Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546/2550

No description
by

Kamonwan Krongrat

on 18 February 2014

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546/2550

พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546/2550
จำนวนมาตรา
5 หมวด 43 มาตรา

- หมวดที่ 1 แนวทางการจัดสวัสดิการ
- หมวดที่ 2 คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
- หมวดที่ 3 คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด
- หมวดที่ 4 กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม
- หมวดที่ 5 องค์กรสาธารณประโยชน์

คำนิยามศัพท์ที่สำคัญในกฎหมาย
“สวัสดิการสังคม” หมายความว่า ระบบการจัดบริการทางสังคมซึ่งเกี่ยวกับการป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนา และการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานของประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การทำงาน และการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการทางสังคมทั่วไป โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และการมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับ

เจตนารมณ์ของกฎหมาย
ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ มาตรา ๘๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน รวมทั้งรัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และองค์กรอื่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเหมาะสม และเป็นธรรม
วัตถุประสงค์ของกฎหมาย
1. เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชน
2. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วม
3. เพื่อให้สามารถส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมโดยองค์กรภาคประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และเกิดระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคมและชุมชน ตลอดจนการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายการจัดสวัสดิการชุมชน
4. เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนั้นในปี พ.ศ. 2550 มีความเห็นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อให้สามารถส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมโดยองค์กรภาคประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของสมาชิก และเกิดระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคมและชุมชน ตลอดจนการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายการจัดสวัสดิการชุมชน
เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและการพึ่งพาตนเองของชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งอย่างทั่วถึง เหมาะสมและเป็นธรรม
“การจัดสวัสดิการสังคม” หมายความว่า การจัดบริการสวัสดิการสังคมตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด

“ผู้รับบริการสวัสดิการสังคม” หมายความว่า บุคคลหรือกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบากหรือที่จำต้องได้รับความช่วยเหลือ เช่น เด็ก เยาวชน คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ถูกละเมิดทางเพศ หรือกลุ่มบุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด


“องค์การสวัสดิการสังคม” หมายความว่า หน่วยงานของรัฐที่ดำเนินงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรสวัสดิการชุมชน

“นักสังคมสงเคราะห์” หมายความว่า ผู้ซึ่งปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือที่ผ่านการฝึกอบรมด้านสังคมสงเคราะห์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนดหรือที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

กลุ่มประชาชนเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์
เป้าหมายของพ.ร.บ.นี้คือการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์นั้นก็คือประชาชนและบุคคล หรือกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ในสภาวะยากลำบาก
สิทธิประโยชน์ทางสวัสดิการสังคมและความเป็นธรรมที่ประชาชนได้รับ
1. มูลนิธิสมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดสวัสดิการสังคม หรือองค์กรภาคเอกชนที่มีผลงานเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคมสามารถยื่นคำขอรับรองเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์

“องค์กรสาธารณประโยชน์”หมายความว่า องค์กรภาคเอกชนที่ได้รับการรับรองให้ดำเนินงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมตามพ.ร.บ.นี้

2. การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงาน องค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครสามารถขอรับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงาน

3. การพัฒนาบุคลากร องค์การสวัสดิการสังคมสามารถส่งนักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์และการจัดสวัสดิการสังคม

4.องค์การสวัสดิการสังคมสามารถเสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม ประชาชนหรือหน่วยงานที่บริจาคเงินเข้ากองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมสามารถนำเงินบริจาคไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้

5.มีการจัดทำระบบข้อมูลและทะเบียนกลางองค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครและผู้รับบริการ ทำให้องค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัครตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้

การเข้าร่วมเป็นกรรมการ
-องค์กรสาธารณประโยชน์สามารถส่งผู้แทนเพื่อเลือกกันเองเป็นกรรมการ
ในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด
คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร

-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถส่งผู้แทนเพื่อเลือกกันเอง
เป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด

