางวันทอง แสดงว่ามนตร์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้กับเพศตรงข้ามเท่านั้น แต่เพศเดียวกันก็ใช้ได้

2. คาถาที่ใช้ทำให้คนรัก

คาถาทำเสน่ห์จะส่งผลร้ายแก่ผู้ถูกกระทำเป็นอันมาก
ซึ่งมักกระทำร่วมกับวัตถุที่เป็นของขลังเป็นการทำพิธีทางไสยศาสตร์
ที่ส่งผลรุนแรงและต้องมีการแก้ไข มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ผู้ถูกกระทำ
หลงใหลเลอะเลือน ดังตอนที่สร้อยฟ้าทำเสน่ห์พระไวย
เพื่อให้รักนางและเกลียดนางศรีมาลา

ครานั้นจึงโฉมเจ้าสร้อยฟ้า รับทูลเกศาเกษมศรี
ขอพระเวทวิเศษประสิทธี ให้สูญสิ้นราคีที่ร้ายรอง
จงเข้าดลใจพระไวยผัว ให้มืดมัวลุ่มหลงลงมาห้อง
แล้วชิงชังศรีมาลาอย่านึกปอง ต้องมนตร์พันพัวให้มัวใจ
ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้วสระผม ที่เกรียมตรมขุ่นหมองค่อยผ่องใส
นวลหน้าฝ้าจับกระจายไป สบายใจพูดจากับอาจารย์

3.คาถาที่ใช้ทำเสน่ห์

การใช้คาถานี้เป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความอับอาย ความเดือดร้อน เช่นตอนที่ขุนแผนกับขุนช้างเป็นความกัน พอได้ประจันหน้ากันเข้า เมื่อขุนแผนฟังข้อกล่าวหาของขุนช้างจบสิ้นแล้วก็ใช้คาถาอาคม
กระทำขุนช้างคือเป่ามนตร์อัดทวาร หรือ คาถาขี้แตก

ขุนแผนตัวดีมีแยบคาย อ่านมนตร์สนธยายอัดทวาร
เป่าต้องขุนช้างเข้าหว่างอก เหงื่อตกอกใจให้ฟุ้งซ่าน
หน้าแดงแสยงขนลนลาน ขอประทานฉานไม่สบายใจ
เวียนหัวยิ่งยวดปวดท้องขี้ จะแก้ความวันนี้เห็นไม่ได้
มันให้อัดพลุ่งพลุ่งพุงพองไป งดไว้พรุ่งนี้เถิดพ่อคุณฯ


4 คาถาที่ใช้กระทำแก่ผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน

เป็นการกระทำทางไสยศาสตร์ที่มีผลต่อผู้อื่นด้วยเหมือนกัน และจะต้องตระเตรียมพิธีการกระทำนี้พอสมควร เนื่องจากเป็นการลักลอบ
กระทำ เป็นการเผชิญภัย เช่น ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างแล้วใช้มนตร์
สะกดให้คนหลับ ขับไล่ผีของขุนช้าง และสะเดาะกลอน

การใช้เวทมนตร์สะกด
จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพ์ที่ฝังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ
ทั้งชายหญิงง่วงงมล้มหลับ นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปอะ
จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี
ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่

การขับไล่ผี
ว่าพลางทางจับข้าวสารซัด พรายกระจัดหลีกหนีไปทั้งผอง

สะเดาะกลอน
เอามีดหมอตำเข้าต้ำฉับ ปลายเสาแตกยับเป็นสี่แฉก
สะเดาะดาลหน้าต่างให้กว้างแยก ข้าวสารแทรกกระดูกผีก็ซัดไป

5.คาถาที่ใช้สะกด ขับไล่ผี และสะเดาะกลอน

คาถานี้คล้ายกับการสะกดไล่ผีเช่นเมื่อพระไวยจะเข้าบ้านขุนช้างได้มีการร่ายมนตร์ถอนอาถรรพ์เสียก่อน
เข้าบ้านเนื่องจากขุนช้างได้ร่ายมนตร์ป้องกันไว้ หากพระไวยไม่ร่ายมนตร์ล้างอาถรรพ์ก็จะทำให้มนตร์ของตนเสื่อมทันที

เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู
จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพ์ที่ฝังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ

6. คาถาที่ใช้ล้างอาถรรพ์
กุมารทอง



กุมารทองคือลูกของขุนแผนกับบัวคลี่โดยขุนแผนผ่าท้องของบัวคลี่แล้วนำทารกไปทำพิธีที่วิหารในวัด แล้วปลุกเสกลงคาถาอาคมปิดทองเก็บไว้บูชา พอปลุกเสกกุมารทองเสร็จ กุมารทองก็ได้ให้ความช่วยเหลือขุนแผน ถ้าขุนแผนทำอะไรที่ผิดพลาด กุมารทองก็ช่วยตักเตือน เช่น ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง แล้วเห็นขุนช้างนอนกอด
นางวันทอง ก็โกรธและจะฆ่าขุนช้าง กุมารทองเตือนสติขุน
แผนให้นึกถึงอาญาแผ่นดิน

