Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

Make your likes visible on Facebook?

Connect your Facebook account to Prezi and let your likes appear on your timeline.
You can change this under Settings & Account at any time.

No, thanks

วิเคราะห์วรรณคดี

No description

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of วิเคราะห์วรรณคดี

๑.ประเภทวรรณคดี/วรรณกรรม
นิราศภูเขาทอง

นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีชนิดที่เป็นนิราศ ซึาึ่งเขียนเป็นร้อยกรอง ประเภทคำกลอน

(อ้างอิงจาก วิบูลวรรณ มุสิกะนุเคราะห์.๒๕๔๙.
วรรณคดีนิราศ
.พิมพ์ครั้งที่ ๒. เชียงใหม่: คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
๒.ฉันทลักษณ์(ลักษณะคำประพันธ์)
แผนบังคับของกลอนนิราศ


กลอน คือ ลักษณะคำประพันธ์ที่เรียบเรียงเข้าเป็นคณะ มีสัมผัสกันตามลักษณะบัญญัติ ชนิดใดๆ แต่ไม่มีบังคับ เอก โท และครุ ลหุ (กำชัย ทองหล่อ,๒๕๐๙:๕๗๐)
กลอนนิราศนั้นใช้กลอนสุภาพแต่ง โดยขึ้นต้นด้วยวรรครับ ต่อจากนั้นก็เป็นไปตามแผน และสัมผัสของกลอนสุภาพธรรมดาตอนท้ายจบลงด้วยคำว่า “เอย”

(อ้างอิงจาก วิบูลวรรณ มุสิกะนุเคราะห์.๒๕๔๙.
วรรณคดีนิราศ
.พิมพ์ครั้งที่ ๒. เชียงใหม่: คณะมนุษย์ศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
แผน
๓.ภูมิหลังและแนวคิด
เจดีย์ภูเขาทอง
เจดีย์ภูเขาทองเป็นโบราณสถานเก่าแก่ของจังหวัดอยุธยา เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง
บนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าเจดีย์ภูเขาทองสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาใน รัชกาลสมเด็จพระราเมศวรเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๓๐ ต่อมาพ.ศ. ๒๑๑๒ ตรงกับรัชกาล สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงสาวดี ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ได้สำเร็จจึงโปรดให้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ในแบบมอญขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะแล้วให้ เรียกชื่อว่าเจดีย์ภูเขาทอง ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในพ.ศ. ๒๒๘๗ เจดีย์ภูเขาทองพังทลายลงพระองค์จึงโปรดเกล้า ให้ปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนรูปแบบองค์เจดีย์ใหม่ เป็นทรงย่อมุมไม้สิบสองส่วนฐานเจดีย์ ยังคงเป็น รูปทรงแบบมอญจนเมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ. ๒๓๗๓ สุนทรภู่ได้เดินทางมานมัสการพร้อมทั้งแต่งนิราศภูเขาทองไว้ในครั้งนั้น

(อ้างอิงจาก ฟองจันทร์ สุขยิ่งและคณะ.(๒๕๕๑). ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.)



๔.สุนทรียภาพ/ความงาม
ความงามทางวรรณศิลป์
การเล่นคำ คือการใช้คำเดียวกันหรือคำพ้อง นิยมใช้ในนิราศ มีทั้งซ้ำคำคำเดียวกันและซ้ำคำ ที่มีคนละความหมายกัน

"ถึงบาง
พลัด
เหมือนพี่
พลัด
มาขัดเคือง ทั้งพลัดเมือง
พลัด
สมรมาร้อนรน"
"ถึงบาง
พูดพูด
ดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต"

การเล่นสัมผัส ที่สุนทรภู่มีชื่อเสียงคือสัมผัสอักษรซึ่งเป็นสัมผัสใน โดยมักจะใช้คำที่มีเสียงพยัญชนะต้นเดียวกันติดๆกัน

"ดูน้ำ
วิ่งกลิ้ง
เชี่ยว
เป็น
เกลียว
กลอก กลับกระฉอก
ฉาดฉัดฉวัด
เฉวียน
บ้างพลุ่ง
พลุ่งวุ้ง
วง
เหมือน
กง
เกวียน ดูเปลี่ยนเปลี่ยนคว้าง
คว้าง
เป็น
หว่าง
วน"

การเล่นความ คือการใช้ถ้อยคำที่มีความหมายลึกซึ้งกินใจ สะเทือนอารมณ์

"
สิ้นแผ่นดิน
ขอให้
สิ้นชีวิต
บ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมา"