-องค์กรสาธารณประโยชน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป
สามารถเสนอชื่อบุคคล เพื่อรับการสรรหาเป็นกรรมการ
ในคณะกรรมการบริหารกองทุน ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม

7. การได้รับสิทธิและการคุ้มครองทางสังคมกฎหมายส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม
ให้อำนาจคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในระดับชาติและจังหวัด
ในการออกข้อกำหนด ระเบียบ ประกาศต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการจัดสวัสดิการสังคม
ซึ่งจะทำให้ประชาชน เช่นเด็ก เยาวชน คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพผู้ด้อยโอกาส ผู้ถูกละเมิดทางเพศหรือกลุ่มเป้าหมายอื่นตามที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติกำหนด
ได้รับสิทธิและการคุ้มครองในการรับบริการด้านสวัสดิการสังคมต่าง ๆ
นอกจากนั้นองค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัครได้รับการส่งเสริมสนับสนุน
และการยกย่องเชิดชูเกียรติตามข้อกำหนด ระเบียบและประกาศต่าง ๆ และการคุ้มครองด้านสวัสดิการสังคม

8.การให้ข้อเสนอแนะและเข้ามามีส่วนร่วม องค์การสวัสดิการสังคมนักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครและบุคลากรที่เกี่ยวข้องตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้แก่ บุคคล ครอบครัวชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การเอกชน สถาบันศาสนา องค์กร วิชาชีพและองค์กรอื่น ๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม เช่น เข้าร่วมประชุมสัมมนาและร่วมงาน รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะนโยบาย มาตรการ การจัดทำแผน ตลอดจนการให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสังคมและพัฒนางานสวัสดิการสังคม

หลักเกณฑ์การบังคับใช้และกลไกการบริหาร
“ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ได้เริ่มมีการประกาศเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2546 และมีผลบังคับใช้หลังจากที่ได้ประกาศ 180 วัน ” ดังนั้นจึงถือว่า พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน
หน่วยงานที่รับผิดชอบ
ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2550มาตรา 5 ได้มีระบุไว้ว่า ให้ยกเลิกมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติ ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกณฑ์เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการหนึ่งที่เรียกว่า “ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ ” เรียกโดยย่อว่า “ ก.ส.ค. ” ซึ่งประกอบด้วย
1.นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ

2.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นรองประธานกรรมการคนที่1

3.ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ หรือผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคล เป็นประธานกรรมการคนที่สอง

4.กรรมการโดยตำแหน่งได้แก่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

5.กรรมการซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ได้แก่ ผู้แทนองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวน 8 คน และผู้แทนองค์กรสวัสดิการชุมชนจำนวน 8 คน

6.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งจำนวน 8 คน

นอกจากนี้ในมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. ส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้มีสำนักงานของคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ “ สำนักงาน ก.ส.ค. ” ในสำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และให้มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
1.จัดทำแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมเสนอต่อคณะกรรมการ

2.รวบรวมข้อมูล ศึกษา วิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับงานส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม

3.เป็นศูนย์กลาง ประสานงาน เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ เกี่ยวกับการจัดสวัสดิการสังคม

4.ร่วมมือและประสานงานกับหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นต้น

5.ติดตามและประเมินผลตามแผนพัฒนาสวัสดิการสังคมขององค์การสวัสดิการสังคมแล้วรายงานต่อคณะกรรมการ

6.ดำเนินการและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติงาน ด้านการจัดสวัสดิการสังคมขององค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัคร ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่คณะกรรมการ

7.ให้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมของ องค์การสวัสดิการสังคมนักสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัคร ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

8.กำกับดูแลและตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรสาธารณประโยชน์ให้ เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
9.จัดทำทะเบียนกลางเกี่ยวกับองค์การสวัสดิการสังคมนักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัคร และผู้รับบริการสวัสดิการสังคม

10.จัดฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัคร

11.รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะกรรมการประเมินผล และคณะอนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง

12.ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

ตามมาตรา 17 ได้มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดเรียกโดยย่อว่า ให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดเรียกโดยย่อว่า "ก.ส.จ.“ ประกอบด้วย
1.ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ

2.รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง

3.ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจากบุคคลตาม เป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง

4.ปลัดจังหวัด แรงงานจังหวัดผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในเขตจังหวัดจำนวนหนึ่งคน

5.ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจำนวนสามคน

6.ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ในเขตจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจำนวนสามคน

7.ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งจำนวนสามคน

แหล่งงบประมาณตามที่กฎหมายกำหนด เช่นงบประมาณแผ่นดิน ประชาชนต้องจ่ายเงินสมทบและอื่นๆ
มาตรา ๒๔
ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม” เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายในการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๕ กองทุนประกอบด้วย

(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้

๒) เงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี

(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้

(๔) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

(๕) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือที่กองทุนได้รับตามกฎหมายหรือโดยนิติกรรมอื่น

(๖) ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน

มาตรา ๒๖ 
เงินและดอกผลตามมาตรา ๒๕ ไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง
เป็นรายได้แผ่นดิน

มาตรา ๒๗ ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนคณะหนึ่ง ประกอบด้วย
(๑) ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานกรรมการ

(๒) อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการเป็นรองประธานกรรมการ

(๓) ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกรมบัญชีกลาง ผู้แทนกรุงเทพมหานคร

(๔) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจำนวนห้าคน ในจำนวนนี้จะต้องเป็นผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์อย่างน้อยสองคน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างน้อยหนึ่งคนให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา ๒๘ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๘ มาตรา ๙
มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๔ มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การประชุม และการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการของคณะกรรมการบริหารกองทุนโดยอนุโลม

มาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

(๒) พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินเพื่อสนับสนุนองค์การสวัสดิการสังคมในการจัด สวัสดิการสังคมหรือการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม
ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
(๓) รายงานสถานะการเงินและการบริหารกองทุนต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๐ การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์และการจัดการกองทุน ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

มาตรา ๓๑
ให้มีคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของกองทุนจำนวน7คน ประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคน ซึ่งคณะกรรมการโดยการเสนอแนะของรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการเงิน การจัดสวัสดิการสังคม และการประเมินผล ซึ่งในจำนวนนี้จะต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการประเมินผลจำนวนสองคน และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ๓๒ 
คณะกรรมการประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน

(๒) รายงานผลการปฏิบัติงานพร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ

มาตรา ๓๓ ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนจัดทำงบดุลและบัญชีทำการ ส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชีทุกปี

การมีส่วนร่วมของประชาชนและการส่งเสริมการรวมกลุ่มของภาคประชาชน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดให้รัฐต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสร้างและพัฒนาความเป็นปึกแผ่นของครอบครัว และความเข้มแข็งของชุมชน รวมทั้งรัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการจัดสวัสดิการสังคมทั้งในส่วนของภาครัฐ
และภาคเอกชนตลอดจนส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และองค์กรอื่น ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคม ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการเสริมสร้างความมั่นคงให้เป็นไปอย่างทั่วถึงเหมาะสม และเป็นธรรม จึงต้องตราพระราชบัญญัตินี้
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในกฎหมาย
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัติ
“นักสังคมสงเคราะห์” หมายความว่า ผู้ซึ่งปฏิบัติงานด้านสวัสดิการสังคม
ที่สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี
สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือที่ผ่านการอบรมด้านสังคมสงเคราะห์ตามมาตรฐานที่
คณะกรรมการกำหนดหรือที่มีคุณสมบัติตาม
ที่คณะกรรมการกำหนดโดย
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๓ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๗) วางระเบียบเกี่ยวกับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงาน
ด้านการจัดสวัสดิการสังคมขององค์การสวัสดิการ
สังคมนักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัคร
(๑๗) กำหนดมาตรฐานในการฝึกอบรมด้านสังคมสงเคราะห์
รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติสำหรับผู้ซึ่งปฏิบัติงาน
ด้านการจัดสวัสดิการสังคมเพื่อเป็นนักสังคมสงเคราะห์
ตามพระราชบัญญัตินี้
(๑๘) วางระเบียบเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุน
ในด้านวิชาการและการพัฒนาบุคลากร
ให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร ตามมาตรา

