Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคอาณานิคม

No description
by

Thep Boontanondha

on 21 June 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคอาณานิคม

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคอาณานิคม
การเข้ามาของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การปฎิวัติอุตสาหกรรม
- การปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลายศ.18

- การแสวงหาแหล่งวัตถุดิบและตลาดเพื่อระบายสินค้า

- ความต้องการสืินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มมากขึ้น เช่น ชา น้ำตาล
กาแฟ
พัฒนาการทางการค้า
- การสำรวจดินแดนของชาวตะวันตกในยุคแห่งการค้นพบ
(Age of Discovery)

- ความต้องการเครื่องเทศของชาวตะวันตก

- ทำให้เกิดการยึดครองดินแดนต่างๆ ในเอเชีย เช่น
ฟิลิปปินส์ มะละกา เพื่อควบคุมเส้นทางการค้า
vasco da gama
Christopher Columbus
Treaty of Tordesillas
Ferdinand Magellan
การเผยแพร่อุดมการณ์ทางศาสนาและการเมือง
- ความต้องการเผ่ยแพร่ศาสนาคริสต์



- แนวคิดเรื่องเศรษฐกิจเสรี (Laissez-faire )
Dan Beach Bradley
Sir John Bowring
Sir Thomas Stamford Raffles
Auguste Pavie
โปรตุเกสกับการยึดครองมะละกา
- 1511 โปรตุเกสได้ส่งกองทัพเรือเข้ามายึดครองมะละกา

- หลังจากโปรตุเกสยึดครองมะละกาได้แล้ว ได้ใช้มะละกาเป็น
เมืองป้อมปราการเพื่อปกป้องผลประโยชน์การค้าทางทะเลใน
ทวีปเอเชีย

- อย่างไรก็ตามด้วยวิธีการปกครองมะละกาของโปรตุเกสที่
มุ่งเน้นให้มะละกาเป็นสถานีการค้ามากกว่าเป็นอาณานิคม
ทำให้โปรตุเกสสูญเสียอำนาจในมะละกาอย่างรวดเร็ว

- ในปี 1641 ดัชต์และสเปนก็ได้เข้ามามีอิทธิพลเหนือมะละกา
แทนที่โปรตุเกส
A Famosa
Afonso de Albuquerque
การขยายตัวของสเปนในฟิลิปปินส์
- ฟิลิปปินส์ก่อนที่สเปนจะเข้ามายึดครองมีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ โดยปกครองด้วยรูปแบบที่เรียกว่า "บารังไก" (Barangay)

- สำหรับศาสนานั้นชาวพื้นเมืองฟิลิปปินส์บางส่วนมีการนับถือศาสนา
อิสลาม

- กระทั่งใน ปี 1519 เฟอร์ดินาน แมกเจนแลนด์ ได้เดินทางมายังฟิลิปปินส์

- Ruy Lopes de Villalobos ได้เรียกชื่อเกาะที่แมกเจนแลนด์เจอว่า "ฟิลิปปินาส ตามชื่อพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งสเปน

- ความสัมพันธ์ในระยะแรกระหว่างชาวตะวันตกกับชาวพื้นเมืองเป็นไป
ด้วยดีกระท่ังชาวตะวันตกเริ่มแทรกแทรงการเมืองภายใน ทำให้ชาวพื้นเมือง
ขับไล่พวกฟิลิปปินส์ออกไป

- อย่างไรก็ตามในปี 1751 สเปนได้ส่งทหารมายึดครองฟิลิปปนส์อีกครั้งหนึ่ง
และได้จัดตั้งอาณานิคมขึ้น
ferdinal magellans
Charles I of Spain,
Charles V, Holy Roman Emperor
Ruy Lopes de Villalobos
Phillip II of Spain
Miguel Lopez de Legazpi
- ฟิลิปปินส์กลายเป็นตลาดการค้ากับชาติต่างในเอเชีย

- ฟิลิปปินส์กลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญให่แก่สเปน อีกทั้ง
ยังใช้ฟิลิปปินส์เป็นที่ระบายสินค้าจากทางสเปน

- สเปนยังต้องการเผยแพร่ศาสนาคริสต์โรมันคาทอริกในฟิลิปปินส์
เนื่องจากแต่เดิมนั้นชนพื้นเมืองฟิลิปปินส์ต่างนับถือศาสนาท้องถิ่น
และอิสลามในบางส่วน

- การเผยแพร่ศาสนาในฟิลิปปินส์ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี
ชนพื้นเมืองเกือบทั้งหมดได้หันมานับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอริก

การขยายอำนาจของฮอลันดาในหมู่เกาะอินโดนีเซีย
- พระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน สั่่งปิดเมืองท่าลิสบอน

- พวกดัชต์จึงได้เริ่มสำรวจเส้นทางการค้าในเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้

- ดัชต์ได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าแห่งแรกที่เมืองบันทัม ที่เกาะ
ชวา ในปี 1596

- การเข้ามาของพ่อค้าดัชต์นั้นได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
จากผู้ปกครองท้องถิ่น ทำให้ดัชต์สามารถขยายการค้าใน
อินโดนีเซียได้อย่างรวดเร็ว

