Loading presentation...

Present Remotely

Send the link below via email or IM

Copy

Present to your audience

Start remote presentation

  • Invited audience members will follow you as you navigate and present
  • People invited to a presentation do not need a Prezi account
  • This link expires 10 minutes after you close the presentation
  • A maximum of 30 users can follow your presentation
  • Learn more about this feature in our knowledge base article

Do you really want to delete this prezi?

Neither you, nor the coeditors you shared it with will be able to recover it again.

DeleteCancel

CHILD

No description
by

Sakon Tunsuwan

on 22 February 2015

Comments (0)

Please log in to add your comment.

Report abuse

Transcript of CHILD

CHILD
วัยเด็ก By กลุ่มวัยเด็ก CD'21
วัยทารกแรกเกิดเป็นวัยตั้งแต่แรกคลอดจากครรภ์มารดาจนกระทั่งสองสัปดาห์หลังคลอด เป็นช่วงสำคัญและวิกฤตสำหรับทารก เนื่องจากเป็นช่วงของการปรับตัว คือทารกต้องปรับตัวอย่างมาก จากการที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากภายในครรภ์มารดาสู่ภายนอกครรภ์มารดา ต้องปรับตัวทุกเรื่องทั้งด้านการปรับอุณหภูมิของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้ได้รับความอบอุ่น การหายใจ การขับถ่าย การดูดกลืนและการย่อยอาหาร เป็นต้น
จิตวิทยาพัฒนาการวัยทารก (Infancy and Babyhood)
พัฒนาการทางกาย -การเคลื่อนไหวจะมีลักษณะเป็นปฏิกิริยาสะท้อน (reflex)

พัฒนาการทางอารมณ์ - ระยะแรกคลอดทารกจะมีอารมณ์ตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว

พัฒนาการทางสังคม - การสื่อสารของทารกวัยนี้คือการร้องไห้ ระดับเสียงและรูปแบบการร้องไห้จะบ่งบอกถึงความรู้สึกและความต้องการของทารก

พัฒนาการทางสติปัญญา - วัยนี้ทารกจะสามารถรับรู้และมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นได้ สามารถแยกลักษณะของเสียงที่แตกต่างกันได้ ชอบฟังเสียงที่นุ่มนวล ไพเราะ
พัฒนาการวัยทารกแรกเกิด
สรุป

ทารกแรกเกิดเป็นวัยแห่งการพึ่งพาผู้อื่นโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถช่วยเหลือหรือตอบสนองความต้องการของตนเองได้ในทุกเรื่อง ไม่สามารถสื่อสารได้โดยตรง จะกระทำด้วยการร้องไห้ หากวัยนี้ได้รับการตอบสนองความต้องการทุกด้านอย่างเหมาะสมจากผู้เลี้ยงดู จะช่วยให้ทารกเกิดความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง มั่นใจในความปลอดภัย และไว้วางใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพที่เหมาะสมในวัยต่อไป

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับตัว
วัยนี้มีอายุอยู่ในช่วง 2 สัปดาห์หลังคลอดถึง 2 ขวบ เป็นวัยที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างบุคลิกภาพของบุคคล ทั้งในด้านพฤติกรรมการแสดงออก ความคิด ทัศนคติ และสติปัญญา โดยการเรียนรู้ของทารกวัยนี้จะเป็นไปได้อย่างรวดเร็วทุกด้าน และสามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างชัดเจน
จิตวิทยาพัฒนาการวัยทารกตอนปลาย
พัฒนาการวัยทารกตอนปลาย
พัฒนาการทางกาย - วัยทารกตอนปลายจะมีพัฒนาการด้านโครงสร้างของร่างกายและการทำหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ เจริญเติบโตดำเนินไปอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือนแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทสัมผัส

พัฒนาการทางอารมณ์ -
อารมณ์ของวัยนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอารมณ์ของวัยต่อไป ทารกจะมีการพัฒนาอารมณ์มากขึ้นตามลำดับของวุฒิภาวะและประสบการณ์การเรียนรู้ที่ได้รับจากการเลี้ยงดู

พัฒนาการทางสังคม -
วัยนี้จะมีพัฒนาการด้านสังคมมากขึ้นเมื่อเทียบกับวัยทารกตอนต้น ทารกจะมีความสามารถในการเรียนรู้การช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป

พัฒนาการทางสติปัญญา -
วัยนี้ระบบประสาทและสมองมีการเจริญเติบโตมากขึ้น น้ำหนักสมองของทารกจะเพิ่มมากขึ้นกว่าร้อยละ 50 ของน้ำหนักสมองผู้ใหญ่ ทารกจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ดี



การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับตัว
สรุป

วัยทารกตอนปลายเป็นวัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ถือเป็นวัยพื้นฐานของการหล่อหลอมและพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล ทารกจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างรวดเร็ว มีความพร้อมต่อการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัว หากได้รับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ จะช่วยส่งเสริมให้ทารกได้เรียนรู้และมีแบบแผนพัฒนาการที่สมวัยและส่งผลดีต่อพัฒนาการวัยต่อไป
จิตวิทยาพัฒนาการวัยเด็กตอนต้น (Early Childhood)
วัยเด็กตอนต้น (early childhood) หรือวัยก่อนเรียน (pre-school age) เป็นวัยที่มีอายุอยู่ในช่วง 2-6 ปี วัยนี้พัฒนามาจากวัยทารก เด็กเริ่มรู้จักบุคคล สิ่งแวดล้อม สิ่งของ สามารถใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้หลากหลาย เริ่มเข้าใจลักษณะการสื่อสาร และสามารถใช้ภาษาได้มากขึ้น จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่และการมีความสามารถดังกล่าวกระตุ้นให้เด็กต้องการแสดงความสามารถที่มีอยู่วัยนี้จึงมีลักษณะเด่นคือชอบแสดงความสามารถ ชอบอาสาช่วยเหลือ ช่างประจบ ซุกซน อยากรู้อยากเห็น ช่างถาม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ชอบปฏิเสธ ค่อนข้างดื้อ ต้องการมีอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เริ่มรู้จักพึ่งพาตนเอง และไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน การทำกิจกรรม การเรียนรู้เหตุผล สิ่งใดผิดถูก การเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง นอกจากนี้เด็กจะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตนจากการพูดคุย การแสดงออก ความเฉลียวฉลาด ซึ่งจะเป็นเอกลักษณ์ของเด็กแต่ละคนด้วย ดังนั้นจึงพบว่าเด็กวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพและมีพัฒนาการด้านจริยธรรมอย่างชัดเจน
พัฒนาการของวัยเด็กตอนต้น
พัฒนาการทางกาย -
พัฒนาการทางกายของเด็กวัยนี้จะเป็นไปอย่างช้า ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับวัยทารก การเจริญเติบโตจะเป็นไปในลักษณะเพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ สามารถทำงานได้เต็มที่ตามหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการเจริญเติบโตทางด้านน้ำหนักและส่วนสูง การเพิ่มของน้ำหนักเกิดจากการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ

พัฒนาการทางอารมณ์ -
เด็กวัยนี้จะมีพัฒนาการการแสดงออกด้านอารมณ์ที่ชัดเจน เปิดเผย อิสระ ทั้งอารมณ์พึงพอใจและไม่พึงพอใจ มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น หงุดหงิด โมโหร้าย ชอบปฏิเสธ

พัฒนาการทางสังคม -
พัฒนาการทางสังคมของวัยเด็กตอนต้นจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เด็กจะชอบการเข้าสังคม การพบปะพูดคุยกับผู้คน การมีเพื่อน การเล่นรวมกลุ่มกับเพื่อนทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ เด็กจะมีความคิดและการเล่นที่อิสระ ไม่ชอบกฎเกณฑ์ ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษากฎเกณฑ์ของกลุ่มเพื่อนได้นาน