๓. รสสุนทรียภาพทางวรรณคดี
เสาวรจนี เช่น ตอนที่สุนทรภู่ไปถึงพระเจดีย์ภูเขาทองและไปนมัสการ มีการบรรยายความวิจิตรสวยงามของสถาปัตยกรรมไทย

"อยู่กลางทุ่งรุ่งโรจน์สันโดษเด่น เป็นที่เล่นนาวาคงคาใส
ที่พื้นลานฐานบัทม์ถัดบันได คงคาลัยล้อมรอบเป็นขอบคัน
มีเจดีย์วิหารเป็นลานวัด ในจังหวัดวงแขวงกำแพงกั้น
ที่องค์ก่อย่อเหลี่ยมสลับกัน เป็นสามชั้นเชิงชายตระหง่านงาม"

พิโรธวาทัง เช่น ตอนต้นที่สุนทรภู่จะออกเดินทางก็คิดถึงโชคชะตาของตนที่ต้องไป จากวัดราชบูรณะ
"เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง"

สัลปังคพิสัย เช่น ตอนถึงบ้านญวนที่คิดถึงที่ที่ตนจากมา และตอนถึงบางธรณี สุนทรภู่เศร้าใจตนเองที่ไม่มีแผ่นดินจะอยู่
"จะเหลียวกลับลับเขตประเทศสถาน ทรมานหม่นไหม้ฤทัยหมอง"
"มาถึงบางธรณีทวีโศก ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น"

(อ้างอิงจาก Helegriel ณ ชะอำ. ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓.[ออนไลน์].(ไทย) วิจักษ์วรรณคดี นิราศภูเขาทอง.สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙,จากแหล่งที่อยู่ http://writer.dek-d.com/dek-d/writer/viewlongc.php?id=540888&chapter=28)
วิเคราะห์วรรณคดี
เรื่อง

นิราศภูเขาทอง

ตัวอย่าง กลอนนิราศ จากกลอนนิราศภูเขาทอง ของ สุนทรภู่


๏ เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา
รับกฐินภิญโญโมทนา ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย
ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส เมื่อตรุษสารทพระวสาได้อาศัย
สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น
โอ้อาวาสราชบุรณะพระวิหาร แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึงจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาครฯ

(อ้างอิงจาก ฟองจันทร์ สุขยิ่งและคณะ.(๒๕๕๑). ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.)

ด้วยเหตุที่สุนทรภู่บวชอยู่ การรำพึงถึงนางถึงมีน้อย พอเป็นเพียงพริกไทย ผักชีปรุงอาหาร เท่านั้น แม่จันภรรยาก็เลิกรากันไปแล้ว ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ใน ตอนท้ายของนิราศว่า
ใช่จะมีที่รักสมัครมาด
แรมนิราศร้างมิตรพิสมัย
ซึ่งครวญคร่ำทำทีพิรี้พิไร
ตามนิสัยกาพย์กลอนแต่ก่อนมา
เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด
สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา
อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา
ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ
จงทราบความตามจริงทุกสิ่งสิ้น
อย่านึกนินทาแถลงแหนงไฉน
นักเลงกลอนนอนเปล่าก็เศร้าใจ
จึงร่ำไรเรื่องร้างเล่นบ้างเอย
(อ้างอิง กมล การกุศล.๒๕๒๐.วรรณคดีนิราศ.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเนศ)
ความเป็นมา

สุนทรภู่แต่งนิราศภูเขาทองในรัชสมัยพระสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อราวปลาย พ.ศ.๒๓๗๓ โดยเล่าถึงการเดินทางเพื่อไป นมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่เมืองกรุงเก่าหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในปัจจุบันหลังจากจำพรรษาอยู่ที วัดราชบุรณะหรือวัดเลียบ

(อ้างอิงจาก ฟองจันทร์ สุขยิ่งและคณะ.(๒๕๕๑). ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.)
ประวัติผู้แต่ง


สุนทรภู่ มีนามเดิมว่า "ภู่" เกิดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ในวัยเด็กสุนทรภู่ได้อาศัยอยู่กับมารดาใน กรมพระราชวังบวรสภานภิมุข และได้รับการศึกษาขึ้นต้นที่วัดชีปะขาว ซึ่งปัจจุบัน คือวัดศรีสุดาราม
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการและ ได้แสดงความสามารถด้านการประพันธ์ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เป็นขุนสุนทรโวหาร แต่เมื่อสิ้นรัชกาล สุนทรภู่ได้ออกบวชเป็นเวลาร่วม ๒๐ ปี ในระหว่างนี้สุนทรภู่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆและแต่งนิราศขึ้นหลายเรื่องรวมถึง "นิราศูเขาทอง"