- ในปี 1602 มีการก่อตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา หรือ VOC (verrenging ostindishe compagne)
- การค้าขายเครื่องเทศที่ดัชต์ใช้วิธีให้ราคาสินค้าสูงกว่า
โปรตุเกส ทำให้ในไม่ช้าโปรตุเกสก็สูญเสียบทบาทการค้า

- ดัชต์ยังต้องต่อสู่กับการขยายอิทธิพลทางการค้าของ
อังกฤษในอะเจห์ ซึ่งพยายามเข้ามาค้าขายเครื่องเทศแทนที่
ดัชต์

- ในระยะแรกที่ดัชต์เข้ามานั้น ดัชต์มุ่งเน้นเรื่องการค้าขาย
เป็นหลัก อย่างไรก็ตามเมื่อล่วงเข้าสู่ ศ.18 ดัชต์ก็ได้เปลี่ยน
นโยบายการค้าเป็นการค้าผูกขาด

- ชาวพื้นเมืองจำนวนมากจึงได้เริ่มลักลอบค้าข้ายกับชาติ
อื่น รวมทั้งปล้นเรือสินค้าของดัชต์

- ด้วยเหตุนุี้ดัชต์จึงตัดสินใจยึดครองดินแดนต่างๆ ในหมู่
เกาะเครื่องเทศ กระทั่งปี 1667 ดัชต์ก็มีอิทธิพลเหนือดินแดน
ต่างๆ
- การที่ฮอลันดาสามารถยึดครองดินแดนต่างๆ ในชวาและ
หมู่เกาะเครื่องเทศได้เป็นจำนวนมากเพราะ สงครามภายใน
ของอาณาจักรท้องถิ่นที่ดึงชาติตะวันตกเข้ามาช่วยเหลือ

- การขยายตัวของดัชต์ในชวาก็ต้องหยุดชะงักลงจากทั้ง
ปัจจัยภายในและภายนอก

- สงครามในยุโรป โดยเฉพาะสงครามนโปเลียน
- การหันมาปลูกพืชที่เป็นที่ต้องการแทนเครื่องเทศ
- การคอรัปชั่นภายใน VOC

- กระทั่งหลังสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลงดัชต์ได้มีอำนาจ
ปกครองอินโดนีเซียอย่างเบ็ดเสร็จจากการทำข้อตกลงกับ
อังกฤษในการแบ่งเขตอิทธิพล
การขยายอำนาจของอังกฤษในมลายู
- แต่เดิมนั้นดัชต์ได้เข้ามามีอิทธิพลในแหลมมลายูโดยเข้า
ยึดมะละกาจากโปรตุเกส และรัฐยะโฮร์

- อังกฤษเริ่มเข้ามาค้าขายในเอเชียราวศตวรรษที่ 16

- เพื่อหลีกเลี่ยงการขัดแย้งกับฮอลันดาที่ยึดครอง
อินโดนีเซียอังกฤษได้มุ่งหน้าสู่อินเดียเพื่อใช้อินเดียเป็น ฐานการผลิตและระบายสินค้า

- ปี 1781 อังกฤษได้เริ่มขยายอิทธิพลทางการค้ามา
สู่มลายูโดยการเช่าปีนัง จากสุลต่านไทรบุรี เพื่อใช้เป็น
สถานีการค้า ซึ่งอังกฤษได้ใช้ปีนังเป็นฐานทัพที่สำคัญ
ในการขจัดอิทธิพลของดัชต์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- หลังจากที่อังกฤษได้คืนชวาและมะละกาให้กับดัชต์ในปี 1759

- สแตนฟอร์ด รัฟเฟิล ได้ขอเช่าเกาะสิงคโปร์เพื่อเป็นศูนย์กลาง
ทางการค้าแห่งใหม่

- ข้าราชการและบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษที่ปีนังกลับ
ไม่เห็นด้วยกับการตั้งสิงคโปร์เป็นเมืองท่าแห่งใหม่

- แต่สุดท้ายแล้วจากแรงสนับสนุนของลอร์ดเฮสติงค์ (Lord
hesting) ผู้สำเร็จราชการอินเดียแห่งอังกฤษ ทำให้รัฟเฟิล
สามารถก่อตั้งเมืองท่าการค้าที่สิงคโปร์จนสำเร็จ

- ด้วยเหตุนี้รัฟเฟิลจึงได้เริ่มพัฒนาให้สิงคโปร์จากที่เคยเป็น
หมู่บ้านขนาดเล็กกลายเป็นเมืองท่าทางการค้าที่สำคัญที่สุดใน
ภูมิภาค โดยใช้กรรมกรชาวจีนเป็นแรงงานสำคัญในการสร้าง
สิงคโปร์
Francis Rawdon-Hastings,
1st Marquess of Hastings
- ความสำเร็จของอังกฤษในสิงคโปร์ทำให้เป็นการตัด
โอกาสของดัชต์ที่จะกลับเข้ามามีีอิทธิพลในมะละกาอีกครั้ง