พัฒนาการทางสติปัญญา -
วัยนี้เป็นวัยที่ชอบแก้ปัญหาตามความคิดและวิธีการของตนเอง ชอบอิสระ แสวงหาวิธีการต่าง ๆ จากการทดลองปฏิบัติผิดถูก การซักถาม การเปรียบเทียบ การคิด การเจริญงอกงามทางสติปัญญาสามารถสังเกตได้จากลักษณะพฤติกรรมการแสดงออกทางการเล่น การสามารถจำสิ่งของหรือบุคคลต่าง ๆ อย่างถูกต้อง สามารถบอกความเหมือน ความต่าง

สรุป

วัยเด็กตอนต้นหรือวัยก่อนเรียน เป็นวัยที่มีพัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านบุคลิกภาพซึ่งจะเด่นชัดที่สุด กล่าวคือเด็กวัยนี้จะมีความต้องการเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบช่วยเหลือตนเองให้มากที่สุด ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้อื่น ขณะเดียวกันเด็กวัยนี้จะเริ่มเรียนรู้ในการมีเหตุผล และมีความสามารถในการคิดทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้น การเลี้ยงดูที่เหมาะสมสำหรับเด็กวัยนี้จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการและมีวุฒิภาวะที่เหมาะสมต่อไป

จิตวิทยาพัฒนาการวัยเด็กตอนปลาย (Late Childhood)
วัยเด็กตอนปลาย มีอายุอยู่ในช่วง 6-12 ปี วัยนี้จะคาบเกี่ยวกับระยะก่อนวัยรุ่น ลักษณะพัฒนาการสำคัญที่เกิดขึ้นในวัยนี้คือ “การเตรียมตัว” เพื่อเติบโตเป็นเด็กวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเผชิญและรับผิดชอบต่อตนเองในทุก ๆ ด้าน วัยนี้ต่อมต่าง ๆ ของร่างกายจะทำงานเต็มที่ จะพบการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างกระดูกและสัดส่วนของร่างกายเกิดขึ้น เด็กวัยนี้จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่กับสังคมนอกบ้าน จะให้ความเป็นเพื่อนกับผู้อื่น สร้างมิตรภาพกับกลุ่ม เริ่มเรียนรู้ค่านิยมทางสังคมจากกลุ่มเพื่อน และบุคคลรอบข้าง สามารถพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์สังเคราะห์ได้ นอกจากนี้เด็กวัยนี้ยังพัฒนาการรู้จักตนเอง เริ่มมองเห็นตนเองตามที่เป็นจริง ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ตลอดจนสามารถเรียนรู้เอกลักษณ์ในกลุ่มของตนเองได้
พัฒนาการของวัยเด็กตอนปลาย
พัฒนาการทางกาย -
การเจริญเติบโตด้านร่างกายของเด็กวัยนี้มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ สม่ำเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงของกล้ามเนื้อและระบบประสาทซึ่งทำงานประสานกันได้ดีขึ้น การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของอวัยวะภายในเกือบทุกระบบ

พัฒนาการทางอารมณ์ -
พัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กวัยนี้จะมีลักษณะเป็นกลาง ๆ คือ ไม่ดีหรือร้ายจนเกินไป เด็กวัยนี้มีความคิดที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น สามารถเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ควบคุมอารมณ์ของตนได้ เรียนรู้ที่จะแสดงอารมณ์ได้เหมาะสมในรูปแบบที่สังคมยอมรับได้

พัฒนาการทางสังคม -
พัฒนาการทางสังคมของเด็กวัยนี้เด่นชัดมาก เด็กจะให้ความสำคัญต่อสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทั้งต่อบุคคลใกล้ชิดและบุคคลอื่น ทั้งวัยเดียวกันและต่างวัยกัน เด็กวัยนี้ต้องการเพื่อนมาก เด็กจะแสวงหาเพื่อนที่มีความคล้ายคลึงกันในด้านของบุคลิกลักษณะ ความชอบ และเป็นเพื่อนที่สามารถไว้วางใจได้ เข้าใจกัน มักยึดมั่นกับกลุ่มเพื่อน

พัฒนาการทางสติปัญญา -
เด็กวัยนี้สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ชัดเจนมากขึ้น รู้จักการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา รับผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตนเอง รับฟังคนอื่นมากขึ้น กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับเพียงพอต่อการแก้ปัญหา การเสนอความคิดเห็นและการมีบทบาทในการช่วยเหลือกลุ่ม ตลอดจนสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น
กล้ามเนื้อกระตุก (Tics disorder)
สาเหตุ โรคที่เกิดขึ้นเอง มีสาเหตุจากภายใน ความเครียดเป็นตัวเสริม

วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. ไม่สนใจอาการ ไม่ทักถาม บอกเด็กว่า ครูรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจทำ ยิ่งไปสนใจมันมาก อาการจะไม่หาย ให้ทำเป็นไม่สนใจ แล้วอาการจะหายไปเอง
2. หาสาเหตุและแก้ไขสาเหตุที่โรงเรียน เช่น ความเครียดเรื่องการเรียน เรื่องเพื่อน เรื่องงาน และการบ้าน
3. ไม่ให้เด็กมีการล้อเลียนกัน แนะนำเด็กอื่นๆว่า เราจะช่วยกันโดยไม่สนใจอาการนี้ แล้วอาการจะหายไปเอง
4. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ
5. ส่งเสริมให้เด็กเล่นกีฬา
6. ฝึกทักษะการผ่อนคลายตนเอง ดนตรี ศิลปะ ฝึกลมหายใจ โยคะ สติ สมาธิ

ซนอยู่ไม่นิ่ง
สาเหตุ เด็กสมาธิสั้น ขาดการฝึกระเบียบวินัยจากบ้าน เครียด ซึมเศร้า ขาดการยับยั้งใจตนเอง ถูกตามใจจนเคยตัว ขาดกติกาที่ชัดเจน ครูใจดีเกินไปไม่เอาจริง
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. ให้นั่งหน้าห้อง ครูสามารถเดินไปถึงตัวได้ง่าย
2. ให้เพื่อนที่เรียบร้อยนั่งใกล้ๆ ให้เพื่อนที่ซนๆเหมือนกันนั่งไกลๆ
3. หากิจกรรมให้ทำอย่างต่อเนื่อง อย่าให้อยู่เฉยๆ หรือมีเวลาว่างมาก
4. วางแผนร่วมกัน เพื่อกำหนดกิจกรรมให้ต่อเนื่อง
5. มอบหมายงานส่วนรวมให้ทำ ให้เป็นประโยชน์ และเป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ
6. ให้ช่วยครูทำงาน เช่นเอาหนังสือไปเก็บ ให้ไปของๆครูมาให้
7. แบ่งงานให้เป็นช่วงๆ ทำเสร็จแล้ว ชมเชย
8. ฝึกการควบคุมตนเอง
9. ฝึกสติ/สมาธิ เท่าที่จะทำได้
10. ให้มีกีฬาที่เล่นเป็นกลุ่ม และฝึกให้ควบคุมตนเอง