(อ้างอิงจาก ฟองจันทร์ สุขยิ่งและคณะ.(๒๕๕๑). ภาษาไทย วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ: อักษรเจริญทัศน์.)
ที่มา:http://p3.isanook.com/gu/0/picfront/pedia/261511__26032012040633.jpg
ชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๒

เป็นช่วงที่สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากที่สุดเพราะพระองค์ทรงโปรดกวีและสุนทรภู่
ก็เป็นผู้หนึ่งที่ทรงโปรดปรานมากแต่สุนทรภู่นั้นตามประวัติเล่าว่าชอบเสพสุราแลต้องโทษหลาย
ครั้ง ในเวลาที่สุนทรภู่ต้องโทษ ถ้าทรงติดขัดในบทพระราชนิพนธ์ใด ก็มักจะทรงให้เบิกตัว สุนทรภู่ออกมาแก้ไข และสุนทรภู่ก็มีปฏิภาณ ทำให้เอาตัวรอด ได้รับพระราชทานอภัยโทษ อยู่เสมอ
หลังจากที่รัชกาลที่ ๒ เสด็จสวรรคต ชีวิตราชการของสุนทรภู่ไม่เจริญก้าวหน้า จึงลาออกจากราชการและออกบวชเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ จึงทำให้สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ ได้อีกหลายเรื่องดังปรากฏได้แก่ นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม รำพันพิลาป และนิราศเมืองเพชร ซึ่งน่าจะสันนิษฐานได้ว่าสุนทรภู่ มีความน้อยเนื้อต่ำใจในบุญวาสนาที่เคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดแต่ชีวิตกลับผกผัน เมื่อสิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ 2 ดังปรากฏในนิราศภูเขาทองหลายตอนว่า
ทำไมสุนทรภู่จึงแต่งนิราศ?


พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป

สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย
แม้นกำเนิดเกิดชาติใดใด ขอให้ได้เป็นข้าฝ่าธุลี
สิ้นแผ่นดินขอให้สิ้นชีวิตบ้าง อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี
เหลืออาลัยใจตรมระทมทวี ทุกวันนี้ก็ซังตายทรงกายมา


(อ้างอิงจาก ลัฐิกา ผาบไชย. ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๓.[ออนไลน์].ทำไมสุนทรภู่จึงแต่งนิราศ. สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙,จากแหล่งที่อยู่ http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=2769)
เส้นทางการเดินทางของสุนทรภู่

ออกเดินทางจากวัดราชบูรณะ ใช้เรือแจวล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านพระบรมมหาราชวัง วัดประโคนปัก โรงเหล้า ไปจนถึงบางจาก บางพลู บางพลัด บางโพ บ้านญวน ผ่านวัดเขมา ตลาดแก้ว จนถึงตลาดขวัญ เข้าไปทางบางธรณี เกาะเกร็ด บางพูด บ้านใหม่ บ้านเดื่อ บางหลวง สามโคก บ้านงิ้ว เมื่อถึงเกาะใหญ่ราชครามก็ลัดเลาะมาจนเข้าเขตพระนครศรีอยุธยา ล่องเรือผ่านจวนเจ้าเมือง วัดพระเมรุ จนถึงวัดภูเขาทอง

(อ้างอิงจาก วิศัลย์ศยา รุดดิษฐ์ และคณะ. (๒๕๕๓). วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๑. กรุงเทพฯ: บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ.)

ที่มา :http://www.muangthai.com/thaidata/69220
๑. การใช้โวหารภาพพจน์
อุปมา โวหาร เช่น เปรียบเทียบความเมาในสุราเหมือนความบ้า
"โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย"

อธิพจน์โวหาร เช่น อายุขัยคนยืนยาวคู่ฟ้าดิน
"อายุยืนหมื่นเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ดังใจปอง"

สัท พจน์โวหาร เช่น ใช้คำว่าฉู่ซึ่งปกติมีความหายว่า มีกลิ่นเหม็นหรือฟุ้ง แทนเสียงยุงที่บินมารุมตอม ใช้คำว่าแปะซึ่งปกติมีความหมายว่าทาบหรือปะ แทนเสียงฝ่ามือกระทบผิวเวลาตบยุง
"ไม่เห็นคลองต้องค้างอยู่กลางทุ่ง พอหยุดยุง
ฉู่
ชุมมารุมกัด
เป็นกลุ่มกลุ่มกลุ้มกายเหมือนทรายซัด ต้องนั่งปัด
แปะ
ไปมิได้นอน"