- ฮอลันดาจึงได้ทำข้อตกลงกับอังกฤษในปี 1824 ชื่อว่า Anglo - dutch treaty

- โดยเป็นข้อตกลงที่ดัชต์จะยกมะละกาให้อังกฤษปกครอง
อย่างสมบูรณ์โดยแลกเปลี่ยนกับเมืองเบนคูเลนในเกาะ
สุมาตรา และทั้งสองชาติต่างสัญญาว่าจะไม่ละเมิดอิทธิพล
ซึ่งกันและกัน
การขยายอำนาจของอังกฤษในพม่า
- อังกฤษได้เริ่มต้นทำการค้ากับพม่าตั้งแต่ปี 1769 โดยเข้ามาตั้ง
สถานีการค้าที่เมืองสิเรียม

- ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับพม่าเริ่มเลวร้ายลงเมื่อพวก
ยะไข่ก็กบฎแหละหนีไปอยู่ที่เมืองจิตตะกองในปี 1794

- ในปี 1811 กองทัพพม่าบุกเข้าไปปราบปรามหัวหน้าของพวกยะไข่
ถึงเมืองจิตตะกอง และเริ่มมองว่าอังกฤษไม่ได้มีความเข้มแข็ง

- พระเจ้าบาจีดอ ได้ส่งกองทัพเข้ารุกรานเมืองจิตตะกอง ในปี 1823

- พม่าต้องยอมทำสนธิสัญญายันดาโบ โดยพม่าต้องยกดินแดน
อัสสัม มณีปุระ ยะไข่ และตะนาวศรี ให้กับอังกฤษไป
Chittagong
- ปี 1852 สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 2 เกิดขึ้นเนื่องจาก
เจ้าเมืองพะโค ได้ยึดเรืออังกฤษ 2 ลำ โดยกล่าวหาว่าเรือของอังกฤษไม่ยอม
เสียค่าธรรมเนียม จนทำให้อังกฤษตัดสินใจทำสงครามกับพม่าอีกครั้ง

- สงครามครั้งนี้ทำให้พม่าเสียเมืองพะโค และถูกตัดขาดออกจาก
โลกภายนอก

- พระเจ้ามินดงขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพระเจ้าพุกามแมง ได้ดำเนินนโยบาย
คานอำนาจกับทางอังกฤษ โดยสนับสนุนให้ฝรั่งเศสเข้ามามีอิทธิพล พร้อม
กันนี้ยังมีความพยายามที่จะปฏิรูประบบราชการเสียใหม่

- สงครามระหว่างอังกฤษกับพม่าก็เกิดขึ้นอีกครั้ง และเป็นครั้งสุดท้ายใน
สมัยพระเจ้าธีบอ ในปี 1886 เนื่องจากความวุ่นวายในยุคสมัยของ
พระเจ้าธีบอซึ่งทรงไร้พระราชอำนาจและทรงให้พระนางศุภยาลัตทรงมี
อำนาจในการปกครองพม่าแทน

- สงครามอังกฤษกับพม่าครั้งที่ 3 นี้สิ้นสุดลงด้วยการสิ้นสุดระบบกษัตริย์
ของพม่าเมื่อพระเจ้าธีบอและพระมเหสีทรงถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี
Mindon Min
Thibaw
Supayalat
ฝรั่งเศสในอินโดจีน
- ความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสต่อปรัสเซียทำให้ฝรั่งเศสต้องกอบกู้
เกียรติยศและชื่อเสียงของตนคืนมา

- ฝรั่งเศสใช้การสร้างจักรวรรดินิยมแห่งใหม่ด้วยเหตุนี้ฝรั่งเศส
จึงทำการสำรวจดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยเหตุนี้
ในปี 1883 ฝรั่งเศสจึงขยายอิทธิพลมายังเวียดนาม

- จักรพรรดิแห่งเว้ได้ลงนามในสัญญาที่จะสถาปนาอำนาจ
ของฝรั่งเศสให้เป็นผู้ดูแลดินแดนบริเวณอันนัม และตังเกี๋ยใน
ปี 1883

- มีการทำสัญญาอีกฉบับที่ให้ฝรั่งเศสเป็นผู้อารักขาดินแดน
เวียดนามทั้งหมด้วยเหตุนี้ฝรั่งเศสจึงใช้ข้อตกลงดังกล่าวใน
การขยายอิทธิพลเข้ามาในลาว โดยอ้างว่าลาวเป็นเมืองขึ้นของ
เวียดนามเนื่องจากลาวเคยส่งบรรณาการให้ฝรั่งเศส
- บุคคลที่มีบทบาทสาคัญเป็นอย่างยิ่งในภารกิจยึดครองลาวและเขมร
ของฝรั่งเศส คือ ออกุสต์ ปาวี ผู้ช่วยกงสุลฝรั่งเศสประจำหลวงพระบาง

- หัวหน้าเผ่าไทขาวชื่อคาฮุ้มได้ยกกองกาลังของตนเองเข้ามาโจมตีหลวง
พระบาง ขณะที่ทหารไทยซึ่งประจำที่หลวงพระบาง กลับหลบหนีไม่ยอมต่อสู้
กับกองกาลังของคาฮุ้ม ทำให้หลวงพระบางปราศจากการปกป้อง
ปาวีได้ช่วยเจ้าอุ่นคำ เจ้ามหาชีวิตของหลวงพระบางทำให้เจ้าอุ่นคาชื่นชม
ฝรั่งเศสเป็นอย่างมากที่ปกป้องหลวงพระบางแทนสยาม