พฤติกรรมก้าวร้าวเกเร
สาเหตุ พ่อแม่ก้าวร้าว โรคสมาธิสั้น เครียดหรือซึมเศร้า
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. กำหนดกติกาให้ชัดเจน
2. เอาจริงกับกฎเกณฑ์ ไม่ปล่อยให้มีการละเมิดกัน
3. ใช้เทคนิค “ขอเวลานอก” เมื่อเด็กละเมิดคนอื่น
4. “แจ้งข้อหา” อย่างรวบรัด
5. ฟังเหตุการณ์รอบด้านอย่างสงบ เปิดโอกาสให้พูดพอควร แต่อย่าให้เป็นการแก้ตัวเกินไป
6. ตัดสินด้วยความสงบ ตามข้อตกลงของการจัดการเมื่อมีการละเมิดกัน
7. ใช้การลงโทษ ที่ไม่ก้าวร้าวรุนแรง เช่น การตัดรางวัล บำเพ็ญประโยชน์ ออกกำลังกาย
8. ชวนคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เช่น เวลาเพื่อนล้อเลียน จะมีทางออกอื่นๆอย่างไรอีก เช่น ฟ้องครู บอกเพื่อนตรงๆ ให้เพื่อนช่วย ไม่สนใจ เปลี่ยนความคิดใหม่ เพื่อนล้อเท่ากับเพื่อนสนใจ อยากเล่นด้วย ล้อกลับ ชวนเพื่อนเล่นอย่างอื่น ทำให้เพื่อนรักเสียเลย ขู่กลับ
9. หากิจกรรมเบนความสนใจ
10. ใช้กิจกรรมที่ระบายความโกรธ ความก้าวร้าว เช่น เตะฟุตบอล ชกกระสอบทราย เครื่องปั้นดินเผา แกะสลัก แต่กิจกรรมนั้นต้องมีกติกาควบคุม
11. ให้ทำงานที่เป็นประโยชน์ ให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน และครู

พฤติกรรมก้าวร้าวเกเร
สาเหตุ พ่อแม่ก้าวร้าว โรคสมาธิสั้น เครียดหรือซึมเศร้า
วิธีการแก้ไขที่โรงเรียน
1. กำหนดกติกาให้ชัดเจน
2. เอาจริงกับกฎเกณฑ์ ไม่ปล่อยให้มีการละเมิดกัน
3. ใช้เทคนิค “ขอเวลานอก” เมื่อเด็กละเมิดคนอื่น
4. “แจ้งข้อหา” อย่างรวบรัด
5. ฟังเหตุการณ์รอบด้านอย่างสงบ เปิดโอกาสให้พูดพอควร แต่อย่าให้เป็นการแก้ตัวเกินไป
6. ตัดสินด้วยความสงบ ตามข้อตกลงของการจัดการเมื่อมีการละเมิดกัน
7. ใช้การลงโทษ ที่ไม่ก้าวร้าวรุนแรง เช่น การตัดรางวัล บำเพ็ญประโยชน์ ออกกำลังกาย
8. ชวนคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ เช่น เวลาเพื่อนล้อเลียน จะมีทางออกอื่นๆอย่างไรอีก เช่น ฟ้องครู บอกเพื่อนตรงๆ ให้เพื่อนช่วย ไม่สนใจ เปลี่ยนความคิดใหม่ เพื่อนล้อเท่ากับเพื่อนสนใจ อยากเล่นด้วย ล้อกลับ ชวนเพื่อนเล่นอย่างอื่น ทำให้เพื่อนรักเสียเลย ขู่กลับ
9. หากิจกรรมเบนความสนใจ
10. ใช้กิจกรรมที่ระบายความโกรธ ความก้าวร้าว เช่น เตะฟุตบอล ชกกระสอบทราย เครื่องปั้นดินเผา แกะสลัก แต่กิจกรรมนั้นต้องมีกติกาควบคุม
11. ให้ทำงานที่เป็นประโยชน์ ให้เป็นที่ยอมรับของเพื่อน และครู

ตัวอย่างปัญหา
การส่งเสริมพัฒนาการของวัยเด็กตอนปลาย
วัยเด็กตอนปลายเป็นวัยเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ การเจริญเติบโตด้านร่างกายของเด็กวัยนี้จะช้าแต่เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงโครงร่าง ส่วนสูงและน้ำหนักใกล้เคียงวัยผู้ใหญ่มากขึ้น เด็กผู้หญิงจะโตเร็วกว่าเด็กผู้ชาย เด็กวัยนี้จะเข้าใจอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นดีขึ้น รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง การให้ความรู้และคำแนะนำที่เหมาะสมเกี่ยวกับพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของเด็กวัยนี้ จะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจ เตรียมพร้อมต่อการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมและก้าวไปสู่วัยอื่นอย่างเหมาะสมต่อไป
ปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการในแต่ละด้าน
“เด็กมีปัญหา” คงไม่ใช่คำพูดสรรเสริญเยินยอ แต่เป็นคำที่หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนได้ยินว่าเป็นคำที่พูดถึงลูกของเรา ก็คงจะสะดุ้งและเครียดไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะนั่นอาจจะหมายความว่าลูกเรามีพฤติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่พึงประสงค์ก็เป็นไปได้ ซึ่งโดยความเข้าใจหรือความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป มักมองลักษณะของเด็กมีปัญหาเป็นเช่นนี้
1. เด็กที่มีปัญหาทางด้านร่างกาย เป็นต้นว่าเด็กมีปัญหาด้านการได้ยิน เช่น หูตึง หูหนวก เด็กมีปัญหาทางด้านการมองเห็น เช่น สายตาสั้น ตาบอดสี หรืออาจจะเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการพูด เช่น พูดติดอ่าง พูดไม่ชัด ซึ่งปัญหาทางด้านร่างกายต่างๆเหล่านี้ มักส่งผลให้เด็กไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างเป็นปกติ จึงอาจทำให้ผู้ที่ต้องสื่อสารด้วยเกิดความรู้สึกรำคาญหรือเกิดความไม่พอใจในตัวเด็กนั้น ในทางกลับกันเด็กที่มีปัญหาทางด้านร่างกายเหล่านี้ก็จะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนมีปมด้อย เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ จนพาลรู้สึกโกรธ โมโห เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ฝังอยู่มากๆก็อาจทำให้กลายเป็นเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ในที่สุด
2. เด็กที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ อารมณ์และสังคม คือ เด็กที่มีปัญหาในการแสดงออกทางอารมณ์และในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งส่วนใหญ่ปัญหามักเกี่ยวข้องกับการเลี้ยงดูจากครอบครัว ซึ่งเป็นได้ทั้งกรณีที่เด็กถูกเลี้ยงอย่างกดดันมากเกินไปและเป็นได้ทั้งกรณีที่เด็กถูกเลี้ยงอย่างปล่อยปละละเลย ซึ่งเด็กที่ถูกเลี้ยงอย่างบีบบังคับ ถูกครอบไว้ไม่สามารถทำอะไรตามใจตนเองได้ ถูกจ้ำจี้จ้ำไช ถูกจับผิดในทุกๆเรื่อง มักเป็นเด็กที่เก็บกด เซื่องซึม เหม่อลอย ไม่เล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ส่วนเด็กที่ไม่ได้รับความเอาใจใส่จากพ่อแม่หรือครอบครัว มักมีปัญหาเรื่องพฤติกรรมรุนแรง เพราะไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน โดยอาจเป็นเด็กที่ชอบเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นเด็กที่เกเร ชอบทำร้ายผู้อื่น ชอบทำลายข้าวของทั้งของตนเองและของผู้อื่น ชอบขโมยหรือพูดโกหก
3. เด็กที่มีปัญหาทางด้านสติปัญญา ในที่นี้หมายถึงเด็กที่อยู่ในกลุ่มของเด็กพิเศษ (Special Child) เช่น เด็กดาวน์ซินโดรม เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น ซึ่งเป็นเด็กที่ขาดความเข้าใจในการเรียนรู้ ไม่สามารถสื่อความหมายหรือสื่อสารกับผู้อื่นได้ ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการทำกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดได้นาน อีกทั้งไม่สามารถคิดแยกแยะหรือคิดอย่างสมเหตุสมผลได้