นาฏ การโวหาร เช่น ตอนถ่อเรือที่เดี๋ยวพุ่งชนพงรกบ้าง ถอยหน้าถอยหลังบ้างเพราะไม่ชำนาญ

"ต้องถ่อค้ำร่ำไปล้วนไม่เคย ประเดี๋ยวเสยสวบตรงเข้าพงรก
กลับถอยหลังรั้งรอเฝ้าถ่อถอน เรือขย่อนโยกโยนกระโถนหก"

โวหาร สัญลักษณ์ เช่น ใช้ถังกับสัดซึ่งเป็นภาชนะสำหรับตวงวัดข้าวสาร โดย ๑ ถังเท่ากับ ๒๐ ทะนาน และ
๑ สัดเท่ากับ ๒๕ ทะนาน จึงนำมาเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรม การที่ใช้ถังแทนสัด ก็หมายถึงหย่อน ความยุติธรรมไม่เที่ยงตรง

"จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้
ถัง
แทน
สัด
เห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง มาอ้างว้างวิญญาณ์ในสาคร"

โวหาร นามนัย เช่น เครื่องภาชนะที่ทำจากโลหะขาวและทองเหลือง ก็เรียกตามสีว่าของขาวเหลือง

"มีแพรผ้าสารพัดสีม่วงตอง ทั้งสิ่งของ
ขาวเหลือง
เครื่องสำเภา"
"แต่หนูพัดจัดแจงจุดเทียนส่อง ไม่เสียของ
ขาวเหลือง
เครื่องอัฏฐะ"

โวหารบุคคลาธิษฐาน เจดีย์ชรา คำว่าชราหมายถึง แก่เฒ่า ซึ่งใช้กับคน
"เป็นลมทักขิณาวัฏน่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้ชราหนักหนานัก
ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก”

๒. สุนทรียภาพทางวรรณศิลป์
การใช้คำแทน เช่น คำว่าผ่านเกล้าแปลว่าพระเจ้าแผ่นดิน คำว่าเจ้าประคุณเป็นคำเรียกบุคคลที่เป็นที่นับถือหรือเป็นเจ้าบุญนายคุณ ทั้งหมดนี้หมายความถึงรัชกาลที่ ๒

"โอ้
ผ่านเกล้า
เจ้าประคุณ
ของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น"

การใช้คำอัพภาส เช่น คำว่า หวิวหวิว เป็น วะหวิว

"ทั้งกบเขียดเกรียดกรีดจิ้งหรีดเรื่อย พระพายเฉื่อยฉิวฉิว
วะหวิว
หวาม"

การตัดคำ เช่น คำว่าสุธาปกติมีความหมายว่า น้ำอมฤต ของทิพย์ น้ำ นม หรือปูนขาว แต่ที่สุนทรภู่ใช้ในเรื่อง นิราศภูเขาทองหมายถึง แผ่นดิน เพราะตัดมาจากคำว่า พสุธา

"โอ้
สุธา
หนาแน่นเป็นแผ่นพื้น ถึงสี่หมื่นสองแสนทั้งแดนไตร"

๕.คุณค่า/การสะท้อนภาพสังคม
๑.คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๒. คุณค่าด้านเนื้อหา
๒.๑) ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ นิราศภูเขาทองเป็นนิราศที่เป็นส่วนหนึ่งของ ชีวิตสุนทรภู่จึงทำให้ผู้อ่านเข้าใจกวี ผู้นี้ดีขึ้นจากบทกลอนนิราศเรื่องนี้
- ความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณของสุนทรภุ่ ความกตัญญูเป็นเครื่องหมาย ของคนดีที่ควรยกย่องสรรเสริญ สุนทรภู่เป็นผู้มีความกตัญญูรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังกลอนว่า

"โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศรีษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น ไม่เล็งเห็นที่วึ่งจะพึ่งพา
จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งส่วนบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา
เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"



-ความเข้าใจด้านความรัก สุนทรภู่ชี้ให้เห็นโทษของสุราและ ธรรมชาติของความรัก ว่า

"ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วเรายังเมารัก สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืน"

-ความเข้าใจจิตมนุษย์ สุนทรภู่ชี้ให้ผู้อ่านเข้าใจจิตของมนุษย์ ว่า

"โอ้สามัญผันแปรไม่เที่ยงแท้ เหมือนอย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิด"