- ในพ.ศ.2437 ฝรั่งเศสยังได้ส่งเรือรบสองลำลุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาจนเกิด
การต่อสู้กันระหว่างทหารไทย กับทหารฝรั่งเศส

-ผลของวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทาให้สยามจาเป็นต้องยกดินแดนทั้งหมดของ
ลาวที่อยู่ทางตะวันออกของแม่น้าโขงให้แก่ฝรั่งเศส

- ฝรั่งเศสรู้ดีว่าดินแดนที่ฝรั่งเศสได้มานั้นเป็นดินแดนที่รกร้างว่างเปล่า ต่างกับทางตะวันตกของแม่น้าโขงที่สยามยังคงถือครองอยู่ที่เต็มไปด้วย
ประชากร และความอุดมสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ฝรั่งเศสยังคงกดดันสยาม
ต่อไป เพื่อที่จะผนวกสยามเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งในที่สุดแล้วฝรั่งเศสก็ได้ดินลาวทั้งหมดไว้ในครอบครอง
- ฝรั่งเศสเริ่มเข้ายึดครองเวียดนามในปี 1859 ซึ่งเป็นผลพวงจากการ
ต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตั้งแต่ในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิ มิญ หมั่ง

- ในสมัยจักรพรรดิเถี่ยว จิ เวียดนามยังคงนโยบายต่อต้านบาทหลวงที่เข้ามา
เผ่ยแพร่ศาสนา ด้วยเหตุนีี้เวียดนามจึงได้เข้ายึดเมืองต่างๆ ทางตอนใต้ของ
เวียดนาม หรือส่วนที่เรียกว่า "โคชินไชน่า" ได้สำเร็จในปี 1867

- หลังจากที่ฝรั่งเศสได้โคชินไชน่าแล้ว ก็ได้เริ่มหันมายึดครองบริเวณตอน
เหนือของเวียดนาม

- 1884 เวียดนามก็สามารถยึดครองเวียดนามได้ทั้งประเทศ ทำให้ราชสำนักเว้
ตกอยู่ใต้การปกครองของเวียดนาม

- ในปี 1893 หลังจากที่ฝรั่งเศสยึดครองลาวได้สำเร็จก็ได้รวมดินแดนทั้งสาม
ส่วนอันประกอบด้วย เขมร เวียดนาม และ ลาว เข้าเป็น "อินโดจีนของฝรั่งเศส"
Minh Mang
การปกครองอาณานิคมของชาติตะวันตก
- หลังจากที่ชาติตะวันตกสามารถยึดครองชาติอาณานิคมในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ได้แล้ว ได้มีการสถาปนารูปแบบการปกครองลักษณะ
ต่าง ๆ ขึ้น เพื่อใช้ในการปกครองอาณานิคมของตน

- ซึ่งรูปแบบการปกครองชาติอาณานิคม โดยมากแล้วมักมีความ
สอดคล้องกับรูปแบบและวิธีการปกครองอาณานิคมในดินแดนอื่น ๆ

- ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของวิธีการปกครองชาติอาณานิคมในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้คือการรวมดินแดนต่างๆ ที่เป็นอาณานิคม และใช้
วิธีการปกครองร่วมกัน รวมทั้งการใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง
เพื่อให้ประชาชนภายในเกิดความระแวงซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะ
รวมตัวกันเพื่อต่อต้านชาติตะวันตกที่เข้ามาปกครอง

- ชาวจีนกลายเป็นตัวกลางสำคัญในการปกครองดินแดนอาณานิคม
โดยเฉพาะในสิงคโปร์ และ อินโดนีเซีย
การปกครองฟิลิปปินส์ของสเปน
- การปกครองฟิลิปปินส์นั้นสเปนได้ใช้การปกครองรูปแบบศักดินา
สวามิภักดืิ์ หรือ ภาษาสเปนเรียกว่า "เอนคอมเมียนดา"
(Encomienda)

- อย่างไรก็ตามการปกครองแบบเอนคอมเมียนดาเป็นเพียง
การปกครองในส่วนท้องถิ่นเท่านั้น สำหรับการปกครองในส่วนของ
รัฐบาล ชาวสเปนจะเป็นฝ่ายบริหาร

- สเปนได้แบ่งแยกสถานะของชาวสเปนออกจากชาวพื้นเมืองอย่าง
ชัดเจน โดยมีการจัดการศึึกษาระดับสูงให้แก่ชาวสเปน ด้วยการตั้ง
มหาวิทยาลัย Santa thomas ขึ้นใน ปี 1619 พร้อมกันนี้ยังจัดตั้ง
สถานศึกษาในอีกหลายๆ ระดับ โดยเก็บค่าเล่าเรียนในราคาสูง เพื่อกีดกันไม่ให้ชาวพื้นเมืองมีโอกาสเข้ารับการศึกษา