อย่างไรก็ตาม แม้ที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นลักษณะของเด็กที่คนทั่วไปมองว่าเป็นเด็กที่มีปัญหา แต่การที่จะเจาะจงหรือตัดสินว่าเด็กคนใดเป็นเด็กที่จัดอยู่ในข่ายเป็นเด็กมีปัญหานั้น ควรต้องมองในแง่ของเหตุผลของการมีพฤติกรรมที่แสดงออกเช่นนั้นประกอบด้วยว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยใดบ้าง
- อายุของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจในพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยเป็นอย่างดี เช่นในกรณีที่เด็กอายุ 4 ปีแล้ว แต่ยังติดคุณพ่อคุณแม่หรือพี่เลี้ยงอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ตามปกติแล้วเด็กวัยนี้จะเริ่มชอบการผจญภัยด้วยตนเองแล้ว หรือกรณีเด็กอายุ 8-9 ปีแล้ว แต่ยังปัสสาวะรดที่นอนอยู่ แสดงว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัญหา และคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามหาสาเหตุเพื่อแก้ไข ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดได้ทั้งจากความผิดปกติของร่างกายหรือการเป็นโรคต่างๆที่คุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ หรืออาจเกิดจากปัญหาทางด้านอารมณ์ก็ได้
-ความถี่ของพฤติกรรม คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตว่าลูกแสดงพฤติกรรมที่เป็นปัญหาในลักษณะเดียวกันบ่อยครั้งหรือไม่ เป็นต้นว่า ลูกนอนละเมอเสียงดังทุกคืน ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดจากความเครียดที่ได้รับ เช่น ทำข้อสอบไม่ได้ หรือลูกกลัวในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไม่มีเหตุผลหรือมากเกินไป ซึ่งอาจเกิดจากความกลัวที่ถูกฝังมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เช่น กลัวปากกา เพราะเคยถูกปากกาจิ้มมือตอนเด็กๆ หรือกลัวมดดำ เห็นทีไรเป็นต้องร้องไห้ทุกที เพราะเคยถูกมดดำไต่ขา

ซึ่งเป็นการดีหากคุณพ่อคุณแม่สามารถที่จะหาสาเหตุหรือทราบถึงเหตุผลแห่งปัญหานั้น และสามารถแก้ไขได้ก็จะเป็นการลบพฤติกรรมที่เป็นปัญหาออกไปจากชีวิตของลูกเราได้ ไม่ฝังอยู่ในชีวิตของเขาจนเกิดเป็นผลกระทบทั้งต่อตัวเด็กเอง เช่น เด็กบางคนชอบทำร้ายตนเอง เวลาโมโหหรือโดนขัดใจ เช่น เอาหัวโขกพื้น ทุบตีตนเอง ซึ่งบางรายอาจเพิ่มระดับของการทำร้ายตนเองมากขึ้นตามอายุจนถึงขั้นฆ่าตัวตายได้ หรือจนเกิดเป็นผลกระทบต่อผู้อื่น เช่น เด็กบางคนมีพฤติกรรมรุนแรง ชอบทำลายข้าวของผู้อื่น ชอบทำร้ายสัตว์เลี้ยง ชอบรังแกน้องหรือเด็กที่เล็กกว่าอยู่เป็นประจำ

วิธีแก้ไขพฤติกรรมของเด็กมีปัญหา

1. การเสริมแรงทางบวก หมายถึงการทำให้ความถี่ของการแสดงออกด้านพฤติกรรมที่ดีที่พึงประสงค์ของเด็กเพิ่มมากขึ้น เช่น หากเด็กขี้อาย มีพฤติกรรมชอบแยกตัว ไม่ชอบร่วมกิจกรรมหรือพูดคุยกับเพื่อน คุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูควรเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูก เป็นต้นว่า แทนที่จะให้ลูกเข้าไปหาเพื่อนก่อน อาจจะเปลี่ยนเป็นชักชวนเพื่อนลูกให้เข้ามาหาเขา เมื่อลูกเริ่มคุ้นชินกับเพื่อนสักนิดแล้วก็ให้กล่าวชมเชย ซึ่งจะทำให้ลูกเกิดความมั่นใจมากขึ้นและจะช่วยให้ลูกยอมที่คุยหรือเล่นกับเพื่อนมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อลูกมีพฤติกรรมดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเสริมแรงด้วยการสัมผัสตัว กอด ลูบหัว ยิ้มหรือแสดงท่าทีในการยอมรับ เช่น พยักหน้า ปรบมือ ให้รางวัล
2. หยุดยั้งพฤติกรรมนั้น คือ การไม่ต่อสู้กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เพื่อให้พฤติกรรมไม่ดีนั้นยุติลง ผู้เขียนรู้จักเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เด็กคนนี้มีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบโต้เถียงอย่างรุนแรงกับคุณแม่ของเขาไม่ต่ำกว่าวันละ 5-10 ครั้ง ซึ่งคุณแม่ของเด็กคนนี้รู้สึกหนักใจมากจึงได้ไปปรึกษาจิตแพทย์ ซึ่งจิตแพทย์แนะนำให้คุณแม่หยุดโต้เถียงตอบและไม่ให้แสดงอาการสนใจใด ๆ โดยให้เดินหนีออกไปทันทีเมื่อลูกเริ่มโต้เถียง และเมื่อลูกหยุดพฤติกรรมก้าวร้าวโต้เถียงนั้นได้ ให้คุณแม่กล่าวชมเชยลูกทันที ผลปรากฏว่าเด็กผู้หญิงคนนี้มีพฤติกรรมการโต้เถียงกับคุณแม่ลดน้อยลงเรื่อยๆและในที่สุดก็สามารถยุติพฤติกรรมก้าวร้าวนี้ได้ภายในเวลา 1 เดือน
3. การลงโทษ คนทั่วไปมักเข้าใจว่าการลงโทษคือการทำให้เจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจด้วยวิธีการดุด่า หรือตบตี แต่แท้จริงแล้วการลงโทษคือการทำให้ผู้กระทำผิดได้สำนึกในสิ่งที่ได้กระทำ เพื่อให้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์นั้นยุติลง ซึ่งวิธีการลงโทษที่ดีและเหมาะสมสำหรับเด็ก ควรลงโทษแบบไม่ใช้การทำร้าย เช่น การให้เข้ามุมหรือการใช้เวลานอก (Time Out) เมื่อเด็กที่เป็นพี่รังแกน้อง ทั้งๆที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามแล้วก็ยังไม่เชื่อฟัง คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้วิธีการลงโทษเด็กโดยการแยกเด็กที่ทำผิดไปอยู่อีกห้องหนึ่งที่ไม่มีของเล่นและไม่มีใครอยู่เลย เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้เขาได้สงบลงและได้มีเวลาคิดทบทวนถึงสิ่งไม่ดีที่เขาได้กระทำจนถูกลงโทษ ซึ่งการลงโทษโดยวิธีนี้ใช้ได้ผลไม่น้อยเลยทีเดียว