มาตรา ๑๕ ให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการสังคมแห่งชาติ
ให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๖) ดำเนินการและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติงาน
ด้านการจัดสวัสดิการสังคมขององค์การสวัสดิการสังคม
นักสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัคร ให้เป็นไปตามมาตรฐาน
ที่คณะกรรมการกำหนด รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้มีการพัฒนามาตรฐานดังกล่าว
ให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
(๗) ให้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคม
ขององค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์ และอาสาสมัคร
(๙) จัดทำทะเบียนกลางเกี่ยวกับองค์การสวัสดิการสังคม
นักสังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร และผู้รับบริการสังคม
(๑๐) จัดฝึกอบรมนักสังคมสงเคราะห์และอาสาสมัคร

มาตรา ๒๐ ให้สำนักงานพัฒนาสังคมและสวัสดิการจังหวัด
รับผิดชอบในงานธุรการของ ก.ส.จ. และให้มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ของจังหวัด ดังต่อไปนี้
(๘) จัดทำทะเบียนเกี่ยวกับองค์การสวัสดิการสังคม นักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครและผู้รับบริการสวัสดิการสังคม

ความคิดเห็นต่อกฎหมาย
เนื่องด้วยพระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการสังคมได้ถูกพัฒนามากขึ้นจาก
อดีตจนถึงปัจจุบัน มีการปรับปรุงแก้ไข ได้รับความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เป็นอย่างดี ทำให้เกิดการจัดสวัสดิการที่สามารถครอบคลุมและตอบสนอง
ต่อความต้องการของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในภาวะยากลำบาก ทั้งนี้คณะผู้บริหารการจัดสวัสดิการสังคมจะต้องจัดสวัสดิการอย่างเป็นบูรณาการมากขึ้น
ให้มีความสมบูรณ์ในทุกๆด้าน เป็นการจัดสวัสดิการเพื่อสังคมโดยแท้จริง และควรที่จะต้องดำรงวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ที่สำคัญที่สุดต้องไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การเอารัดเอาเปรียบ และความไม่เสมอภาค เพราะถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกระจายทรัพยากรการจัดสวัสดิการ
ที่ยังคงมีปัญหาอยู่ ณ เวลานี้

ข้อเด่น
1.เป็นสวัสดิการพื้นฐานที่มอบให้แก่ผู้ที่ตกอยู่ในสภาวะลำบาก และมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ให้ได้รับสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีการสร้างเครือข่ายการช่วยเหลือเข้ามาในชุมขน ช่วยทำให้ชุมชนนั้นแข็งแรง มีการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ทุกๆสามารถมีสิทธิในการได้งานทำ ซึ่งการที่ทุกๆคนมีงานทำ จะสามารถผลักดันชุมชน สังคม และประเทศไห้ก้าวหน้าไปได้
2.เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกๆ ฝ่ายสามารถเข้ามามีส่วนร่วม
ในการรับฟังจัดสวัสดิการสังคม และให้มีการเสนอข้อคิดเห็น ในเรื่องของการจัดสวัสดิการสังคมที่จะตอบสนองต่อความต้อง
การของประชาชนมากขึ้น

3.สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาทางสังคมรวมไปถึงพัฒนาสังคม และการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ในระดับมาตรฐาน
4.ก่อให้เกิดการบริการสังคมหลากหลายรูปแบบ ที่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่มากขึ้น
5.ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนในสังคมให้สามารถแก้ไขปัญหาของตนเอง
ได้และเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือและพึ่งตนเองได้
6.ทำให้เกิดการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ให้มีศักยภาพ และมีคุณภาพมากขึ้น