- แต่ในขณะเดียวกันสเปนก็ส่งเสริมให้มีการแต่งงานระหว่างชาว
สเปนกับชาวพื้นเมืองเพื่อให้มีประชากรเลือดผสม หรือที่เรียกว่า "เมสติโซ" (Mestizo) เพิ่มขึ้น เพื่อให้กลายเป็นชนชั้นกลาง
ของสังคม
- ในระหว่างที่สเปนปกครองฟิลิปปินส์ สเปนได้ทำการผูกขาด
การค้าโดยไม่อนุญาตให้ชาติอื่นๆ เข้ามาค้าขายในฟิลิปปินส์

- สเปนยังกดขี่ชาวพื้นเมืองด้วยการบังคับให้ชาวพื้นเมือง
ขายสินค้าให้แก่รัฐบาลฟิลิปปินส์เท่านั้น

- อย่างไรก็ตามชาวจีนยังได้รับอนุญาตให้เข้ามาค้าขายใน
ฟิลิปปินส์ได้ ด้วยเหตุนี้ในเวลาต่อมาชาวจีนจึงกลายเป็น
พ่อค้ารายหลักที่ค้าขายในฟิลิปปินส์

- นอกจากการค้าขายกับชาวจีนแล้ว สเปนได้จัดตั้งระบบ
การค้าที่เรียกว่า "Galleon trade" ซึ่งเป็นการค้าขาย
ระหว่างเม็กซิโกกับฟิลิปปินส์ ภายใต้การควบคุมรัฐบาลสเปน

- กระทั่งปี 1821 สเปนจึงยอมเปิดเมืองมะนิลาให้เป็น
เมืองท่าการค้านานาชาติทำให้ชาติอื่นๆ สามารถเข้ามาค้าขาย
ในฟิลิปปินส์ได้อย่างถูกกฎหมาย
การปกครองอินโดนีเซีย
- ในระยะแรกที่ฮอลันดายังคงปกครองอินโดนีเซียนั้น บริษัทอินเดียตะวันออกยัง
คงให้ชาวพื้นเมืองปกครองตนเอง

- ต่อมาเมื่อรัฐบาลฮอลันดาเข้ามาปกครองอินโดนีเซียโดยตรงก็ได้ปฏิรูปการ
ปกครอง โดยในปี 1879 ได้ส่ง Herman daendels มาเป็นผู้สำเร็จราชการ

- แต่เมื่อฮอลันดาต้องทำสงครามกับฝรั่งเศสในปี 1811 อังกฤษได้เข้ามาปกครอง
อินโดนีเซียแทนชวา โดยมีเซอร์โทมัน สแตมฟอร์ด รัฟเฟิล เป็นผู้สำเร็จราชการ

- รัฟเฟิลได่้ทำการปฏิรูปการปกครองในชวาขนานใหญ่ ที่สำคัญคือการเลิกระบบ
การผูกขาดการค้า เลิกการบังคับเกณฑ์แรงงานพื้นเมืองโดยเปลี่ยนเป็นการ
จ้างงานแทน และปฏิรูประบบภาษีใหม่

- ปี 1816 เมื่อฮอลันดากลับเข้ามาปกครองอินโดนีเซียอีกครั้ง ในระยะแรก Cornelis Theodorus Elout ซึ่งเป็นข้าหลวงคนใหม่พยายามคงวิธีการ
ปกครองของรัฟเฟิล

- แต่ทว่าเมื่อ Godert van der Capellen มาเป็นข้าหลวงใหญ่แทนที่ ก็ได้เปลี่ยนมาใช้วิธีกีดกันทางการค้าจนเกิดการประทัวงและลุกลามเป็นสงคราม
Herman w. daendels
Cornelis Theodorus Elout
Godert van der Capellen
- ผลของสงครามชวาทำให้ฮอลันดาต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากในการปราบ
ปรามชาวพื้นเมือง

- Johannes van den Bosch ถูกส่งมาปฏิรูประบบเศรษฐกิจในอินโดนีเซียในปี 1830 โดย บอสช์ ได้นำระบบเศรษฐกิจวัฒนธรรมเข้ามาใช้

- บังคับให้ชาวพื้นเมืองปลูกพืชเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องการ โดยคนพื้นเมือง
ไม่ต้องเสียภาษีที่ดิน แต่ต้องจ่ายเป็นผลผลิตให้รัฐบาล ส่วนสินค้าที่เหลือรัฐบาล จะรับซื้อในราคาต่ำ

- ระบบเศรษฐกิจแบบวัฒนธรรมแม้จะสร้างรายได้ให้ฮอลันดาเป็นจำนวนมาก
แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ชาวพื้นเมืองเดือดร้อน จนในที่สุดแล้วฮอลันดาก็จำเป็น
ต้องยกเลิกระบบนี้ในปี 1870

- การเปิดการค้าเสรีทำให้ชาวจีนและชาวยุโรปเข้ามาประกอบธุรกิจในอินโดนีเซีย
เป็นจำนวนมาก

- นับตั้งแต่ปี 1904 เป็นต้นมา รัฐบาลฮอลันดาพยายามพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของชาวพื้นเมืองมากขึ้น ทั้งทางด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ และการปกครอง
เพื่อต่อสู้กับการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนินต์
Johannes van den Bosch
การปกครองของอังกฤษในมลายู
- ในระยะแรกอังกฤษให้บริษัทอินเดียตะวันออกปกครองดินแดนในมลายูใน
รูปแบบของ straits settlement