ปัญหา : ลูกไม่อยากไปโรงเรียน (School Refusal Problem in Children)
เป็นอาการที่มักเกิดขึ้นเมื่อเริ่มภาคการศึกษาใหม่ เนื่องจากเด็กๆ ต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิต จากที่เคยนอนดึก ตื่นสาย ไปเที่ยวกับครอบครัว ไปว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมต่างๆ กับพ่อแม่ และเพื่อนๆ กลายเป็นต้องไปโรงเรียนแต่เช้า เพื่อไปเรียนหนังสือ และมีการบ้านมากมายกลับมาทำที่บ้าน สำหรับเด็กส่วนใหญ่ เด็กจะรู้สึกลำบาก หรือรู้สึกยุ่งยากเพียงช่วงเวลาสั้นๆ และพวกเขาจะกลับไปสู่กิจวัตรประจำวันที่ต้องไปโรงเรียนได้อย่างรวดเร็ว แต่สำหรับเด็กบางคน ความกลัว และความกังวลที่ต้องกลับไปเรียนนั้นอาจเพิ่มมากขึ้น และสามารถนำไปสู่การไม่อยากไปโรงเรียนได้ในที่สุด เด็กบางคนอาจถึงกับพูดว่า “เกลียดโรงเรียน” หรือ “วันนี้ไม่อยากไปโรงเรียน” เด็กที่ไม่อยากไปโรงเรียนอาจร้องไห้คร่ำครวญ ส่งเสียงกรีดร้อง หรืออ้อนวอนพ่อแม่เป็นชั่วโมงเพื่อที่จะขออยู่บ้านแทนการไปโรงเรียน เด็กอาจบ่นว่าไม่สบาย หรือหนีออกจากโรงเรียนเพื่อกลับมาที่บ้าน หากเด็กถูกบังคับให้ไปโรงเรียน หรือเด็กอาจขาดเรียนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน
ปัญหาของการที่ลูกไม่อยากไปโรงเรียนอาจเกิดขึ้นจากหลายๆ สาเหตุ แต่ปัจจัยโดยทั่วไปอาจมีสาเหตุมาจาก การเริ่มต้นของภาคเรียนใหม่ การย้ายไปเรียนโรงเรียนแห่งใหม่ หรือการที่โรงเรียนปิดเทอมเป็นเวลานาน แล้วมีการเริ่มภาคการศึกษาใหม่ ความเจ็บป่วย หรือ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ก็อาจเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เด็กปฏิเสธการไปโรงเรียน ตามการรายงานพิเศษเกี่ยวกับสุขภาพชิ้นล่าสุดที่มีชื่อว่า การจัดการกับความกังวล และความกลัว (Coping with Anxiety and Phobias) ของวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า การปฏิเสธการไปโรงเรียนมักจะเกิดจากความกังวล โดยสาเหตุที่ซ่อนอยู่ภายในอาจมาจากโรคกลัวสังคม (social phobia) คือ ความกลัวที่เกิดจากสภาพทางสังคม หรือการแสดงออกต่อหน้าสาธารณชน หรือโรควิตกกังวลไปทั่ว (generalized anxiety disorder) กล่าวคือ การกลัวเกินเหตุ และกังวลไปกับหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง หรือโรควิตกกังวลเกี่ยวกับการแยกจาก เช่น กลัวการแยกจากพ่อแม่ผู้ปกครอง บางครั้งต้นตอของปัญหาก็เกิดจากความกลัวที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง เช่น กลัวถูกเรียกในชั้นเรียน กลัวครู กลัวการโดนแกล้ง เป็นต้น

เมื่อลูกปฏิเสธการไปโรงเรียนเป็นประจำ พ่อแม่ผู้ปกครองควรขอความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต การบำบัดอาจเป็นหนทางที่จะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง บุคลากรในโรงเรียน และแม้แต่ตัวเด็กเองในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยปกติ เทคนิคการบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม หรือ CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ได้ถูกใช้เป็นตัวจัดการสาเหตุของปัญหาความกังวล นอกจากการใช้ CBT จะมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคกังวล ในเด็ก และในวัยรุ่นแล้ว ยาต้านอาการซึมเศร้า โดยเฉพาะยากลุ่ม SSRIs หรือ Selective Serotonin Reuptake Inhibitors ซึ่งประกอบไปด้วย fluoxetine (Prozac) และ sertraline (Zoloft) ก็ถูกใช้ในการรักษาโรคนี้เช่นกัน ในการรักษาแบบ CBT จะมีการใช้วิธีต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันไปในการเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมด้านลบ ให้กลายเป็นด้านบวก แต่หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ การค่อยๆ ให้เด็กรู้สึกคุ้นเคยกับสิ่งที่กลัว ซึ่งในที่นี้ก็คือ โรงเรียน ตัวอย่างเช่น อาจให้เด็กเรียนแค่ 1-2 วิชาในวันแรก แล้วให้พ่อแม่ผู้ปกครองรอข้างนอก และค่อยๆ เพิ่มวิชาเรียนให้เด็กต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเด็กจะสามารถเรียนที่โรงเรียนทั้งวันได้ วิธีอื่นๆ ที่พอจะช่วยได้ก็คือสอนให้เด็กสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หรือสอนวิธีผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เพื่อให้เด็กใจเย็นลง
ปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนมีสาเหตุมาจากอะไร?

- สถานการณ์ ใหม่ๆ หรือสังคมใหม่ๆ มักจะก่อให้เกิดความกังวล และบางครั้งก่อให้เกิดความกลัว เด็กบางคนอาจกลัวประสบการณ์ใหม่ๆ ในขณะที่เด็กบางคนตื่นเต้นไปกับมัน เด็กหลายๆ คนจะเกิดความกังวลตอนเริ่มภาคการศึกษาใหม่ จนเป็นเหตุให้เด็กไม่ยอมไปโรงเรียน
- ในเด็กก่อนวัยเรียน สาเหตุที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียนอาจเกิดจาก การที่เด็กกลัวที่ต้องแยกจากแม่ไป เด็กจะร้องไห้ และขอพ่อแม่อยู่บ้านแทนการไปโรงเรียน และเด็กอาจไม่ร่วมกิจกรรมใดๆ หรือเข้ากลุ่มกับใครในโรงเรียน เด็กเหล่านี้จะแสดงออกถึงความกังวลจากการแยกจาก บางครั้งเด็กอาจจะเกิดความกังวล หากทิ้งให้เด็กอยู่กับพี่เลี้ยงที่ไม่คุ้นเคย หรือหากทิ้งให้อยู่ที่บ้านของคนอื่น และบางทีก็มีกรณีที่เด็กไม่ยอมนอนคนเดียว หากเด็กก่อนวัยเรียนมีความไม่สะดวกใจที่จะไม่ได้อยู่กับแม่ในช่วงแรกของปี ก็ยังไม่น่ากังวลมากนัก อย่างไรก็ตาม หากปัญหานี้กินเวลายาวนาน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นกังวล และควรหาวิธีแก้ไขต่อไป
- เด็กอาจถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง
- อาจมีเพื่อนบางคนที่เด็กไม่ชอบ ไม่อยากคบหาสมาคมด้วยมายุ่งกับเด็ก
-เด็กอาจกลัวคุณครูที่โรงเรียน หรือเข้ากับคุณครูที่โรงเรียนไม่ได้
- บางครั้ง เมื่อเด็กมีเพื่อนน้อย หรือการที่เด็กไม่มีเพื่อนเลย เด็กอาจรู้สึกกังวล จนไม่อยากไปโรงเรียน
- บางครั้งสาเหตุอาจเกิดจากวิชาเรียน และการบ้านต่างๆ ซึ่งวิชาเรียนอาจง่ายเกินไป ทำให้เด็กเกิดความเบื่อ หรือ วิชาเรียนอาจยากจนเกินไป ทำให้เด็กเกิดความกดดันว่าไม่ฉลาดเท่าเด็กคนอื่นๆ
- เด็กอาจประสบกับความกังวลในเรื่องอื่นๆ จนไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ และไม่อยากไปโรงเรียน

ปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนมีความสำคัญอย่างไร?
การช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนนั้นถือว่ามีความสำคัญมาก เมื่อลูกพูดว่าเกลียดโรงเรียน หรือ ไม่อยากไปโรงเรียน บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจเกิดขึ้นไม่นาน แต่หากเด็กมีความรู้สึกแบบนี้มากเกินไป ก็จะเกิดปัญหาขึ้นต่อตัวเด็ก เพราะโรงเรียนถือเป็นสิ่งจำเป็น และการได้รับการศึกษาสามารถช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้แก่เด็กได้ อีกทั้ง เมื่อเด็กเกิดความเครียดเกี่ยวกับโรงเรียน ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของเด็กได้ เด็กที่เครียดเกี่ยวกับการไปโรงเรียนอาจมีอาการปวดศีรษะ หรือปวดท้อง เด็กอาจรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน จนอยากอาเจียน นอกจากนี้ การที่เด็กนอนไม่หลับ ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเครียด และหากเด็กไม่ได้รับการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ก็จะทำให้เด็กรู้สึกอารมณ์เสีย และรู้สึกเหนื่อยระหว่างวัน การที่เด็กรู้สึกเหนื่อย ก็ยิ่งทำให้ช่วงเวลาที่เด็กเรียนที่โรงเรียนแย่ขึ้นไปอีก หากเด็กรู้สึกเครียด ก็จะทำให้เด็กประสบปัญหาในเรื่องการตัดสินใจ เด็กอาจตัดสินใจไม่ได้ว่าจะกินอะไร หรือจะใส่อะไร เด็กจะผัดวันประกันพรุ่งในเรื่องการจัดกระเป๋าไปโรงเรียน จนทำให้เด็กไปเรียนไม่ทัน การให้เด็กได้อยู่บ้าน อาจเป็นทางเลือกที่ดี แต่ก็จะทำให้เด็กไปโรงเรียนได้ยากขึ้นในวันถัดไป ด้วยเหตุนี้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูไม่ควรละเลยต่อปัญหาเด็กไม่อยากไปโรงเรียน และควรร่วมมือกันหาวิธีแก้ไขปัญหา
กรณีศึกษา
ผู้ปกครอง น้อง อ.2
ตอนอนุบาล1 น้องไม่ชอบมาโรงเรียน น้องจะร้องไห้งอแง เนื่องจากติดคุณแม่มาก ไม่เคยอยู่ห่างกันมาก่อน กลัวโดนทิ้ง คุณแม่ต้องใช้คำพูดหลอกล่อว่าที่โรงเรียนมีเพื่อนเยอะ เดี๋ยวตอนเย็นจะมารับ ได้เล่นเกม ฯลฯ คุณแม่เล่าว่าบางกรณีเด็กบางคนจะไม่ยอมแต่งตัวเลย พอเช้าเห็นชุดนักเรียนวางอยู่จะหนี ไม่ยอมใส่ ต้องมาแต่งตัวในรถหน้าโรงเรียน จะพบเห็นได้บ่อยคือช่วงเปิดเทอม เพราะเป็นการเริ่มต้นที่เด็กจะต้องอยู่ห่างจากพ่อแม่ ต้องเริ่มปรับตัวเข้าสังคม ปัจจุบันน้องเรียนอยู่ชั้นอนุบาล2 น้องเริ่มชอบที่จะมาโรงเรียน คุณแม่บอกว่าน้องเริ่มรู้ว่าควรมาโรงเรียนทำไม การมาโรงเรียนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ น้องจะรู้เหตุและผลมากขึ้น ตามลำดับขั้น


น้องอุ้ม ชั้น ป.3 อายุ 8 ปี 3
น้องไม่ชอบไปโรงเรียนเพราะคุณครูดุและเข้มงวด น้องเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงก็เลยชอบถูกเพื่อนแกล้ง น้องไม่ชอบกินนมโรงเรียนแต่ครูก็บังคับให้กินทุกคนน้องก็เลยไม่ยิ่งไม่ชอบไปโรงเรียน เวลาที่น้องไม่อยากไปโรงเรียนน้องมักจะบอกยายว่าไม่สบาย น้องบอกว่าน้องไม่ได้โกหกแต่น้องไม่สบายจริงๆ น้องค่อนข้างที่จะหยุดเรียนบ่อยแต่น้องเรียนเก่งสอบได้ลำดับต้นๆของชั้นเรียนตลอด น้องบอกว่าถึงไม่ได้ไปโรงเรียนก็ทำการบ้านย้อนหลังอยู่บ้านได้ น้องมีเพื่อนเยอะแต่น้องไม่ค่อยชอบเล่นกับเพื่อน น้องมีเพื่อนสนิทอยู่1คน น้องไม่ค่อยชอบทำงานกลุ่มเพราะเพื่อนชอบเถียงกันวุ่นวาย น้องบอกว่าทำงานคนเดียวง่ายและเร็วกว่า เวลาพักกลางวันหลังจากกินข้าวเสร็จน้องจะชอบเล่นกับเพื่อนหรือบางทีก็อ่านหนังสือการ์ตูน เวลาอยู่บ้านน้องชอบดูการ์ตูน อ่านหนังสือ วาดรูปและเล่นกับหมา ในตอนเย็นๆน้าจะให้น้องทำแบบฝึกหัดส่งทุกวัน น้องไม่ค่อยชอบทำงานบ้านแต่ก็ต้องทำ สุดท้ายถ้าคุณครูไม่ดุน้องก็อยากไปโรงเรียนเพราะที่โรงเรียนไม่เหงามีเพื่อนเล่น

น้องฟ้า ป.4 อายุ 9 ปี รร.สาธิต ม.บูร
น้องไม่ชอบไปโรงเรียน ชอบอยู่บ้านอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกมเฟซบุ๊ก ไม่ชอบไปโรงเรียนเพราะเบื่อเพื่อนๆ เวลาคุณครูให้ทำงานกลุ่ม เพื่อนๆจะไม่ช่วยทำ ชอบอู้ ทำให้ต้องทำงานคนเดียวตลอด น้องเล่นกับกลุ่มเพื่อน3-4คน ระหว่างรอผู้ปกครองมารับ น้องซนและไม่ฟัง ติดเล่นกับเพื่อนระหว่างทำการสัมภาษณ์

น้องมาร์ค ชั้น ป.5 อายุ 11 ปี
น้องชอบอยู่บ้านมากกว่าไปโรงเรียน ไม่ค่อยชอบทำรายงานกลุ่มกับเพื่อน น้องมีพฤติกรรมก้าวร้าวก็ต่อเมื่อจะมีคนมาหาเรื่องน้องก่อน เคยโดนขึ้นทัณฑ์บนมาแล้วสามครั้ง ซึ่งทำให้น้องต่อ ม.1 ที่ โรงเรียนเดิมไม่ได้ เคยมีเรื่องชกต่อยที่โรงเรียนส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ มีพฤติกรรมติดเพื่อนส่วนใหญ่จะไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วแต่โอกาส เพราะยังขี่จักรยานยนต์ไม่เป็นแต่ก็จะมีเพื่อนมารับไปเที่ยวหรือไปกับพี่ๆ ถ้าอยู่บ้านส่วนใหญ่ก็จะเล่นคอมพิวเตอร์ แชทกับผู้หญิง มีแฟนมากกว่า 5 คน แฟนส่วนใหญ่จะเป็นรุ่นพี่ โดยการไปหลอกเขาว่าอยู่ ม.1 บ่งบอกว่าน้องชอบโกหกอาจเลียนแบบจากผู้ปกครองหรือสื่อบางประเภท แต่น้องค่อนข้างสนิทกับพ่อแม่ เวลามีเรื่องอะไรก็มักจะเล่าให้ฟัง อาจมีเรื่องโกหกบางส่วน และน้องไม่ได้แสดงพฤติกรรมว่าขาดความอบอุ่นแต่อย่างใดเนื่องจากแถวบ้านมีเพื่อนเล่นเยอะก็คือเป็นญาติกันส่วนใหญ่เลยทำให้ไม่เหงา