ข้อด้อย
1.การดำเนินงานอาจต้องใช้ระยะเวลานาน
เนื่องจากมีหลายขั้นตอนและต้องยอมรับว่า
การทำงานของภาครัฐนั้นไม่ได้รวดเร็ว
เหมือนเช่นภาคเอกชน ดังนั้นแม้จะดึงการมีส่วนร่วม
ของภาคประชาชนมาร่วมจัดบริการก็อาจ
ยังไม่สามารถดึงความสนใจของภาคประชาชนได้แท้จริง อาจจะกลายเป็นการเรียกมาถามปัญหา และจัดบริการขั้นต้นให้เท่านั้น ซึ่งถ้าหากไม่ส่งเสริมการจัดบริการที่แท้จริงปัญหาก็จะยังคงอยู่

2.กลุ่มเป้าหมายเป็นที่ค่อนข้างใหญ่ แม้ว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประชาชนที่อยู่ในภาวะยากลำบากเป็นหลัก แต่การจัดสวัสดิการสังคมก็ยังคงต้องครอบคลุมถึงประชาชนทุกระดับ เพราะฉะนั้นกว่าการจัดบริการจะทั่วถึงคนในทุกระดับ อาจทำให้บางกลุ่มกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือคิดว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบตนก็เป็นได้
3.การตรวจสอบการทำงานนั้นเป็นเรื่องยากที่สุด และไม่มีเครื่องมือใดวัดได้ว่าประชาชนหรือภาคส่วนอื่นๆ มีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการอย่างชัดเจน

ปัญหาและอุปสรรคที่พบ
ในการจัดสวัสดิการสังคม
1.กิจกรรรมหรือบริการนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของคนในสังคมอย่างแท้จริง แต่เป็นงานนโยบายที่ทางคณะบริหารการจัดสวัสดิการมอบหมายให้คณะกรรมการในสังคมนั้นๆ ดำเนินการ




































































































































2.กลุ่มเป้าหมายเป็นที่ค่อนข้างใหญ่ แม้ว่าจะมุ่งเน้นไปที่ประชาชนที่อยู่ในภาวะยากลำบากเป็นหลัก แต่การจัดสวัสดิการสังคมก็ยังคงต้องครอบคลุมถึงประชาชนทุกระดับ เพราะฉะนั้นกว่าการจัดบริการจะทั่วถึงคนในทุกระดับ อาจทำให้บางกลุ่มกลายเป็นกลุ่มเสี่ยง หรือคิดว่าเป็นการเอารัดเอาเปรียบตนก็เป็นได้
3.การตรวจสอบการทำงานนั้นเป็นเรื่องยากที่สุด และไม่มีเครื่องมือใดวัดได้ว่าประชาชนหรือภาคส่วนอื่นๆ มีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการอย่างชัดเจน

ข้อเสนอแนะ
ขั้นตอนการดำเนินงานนั้นค่อนข้างซับซ้อน และง่ายต่อการบิดบัง โดยเฉพาะกับประชาชน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ การทำความเข้าใจกับภาคประชาชน และชี้แนะถึงขั้นตอนการทำงานเหล่านี้ อีกทั้งควรให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่พวกเขาจะได้รับ ชี้แจงเงื่อนไข วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ เช่น เหตุใดถึงคำนึงถึงประชาชนที่อยู่ในภาวะยากลำบากก่อน ที่นอกจากความมั่นใจแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้ภาคประชาชนเรียนรู้ร่วมกัน เพราะมีกฎระเบียบชัดเจน รวมถึงหากมีแบบอย่างที่ดีก็จะทำให้เกิดความร่วมมือ การช่วยเหลือกันเองภายในชุมชน และสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวชุมชนเอง ซึ่งก็คือปัจจัยหลักในการดำเนินงานอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นการจัดสวัสดิการควรเริ่มจากประชาชนก่อน ไม่ใช่เริ่มจากการตั้งคณะกรรมการก่อน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ควรทำให้เห็นเป็นเชิงรูปธรรมมากกว่าเชิงนามธรรม เพราะประชาชนจะเข้ายาก และไม่น่าสนใจ ส่งผลให้การดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมล้มเหลวได้
Full transcript