- การปกครองที่ล้มเหลวของบริษัทอินเดียตะวันออกทำให้อังกฤษตัดสินใจโอน
การปกครองดินแดนในมลายูไปขึ้นกับกระทรวงอาณานิคมในปี 1867

- อังกฤษได้รวมรัฐมลายูทั้งสี่ ซึ่งประกอบด้วย เนกรีเซมบีลัน ปะริส สลังงอ และปะหัง รวมเป็นสหพันธรัฐมลายู

- ต่อมาเมื่ออังกฤษได้รับ ไทรบุรี มะริส กลันตัง และตรังกานู จากไทย ก็ได้รวม
รัฐทั้งสี่เข้ากับสหพันธรัฐมลายู

- อังกฤษได้พัฒนาสหพันธรัฐมลายูให้มีความเจริญก้าวหน้า ด้วยการสร้างถนน
ทางรถไฟ นำคนจีนและอินเดียมาเป็นแรงงานในไร่ยางพารา และเหมืองแร่ดีบุก
ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของมลายู
- เมื่ออังกฤษเข้าปกครองสิงคโปร์ในฐานะอาณานิคมแล้วก็ได้ร่วม
สิงคโปร์เข้ากับมะละกา และปีนังเป็นหน่วยการปกครองที่เรียกว่า สเตรทส์ เซตเทลเมนท์ (Straits Settlements)

- โดยระยะแรกนั้นศูนย์กลางของการปกครอง สเตรทส์ เซตเทลเมนท์
อยู่ที่เมืองปีนัง แต่ต่อมาเมื่อสิงคโปร์ที่กลายเป็นเมืองท่าทางการค้า
แห่งใหม่นั้น เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว

- ในค.ศ.1832 รัฐบาลอังกฤษจึงได้ย้ายศูนย์กลางการปกครองมาอยู่ที่
สิงคโปร์ ภายใต้การควบคุมของรัฐเบงกอล และต่อมาเปลี่ยนเป็น
ข้าหลวงใหญ่ประจำอินเดีย

- ความสำคัญของสิงคโปร์ที่กลายเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญขึ้นมา
แทนที่อินเดียทำให้รัฐบาลอังกฤษตัดสินใจยกสถานะของสเตรท์ เซตเทลเมนท์ เป็น คราวน์ โคโลนี (Crown Colony) ในค.ศ.1867 โดยมีฐานะเป็นศูนย์กลางอำนาจของรัฐบาลอังกฤษในภูมิภาคเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้
- ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจของสิงคโปร์นี้เองทำให้ชาวจีนโพ้นทะเล
จำนวนมากต่างๆ อพยพเข้ามาหางานทำที่สิงคโปร์ โดยเฉพาะเมื่อ
ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 การไหล่บ่าเข้ามาของชาวจีนได้ส่งผลให้
เศรษฐกิจของสิงคโปร์เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะมีแรงงาน
ชาวจีนเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

- อีกด้านหนึ่งแล้วการเข้ามาของชาวจีนได้ส่งผลให้เกิดปัญหาทาง
ด้านสาธารณสุข และการศึกษาซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ต้องคอยแก้ปัญหา
ต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการติดฝิ่นของชาวจีนที่กลายเป็น
ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลในเวลาต่อมา

- ยังมีการกระทบกระทั่งกันระหว่างชาวพื้นเมืองที่เป็นเชื้อสาย
มาเลย์กับชาวจีนที่อพยพเข้ามาใหม่ซึ่งไม่อาจผสมกลมกลืนทาง
วัฒนธรรมได้ ความขัดแย้งทางเชื้อชาตินี้จะปรากฏผลออกมาอย่าง
ชัดเจนหลังจากที่สิงคโปร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษใน ค.ศ.1946
- นอกเหนือจากความเจริญทางด้านเศรษฐกิจแล้วสิงคโปร์ยัง
ปฏิรูประบบการศึกษา และการสาธารณสุขให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยมีการสร้างห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ รัฟเฟิล (Raffles Library and Museum) ในค.ศ.1849

- มีการก่อตั้งวิทยาลัยทางการแพทย์ขึ้นในค.ศ.1905 และก่อตั้ง
วิทยาลัยรัฟเฟิลขึ้นในค.ศ.1928 ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มของชาวสิงคโปร์
เพื่อก่อตั้งวิทยาลัยขึ้นมา

- ผู้ปกครองชาวอังกฤษต่างไม่เห็นด้วยที่ชาวสิงคโปร์จะก่อตั้ง
วิทยาลัยรัฟเฟิลเนื่องจากชาวอังกฤษกลัวว่าวิทยาลัยนี้จะผลิตคนที่มี
การศึกษา และคุณภาพที่ได้รับการศึกษาตามแบบตะวันตกออกมา ซึ่งจะทำให้การปกครองของอังกฤษต่อสิงคโปร์เป็นไปด้วยความยาก
ลำบาก
Raffles Library and Museum
การปกครองของอังกฤษในพม่า
- อังกฤษปกครองพม่าในฐานะที่เป็นดินแดนหนึ่งของอินเดีย โดยยกเลิกการปกครอง
รูปแบบเก่าทุกประเภทตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน โดยให้ข้าราชการที่ทางอังกฤษแต่งตั้งเป็น
ผู้ปกครอง