๒.๒) การเสนอแนวคิด ผู้อ่านสามารถนำไปเป็นแนวในการดำเนินชีวิต เช่น ความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่ง เมื่อสุนทรภู่ไปเห็นพระเจดีย์ภูเขาทองที่มี สภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ท่านก็เสนอความคิดสู่ผู้อ่าน ไว้ว่า
"ทั้งองค์ฐานราญร้าวถึงเก้าแสก เผลอแยกยอดสุดก็หลุดหัก
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้น"

๓ คุณค่าด้านสังคม สุนทรภู่ได้ บันทึกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมในสมัยรัชกาลที่ ๒ เช่น
สุนทรภู่ผ่านหน้าแพเห็นเรือพระที่นั่งก็นึกถึงเมื่อครั้งเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวในเรือพระที่นั่ง หรือในการตามเสด็จถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค เช่น

"ถึงหน้าแพแลเห็นเรือที่นั่ง คิดถึงครั้งก่อนมาน้ำตาไหล
เคยหมอบรับกับพระจมื่นไวย แล้วลงในเรือที่นั่งบัลลังก์ทอง
เคยทรงแต่งแปลงบทพจนารถ เคยรับราชโองการอ่านฉลอง
จนกฐินสิ้นแม่น้ำแลลำคลอง มิได้ข้องเคืองขัดหัทยา"



นอกจากนั้น เมื่อสุทรภู่ผ่านวัดเขมาภิรตาราม ก็นึกถึงพระราชกรณียกิจของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยที่โปรดให้ปฏิสังขรณ์และมีการฉลองใหญ่ในวัดนี้ ว่า

"โอ้ปางหลังครั้งสมเด็จบรมโกศ มาผูกโบสถ์ก็ได้มาบูชาชื่น
ชมพระพิมพ์ริมผนังยังยั่งยืน ทั้งแปดหมื่นสี่พันได้วันทา"

ชื่อบ้านนามเมืองที่เปลี่ยนไป ท่านได้บันทึก ไว้ว่า

"ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี
ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว"

๓.การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
๑) ด้านศาสนา
นิราศภูเขาทองแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างเด่นชัดซึ่งเนื้อเรื่อง
คือ การกล่าวถึงการเดินทางของสุนทรภู่เมื่อออกบวชแล้ว และได้เดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยในสมัยก่อนมีความผูกพันกับศาสนาพุทธและศาสนสถานเป็นอย่างมาก

๒) ค่านิยมในสถาบันกษัตริย์
แม้ว่าสุนทรภู่จะเดินทางไปนมัสการพระเดีย์ภูเขาทองแล้วแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของรัชกาลที่ ๒ ดังบทกลอน ต่อไปนี้
"เคยหมอบใกล้ได้กลิ่นสุคนธ์ตลบ ละอองอบรสรื่นชื่นนาสา
สิ้นแผ่นดินสิ้นรสสุคนธา วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์"

จากข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กษัตริย์ไทยนั้นทรงมีบทบาทต่อจิตใจคนไทย เป็นอย่างมาก

๓) คติสอนใจ
นิราศภูเขาทองให้ข้อคิดและคติสอนใจที่ดีต่อการใช้ชีวิต เช่น การพูด ความกตัญญู และความรัก เป็นต้น ซึ่งแม้จะผ่านมาหลายสมัยแต่ก็สามารถนำมาใช้กับชีวิต ในปัจจุบันได้ดี เช่น

"ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"

บทกลอนข้างต้นนี้ให้คติสอนใจเกี่ยวกับการพูด ซึ่งใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย โดยกล่าวถึงการพูดว่า การพูดที่ดีจะทำให้มีแต่ความร่มรื่นย์ มีคนรัก แต่ถ้าหากพูดไม่ดี ก็อาจจะทำให้ไม่มีใครอยากคบหาด้วย ฉะนั้นการพูดจึงเป็นสิ่งสำคัญ จะพูดอะไรก็ควรคิดไตร่ตรองให้ดี

(อ้างอิงจาก ภาทิพ ศรีสุทธิ์ . ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙.[ออนไลน์].นิราศ ความหมาย เนื้อหา รูปแบบ และลักษณะสำคัญ.สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙,จากแหล่งที่อยู่ http://www.st.ac.th/bhatips/tip48/student48/niras_student48.html
ผู้จัดทำ
นายศิวกร ดีประดิษฐ์ นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ สาขาวิชาภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์
รหัสประจำตัวนักศึกษา ๕๗๐๒๑๐๑๑๑
Full transcript