กุมารทองป้องปัดสกัดดาบ ประนมกราบขอโทษ
ยิ่งโกรธส่ง
ถีบต่อยเตะตกจากเตียงลง กุมารตรงยึดขวางไม่
วางมือ
งดก่อนผ่อนพ่ออย่าเพ่อฆ่า ไม่กลัวอาญาเจ้าชีวิต
หรือ
ขุนแผนแค้นกัดกรามคำรามฮือ เอออือกูไม่กลัวแล้วอ
าญา


โหงพราย
โหงพรายเป็นผีที่ขุนแผนเลี้ยงไว้ใช้โดยไปทำพิธีปลุกขึ้นมาจากป่าช้าตั้งแต่ยังเป็นพลายแก้วและเพิ่งสึกจากเณร พวกโหงพรายรับใช้
ขุนแผนอย่างซื่อสัตย์ตลอดมานอกจากนั้นยังช่วยปกป้องคุ้มครองญาติใกล้ชิดของขุนแผนด้วย เช่น คอยกระซิบเตือนเมื่อจะมีภัย เช่น คราวที่นางบัวคลี่วางยาพิษในอาหารให้ขุนแผนกิน และเคยช่วยเหลือพลายงามไว้ตอนที่ถูกขุนช้างหลอกไปฆ่าในป่าโหงพรายก็เอาตัว
กำบังพลายงามไว้ ขุนช้างทุบตีพลายงาม นำขอนไม้มาทับร่างพลายงามไว้ แล้วหนีไป

ฝ่ายผีพรายนายขุนแผนแค้นขุนช้าง อุตส่าห์ง้างขอนใหญ่ให้เขยื้อน
แล้วเป่าแก้แผลหายละลายเลือน เจ้าพลายเคลื่อนคลายฟื้นเหมือน
นางพรายบอกว่าเราบ่าวขุนแผน ทำแทนเมื่อมันทับช่วยรับขอน
ไม่ม้วยแล้วแก้วตาอย่าอาวรณ์ อยู่นี่ก่อนเถิดนะเจ้าอย่าเศร้าใจ

โหงพรายช่วยเหลือให้พลายงามฟื้นคืนสติ รอดชีวิตมาได้ แล้วแนะนำตนว่าเป็นโหงพราย บ่าวของขุนแผน แล้วจึงปลอบโยนพลายงามไม่ให้เสียขวัญ



คือผีชนิดหนึ่งเกิดจากมารดาซึ่งตายทั้งกลมต้องเป็นเด็กผู้ชาย
และเป็นบุตรคนหัวปีของผู้ทำเองจึงจะศักดิ์สิทธิ์และจงรักภักดีต่อเจ้าของ
ซึ่งในเรื่องขุนช้างขุนแผนกุมารทองก็คือลูกชายของขุนแผนเอง



เป็นดาบที่ต้องใช้เหล็กจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งรอถึงวันฤกษ์งามยามดีตรงกับวันเสาร์
ขึ้นสิบห้าค่ำ ขุนแผนก็ทำพิธี โดยตั้งศาลเพียงตา จัดเครื่องบัตรพลี และเริ่มพิธีกรรมในการตีดาบ ผู้ทำพิธีต้องนุ่งขาวห่มขาว ตีดาบตาม“พิชัยฤกษ์” เมื่อตีดาบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขุนแผนจับดาบขึ้นกวัดแกว่ง ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นคือมีฟ้าผ่าเป็นนิมิต ขุนแผนจึงให้ชื่อดาบว่า “ดาบฟ้าฟื้น”

ขุนแผนได้พบขบวนซื้อม้าหลวงซึ่งมาจากเมืองเทศในขบวนม้านี้
มีม้าตัวหนึ่งชื่ออีเหลืองออกลูกมาตัวหนึ่งชื่อสีหมอกเป็นม้าเกเร
พวกผู้คุมขบวนระอาพอขุนแผนขอซื้อก็รีบขายให้สีหมอกเป็นม้า
ที่มีลักษณะถูกต้องตามตำราทุกประการ ขุนแผนพอใจมาก

ขุนแผนได้ฟังเจ้าของว่า สมมาดปรารถนาที่มุ่งหมาย
แก้เงินนับให้ไม่กลับกลาย แล้วเยื้องกรายมาที่สีหมอกม้า
เสกหญ้าด้วยมหาละลวยใหญ่ เข้าใกล้สีหมอกแล้วบอกว่า
จะไปกับเราก็เข้ามา ยื่นหญ้าให้พลันในทันใด

ขุนแผนเลี้ยงสีหมอกด้วยเวทมนตร์คาถา คือปลุกเสกให้มีกำลังวังชาและคล่องแคล่ว ให้กินหญ้าเสก ทำให้สีหมอกมีกำลัง ว่องไวรบศึกได้เก่งกาจมาก ม้าสีหมอกจึงมีลักษณะเป็นเครื่องรางและเป็นสัตว์พาหนะคู่ใจด้วย