ผู้ปกครองน้องมาร์ค
ส่วนใหญ่ก็รู้ว่าพฤติกรรมของลูกเป็นอย่างไรก็ห้ามบ้างตามความเหมาะสม ซึ่งบางครั้งยากต่อการควบคุมเนื่องจากทำอาชีพขายของตามตลาดนัดกลับมาก็มือในระหว่างจึงไม่รู้เลยว่าลูกไปแสดงพฤติกรรมอย่างไรบ้างและเลี้ยงลูกค่อนข้างตามใจ

น้องเต้ย อายุ 12 ปี ปัจจุบันไม่ได้เรียน
น้องทำงานขายพลุอยู่ที่ริมชายหาดวอนนภาตั้งแต่ 7ขวบ น้องบอกว่าแต่ก่อนเคยเรียน แต่ตอนนี้ไม่เรียนแล้ว เบื่อไม้เรียว เนื่องจากตัวน้องเองเดินขายพลุตั้งแต่เด็ก ขายตั้งแต่เย็น - ตี2 และเช้าต้องไปโรงเรียน ก็ตื่นสายและยังไปหลับในห้องเรียน โดนเพื่อนๆล้อ ทะเลาะกับเพื่อนบ้าง เนื่องจากน้องกำลังคาบเกี่ยวการเป็นวัยรุ่น ส่วนแม่ก็อยู่บ้านเฉยๆ และให้น้องเป็นคนออกไปทำงานและนำเงินมาให้ ทำให้น้องไม่ได้รับความดูแลเอาใจใส่จากครอบครัว

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่อยากไปโรงเรียนได้อย่างไร?
- หากลูกแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเริ่มเปิดภาคการศึกษาใหม่ พ่อแม่ก็ควรตามลูกไปที่โรงเรียนด้วย และเข้าพบกับครูก่อนการเริ่มเรียน
- การขอความช่วยเหลือจากโรงเรียนเพื่อทำให้เด็กรู้สึกเป็นกังวลน้อยลงก็เป็นวิธีที่ช่วยได้มาก โดยขอความช่วยเหลือจากครู ในการสนับสนุนให้ลูกเอาชนะความกังวลต่างๆ
- อย่าละเลยหรือปฏิเสธความกังวลของลูก แต่ควรยอมรับ และให้ความเชื่อมั่นแก่ลูก เช่น อาจพูดกับลูกว่า “พ่อรู้ว่าลูกกลัวว่าพ่อจะไม่ไปรับ แต่ไม่มีเหตุผลที่ลูกต้องกังวลเลย พ่อจะไปรับลูกแน่นอน”
- เด็กที่มีความกลัวในเรื่องการแยกจากพ่อแม่ผู้ปกครอง อาจทำให้พ่อแม่รู้สึกสงสารลูก จนยอมให้ลูกไม่ต้องไปโรงเรียน แต่วิธีรักษาอาการดังกล่าวที่ดีที่สุดคือ การช่วยไม่ให้เด็กยอมแพ้ต่อความกังวลได้โดยง่าย
- พ่อแม่ควรพยายามหาวิธีที่สามารถทำให้ลูกไปโรงเรียน ตัวอย่างเช่น เด็กอาจได้รับการยืนยันว่าจะโทรหาแม่ได้เมื่อใดบ้างในตอนอยู่ที่โรงเรียน ในกรณีที่หนักที่สุด แม่อาจไปอยู่ที่โรงเรียนกับลูก แต่อยู่กับลูกเพียงแค่ในระยะเวลาที่กำหนด และค่อยๆ ลดเวลาการอยู่กับลูกที่โรงเรียนไปทีละนิด

- สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การบอกเด็กไปตรงๆ ว่าต้องไปเรียนนานเท่าใด ทั้งนี้ ไม่ควรมีกลวิธีหลอกล่อเด็กให้ไปโรงเรียน ที่จะทำให้เด็กไม่เชื่อใจพ่อแม่ผู้ปกครองอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ผู้ปกครองอาจบอกกับเด็กว่า เด็กอาจต้องไปเรียนที่โรงเรียนเพียงแค่ชั่วโมงเดียว แต่เมื่อเด็กไปเรียนที่โรงเรียนแล้ว ครูก็จะบอกให้เด็กอยู่เรียนต่อไปทั้งวัน สิ่งนี้จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกตรงข้ามกับสิ่งที่เคยตั้งใจเอาไว้ ผลสุดท้าย เด็กอาจปฏิเสธการไปโรงเรียนครั้งต่อไป เพราะเกิดความกังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนอีก
- การลงโทษเด็กไม่เป็นการช่วยอะไร แต่ความใจดี บวกกับแรงกระตุ้นที่มีเหตุผล และการสนับสนุนเด็ก จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกอยากไปโรงเรียนได้ในที่สุด
- อย่าถามเด็กว่าทำไมถึงกลัวการไปโรงเรียน เนื่องจากเด็กมักจะไม่รู้คำตอบ เมื่อเด็กไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ก็จะเป็นการทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเครียดแทน ทั้งนี้พ่อแม่ผู้ปกครองควรบอกเด็กว่าความกลัวไม่ช่วยอะไร หากแต่เด็กควรเอาชนะความกลัวให้ได้
- ควรเปิดใจให้กว้างในการรับฟังความรู้สึกของเด็ก อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาของเด็ก โดยใช้เวลานานๆ นั้นไม่เป็นการช่วยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม สิ่งนี้อาจทำให้เด็กรู้สึกเป็นภาระ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเน้นย้ำว่าต้องการช่วยให้ลูกปราศจากความกังวล และความกลัวซึ่งไม่มีอยู่จริง
- การที่เด็กไม่อยากไปโรงเรียน อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเกิดความรำคาญ การแสดงออกถึงความขุ่นเคือง และความโกรธนั้นไม่เป็นผลดี และพ่อแม่จะไม่เกิดความรู้สึกอยากทำแบบนั้น หากมีกลวิธีเฉพาะในการช่วยเหลือลูกให้ไปโรงเรียน

วิเคราะห์ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคม 8 ขั้น ของอิริคสัน
สิ่งแวดล้อมทั้งทางกายภาพ ทางสังคม ทางวัฒนธรรม และทางความคิด เข้ามามีอิทธิพลกับพัฒนาการของชีวิตมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนชรา ซึ่งส่งผลต่อความคิดริเริ่ม ความสามารถในการปรับตัว บุคลิกภาพและพฤติกรรมต่างๆ อิริค ฮอมเบอร์เกอร์ อิริคสัน (Erik Homburger Erikson) เป็นนักจิตวิทยาคลินิก เกิดที่ประเทศเยอรมันพบว่าพัฒนาการทางจิตวิทยาของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับโครงสร้างทางกายภาพร่างกาย มุมมองของอิริคสันจึงเน้นพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมร่วมกัน นั่นคือ การเจริญเติบโตทางร่างกาย และสิ่งแวดล้อมจะมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการทางจิตใจ และบุคลิกภาพ ทำให้บุคคลสามารถปรับตัวอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ ทฤษฎีของอิริคสันนี้มีพื้นฐานจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ จุดเด่นของอิริคสันคือมุมมองพัฒนาการมนุษย์ตลอดช่วงอายุขัย ซึ่งอิริคสันมองพัฒนาการของบุคคลคนหนึ่งในลักษณะองค์รวมตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งสิ้นอายุขัย ซึ่งโมเดลนี้แบ่งพัฒนาการของบุคคลไว้ 8 ขั้น ดังนี้
- ขั้นที่ 1 ความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจ กับ ความไม่ไว้วางใจ
- ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเอง กับ ความละอายและสงสัย
- ขั้นที่ 3 ความคิดริเริ่มกับความรู้สึกผิด
- ขั้นที่ 4 ความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึกต่ำต้อย
- ขั้นที่ 5 ความเป็นอัตลักษณ์กับความสับสนในบทบาท
- ขั้นที่ 6 ความใกล้ชิดสนิทสนมกับความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง
- ขั้นที่ 7 การสืบทอดกับการคำนึงถึงแต่ตนเอง
- ขั้นที่ 8 ความมั่นคงสมบูรณ์ในชีวิตกับความสิ้นหวัง