- การที่อังกฤษยกเลิกการปกครองในรูปแบบเก่าทำให้ชาวพม่าพยายามสนับสนุนให้
บุตรหลานของตนเรียนภาษาอังกฤษเพื่อที่จะรับราชการในระบอบการปกครองรูปแบบ
ใหม่นี้

- อังกฤษยอมให้ชาวพม่าที่ได้รับการศึกษาในรูปแบบตะวันตกเข้าทำงานด้วย ดังนั้น
จึงมีการก่อตั้งโรงเรียนระดับมัธยมปลายขึ้นในปี 1897 และก่อตั้งมหาวิทยาลัยร่างกุ้ง
ขึ้นในปี 1921

- อย่างไรก็ตามการก่อตั้งมหาวิทยาลัยร่างกุ้งนี้กลับส่งผลร้ายต่ออังกฤษในเวลาต่อมา
เมื่อนักศึกษาจำนวนมากในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการต่อต้านอังกฤษ

- รัฐบาลอังกฤษได้เปิดเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีการตัดถนน
ไปทั่วประเทศพม่า ซึ่งการตัดถนน และสร้างทางรถไฟนี้ทาให้อังกฤษสามารถส่ง
กองทหารไปปราบปรามพวกกบฏได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ แต่อีกด้านหนึ่ง
ก็ทาให้เศรษฐกิจของพม่าเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

- ในค.ศ.1886 อุตสาหกรรมน้ามันในพม่าก็เริ่มขึ้น อย่างไรก็ตามความเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจเหล่านี้ตกอยู่ในมือของอังกฤษ ชาวพม่ากลับยิ่งมีฐานะที่ตกต่าลงกว่าเดิม เนื่องจากชาวอินเดียซึ่งมีค่าจ้างที่ถูกกว่าชาวพม่าต่างมาแย้งงานของชาวพม่าทา
-การปกครองที่ไม่มีความเท่าเทียมของอังกฤษต่อพม่าได้เริ่มเกิด
กระแสต่อต้านขึ้นในค.ศ.1920

- นักศึกษาในมหาวิทยาลัยย่างกุ้งต่างพากันประท้วงหยุดเรียน การนัด
หยุดเรียนได้แพร่กระจายไปตามโรงเรียนต่างๆ

- อังกฤษตอบโต้ด้วยการไล่บรรดานักเรียนที่หยุดเรียนออก แต่กลับ
ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อประชาชน และพระสงฆ์
ได้ออกมารวมชุมนุมกับนักเรียน นอกจากนี้กลุ่มชาตินิยมพม่าได้ก่อตั้ง “โรงเรียนแห่งชาติ” เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทาของอังกฤษ อังกฤษจึงต้องยอมยกเลิกการไล่นักเรียนเหล่านั้น

- ในค.ศ.1923 รัฐบาลอังกฤษจึงต้องมอบอำนาจการปกครอง
ให้พม่าส่วนหนึ่ง โดยให้มีการปกครองในลักษณะรัฐบาลคู่โดยให้ชาว
พม่ามีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ หลังจากทดลองปกครองด้วย
ระบบรัฐบาลคู่เป็นเวลากว่า 10 ปี

- อังกฤษก็ตระหนักว่าพม่านั้นมีความแตกต่างจากอินเดียเป็นอย่าง
มากจึงตัดสินใจที่จะแยกการปกครองของพม่าออกจากอินเดีย แม้ว่าพม่าจะแยกการปกครองออกจากอินเดียแล้ว ขบวนการนักศึกษา
ของพม่าก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอยู่ตลอดจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้น
การปกครองฝรั่งเศสในอินโดจีน
- หลังจากที่ฝรั่งเศสได้ลาวไว้ในครอบครอง รัฐบาล
ฝรั่งเศสได้จัดการรูปแบบการปกครองของลาวเสียใหม่ โดยรวมลาว เวียดนาม และกัมพูชา เข้าเป็นอินโดจีน
ของฝรั่งเศส โดยมีข้าหลวงใหญ่แห่งอินโดจีนของฝรั่งเศส
เป็นผู้ปกครอง

- ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ว่าการเมืองต่างๆ ส่วนเจ้าหน้าที่ระดับ
กลางนั้นจะเป็นชาวเวียดนาม สำหรับชาวท้องถิ่นจะถูก
ว่าจ้างให้อาชีพที่ต่าลงมา อย่างล่าม เสมียนระดับล่าง คนทาความสะอาด หรือไม่ก็กุลี

- สิ่งสาคัญที่ฝรั่งเศสกระทาเมื่อเข้ามาปกครองในอินโดจีน
คือ การยกเลิกการมีทาส ึ่งฝรั่งเศสมองว่าเป็นภาระทาง
ศีลธรรม และเป็นการสร้างความเป็นอารยะ