1.กุมารทอง
2.ดาบฟ้าฟื้น
3.ม้าสีหมอก

สาเหตุที่ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็คือพลายงามอาสาไปทำศึก
และต้องการทูลขอโทษให้ขุนแผนออกจากคุกด้วยจึงได้ขอร้องจมื่นศรี
ให้พาเข้าเฝ้าพระพันวษาจมื่นศรีเห็นว่าพลายงามยังเด็กนักเกรงว่าจะ
ไม่มีความสามารถพอพลายงามจึงต้องแสดงความสามารถให้ประจักษ์
และเมื่อขุนแผนออกจากคุกก็ได้ถือโอกาสแสดงปาฏิหาริย์ด้วยกันทั้งคู่
โดยการแปลงกายเป็นรูปลักษณะต่างๆ เช่น แปลงเป็นเสือโคร่ง งูเห่า
นกกด ช้างตกมัน ฯลฯ ต่อหน้าพระที่นั่ง และประชาชนทั้งหลาย


นางวันทองถูกสั่งประหารชีวิต พระไวยผู้เป็นลูกชายก็บวชอุทิศส่วนกุศลให้
ในพิธีเผาศพของนางนั้น เมื่อบังสุกุลเสร็จพระไวยก็ไปที่ป่าช้า อ่านพระคาถา
เอาน้ำมันงาทาตัวจนทั่ว แล้วขึ้นไปนอนบนเชิงตะกอน ให้เอาศพนางวันทอง
ขึ้นวางทับบนตัว แล้วจุดไฟเผาจนโลงไหม้หมด

บ้างว่าพระไวยนอนไฟเผา จะตายด้วยแม่เปล่าๆก็เป็นได้
ที่บางคนนั้นก็ว่าไม่เป็นไร ประเดี๋ยวใจไฟลุกก็โซมลง
โลงโกงฟืนฟ่อยก็ย่อยยับ พระไวยกลับออกมาน่าพิศวง
ฝูงคนยืนดูอยู่เป็นวง ชมว่าช่างอยู่คงทั้งฟืนไฟ

เมื่อเผาศพเสร็จแล้ว พระไวยก็ลุกขึ้นแล้วจึงคืนกลับออกมา
โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่บรรดาผู้คนที่ไปร่วมงาน


การปลุกเสกตัวเองคือการแปลงตัวจากรูปกายอย่างหนึ่งไปสู่รูปกายอีกอย่างหนึ่งเพื่อทำให้เกิดความมี
อำนาจ พลัง หรือข่มขวัญศัตรูก็ได้
เถรขวาดแค้นพลายชุมพลตั้งแต่เมื่อครั้งที่ต่อสู้กันในคดีที่สร้อยฟ้าทำเสน่ห์พระไวย จึงแปลงเป็นจระเข้ ไปอาละวาดถึงกรุงศรีอยุธยา ไล่ทำร้ายผู้คนจนเดือดร้อนไปทั่ว พลายชุมพลจึงอาสาไปปราบจระเข้ แล้วทั้งสองฝ่ายก็สู้กัน ด้วยการแปลงกายเป็นสัตว์ต่างๆ สุดท้ายเถรขวาดก็พ่ายแพ้

1.พลายงามกับขุนแผนแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตอนอาสาไปรบเชียงใหม่
2.พระไวยเอาน้ำมันทาตัวแล้วไปนอนบนเชิงตะกอนที่เผาศพวันทองได้โดยไม่ไหม้ไฟ
3. การแสดงปาฏิหาริย์ในการต่อสู้กันระหว่างพลายชุมพลกับเถรขวาด
จัดทำโดย
นางสาวชมภูนุช ดิษฐ์ทอง รหัสนิสิต 56412388
นางสาวญาณิกา เสนาธนศักดิ์ รหัสนิสิต 56412395
คณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย
สรุป
ในขุนช้างขุนแผนปรากฏความเชื่อทางไสยศาสตร์ ได้แก่ เวทมนตร์คาถา ภูตผีปิศาจ เครื่องรางของขลัง และการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ซึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสังคมไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
นั้นมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์อยู่เป็นจำนวนมากเพราะบางครั้ง
ไสยศาสตร์ก็ช่วยปลอบประโลมใจ บำรุงขวัญของบุคคลนั้นได้
ให้เกิดความมั่นใจ เข้มแข็ง และเกิดเป็นความศรัทธาเชื่อว่าไสยศาสตร์
จะสามารถช่วยเราได้ทุกเมื่อ ดังที่ตัวละครในเรื่องได้ใช้ไสยศาสตร์
เพื่อใช้แสวงประโยชน์แก่ตัวเอง
อย่างไรก็ตามหากวิชาไสยศาสตร์อยู่กับผู้ใช้ที่มี‘ศีล’เป็นหลัก
ก็จะส่งผลดีแต่ถ้าหากนำไปใช้ในทางที่ผิดก็จะเกิดผลเสียต่อผู้อื่น
สุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำร้ายผู้ที่ใช้ไสยศาสตร์เองอีกด้วย
Full transcript