โดยขั้นที่เกี่ยวข้องกับปัญหามากที่สุดคือขั้น 4 ความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึกต่ำต้อย ขั้นนี้อยู่ในช่วงอายุ 6 – 12 ปี เป็นส่วนใหญ่ ช่วงวัยเด็กตอนปลายเป็นระยะที่เด็กมีความเจริญเติบโตและมีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ มากขึ้นยิ่งกว่าในวัยเด็กตอนต้นและวัยเด็กตอนกลาง การเสาะแสวงหาสิ่งต่างๆ ทำให้เด็กมีประสบการณ์กับสิ่งใหม่ ๆ รอบตัวเขามากขึ้น เมื่อเขาคิดว่าสิ่งใดที่เขาต้องการเขาจะต้องแสวงหาให้ได้ตามความปรารถนา เนื่องจากในวัยที่ผ่านมาเขาไม่สามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ เพราะมีผู้ใหญ่คอยบังคับและควบคุม เด็กในวัยนี้ต้องการแสดงความคิดเห็นและแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่ จุดสำคัญของพัฒนาการระยะนี้คือการได้แสดงออกว่าเขามีความคิด และมีความสามารถเหมือนผู้ใหญ่คนอื่นๆเช่นกัน ในช่วงอายุนี้บุคคลรอบข้างควรช่วยชี้แนะแนวทางในการดำเนินชีวิตเพราะเป็นระยะที่พวกเขาเริ่มไตร่ตรองถึงอนาคต การที่ได้พิสูจน์ว่ามีความสามารถกระทำสิ่งต่างๆ ในขอบเขตของเขาได้อย่างเหมาะสมทำให้เด็กในวัยนี้มีความเชื่อมั่นว่าเขาจะประสบความสำเร็จในอนาคต
เด็กจะสนใจในสิ่งต่างๆ แล้วพยายามดัดแปลงให้มาสู่แบบฉบับของตน ความสามารถในการเลียนแบบจะปรากฏออกมาในรูปของ การเรียนรู้ภายในขอบเขตความสามารถของตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมและสังคม เด็กจะมองเห็นว่าพ่อแม่เป็นตัวแทนของสังคม เป็นแบบอย่างแก่เขา แต่เขายังต้องการตัวแบบอื่นๆ เพื่อการเปรียบเทียบด้วย เช่น เพื่อนของพ่อแม่ และพ่อแม่ของเพื่อน เป็นบุคคลสำคัญที่ใหม่สำหรับเขา นอกจากนี้เพื่อนบ้าน เพื่อนในโรงเรียน เป็นสิ่งสำคัญทางสังคมที่เขาจะพิจารณา และคนแปลกหน้ากลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับเขา เด็กหญิงและเด็กชายจะแสวงหาผู้ใหญ่และบุคคลอื่นๆ เพื่อการวิเคราะห์ เขาคิดว่าพ่อแม่ยังไม่สมบูรณ์พอที่เขาจะเลียนแบบได้ครบทุกด้าน ในโลกของเด็กมีการสมมติตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญเหมือนผู้ใหญ่ เด็กมีความนับถือตนเองเป็นเกณฑ์เพื่อวัดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตน เด็กจะแสวงหาตัวแบบจากครอบครัวที่มีลักษณะพิเศษออกไป ทางด้านการปรับตัวของเด็กในสังคม เด็กจะมีการยอมรับตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้โรงเรียน กลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันและกลุ่มบุคคลทางศาสนา จะมีส่วนช่วยสนับสนุนการปรับตัวของเด็กได้เป็นอย่างดี ในช่วงวัยนี้เด็กเริ่มเปลี่ยนความผูกพันจากครอบครัวไปสู่สถาบันอื่นในสังคม พัฒนาการระยะนี้จะมีผลต่อระยะวัยรุ่นอีกด้วย
ดังนั้นเมื่อพูดถึงความอยากไปหรือไม่อยากไปโรงเรียนแล้วจะกล่าวได้เป็นพัฒนาการทางด้านสังคมอย่างนึงในขั้นความขยันหมั่นเพียรกับความรู้สึกต่ำต้อย โดยเด็กแต่ละอาจจะมีต้นแบบไม่เหมือนกัน เช่นน้องเต้ยที่แต่ก่อนเคยเรียนแต่โดนคุณครูตีบ้าง ทะเลาะกับเพื่อน เมื่อไปเห็นเด็กคนอื่นที่ใกล้เคียงกับเขากำลังขายพลุ ซึ่งเป็นสังคมอีกรูปแบบนึง เขาจึงเอามาเป็นต้นแบบในการดำรงชีวิตแทนการไปโรงเรียน แถมผู้เป็นแม่ยังไม่ได้ทำงานทำการ น้องเต้ยจึงไม่เลือกเอาเป็นแบบอย่างจนอาจเกิดเป็นปัญหาในภายภาคหน้าได้ และจะมีน้อง อ.2 ที่ไม่อยากไปโรงเรียนเนื่องจากคิดว่าตกจะถูกคุณแม่ทิ้งไว้ จึงการอาการไม่อยากไปโรงเรียนขึ้น ถึงเด็กในวัยนี้อาจจะไม่เข้ากับทฤษฎีเท่าไร แต่ตัวน้องก็เกิดความอยากจะมาโรงเรียนมาขึ้นไปพัฒนาการ โดยมีเพื่อนๆในชั้นเป็นต้นแบบบ้าง พ่อแม่ของเพื่อนเป็นต้นแบบบ้างว่าเพื่อนมีพ่อและแม่ไปส่งที่โรงเรียน เพื่อนมาโรงเรียนตัวน้องก็อยากจะมาด้วย และน้องคนอื่นๆส่วนใหญ่ที่ไม่อยากมาโรงเรียนจะเป็นเพราะมีการทะเลาะกับเพื่อนเป็นหลัก ซึ่งน้องๆบอกว่าทะเลาะกันเป็นปกติแต่กับน้องกรณีศึกษาทำให้ไม่อยากที่จะมาโรงเรียนอยากจะนอนอยู่บ้าน เล่นเกม อ่านการ์ตูน ซึ่งอาจจะเอาตัวแบบมาจากสื่อต่างๆมากมาย จึงทำให้คิดว่าไม่ไปโรงเรียนก็ไม่เป็นไร ทีคนนู้น ในหนังสือเล่มนั้น ยังไม่เห็นเป็นอะไรเลย ทำให้เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหานี่มากขึ้น เผื่อให้ผู้ปกครองมีแนวทางในการแก้ไข อธิบายให้น้องๆฟังได้ว่าสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร และทำไมการไปโรงเรียนจึงสำคัญ เพื่อให้น้องๆโตขึ้นไปตามพัฒนาการที่เหมาะสม
Full transcript