- ฝรั่งเศสเริ่มมาตรการเก็บภาษีที่รุนแรงได้ส่งผลให้ชาวท้องถิ่นกลุ่ม
หนึ่ง โดยเฉพาะในลาวรุกขึ้นมาต่อต้านฝรั่งเศส โดยแกนนำของ
กลุ่มต่อต้าน มักเรียกตัวเองว่า “ผู้มีบุญ” ที่มักอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์
ของตนเอง ทั้งการเหาะเหินเดินอากาศได้ หรือการที่ยิงฟันไม่เข้า

- ชาวลาวจำนวนมากต่างเข้าร่วมกับผู้มีบุญกลุ่มต่างๆ จนทำให้ทาง
รัฐบาลฝรั่งเศสในลาวเริ่มหวั่นเกรงการลุกฮือของชาวลาว

- ด้วยเหตุนี้ฝรั่งเศสจึงพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเผาเจดีย์ที่สร้าง
ขึ้นมาเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้มีบุญ ซึ่งได้กลายเป็นการปลุกความเกลียด
ชังของชาวโดยเฉพาะลาวเทิงที่อยู่บริเวณสาละวัน โดยในพ.ศ.2444

-ผู้นำกบฏผีบุญชื่อ บักมี ได้เป็นแกนนาพาชาวบ้านลุกฮือขึ้นต่อต้าน
ฝรั่งเศส ซึ่งจานวนชาวลาวที่เข้าร่วมกับบักมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ชนชั้นสูงของลาวก็ยังเข้าร่วมกลุ่มบักมี

- ความรู้สึกเกลียดของชาวลาวที่มีต่อฝรั่งเศสก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และไม่ใช่แต่ชาวลาวเท่านั้นที่รุกขึ้นมาต่อต้านฝรั่งเศส
- ชาวจีนซึ่งอาศัยอยู่ในลาวซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่ฝรั่งเศสประกาศให้
ฝิ่นเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวจีนเหล่านี้ที่มีอาชีพหลัก
คือการค้าฝิ่น

- จวบจนกระทั่งพ.ศ.2463 ฝรั่งเศสจึงสามารถปราบปรามกบฏกลุ่มต่างๆ ได้ ซึ่งในระยะกว่า 20ปีที่มีการกบฏไปเกือบทั่วประเทศนี้ทาให้การพัฒนา
ประเทศลาวเป็นไปด้วยความยากลำบาก และฝรั่งเศสก็ต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวน
มากไปกับการปราบกบฏ

- หลังจากฝรั่งเศสปราบกบฏผู้มีบุญกลุ่มต่างๆ ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้หันกลับมาพัฒนาให้คนลาวมีความรู้เพิ่มขึ้นนั้น

- ฝรั่งเศสได้เปิดโรงเรียนระดับมัธยมขึ้น ในพ.ศ.2464 ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยม
ตอนต้นแห่งแรก และแห่งเดียวของลาว และถ้าหากชาวลาวอยากเข้าเรียนต่อใน
ระดับมหาวิทยาลัยก็ต้องไปเข้าโรงเรียนระดับมัธยมปลาย ซึ่งตั้งอยู่ที่ฮานอย

- ชาวลาวก็ไม่ได้สนใจการศึกษาสักเท่าไหร่เห็นได้จากจานวนนักเรียนที่เข้าศึกษา
ต่อในระดับมัธยมปลายนั้นในพ.ศ.2473 มีนักเรียนเพียง 7 คนเท่านั้นที่เข้าเรียน
ต่อในระดับมัธยมปลาย


- ทางด้านสาธารณสุขในพ.ศ.2453 ทั้งประเทศลาวมีแพทย์ฝรั่งเศสเพียง 5 คน การพัฒนาทางด้านสาธารณสุขในลาวนั้นเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ โดยอีกยี่สิบปีต่อมานั้น ทั่วประเทศลาวมีโรงพยาบาลทั้งสิ้น 6 แห่ง โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็น
ชาวฝรั่งเศสเพียง 12 คน

- วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในพ.ศ.2473 จำนวนโรงพยาบาลเหล่านี้ลดเป็นอย่างมาก คงมีแต่ที่เวียงจันทน์เท่านั้นที่ยังมีโรงพยาบาลอย่างตะวันตกอยู่ แต่ก็คงตั้งอยู่ในพื้นที่
ที่มีชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่

- การพัฒนาประเทศลาวเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งสาเหตุสาคัญมาจากสภาพ
ภูมิประเทศของลาวที่เต็มไปด้วยเทือกเขา ทาให้การตัดถนนหรือทางรถไฟเชื่อม
ระหว่างเมืองต่างๆ เป็นไปด้วยความยากลาบาก โดยเส้นทางคมนาคมสายหลัก
ที่คนลาวยังคงเป็นแม่น้าโขง ส่วนสินค้าต่างๆ ก็นำเข้ามาทางประเทศไทยจากทางฝั่ง
ที่ราบสูงโคราช นอกจากนี้ดูเหมือนว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของลาวยังไม่ต่างไปจาก
ในยุคจารีต ที่ของป่า และไม้สักยังคงเป็นสินค้าสาคัญของลาว จะมีพืชเศรษฐกิจ
ชนิดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาก็คงมีแค่กาแฟ ซึ่งได้รับการสนับสนุน และพัฒนาการเพาะ
จากรัฐบาลอินโดจีนของฝรั่งเศส
Full transcript